Skip to main content

การบุกจับตัวมาดูโร ผู้นำของเวเนเซูเอล่าเมื่อวันที่ 3 มกราคน ที่ผ่านมา เป็นการเปิดศักราชใหม่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายมิติ ทั้งประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศ ประเด็นที่พฤติกรรมนี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการที่สหรัฐฯ (หรือรัฐที่เป็นผู้นำ) จะสามารถทำการอะไรก็ได้โดยไม่สนใจกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นแนวปฏิบัติที่สหรัฐฯ จะไปทำกับประเทศอื่น หรือที่ประเทศอื่นอาจจะไปทำกับประเทศอื่น (เช่น จีนจะไปทำกับไต้หวัน) ได้หรือไม่

ประเด็นเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศคงมีคนวิเคราะห์เอาไว้เยอะแล้ว และผมว่าผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ คงจะได้อธิบายโดยพิสดารเอาไว้มากในหลายหลากที่แล้ว จึงขอให้ผู้อ่านได้ติดตามความเห็นและบทวิเคราะห์เหล่านั้นเอง

สำหรับผมแล้ว ประเด็นที่มีความสำคัญคือ พฤติกรรมของสหรัฐฯ นี้ส่งผลต่อระเบียบ (order) ที่ถูกสร้างขึ้นมาและเป็นเหมือนเครือข่ายที่ประคับประคอง เป็นแนวทาง เป็นหลักยึดของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศมานับเนื่องตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรืออาจจะระบุลงไปได้ว่าหลังปี ค.ศ. 1945 

ระเบียบระหว่างประเทศ (international order) เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของกฎหมาย บรรทัดฐาน การทูต ชุดความคิด โดยมีเครื่องมือทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ แบบแผนความประพฤติ ประเพณีทางการทูต และองค์การระหว่างประเทศที่สร้างระบอบ (regime) แนวทางต่างๆ จนกลายเป็นชุดความคิด ความเชื่อ บรรทัดฐาน แนวปฏิบัติ ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนแนวคิด หลักการที่ได้รับการยอมรับร่วมกันของสังคมระหว่างประเทศ 

ระเบียบระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นโดยสหรัฐฯ ด้วยการทำงานที่สลับซับซ้อนของตัวแสดงต่างๆ ทั้งองค์การระหว่างประเทศที่เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจ การเงิน และกฎหมาย จนกลายเป็นแนวทางที่โลกใช้มาร่วมกัน

แม้ว่าตั้งแต่ ค.ศ. 1945 ที่โลกใช้แนวทางของระเบียบเหล่านี้อาจจะถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด ว่าระเบียบนี้ควรเป็นระเบียบหลัก หรือเป็นเพียงระเบียบเดียวในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ แต่ในท้ายที่สุดโลกก็ยังเชื่อและยอมรับในหลักการกว้างๆ นี้ร่วมกัน โดยตั้งอยู่บนหลักการยึดมั่นในกฎระเบียบ (rule-based order) ว่าอย่างน้อยกฎระเบียบเหล่านี้ก็จะช่วยให้เราอยู่ด้วยกันได้พอสมควร

แต่ตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นมา แนวนโยบายต่างประเทศ หลักการ หรือยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้สั่นคลอนระเบียบที่สหรัฐฯ เป็นคนสร้างขึ้น โดยทรัมป์มองว่า ระเบียบเหล่านี้ไม่ได้ตอบสนองต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ เอง และไม่ช่วยให้สหรัฐฯ "มาก่อน"! (American First) 

ทรัมป์ละทิ้งหลักการในการยึดมั่นในกฎระเบียบที่โลกได้ตกลงร่วมกัน แล้วฉีกทำลายหลักการต่างๆ ระหว่างประเทศเพื่อตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติของตนอย่างน่าใจหาย และอาจจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการอยู่ร่วมกัน ว่าหากรัฐผู้นำไม่พอในในระเบียบที่ไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของตน ก็ฉีกทำลายหลักการเผื่อเป้าหมายและผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างไม่ละอายใจ 

คำถามที่สำคัญของไทยก็คือ ในแง่หลักการแล้ว การสั่นคลอนหรือถูกทำลายของระเบียบระหว่างประเทศนี้จะส่งผลต่อไทยอย่างไรในระยะสั้นและระยะยาว เพราะระเบียบที่ถูกทำลายนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการมีปฏิสัมพันธ์ หลักการ ความเชื่อระหว่างประเทศอย่างมาก เพราะกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่เคยถูกยึดถือร่วมกันโดยทำลายทิ้ง 

ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างต่อไป? ก็น่าติดตามและวิเคราะห์ร่วมกันต่อ

บล็อกของ นรุตม์ เจริญศรี

นรุตม์ เจริญศรี
ประเทศสมาชิกของ CPTPP (ที่มา:
นรุตม์ เจริญศรี
นรุตม์ เจริญศรีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
นรุตม์ เจริญศรี
อัตลักษณ์ทางการแข่งขันของประเทศเอสโตเนีย ระหว่าง ค.ศ.1991-2011 โดย สมพงค์ พรมสะอาด
นรุตม์ เจริญศรี
นรุตม์ เจริญศรีคณะรัฐศาสตร์ฯ ม.เชียงใหม่
นรุตม์ เจริญศรี
เวลาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ บ่อยครั้ง หน้าด้านซ้ายถัดจาก
นรุตม์ เจริญศรี
ผมเริ่มต้นเขียน blog นี้ด้วยความสนใจต่อประเด็นองค์ความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภูมิภาคนิยม และภูมิภาคศึกษา จึงอยากเริ่มเขียนและสนทนากับผู้สนใจในประเด็นที่คล้ายๆกัน ผมใช้เวลาคิดอยู่หลายวันว่าจะเริ่มต้นเขียนหัวข้ออะไรเป็นหัวข้อเปิด ซึ่งจะได้เชื่อมโยงต่อไปยัง