Skip to main content

ตอนแรกตั้งใจจะตั้งชื่อบทความว่า “กวีพันธมิตร ฯ” แต่เห็นชื่อที่โดนใจวัยรุ่นกว่าในเวบบอร์ด “ฟ้าเดียวกัน” ว่า “กวีเกรียน” โดยคุณ Homo erectus (ซึ่งเคยเข้ามาวิพากษ์เชิงด่าผมอยู่เป็นประจำจนเลิกไปเอง) จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเพื่อให้เข้ากับสมัยนิยม


กวีเกรียน” ในความหมายของผมคือกวีที่ล้าหลัง คิดอ่านไร้เดียงสาเหมือนเด็กที่อ่อนต่อโลก วิเคราะห์สังคมไม่ออกเพราะไม่มีหลักคิดที่มั่นคง อ่านการเมืองไม่เป็นเพราะมัวแต่คิดว่านักการเมืองชั่วร้ายเลวทรามในขณะที่ประชาชนและข้าราชการ และพวกอภิสิทธิชนนั้นมีคุณธรรม จริยธรรม หรืออย่างน้อยก็มีมากกว่านักการเมือง


ขอบอกว่าความเชื่อและความเข้าใจข้างต้นเป็นสิ่งที่ผิดอย่างร้ายแรง เพราะที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นพวกผู้ลากมากดีหรือกรรมกรแบกหาม ก็ไม่มีใครดีหรือเลวมากกว่านักการเมือง ทุกคนในฐานะที่เป็นคนต่างเลวหรือดีเหมือนกันหมด ส่วนผมชัดเจนในความเห็นของผมมานานแล้วว่า “ทุกคนเลวเหมือนกันทั้งนั้น”


กวีเกรียน” ไร้จุดยืนและหลักการ ชอบเต้นเร่า ๆ ไปตามกระแสข่าว ขาดทัศนะวิพากษ์แบบถึงรากถึงโคนจึงไม่สามารถผลักตรรกะออกไปจนสุด ทำให้มีเพดานทางการวิเคราะห์ที่แคบตื้น ไม่อาจวิพากษ์ได้อย่างเฉียบขาดแหลมคม ไม่มีความคงเส้นคงวาในการใช้เหตุผลหรือ “ใช้เหตุผลแบบเลือกปฏิบัติ”


ยกตัวอย่าง เช่น กลุ่ม “พันธมิตร ฯ” สามารถปั้นน้ำเป็นตัวด่ารัฐบาลในกรณีของคุณจักรภพ เพ็ญแขหรือในกรณีของคุณนพดล ปัทมะได้ แต่รัฐบาลปั้นน้ำเป็นตัวด่ากลุ่ม “พันธมิตร ฯ” หรือแม้แต่นำเสนอข้อเท็จจริงออกไป กลับเป็นสิ่งที่ไม่มีชอบธรรม ต้องมีการตรวจสอบ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระค่อย ๆ ยักยอกเงินมาสร้างบ้านราคา 50 ล้านบาทเป็นสิ่งไม่น่าเกลียด แต่ถ้านักการเมืองทำบ้าง ชาว “กวีเกรียน” จะรับไม่ได้


ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาส่งผลให้ “กวีเกรียน” มองเห็นการกระทำและความคิดเห็นของกลุ่ม “พันธมิตร ฯ” เป็นอะไรที่ถูกต้องเหมาะสม พอถึงเวลาเลือกข้างจึงเลือกที่จะเข้าข้าง “พันธมิตร ฯ” โดยไม่ต้องรู้สึกละอาย


กวีเกรียน” ไม่เฉลียวใจเลยว่ากลุ่ม “พันธมิตร ฯ” นั่นแหละคือปัญหา คืออาการของโรคต่อต้านประชาธิปไตยที่มีอำนาจตุลาการ และทหาร เป็นฐานสนับสนุน “กวีเกรียน” มีจิตสำนึกผิดพลาดที่ไม่ตระหนักว่าสองสถาบันที่ว่านี้แหละคืออุปสรรคต่อพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย


การที่กวีเกรียนเลือกข้าง “พันธมิตร ฯ” ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะว่ารสนิยมทางการเมืองนั้นของใครก็ของมัน ไม่ว่ากัน บางคนสมาทานระบอบอมาตยาธิปไตยเพราะเชื่อว่าผู้ดีย่อมดีกว่าไพร่ บางคนสมาทานระบอบพ่อปกครองลูกเพราะเห็นว่าเป็นอะไรที่อบอุ่นใกล้ชิด บางคนพอใจกับระบอบอุปถัมภ์เพราะไม่เน้นเรื่องคุณธรรมความสามารถ ฯลฯ


แต่ประเด็นก็คือ “กวีเกรียน” และ “พันธมิตร ฯ” อ้างถึงประชาชนและประชาธิปไตยไม่ขาดปาก ทั้งที่เนื้อหาและประเด็นการเคลื่อนไหวนั้นกลับตรงกันข้าม!


บรรดารายชื่อกวีที่ขึ้นเวทีพันธมิตร ฯ หรือเป็นแนวร่วมนั้นล้วนแล้วแต่เป็นกวีแถวหน้าของเมืองไทยทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (คนนี้ขาประจำ) อังคาร กัลยาณพงศ์ (ท่านนี้ไม่อยากแตะเลย) คมทวน คันธนู (ผมไม่ค่อยอ่านงานของเขานัก) ฯลฯ


เมื่อเห็นรายชื่อของกวีแถวหน้าแล้ว จึงคิดได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใดที่แวดวงกวีของไทยยังย่ำอยู่กับที่ ไม่มีพัฒนาการ ทำได้เพียงแค่โหนกระแสแกะสลักตัวอักษรไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีทิศทาง ผลที่เกิดขึ้นคือไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้อ่านและสังคม ผลัดกันเขียน เวียนกันอ่าน วานกันชม ในวงแคบ ๆ ไม่กี่คน ผลิตงานรวมเล่มออกมาเพื่อหวังรางวัลของโรงแรมโอเรียนเต็ล(ซีไรท์) เท่านั้น!


ผมไม่รู้ว่าการที่กวีนำบทกวีของตนเองขึ้นไปอ่านบทเวที “พันธมิตรฯ” หรือส่งบทกวีไปให้คนอื่นอ่านแทนนั้นจะได้ค่าจ้างมากน้อยเพียงใด หรือบรรดาศิลปิน “เพื่อชีวิต” ที่ขึ้นไปร้องเพลงให้พันธมิตร ฯ จะได้ค่าแรงมากน้อยเพียงใด เข้าใจว่าคงจะได้บ้าง


แต่รู้สึกใจหายและเสียดายครับ น่าใจหายและน่าเสียดายครับที่กวีใหญ่เหล่านี้ทำลาย ทำร้ายตนเอง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นั้น ไปไกลเกินกู่แล้วจริงๆ ความรู้สึกนึกคิดแบบอนุรักษ์นิยมเต็มเปี่ยมท่วมท้น


นอกจากจะขยันเขียนบทกวีให้ “พันธมิตร ฯ” แล้วเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ยัง “ซื้อ” แนวคิด “คลั่งชาติ” ว่าด้วยเรื่องการทวงสิทธิ “เขาพระวิหาร” เขาเป็นหัวขบวนเรียกร้องทวงสิทธิใน “เขาพระวิหาร” ร่วมกับบรรดาพวกผู้ดีและไม่ผู้ดีแถวสะพานมัฆวานโดยไม่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้


ผมอยากจะบอกว่าแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วหรือความคลั่งชาติแบบกลุ่มพันธมิตร ฯ นั้นเป็นแนวคิดที่คับแคบ เห็นแก่ตัว หากลองตัดส่วนได้เสียในฐานะที่เป็นคนไทยหรือคนเขมรออกไปแล้ว ก็จะคิดได้ว่า “เขาพระวิหาร” จะเป็นของใครก็ไม่ใช่ปัญหา ขอให้มันเป็นมรดกของมนุษยชาติก็พอ ! ทำไมกวีไม่คิดเช่นนี้เล่า!


ในบทความชิ้นต่อ ๆ ไปคงจะได้วิเคราะห์ถึงเนื้อหาของบทกวีบางชิ้น ส่วนบทความนี้ขอจบด้วยบทกวีของใครก็ไม่รู้อยู่ในเวบบอร์ดประชาไท (ต้องขออภัยผู้แต่งอย่างแรงที่ไม่ได้จดชื่อมาด้วย ใครรู้ช่วยบอกที) เขียนไว้ว่า

ความล้าหลังปรากฎในชนชั้นกลาง
ยืน เดิน นั่ง ตะโกนกันคลั่งบ้า
กู่ ปาวๆ เอาประเทศไทยคืนมา
คืนมาจากกำมือประชาชน!!!


บล็อกของ เมธัส บัวชุม

เมธัส บัวชุม
ผมใส่เครื่องหมายไปยาลน้อยหลังคำว่า “ม็อบพันธมิตร ฯ” ด้วยละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าผู้อ่านแต่ละคนสามารถที่จะเลือกใส่คำต่อท้ายคำว่า “พันธมิตร” ลงไปได้ตามที่เห็นสมควร เพราะรู้สึกกระดากละอายเกินกว่าที่จะเรียกกลุ่มนี้ด้วยชื่อเต็ม ๆ ที่ต่อท้ายด้วยคำว่า “ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ครั้งแล้ว ครั้งเล่าที่คนกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่ตรงกันข้ามกับคำว่า “ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” คือมีแต่ความใจแคบ เอาแต่ใจตนเอง ขาดความอดทนอดกลั้นทางการเมือง ความอดทนอดกลั้นทางการเมืองที่เป็นคุณลักษณะสำคัญของการอยู่ร่วมกัน (เพราะจะได้ไม่ต้องฆ่ากัน) นอกจากขาดความอดทนอดกลั้นแล้วกลุ่มพันธมิตร ฯ…
เมธัส บัวชุม
บทความที่แล้ว ผมเสนอว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “พันธมิตรประชาชนเพื่ออะไรก็ตามแต่” ไม่สามารถเรียกว่าด้วยคำหรูๆ เกินจริงอย่าง “อารยะขัดขืน” ได้ หากแต่ควรเรียกว่า “อารยะข่มขืน” น่าจะเหมาะกว่า และผมได้แปลคำว่า “อารยะข่มขืน” ว่าหมายถึงการ “ข่มขืนที่เนียนๆ” อันหมายถึงการละเมิดขืนใจทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคมที่ดูเหมือนจะถูกกฎหมายและดูเหมือนจะมีอารยะ แต่ที่แท้แล้ว เลวร้ายไม่น้อยกว่าการใช้กำลังบังคับตรงๆ เพราะเป็นการใช้กลอุบายเล่ห์เหลี่ยมหรือกลวิธีที่แนบเนียนแยบคายในการเข้าไปมีสิทธิเหนือร่างกายและจิตใจของผู้อื่น ส่วนในระดับของสังคมการเมืองนั้น…
เมธัส บัวชุม
เพื่อให้เห็นภาพและเกิดความชัดเจน เป็นความเหมาะสมที่เราจะเทียบเคียงการทำรัฐประหารซึ่งทุกครั้งจะถูกอ้างในนามของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสามอย่าง (เขาพระวิหาร การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ปฏิญญาฟินแลนด์) เข้ากับการข่มขืน เพราะมันมีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกันมาก ๆ ใช้เพียงสามัญสำนึกเราก็รู้ว่าการทำรัฐประหารและการข่มขืนคือการละเมิดเพิกถอนในสิทธิทุกด้านและทุก ๆ หลักการของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในร่างกาย จิตใจและสติปัญญาตลอดจนพฤติกรรมการแสดงออก สิ่งที่คนถูกข่มขืนได้สูญเสียไปคือคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ อันเป็นแก่นสาระของการมีชีวิตอยู่…
เมธัส บัวชุม
กล้องถ่ายรูป นอกจากจะเป็นเครื่องมือสำหรับเก็บภาพแล้วยังสามารถเป็นอาวุธไปได้พร้อมกัน  หลายคนที่สันหลังหวะและกำลังจะหวะจึงมักกลัวกล้องเพราะมันจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ฟ้องด้วยภาพ” ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าคำบรรยายเป็นไหน ๆ และในรายที่ความผิดปรากฏชัดแล้ว กล้องก็สามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ประจานด้วยภาพ” ได้อีกด้วยนักการเมืองหรือดาราหรือกระทั่งคนธรรมดาเวลาทำผิดจึงมักจะหลบกล้อง เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้นักศึกษาอมนกเขาแลกเกรดก็พยายามเลี่ยงหลบกล้องโดยเอาปี๊บคลุมหัว หรือนักการเมืองบางรายลงทุนพรางตัวเพื่อไม่ให้กล้องจับภาพได้ขณะที่เข้าพบป๋าเป็นการส่วนตัว…
เมธัส บัวชุม
"ขี้กะโหล่ย" เป็นศัพท์วัยรุ่นทั่วไป สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้ มักจะมีความหมายเชิงลบ ทำนองว่าไม่เข้าท่า ไม่ได้เรื่อง นิสัยไม่ดี พฤติกรรมแย่ เป็นที่รังเกียจ ไม่ควรเข้าใกล้ อย่าไปคบหา ชอบเอาเปรียบ เห็นแก่ได้ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น "ไอ้ลองมันขี้กะโหล่ย หน้าพระใจมาร กูไม่อยากสุงสิงกับมันหรอก" หรือ "ไอ้ลิ้มขี้กะโหล่ยโดนตำรวจจับไปเมื่อวานฐานปากดี"  หรือ "ม็อบพันธมารขี้กะโหล่ย หลอกขายเสื้อยามเผาแผ่นดิน" ฯลฯ
เมธัส บัวชุม
ปฏิวัติ 14 ตุลา 2516 ประชาชนรวมตัวกันเพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหาร ดึงอำนาจจากมือของเหล่าขุนนางข้าราชการมาเป็นของประชาชน ซึ่งในขณะนั้นบรรดาขุนนางข้าราชการแห่งระบอบอมาตยาธิปไตยครอบครองเป็นใหญ่ในเวทีการเมืองของสภาผู้แทนราษฎรอยู่  แต่ปัจจุบันกลับตาลปัตร เมื่อประชาชนร่วมแรงร่วมใจกับรัฐบาลประชาธิปไตยต่อสู้กับซากเดนแห่งระบอบอมาตยาธิปไตย ซึ่งกลายเป็นกลุ่มพลังนอกเวทีรัฐสภา เป็นกลุ่มเผด็จการนอกรัฐธรรมนูญที่ต้องการบ่อนเซาะทำลายความเข้มแข็งของระบอบรัฐสภาการขยับตัวเคลื่อนไหวของ “ระบอบเก่า” เพื่อหวนกลับมามีบทบาทในเวทีการเมือง ทำให้ประชาชนเกิดกระแสตื่นตัวต่อต้าน…
เมธัส บัวชุม
อาการตบะแตกกับนักข่าว/คอลัมนิสต์ ของนายก ฯ สมัคร  สุนทรเวช เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และไม่ใช่อะไรที่น่าตื่นเต้นตกใจแต่อย่างใด  แต่บรรดานักข่าวและผู้อยู่ในแวดวงออกอาการตระหนกตกใจราวกับสาวแรกรุ่นที่กำลังจะโดนข่มขืนเป็นครั้งแรก โดยไม่ตระหนักเลยว่า ที่ผ่านมานักข่าว/คอลัมนิสต์ กระทำการข่มขืนคนอื่นอยู่ตลอดเวลา หรือในทางกลับกันก็ถูกอำนาจที่เหนือกว่าข่มขืนหลายครั้ง การคุกคามข่มขืนสื่อมวลชนในยุคเผด็จการทหารครองเมือง เทียบไม่ได้แม้แต่นิดเดียวกับปัจจุบัน สื่อบางแขนงชิงข่มขืนตัวเองเสียก่อนที่จะถูกเผด็จการทหารที่นำโดยพลเอกสนธิ  บุณยรัตนกลิน จัดการข่มขืน (เราควรย้ำถึงชื่อของพลเอกสนธิ …
เมธัส บัวชุม
เครือผู้จัดการมีสื่ออยู่ในมือหลากหลายครบครัน ทั้งเคเบิลทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและเวบไซต์ อันทำให้การโฆษณาชวนเชื่อที่เหลวไหลของพวกเขาเป็นไปอย่างครอบคลุมกว้างขวาง เกิดประสิทธิภาพไม่น้อยพวกเขา (เครือผู้จัดการ) สถาปนาตัวเองตามแต่ใจต้องการโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาเลือกตั้งหรือแต่งตั้งด้วยบทบาทหลากหลายเหลือเชื่อคือเป็นตั้งแต่ “ยาม” ไปจนถึง “ผู้จัดการ”“ยาม” และ “ผู้จัดการ” นั้นอยู่กันคนละชนชั้นหรือพูดด้วยภาษาแบบหมอประเวศ วะสี ก็คืออยู่กันคนละ “ภาคส่วน” แต่บทบาทหน้าที่ทั้งหมดนี้พุ่งไปที่จุดประสงค์เดียวกันสำหรับ “ยาม” ภาพลักษณ์ที่ตายตัวคือเป็นคนระดับล่างของสังคม เป็นผู้ใช้แรงงานหรือใช้กำลัง…
เมธัส บัวชุม
เหตุการณ์ทางการเมืองช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพื่อล้มรัฐบาลประชาธิปไตยกระทั่งถึงยุคเผด็จการคมช. ครองเมืองซึ่งได้สร้างเครื่องมือต่างๆ (รวมทั้งรัดทำมะนวยฉบับหัวคูน) เพื่อสืบทอดอำนาจและทำการถอนรากถอนโคนรากฐานอุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น มีอะไรที่น่าสนใจมากมายจนผมคิดว่าน่าจะมีนักเขียนมือดีสักคนนำเอาเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ บวกกับจินตนาการบรรเจิดมาผูกร้อยเข้าเป็นนวนิยายชั้นเยี่ยมได้สักหลายเรื่อง การเมืองช่วงก่อนและหลังรัฐประหารนั้น “เป็นนิยายยิ่งกว่านิยาย” เสียอีก ไม่ว่าจะเป็นการกลับตาลปัตรกลายเป็น “ฮีโร่” อย่างช่วยไม่ได้ ของอดีตนายกฯ ทักษิณ  ชินวัตร ความพ่ายแพ้ยกแรกของเผด็จการทหาร…
เมธัส บัวชุม
-1-ปกติแล้ว ผมจะไม่หยิบนิตยสาร “เนชั่นสุดสัปดาห์” ขึ้นมาเปิดดูเพราะไม่คิดว่ามีคอลัมน์อะไรที่ดึงดูดใจเพียงพอ นอกจากก่อนหน้านี้ที่พลิกเปิดไปดู “เรื่องสั้น” เพื่อตรวจดูว่าเรื่องสั้นของตัวเองได้รับการพิจารณาหรือเปล่า แต่ตอนนี้ผมหมดปัญญาและพลังที่จะเขียนเรื่องสั้นแล้ว  ดังนั้นเวลาหยุดดูที่แผงหนังสือผมเพียงแต่กวาดสายตาดูนิตยสารรายสัปดาห์ยี่ห้อนี้เพียงผ่าน ๆ เท่านั้นแต่ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ล่าสุดที่หน้าปกเป็นรูป “ธีรยุทธ  บุญมี” นักคิดวิธีสร้างข่าวให้ตนเองนั้นสะกดให้ต้องหยิบขึ้นมาเปิดดู ที่น่าสนใจไม่ใช่รูป “ธีรยุทธ  บุญมี” แต่เป็น “คำ” ที่พาดผ่านหน้าปกซึ่งเขียนว่า “ตุลาตอแหล ?” พาดหัว…
เมธัส บัวชุม
-1-การได้รับรู้ข้อมูลจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ตลอดจนเข้าไปข้องเกี่ยวกับวงการตำรวจ-ยาบ้าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับผม ไม่คิดฝันว่าชีวิตที่หมกมุ่นอยู่แต่กับหนังสือและการคิดประเด็นทางนามธรรมอะไรไปเรื่อยเปื่อยจะได้พบพานประสบการณ์ชีวิตอีกด้านหนึ่ง ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ผมก็เช่นเดียวกับหลาย ๆ คนที่มองเรื่องยาเสพติดด้วยสายตาวิตกกังวล แลเห็นมันเป็นปิศาจที่นำความเลวร้ายเดือดร้อนมาสู่ชีวิต เป็นเหมือนมะเร็งที่คอยบั่นทอนสภาพร่างกายและจิตใจของคนที่ตกเป็นเหยื่อ (มันชวนให้นึกถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณเสียจริง ๆ!) ต่างไปจากเมื่อก่อนที่มองเรื่องนี้อีกแบบหนึ่ง…
เมธัส บัวชุม
  หนุ่มคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าวันดีคืนดีเขาก็ต้องตื่นขึ้นมาตอนประมาณตีสาม เพราะเพื่อนของหลานมาเคาะประตูเรียก"มีอะไร" เขาถาม"งานเข้า!" เพื่อนของหลานบอก ก่อนที่จะขยายความว่าหลานของเขาถูกจับยาบ้า ตอนนี้อยู่ที่สถานีตำรวจแล้วเขารีบไปที่สถานีตำรวจทันที อกสั่นขวัญแขวนเพราะเป็นห่วงหลาน พบหลานนั่งก้มหน้า น้ำตาคลอ และถูกใส่กุญแจมือ"ไม่ทัน!" หลานบอกทันทีที่เจอหน้า เขาไม่แน่ใจว่าคำว่า "ไม่ทัน" ของหลานนั้นหมายถึงอะไร มันอาจหมายถึงว่า "หนีตำรวจไม่ทัน" หรืออาจหมายถึงว่า "ทิ้งยาบ้าที่ติดตัวอยู่ไม่ทัน" เขาถามหลานสองสามคำและถามตำรวจอีกสองสามคำ ได้ความว่าหลานมียาบ้าติดตัวอยู่ 20 เม็ด พร้อมกับเงิน 4 พันกว่าบาท…