Skip to main content

บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61

(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

ในรอบเกือบสองปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสดูละครหลายเรื่องด้วยความกรุณาของมิตรสหายหลายท่าน แต่ติดค้างหนี้สินมายาวนานตั้งแต่ละครเรื่องไต้ฝุ่น (The Remains) ในวาระครบรอบ 40 ปี ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นละครของนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่แสดงไปเมื่อปี 2556 โดยความอนุเคราะห์ของ ดร. ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์ คณบดี ที่เชื้อเชิญให้ผมไปดู ผมเพิ่งมีโอกาสทบทวนเรื่องราวของไต้ฝุ่นที่ได้สะท้อนจุดเริ่มต้นของความบิดผันผิดรูปที่กำลังดำเนินอยู่ (deforming) ของการเมืองไทย

ไต้ฝุ่นเป็นเรื่องราวของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลพวงของการเปลี่ยนแปลงเมื่อสี่สิบปีก่อน ความทรงจำ แบบเรียนแบบชาตินิยมที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง อัตลักษณ์ทางเพศของคนรุ่นใหม่ถูกกดปิด บ้างก็ระเบิดมันออกมา บ้างเก็บเงียบในเบื้องลึกอย่างเงียบงันท่ามกลางมรสุมทางการเมืองระลอกแล้วระลอกเล่า

เรื่องที่พวกเขาได้ยินจากปากคำพ่อแม่ กับเรื่องราวนำตำราที่ยังไม่ลงตัว ไหนจะความสับสนระหว่าง 14 ตุลาคน 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 จนบางคนเอามารวมกันเป็น 16 ตุลาคม 2514, 14 ตุลาคม 2519 หรือกระทั้ง 14 กุมภาพันธ์ก็มี

ไม่นับว่าผมเคยตั้งคำถามหลอกล่อว่า จอมพล ส. ธนะรัชต์มีราชทินนามเป็นหลวงประดิษฐ์รัฐธรรมนูญ ก็มีคนเลือกคำตอบข้อนี้มากมาย! 

ถ้าจะนับอายุของเหล่านักแสดงรุ่นนี้คงอยู่ราว 18-21 ปี หมายความว่า พวกเขาเกิดหลัง 14 ตุลาฯ กว่ายี่สิบปี ประเมินคร่าวๆ ได้ว่าพวกเขาอาจอยู่ใต้เงื้อมเงาของพ่อแม่ที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ หรือ 6 ตุลาฯ มา เพราะฉะนั้น การตีความ 14 ตุลาฯ ของคนรุ่นนี้ว่าเติบโตมากับความสุขสบายที่พ่อแม่พยายามประเคนให้ และกันพวกเขาออกจากการเมืองก็เป็นได้

ส่วนผู้ใหญ่อาจเห็นว่าพวกเขาเป็นศูนย์กลางของโลก อ่อนแอ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แต่ก็แอบห่วงลูกหลานไม่ได้

แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือ คนรุ่นนี้โตมากับชัยชนะของขบวนการเสื้อเหลืองและการยกย่องบทบาทกองทัพว่ามีส่วนสำคัญในการปราบพวกเสื้อแดง

ที่น่าสนใจก็คือมีครูอาจารย์ของพวกเขาไม่น้อยที่สนับสนุนการล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แม้ในปี พ.ศ. 2556 ยังจะไม่ร้าวลึกมากนัก แต่เมื่อพวกเขาเข้ามหาวิทยาลัยราว พ.ศ. 2552-2556 พวกเขาย่อมเป็นพยานรู้เห็นกรณีเมษายน- พฤษภาคม 2553 เพราะฉะนั้น พวกเขาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนนด้วยตัวเอง ไม่นับข้อถกเถียงระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสังคม

ในท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ ผมเห็นพลังงานของพวกเขาที่ได้รับการกำกับอย่างดีเยี่ยมของคุณธีระวัฒน์ มุลวิไล หรือคาเงะ สมาชิกคนสำคัญของกลุ่ม B-floor ที่ทำให้นักแสดงใช้ทักษะทางร่างกายอย่างมากมายเพื่อสื่อความตึงเครียด กดดันภายใต้สภาวะทางการเมืองและความสับสนของพวกเขาที่มีต่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ผมนึกเสียดายที่ไม่ได้เขียนถึงเรื่องไต้ฝุ่นเมื่อได้ดูใหม่ๆ เพราะผมถูกภาระงานด้านอื่นดึงดูดเข้าไป จนสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง ราวกับเป็นการพยากรณ์มรสุมทางการเมืองลูกใหม่ที่จะหวนเข้ามาอีกครั้ง เพราะไม่นานนัก ความตึงเครียดทางการเมืองก็เพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ เพราะอีกไม่กี่วันก็เกิดกรณีการผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 และเมื่อสิ้นเดือนพฤศจิกายน การชุมนุมของทั้งสองฝ่ายนำไปสู่การปะทะกัน โดยเฉพาะวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2556 ที่มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตหลายคน

การคัดค้านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมขยายตัวเป็นวิกฤตการณ์ของความพยายามล้มรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้จะยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ตามหลักการประชาธิปไตยสากล แต่ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า กปปส. หรือมวลมหาประชาชนยืนยันว่าต้องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง โดยการตั้งตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์บ้าง การแช่แข็งประเทศ หรือประกาศตัวเป็นรัฐบุคคลบ้าง ในระหว่างนั้น ต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยเดินเข้าสู่ความขัดแย้งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนนับแต่ 6 ตุลาคม 2519 กล่าวได้ว่าต่างฝ่ายต่างไม่สงวนท่าทีในจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง เหลือแต่ฟางเส้นสุดท้ายเท่านั้นที่จะเดินไปสู่ทางมืดดับ

หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก และการต่อต้านในรูปแบบใดๆ ก็ตามถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติในค่ายทหารเกือบหมด มีไม่น้อยที่ไม่ยอมไปรายงานตัวที่ค่ายทหาร

ภายใต้ความกดดันนี้ มีเพียงศิลปะ ดนตรี การละคอน และวรรณกรรมเท่านั้นที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจของผู้ที่ยังเชื่อมั่นในประชาธิปไตยและสันติวิธี

ในเดือนสิงหาคม 2557 ผมได้มีโอกาสไปชมละครเรื่อง “ศรีบูรพา บันทึกแห่งอิสรา” ในวาระครบรอบ40 ปีแห่งการจากไปของกุหลาบ สายประดิษฐ์ นักเขียนคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ผู้ใช้นามปากกาว่า “ศรีบูรพา” ก็ได้มีละครที่เขียนบท กำกับ และร่วมแสดงโดยประดิษฐ์ ปราสาททอง เป็นละครร้องที่เล่าเรื่องในวัยหนุ่มที่ถูกจองจำภายใต้การเมืองแบบเผด็จการตั้งแต่ยุคจอมพล ป. พิบูลสงครามจนถึงสมัยจอมพล ส. ธนะรัชต์ ผ่านสายตาของผู้ภรรยา ชนิด สายประดิษฐ์ ที่สวมบทบาทโดยมณฑกานต์ รังสิพราหมณกุล ที่จัดเวทีเรียบง่าย ในคุกอันเป็นที่จองจำ “กุหลาบ” และในบ้านที่เป็นที่ “จองจำ” ชนิด ผมไปชมรอบท้ายๆ ของละครและได้มีโอกาสพบเพื่อนพี่น้องหลายคน พอจะช่วยปลอบใจกันได้บ้าง 

ที่ผมประทับใจมากก็คือบทโต้ตอบระหว่างกุหลาบกับนายมั่นนายคง อันเป็นตัวแทนของท่านผู้นำ และความเข้มแข็งของชนิด ที่นักแสดงได้สื่อออกมาได้งดงาม ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป

ที่สะเทือนใจก็คือกุหลาบดอกนี้ได้ร้างลาห่างบ้านเกิดเมืองนอนจนวาระสุดท้าย เพราะสังคมไทยตกอยู่ใต้เงื้อมเงาเผด็จการยาวนานมาก

นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคม 2557 ผมยังได้รับเชิญจากปิยศิลป์ บุลสถาพร ผู้กำกับและนักแสดงเอก ให้ไปชมละครเรื่อง “เพื่อชาติ เพื่อ humanity” อันเป็นเรื่องของนายจำกัด พลางกูรที่เขียนบทโดย ศ.ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา แม้จะดูขัดเขินไปบ้าง ด้วยนักแสดงส่วนใหญ่เป็นนักแสดงสมัครเล่น อาสามาแสดงโดยไม่รับค่าตอบแทนใดๆ โดยหวังจะฉลองชาตกาลหนึ่งศตวรรษของวีรบุรุษที่ได้รับการยกย่องน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จากการค้นคว้าของอาจารย์ฉัตรทิพย์นั้น จำกัดเป็นโซ่ข้อต่ออันสำคัญที่ยอมเสียสละความก้าวหน้าของชีวิต ทิ้งคนรักไว้ข้างหลังเพื่อแสวงหาทางออกให้กับประเทศชาติในยามศึกสงคราม เขาไม่หยุดยั้งความพยายาม แม้ในยามสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ในยามที่ขัดสนในต่างแดน จำกัดได้แต่เพียรพยายามสร้างความมั่นใจให้ฝ่ายจีนและสัมพันธมิตรยอมรับขบวนการเสรีไทยในฐานะใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นและฝ่ายอักษะ

ชีวิตของจำกัดเป็นต้นทุนหนึ่งแลกกับการพลิกบทบาทเป็นฝ่ายชนะสงครามของประเทศไทย เป็นชีวิตที่สูญเสียไปอย่างเดียวดาย ไกลจากคนรักและบ้านเกิดเมืองนอนของเขา

ในเดือนเดียวกัน ยังได้รับเชิญให้ไปดูละครของคาเงะ ธีระวัฒน์ มุลวิไล เรื่อง สถาปนา (ถังแดง) และภาคต่อของสถาปนาชื่อ Iceberg ทั้งสองเรื่อง แสดงต่างสถานที่ ต่างเวลากัน ขณะที่สถาปนาหรือถังแดงแสดงที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ แต่ Iceberg แสดงที่โรงละครสดใส พันธุโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

เรื่องสถาปนาหยิบเอากรณีถังแดงที่เป็นข้อเท็จจริงที่ยังมีข้อถกเถียงมากมายมาเป็นตัวเริ่มต้น จากสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าอันตรายอย่างถังน้ำมัน ตัวนักแสดงโผล่ออกมาจากถัง ราวกับไม่รู้เดียงสา มีความสุขสนุกสนานตามวัยวัน แต่พลันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป นักแสดงได้ใช้ร่างกายแสดงให้เห็นถึงความอึดอัด คับข้องใจภายใต้แรงกดดันอย่างถึงที่สุด แม้บางครั้งจะเหมือนว่าตัวละครผ่อนคลายด้วยการกลิ้งไปมากับถังแดง แต่การนอนบนถังแดงก็ไม่ได้ปลอดภัย แถมยังต้องลุ้นกันตัวโก่งในบางฉากว่าจะโดนหางเลขจากถังแดงด้วย

ฉากที่ผมประทับใจที่สุดก็คือฉากที่ตัวละครเดินไปมา แต่ราวกับมีมนุษย์ล่องหนเอาปืนจี้ให้เขาเดินไปข้างหน้า บ้างก็ราวกับถูกกระทืบทำให้เขาต้องล้มลุกคลุกคลานราวกับสัตว์ ท่ามกลางความวิปริตของกลุ่มถังแดงที่รายรอบอยู่ บุคคลลึกลับก็ปรากฏตัวเข้ามาจัดระเบียบ นั่นคือยุคสันติสุขของถังแดง

ฉากภาพยนต์ที่ปรากฏขึ้นมาเป็นภาพของชายลึกลับคนนั้นลากเก้าอี้ขนาดใหญ่ที่แสดงถึงอำนาจและการควบคุม เชือกที่คล้องตัวเขาเป็นบ่วงใหญ่ที่พันธนาการเขาเอาไว้และสาสมใจที่ได้นั่งบนเก้าอี้ใหญ่ยักษ์นั้น

ทิ้งระยะเวลากว่าสิบวันก็ถึงรอบการแสดง Iceberg หรือภูเขาน้ำแข็ง ในชุดนี้ต่างไปจากชุดสถาปนาภาคแรกหรือภาคถังแดง ภาคนี้กลับเย็นยะเยือกเพราะเต็มไปด้วยน้ำแข็งใหญ่น้อยที่นักแสดงเอามา ใบหน้าที่สวมหน้ากากนั้นเหมือนฆาตกรโรคจิตที่กำกับความเป็นไปของจักรวาลน้ำแข็งรอบตัวเขา การเจาะเข้าไปในน้ำแข็ง สลับกับภาพที่ถ่ายจากกล้องที่ติดหน้าอกของตัวละครฉายเป็นฉากหลัง ทำให้เห็นความสยดสยองของภาพและเสียงจากสว่านเจาะและเติมสีแดงของน้ำหวานเข้าไป

แม้ในบางช่วงนักแสดงเอาเพลงแม่สายที่เล่นจากแผ่นเสียงเปิดแล้วนั่งฟังอย่างสบายใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภาพรวมของ Iceberg ช่วยเติมเติมให้เห็นภาพของยุคสงครามและยุคสันติสุขในสายตาของผู้กุมอาจที่พยายามไม่ให้นำ้แข็งละลาย แต่ก็พยายามจัดระเบียบน้ำแข็งที่ค่อยๆ กร่อนเซาะด้วยมือของเขาและด้วยอากาศรอบตัว

การปรากฏตัวของชายในหน้ากากและเก้าอี้อันทรงอำนาจนั้น หลอมรวมกันให้สถาปนาทั้งสองตอนเป็นเอกภาพของความขัดแย้ง สงครามและสันติสุขในระเบียบชุดหนึ่งที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง กับระเบียบอีกชุดหนึ่งที่พยายามหยุดไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่อาณาจักรน้ำแข็งกำลังเซาะกร่อนด้วยมือของผู้จัดระเบียบ

ในรายละเอียดที่ว่ามาเหล่านี้ เป็นภาพร่างจากความทรงจำของผมทั้งสิ้น และชวนให้คิดย้อนไปถึงคราวที่ผมพยายามสร้างชุดของคำอธิบายว่าสังคมสมัยใหม่คืออะไร สังคมที่เรียกว่าร่วมสมัยคืออะไร

ในคำตอบหนึ่งมาจากแนวคิดของเรย์มอนด์ วิลเลียมส์ที่เห็นว่า ในพื้นที่ของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นวรรณคดี เพลง ละคร หรือศิลปะแขนงอื่นๆ มักจะเกิดการก่อตัวของบางสิ่งบางอย่างที่เป็นตัวแทนของสิ่งที่จะถูกติดฉลากในอนาคต แต่ยังไม่มีชื่อเรียกโดยตัวมันเอง วิลเลียมส์เรียกสภาวะนี้ว่า”โครงสร้างของความรู้สึก” (structure of feelings) ซึ่งก่อตัวขึ้นมาในสภาวะหนึ่งที่แยกออกจากโครงสร้างก่อนหน้านี้ แม้จะไม่มีชื่อเรียกในขณะดังกล่าว แต่มันก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

ในสภาวะที่สิ่งใหม่ๆ กำลังจะเกิดขึ้นนี้เอง เป็นธรรมดาที่ผู้ที่พยายามควบคุมความเปลี่ยนแปลงมักจะลงลึกมาถึงพรมแดนของศิลปวัฒนธรรม และหากมันมาถึงเมื่อไหร่ แสดงว่านั่นคือภาวะที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง

ในเดือนมกราคม 2558 ได้มีการเสนอร่างกฎหมายหลายๆ ฉบับที่มีผลในการจำกัดเสรีภาพของประชาชน รวมถึงการไป “เยี่ยม” ละครเวทีของกลุ่ม B-floor เรื่อง “บางละเมิด” โดยเหล่าทหารหาญ (บางละเมิดแสดงโดยอรอนงค์ ไทยศรีวงศ์) สะท้อนให้เห็นการบิดผันผิดรูปของสังคมไทยทั้งๆ ที่ในช่วงเวลานี้ เป็นเวลาที่เรากำลังแสวงหาทางออกใหม่ๆ ให้กับสังคมในนามของการปฏิรูป แต่ทางออกที่ถูกกำกับอย่างยิ่งยวดนี้สะท้อนให้เห็นมรดกของมรสุมทางการเมืองที่สั่งสมกันมานาน และไม่พร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลงใหม่เอาเสียเลย

หน้าที่หรือบทบาทของศิลปะการแสดง ถ้าจะมีก็คือกระจกสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ 

เศร้าที่สุด แย่ที่สุด ก็คือคนจำนวนไม่น้อยกลับมองเห็นว่าเป็นเรื่องปกติไปเสีย

อาจกล่าวได้ว่าการบิดผันผิดรูปยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ขณะที่โครงสร้างของความรู้สึกใหม่กำลังก่อตัว

 

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด