Skip to main content

รถบัสนำผมมาถึงเมืองชิคาโกในเวลาสองทุ่มครึ่ง รถจอดที่สถานีปลายทาง Union Station แม้จะเคยมาเมืองนี้ แต่คราวนี้มาคนเดียว และนัดเพื่อนที่ไม่เจอกันเกือบยี่สิบปีมาพบกัน เพื่อนคนนี้เป็นพลเมืองอเมริกัน เพราะเขาเกิดที่นี่ เมื่อเรียนจบปริญญาตรีและทำงานได้พักหนึ่ง เขาข้ามน้ำข้ามทะเลหอบความฝันมาใช้ชีวิตและใกล้ถึงเป้าหมาย เพื่อนผมกำลังจะเริ่มชีวิตการเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารในย่านเล็กๆ ปลายทางรถไฟสถานีฮาร์เล็ม ที่กำลังถูกฟื้นให้เป็นย่านคนเดินเมืองทั้งหลายมาจับจ่ายใช้สอย

ชิคาโกเป็นเมืองใหญ่อันดับสาม รองจากนิวยอร์คและลอสแองเจลีส เป็นเมืองหนึ่งของมลรัฐอิลลินอยส์ที่เป็นฐานที่มั่นของบารัค โอบามา ซึ่งกำลังเตรียมแผนลงจากอำนาจ โดยการตั้งมูลนิธิประธานาธิบดีโอบามา เมื่อต้นปีมีการประเมินว่าจะตั้งสำนักงานที่ไหนดีระหว่างฮาวายอิ ที่เป็นบ้านเกิด กับเมืองชิคาโกที่เป็นฐานเสียงและที่ทำงาน 

 

หลายคนไม่รู้นะครับ ว่าผมเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่ง (ในหลายๆ คน) ของน้องสาวและน้องเขยของท่านประธานาธิบดี รักและสนิทสนมกัน เวลาไม่ได้หอพักในมหาวิทยาลัยก็ได้พึ่งพาอาศัยเพื่อนคนนี้นี่เอง

 

ในงานแต่งของเพื่อนทั้งสอง ผมได้สัมผัสมือกับพี่โอบามา ก่อนที่ท่านจะเป็นประธานาธิบดีเสียอีก เพราะขณะนั้น โอบามากำลังเตรียมตัวสมัครแข่งขันตำแหน่งวุฒิสมาชิกมลรัฐอิลลินอยส์ในนามพรรคเดโมแครท  พวกเราเองเห็นรัศมี (aura) ของ Charisma แต่ไม่มั่นใจว่าจะชนะได้หรือไม่ เพราะเป็นการลงสมัยแรก เพื่อนผมเองก็บอกว่าการลงสมัครแข่งขันนั้นพรรคเก่าที่ครองเก้าอี้มักจะมีภาษีดีกว่า และได้รับเลือกตั้ง เว้นแต่ว่าจะห่วยแตกและดีแต่พูด (อ้าว) 

 

จะว่าไป โอบามาก็มีโชคอำนวย เพราะคู่แข่งของเขาห่วยแตกจากการแพ้ภัยตัวเอง ด้วยเรื่องอื้อฉาว จนต้องถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้เขาได้รับคะแนนจากคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ดังสโลแกน Change ของเขา

 

ในที่สุดก็มีการประกาศว่า แผนการลงจากอำนาจชัดเจนแล้ว มูลนิธินี้จะตั้งที่ชิคาโก มีเงินก่อตั้ง 5.4 พันล้านเหรียญ เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ ซึ่งน่าจะเป็นที่มั่นของกิจกรรมทางสังคมหลังการลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีที่เรียกว่าเป็น Presidential Center นั่นเอง โดยมีการวางแผนกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคม แม้จะตั้งที่ชิคาโกแต่ก็ยังมีข่าวว่าจะมีกิจกรรมที่มลรัฐฮาวายอิบ้านเกิดไปด้วย 

 

เรื่องนี้ก็น่าคิดครับ เพราะมีคนถามเสมอว่าการถอนตัวของทหารจากการเมืองไทยเป็นอย่างไร มีอะไรที่สำคัญต่อการแทรกแซงการเมืองของทหารบ้าง และอนาคตเป็นอย่างไร ผมคิดว่าการแทรกแซงทางการเมืองของทหาร (military ’s political intervention) ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะกองทัพนับเป็น “สถาบันการเมือง” ที่ทรงพลานุภาพที่สุดในสังคมไทย นับแต่การปฏิรูประบบราชการเมื่อ พ.ศ. 2435 เพราะมีทั้งงบประมาณ กำลังคน (ในแง่ที่เป็นกองกำลังทางกายภาพจริงๆ) และการปฏิบัติการเชิงจิตวิทยาที่ช่วยกล่อมเกลาสร้างภาพลักษณ์เก็บแต้มต่อได้ คำถามง่ายๆ ที่น่าสนใจเช่น การช่วยประชาชนในยุคน้ำท่วมนั้นเป็นการกระทำภายใต้คำบัญชาของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพลเรือน หรือ กองทัพปฏิบัติการโดยอิสระ? ซึ่งการปฏิบัติการจิตวิทยานี่เรียกได้ว่าทำอย่างต่อเนื่อง แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดลงก็ตาม ดังนั้น การ “แทรกแซงการเมือง” ของกองทัพไม่ใช่เรื่องยากเลย ดังการประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 และยึดอำนาจรัฐในอีกสองวันต่อมา ด้วยวลีง่ายๆ “ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ” (http://www.komchadluek.net/detail/20150522/206712.html)

ดังนั้น เรื่องการเข้ายึดอำนาจผมไม่ค่อยห่วง เพราะทำกันมาจนเรียกแบบภาษาวัยรุ่นได้ว่า “พอจะเห็นทรง” แต่การลงจากอำนาจเป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดว่าการลงจากอำนาจของ คสช. นั้นน่าห่วงเอามากๆ หนักกว่านั้น ที่ผมสงสัยก็คือ ประสบการณ์ในระดับนานาชาติของคณะรัฐประหารรุ่นนี้มีอยู่มากน้อยเพียงใด เพราะเท่าที่รู้จากประวัติสาธารณะทหารรุ่นนี้จบการศึกษาทุกระดับจากสถาบันทหารและสถาบันภายในประเทศทั้งสิ้น มีน้อยรายที่ผ่านการศึกษากับพลเรือนและ/หรือสถาบันระดับนานาชาติ ซึ่งจำเป็นต่อความเข้าใจสถานการณ์โลกและการวางยุทธศาสตร์บ้านเมือง ไม่รวมถึง geopolitics ที่เปลี่ยนไปอันเป็นผลมาจากการกระชับแน่นของเวลาและสถานที่ (time and space compression) 

 

หรือในทางกลับกัน “คนทำงาน” ข้างๆ ที่คอยรายงานข้อมูลเป็นผลผลิตจากหน่วยงานใด สถาบันใด มีความเข้าใจในเรื่องที่อ่อนไหวเอามากๆ อย่างไร อย่างน้อย การฟังพวกเดียวกันอวยกันบ่อยๆ ก็น่าจะ “เลี่ยน” ไม่น้อย เว้นเสียแต่ว่าจะเสพติดอำนาจจนไม่อยากลงหลังเสือ

 

พูดแค่นี้ก็คงจะพอเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นการวิเคราะห์รัฐบาล แต่เอาสั้นๆ ว่า ยุทธศาสตร์การถอยจากการเมือง (wtihdrawal strategy) หรือการปลดตัวเอง (discharge) ออกจากการเมืองของทหารรอบนี้น่าจะต่างไปจากการถอนตัวของทหารในรุ่นก่อนๆ

 

แต่อยากให้ข้อมูลเพื่อขบคิดต่อนะครับว่าการแทรกแซงการเมืองของทหารในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมานั้นลงเอยด้วยความรุนแรงมากกว่า เช่น การแทรกแซงของ รสช. ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 แม้จะได้วางยุทธศาสตร์ด้วยการตั้งพรรคสามัคคีธรรม โดยมี น.ท. ฐิติ นาครทรรพ เป็นเสนาธิการ วางตัวนายณรงค์ วงศ์วรรณเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เกิดความผันผวนทางการเมืองจนทำให้ พล. อ. สุจินดา คราประยูร เข้ามาเป็นนายกฯ เพียงชั่วเวลาสั้นๆจากวันที่ 10 เมษายน 2535 ในเวลาเดือนเศษๆ ก็เพียงพอที่จะถล่มรัฐบาลของพรรคสามัคคีธรรมลงได้ 

 

ฉากหนึ่งที่ผมจำติดตาจนถึงวันนี้คือการไปตรวจราชการที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสานที่น้ำบาดาลเค็มมากจนดื่มไม่ได้ ชะรอยท่านนายกฯจะถูกวางยา ท่านบอกว่าจะลองดื่มน้ำดู แต่เพียงจิบแรกก็ต้องบ้วนออกมา ถูกนำไปขยายว่าท่านนายกฯ นอกเครื่องแบบทหารเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อถูกขยายผลอย่างรวดเร็ว การแทรกแซงฯ ครั้งนั้นจบลงที่กรณี 17-20 พฤษภาคม 2535

 

เพราะฉะนั้น ผมก็เป็นห่วงเป็นใยท่านนายกฯ ของผมเหมือนกัน (แต่คงไม่บังอาจไปเรียกท่านแบบนับญาติกับท่านหรอกครับ) เพราะผมไม่เชื่อว่าการอวยกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู จะช่วยให้ท่านลงจากหลังเสือ (ตัวไหน?) ได้อย่างสง่างามได้อย่างไร?

 

ยังจำเรื่อง “น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก นายกฯ ต้องเป็น...” หรือ “ฝนแล้งไม่ว่า ขอให้...เป็นนายกฯ”  ได้ไหมครับ? ว่าในท้ายที่สุดมีการถวายฎีกาที่แหลมคมจนตอกลิ่มเสาหลักของอำนาจของอำมาตยาธิปไตยคนสุดท้ายลงได้ แต่เหมือนว่าประวัติศาสตร์มันล้อเล่นกับเรา เพราะประดาคนที่ลงชื่อในระดับนำนั้น ก็กลายเป็นฟูกหมอนรองฝัน หรือ stepping stone ของท่านอีกรอบหนึ่งเหมือนกัน

 

การแทรกแซงทางการเมืองของทหารกรณีล่าสุดคือการแทรกแซงเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่น่าสนใจคือเป็นการแทรกแซงการเมืองระยะสั้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นับจากการปฏิวัติ 20 ตุลาคม 2520 ที่เป็นการรัฐประหารเพื่อให้มีการเลือกตั้งภายในปี 2521 หรือไม่เกินสามเดือนแรกของปีถัดไป ซึ่งในการรัฐประหาร 19 กันยายนฯ นั้น ได้วางยุทธศาสตร์การถอยหรือ roadmap ชัดเจนพอสมควรและระมัดระวังมาก เพราะใช้อดีตข้าราชการระดับสูงมากำกับกระทรวงต่างๆ ถึงกับมีฉายาว่ารัฐบาลขิงแก่ ( 3 พ.ย. 2549-6 กุมภาพันธ์ 2551) พร้อมทั้งการจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมทางการเมืองแบบที่พยายามอยู่ในขนบตามการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 และย้ำความชอบธรรมด้วยการลงประชามติอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งนับว่าการถอนตัวของทหารยุค คมช. ลงแบบ “สวย” คือตัวเองปลอดภัยและไม่ถูกรุกจนหลังพิงฝา แต่ไม่ได้ระงับความรุนแรงทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอีกสองปีถัดมา คือกรณีเมษายน- พฤษภาคม 2553 และสะเทือนมาถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

ยังไงก็ลองขบคิดเรื่องยุทธศาสตร์การถอนตัวจากการเมืองดูนะครับ 

 

พูดได้สั้นๆ ว่า “กู๊ดลักษณ์” ครับ

 

…….

 

เมื่อมาถึง Union Station ยังไม่ถึงเวลานัดสามทุ่ม ผมเลยอยากนั่งเล่นระหว่างรอเพื่อน จึงเดินเข้าไปในสถานีเพื่อหากาแฟดื่ม ในสถานีมีคนพลุกพล่าน แม้จะเป็นเวลากว่าสามทุ่ม

 

เมื่อเพื่อนมาถึง ผมลากกระเป๋าและสะพายเป้ออกไปพบที่ริมถนน ความที่ไม่ได้พบกันกว่ายี่สิบปี บทสนทนาคืนนี้จึงยาวไกล...แม้ผมจะต้องทำงานที่ค้างส่งเพื่อนนักวิชาการคนหนึ่งที่เมืองอัลบานี มลรัฐนิวยอร์ค ผมทำงานไปด้วยคุยไปด้วย

 

ในเมืองฝั่งที่เพื่อนผมอยู่เป็นฝั่งที่บรรดามาเฟียอย่างอัลคาโปนเคยพำนัก ปัจจุบันสภาพเมืองก็เปลี่ยนไปมาก แต่คงสภาพเป็นย่านของคนผิวสี แต่เพื่อนบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คืนนี้มีพ่อครัวและหุ้นส่วนที่ร้านของเพื่อนมาทำกับข้าวแสนอร่อยทานร่วมกัน

 

ในความมืดมิดของท้องฟ้าเมืองชิคาโก บทสนทนาเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นของพวกเราพรั่งพรูมากมาย พร้อมๆ กับความห่วงใยในชะตากรรมของบ้านเกิดเมืองนอน แม้เพื่อนจะจากมาไกลและเป็นพลเมืองอเมริกัน แต่ก็ยังคิดว่าจะมาใช้ชีวิตที่เหลือที่เชียงใหม่ที่เราโตมาด้วยกัน ผมรู้ว่าเมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงอดคิดถึงบ้านไม่ได้แน่ๆ

 

มาชิคาโกคราวนี้เป็นคืนพระจันทร์ลอยเด่นสวยงาม แม้ไม่ได้ฟังเพลงบลูส์หรือเพลงแจ๊สเลย แต่ถ้าใครมาฟังชีวิตของวัยรุ่นตอนปลายสองคนก็คงรู้ว่าเข้าข่ายบทเพลงชีวิตที่ผ่านห้วงทุกข์และสุขมาไม่น้อย ชีวิตของเราสองคนต่างมีความเศร้าและสนุกสนานดั่งท่วงนำนองของเพลงบลูส์ เมื่อพระจันทร์ลอยต่ำลง ชีวิตของพวกเราก็ล่วงพ้นวัยหนุ่มสาวเข้าสู่วัยที่ความผิดพลาดมีราคาสูงขึ้น กระทั่งไม่มีโอกาสพลาดในบางสิ่งอีกแล้ว บางทีเสียงกีตาร์รัวๆ ย้ำตัวโน๊ตน่าจะหมายถึงความทุกข์ที่เวียนกันมาเยี่ยมยิ่งกว่าเพื่อนสนิท

 

กว่าจะได้นอนก็ล่วงผ่านถึงยามเช้า เราพักผ่อนเพื่อจะเดินชมเมืองในวันรุ่งขึ้น

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด