Skip to main content

ว่ากันว่าชื่อเมืองชิคาโกได้มาจากการออกเสียงของชาวฝรั่งเศสจากสำเนียงพื้นถิ่น shikaakwa ซึ่งหมายถึงต้นหอมป่า ฉายาเมืองนี้ถูกเรียกว่าเป็น Windy City มาจากการที่นักการเมืองช่างขายฝันพูดมากหรือออกไปทางโม้เก่ง อันนี้ผมไม่ยืนยันนะครับ แต่อ่านจากหลายๆ แหล่งอธิบายทำนองนี้ (http://www.encyclopedia.chicagohistory.org/pages/6.html

บางคนก็บอกว่าเพราะเมืองนี้ลมแรง อันเป็นผลจากการอยู่ริมทะเลสาบมิชิแกน เมื่อผมเองมาเมืองนี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนได้มีโอกาสล่องเรือชมสถาปัตยกรรมชั่วโมงกว่าๆ อากาศที่ยังหนาวและลมที่พัดโต้แรงทำให้ผมเกือบป่วยทีเดียว จะว่าไปคราวนั้นก็ได้ดูเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็น Navy Pier, รูปประติมากรรมโลหะที่ Cloud Gate หรือดนตรีบลูส์

 

มาคราวนี้มีวัตถุประสงค์หลักจริงๆ คือมาคุยกับเพื่อนที่พลัดพรากกันมานาน (ฮา)

 

เพื่อนพาไปเยี่ยมบ้านและน้องสาวที่เป็นครูสอนเปียโน แถมเลี้ยงหมาและแมวไว้หลายตัว ผมเองมีโอกาสสัมผัส “ม็อคค่า” หมาพันธุ์คอร์กี้ที่ผมชอบเอามากๆ เพราะนัยน์ตาใสซื่อของมันกับหูที่ตั้งชี้เหมือนตื่นตัวตลอดเวลา ความน่ารักของเจ้าม็อคค่าทำให้ผมเกือบใจอ่อนกลับมาเลี้ยงหมาทีเดียว

 

เวลาที่เหลือเราขับรถเข้าเมือง ผมขอเพื่อนไปดูร้านขายของที่ระลึกฮาร์ลีย์ เดวิดสัน เพราะพลาดมาแล้วที่เมืองวิสคอนซิน คราวนี้จึงรบกวนเพื่อนพาไปให้ถึง

 

แม้จะไม่อยากไปไหนมากมาย แต่พวกเราก็อดไม่ได้หรอกที่จะออกไปดูเมือง ผมกับเพื่อนมีโอกาสได้ไปดูพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองชิคาโก (Chicago History Museum) ที่กำลังแสดงนิทรรศการ Vivian Maier’s Chicago ของวิเวียน ไมเยอร์ ช่างภาพสตรีที่ผลงานของเธอถูกค้นพบจากการประมูลขายของเก่ามือสองโดยบังเอิญ

 

จากประวัติเท่าที่มีการสืบค้นได้ของวิเวียน เธอเกิดเมื่อ ค.ศ. 1926 ในนิวยอร์ค รับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็กตามเมืองต่างๆ ชีวิตพี่เลี้ยงเด็กมีเวลาส่วนตัวไม่มาก แต่เธอก็มีงานอดิเรกที่ไม่มีคนรู้มากนักคือการถ่ายภาพ วิเวียนเอากล้องติดตัวไปตามที่ต่างๆ และถ่ายรูปเอาไว้มากมาย ในดินแดนที่เธอไปนอกอเมริกานั้นมีกรุงเทพ อียิป อิตาลี อยู่ด้วยและยังมีอีกนับพันๆ ม้วนที่ยังไม่ได้ล้างอัดภาพออกมา 

 

วิเวียนตั้งรกรากในชิคาโกเมื่อ ค.ศ. 1956 จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2553) (ข้อมูลจาก http://chicagohistory.org/planavisit/exhibitions/vivian-maiers-chicago)

 

ช่างภาพคนหนึ่ง ชื่อ จอห์น มาลูฟ (John Maloof) ค้นพบงานของวิเวียนโดยบังเอิญ จากการที่เขาและเพื่อนร่วมงานกำลังต้องการหาภาพเก่าของชิคาโก และบังเอิญเขาเสี่ยงดวงซื้อจากงานประมูลทรัพย์สินจำนวนหนึ่งในราคา 400 เหรียญ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เห็นภาพข้างในกล่อง แต่เขาเสี่ยงดวง หลังจากนั้น เขาไม่ได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งมีเวลาสำรวจสิ่งที่อยู่ในกล่องและพบว่ามีฟิล์มจำนวนมากที่ยังไม่ได้ล้างและอัดภาพออกมา เขาต้องประหลาดใจและหลงใหลในสิ่งที่เขาค้นพบอย่างมาก ภาพของวิเวียนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขากลับมาถ่ายรูปอีกครั้ง

 

หลังจากค้นพบว่าภาพถ่ายของช่างภาพสตรีคนนี้น่าสนใจ เขาจึงตามไปซื้อ ตามหาภาพและสมบัติที่เหลืออยู่ของวิเวียน จนสามารถเก็บหรือตามไปซื้อของที่เหลือกว่าร้อยละ 90 ได้ ในจำนวนนี้มีฟิล์ม 100,000-150,00 ภาพเนกาทีฟ มีภาพอัดแล้วกว่าสามพันภาพ และฟิล์มอีกนับร้อยๆ ม้วน ภาพยนต์ทำเอง  คลิปข่าว และสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย และส่วนที่เหลืออีกราว 10 เปอร์เซ็นต์ถูกซื้อโดย John Goldstein ซึ่งเป็นที่มาของภาพชุดที่ผมดูนี่เอง

 

แม้จะตายไปอย่างคนไร้ญาติ แต่ชื่อเสียงหลังความตายของวิเวียนในฐานะช่างภาพที่ถ่ายภาพชีวิตบนท้องถนน (street photographer) กลับหอมหวนและทำให้เกิดการแย่งชิงภาพทั้งหมดของเธอ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าภาพจำนวนร้อยละ 90 อยู่ในมือของมาลูฟและสหาย ส่วนอีกราวร้อยละสิบอยู่ในมือของโกลสไตน์ (Jeffrey Goldstein) ที่ขายให้กับสตีเฟน บัลเกอร์ (Stephen Bulger) เจ้าของแกลอรี Stephen Bulger Gallery ในเวลาต่อมา ว่ากันว่ามีฟิล์มเนกาตีฟในครอบครองถึง 17,000 ภาพ

 

จากข่าวระบุสาเหตุสำคัญที่โกลสไตน์ขายภาพทั้งหมดให้บัลเกอร์ด้วยเหตุที่ว่ามีนักกฎหมายชื่อเดวิด ดีล (David C. Deal) อ้างว่าสามารถระบุทายาทของวิเวียนได้ นั่นทำให้เกิดปัญหาความเป็นเจ้าของภาพ ฟิล์ม และสมบัติอื่นๆ ของวิเวียน และทำให้ภาพชุดของโกลสไตน์ตกอยู่ในมือของบัลเกอร์ และไม่สามารถแสดงต่อสาธารณชนได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน (ข่าวนี้ปรากฏในเดือนธันวาคม 2557, http://petapixel.com/2014/12/21/toronto-gallery-buys-entire-collection-vivian-maier-negatives-owned-jeffrey-goldstein/)

 

ขณะที่มาลูฟที่ครอบครองผลงานส่วนใหญ่ได้ระบุว่าเขาจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ญาติใกล้ชิดที่เป็นทายาทของวิเวียนในฝรั่งเศสแล้ว จึงมีสิทธิครอบครองและเผยแพร่ผลงาน แม้เดวิด ดีลจะยืนยันว่าเขาพบญาติ “สนิทกว่า” ที่มีสิทธิเป็นทายาทตามกฎหมายของวิเวียน

 

ผมโชคดีมากที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองชิคาโก ได้นำเอา Goldstein Collection มาแสดงโดยคัดเอาภาพเกี่ยวกับชิคาโกผ่านเลนส์ของวิเวียนมาให้ชม โดยการคัดสรรและเลือกเอาฟิล์มเนกาตีฟมาล้างและอัดขยายภาพเสียใหม่ เพราะฟิล์มของวิเวียนที่ไม่ได้ล้างยังมีอีกจำนวนไม่น้อย ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ว่ามีการ “จัดการปัญหาในทางกฎหมาย” เรียบร้อยแล้ว 

ภาพถ่ายของวิเวียนเป็นมุมมองของเธอที่มีต่อเมืองและชีวิตบนท้องถนน หลายๆ ภาพเป็นภาพเธอในเงากระจก เหมือน “คนนอก” ที่อยากเป็น “คนใน” เปลี่ยนจากผู้สังเกตุการณ์มาเป็นผู้ร่วมเหตุการณ์

 

หลายๆ ภาพสะท้อนความเป็นเธออย่างชัดแจ้ง ภาพของหญิงวัยกลางคนที่ถือกล้องไปตามที่ต่างๆ บางครั้งจูงมือเด็กๆ ที่เธอรับจ้างเลี้ยง

 

การเป็น “พี่เลี้ยงเด็ก” มืออาชีพทำให้เธออยู่ “นอก” ชีวิตครอบครัวปกติตลอดกาล จากครอบครัวหนึ่ง สู่อีกครอบครัวหนึ่ง เธอเดินทางจากบ้านสู่บ้าน จากเด็กคนหนึ่งไปหาเด็กอีกคนหนึ่ง

 

ในภาพยนต์เกี่ยวกับเธอ เล่าถึงนิสัยส่วนตัวที่น่าสนใจคือการตัดข่าวหนังสือพิมพ์เอาไว้และเข้าแฟ้มเป็นระเบียบ มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นข่าวอาชญากรรมประเภทการละเมิดทางเพศ ในหนังพูดสั้นๆ ว่าเธออาจจะเกรงกลัวหรือผ่านประสบการณ์ทำนองนั้น

 

ชีวิตส่วนตัวของวิเวียนดูลึกลับเอามากๆ เพราะเธอถ่ายรูปอย่างเอาจริงเอาจังมาก หากประเมินจำนวนภาพเนกาตีฟและฟิล์มที่ยังไม่ได้ล้างน่าจะมีจำนวนเกือบสองแสนภาพทีเดียว

 

ผมชอบภาพที่วิเวียนถ่ายใบหน้าของคนในยุคนั้น ภาพชีวิตที่ไม่มีวันกลับคืนมาบนถนนของชิคาโกและเมืองอื่นๆ เธอมีมุมภาพแปลกๆ เหมือนแอบมองคนอื่น ในบางครั้งเหมือนกับคนที่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนั้นๆ แต่ไม่สามารถเข้าร่วม อาจเป็นเพราะความขลาดกลัวที่จะเผชิญอะไรใหม่ๆ หรืออาจเป็นเพราะกำแพงของเธอที่สร้างเอาไว้หนาทึบ

 

ชีวิตของหญิงพี่เลี้ยงเด็กผู้เปลี่ยวเหงาและลึกลับนี้ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมาก

 

นอกจากภาพชีวิตในชิคาโกผ่านสายตาของวิเวียน ในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงนิทรรศการถาวร เรื่องระบบรถรางของเมือง การเป็นชุมทางรถไฟ ประวัติคราวไฟไหม้ครั้งใหญ่ของเมือง อุตสาหกรรมของเมือง การกีฬา การเมืองในชิคาโก และการเป็นเมืองที่มีการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง (civil rights movement) โดยการนำของ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ประวัติการกีฬา รวมไปถึงบรรดาแก๊งสเตอร์ที่มีชื่อเสียงเช่น อัล คาโปน (Al Capone) 

 

ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง The Untouchable ที่เควิน คอสเนอร์แสดงเป็นสรรพสามิตหนุ่มที่เอาชนะเจ้าพ่อของชิคาโกด้วยข้อหาเลี่ยงภาษี อัล คาโปนมีชื่อเสียงในฐานะหัวหน้าแก๊งค์อันธพาล ทำการละเมิดกฎหมาย ร่ำรวยด้วยการติดสินบนและกำจัดคู่แข่งทางการค้าด้วยความตาย เขาถูกจับด้วยข้อหาเลี่ยงการปรากฏในศาลด้วยการแจ้งเท็จว่าป่วย ในที่สุดเขาถูกพิพากษาว่าเลี่ยงภาษีและติดคุก จากนั้นจึงเสียชีวิตด้วยอาการหน้ามืด หัวใจวาย

ในนิทรรศการมีคำโปรยที่คาโปนพูดถึงตัวเองว่า “ทุกคนเรียกผมว่าพวกธุรกิจนอกกฎหมาย ผมเรียกตัวเองว่านักธุรกิจ เมื่อผมขายเหล้า พวกเขาเรียกว่าพวกขายเหล้าเถื่อน แต่เมื่อมันถูกเสิร์ฟในแก้วบนถาดเงิน มันเรียกว่าการต้อนรับขับสู้” 

 

น่าคิดเหมือนกันว่าในบ้านเราจะมีคนอยู่ทำตัวหลบเลี่ยงกฎหมายโดยไม่มีความผิดแบบนี้จะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักธุรกิจไหม

 

คืนวันในชิคาโกผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่คงเดิมคือมิตรภาพ ผมกับเพื่อนสัญญากันว่าคราวหน้ามีโอกาสจะมาขับรถข้ามรัฐกัน ค่ำไหนนอนนั่น เอาสักหนึ่งสัปดาห์คงกำลังดี ตอนนี้ได้แค่ฝันไปก่อน

 

เหมือนจะยังคุยแลกเปลี่ยนกันไม่จุใจ เพราะไม่พบกันเกินสิบปี ชีวิตของพวกเราผ่านความระห่ำเล็กๆ น้อยๆ ตามประสา คืนนี้ผมนั่งทำงานขณะที่เพื่อนทำกับข้าว เราดื่มกินอย่างเงียบๆ เพราะเหนื่อยกันมาทั้งวัน วันรุ่งขึ้นผมยังต้องเดินทางขึ้นเครื่องบินไปพบเพื่อนรักอีกคนหนึ่งที่เมืองชัททานูกา  (Chattanooga) มลรัฐเทนเนสซี  ที่อยู่ห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมง

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด