Skip to main content

กลิ่นหอมของดอกไม้ลึกลับโชยมาตลอดทางที่ผมขี่จักรยานไปรอบๆ มหาวิทยาลัย มันหอมอ่อนๆ สดชื่น รัญจวนใจ ไม่รู้จะเปรียบอย่างไร เอาเป็นว่าเหมือนได้กลิ่นหอมจากเส้นผมที่เคลียคลออยู่บนแก้มนุ่มๆ ของหญิงสาว (หุๆๆ) กระทั่งผมโพสต์รูปช่อดอกไม้สีส้มบนหน้าวอลล์เฟซบุ๊คก็มีน้องสาวชาวญี่ปุ่นมาเฉลยว่ามันคือ ดอกคินโมกูไซ (Kinmokusei) ซึ่งผมค้นต่อพบว่าเป็นดอกไม้ในตระกูลหอมหมื่นลี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่ากลิ่นหอมของมันโชยมาจนผมต้องหาคำตอบ และยิ่งทึ่งต่อไปว่าดอกไม้สีส้มขนาดเล็กนี้ เมื่อรวมเป็นช่อชูจะมีสีสันงดงามบนพื้นใบเขียวขจีอย่างยิ่ง กลิ่นของมันเป็นสัญลักษณ์ว่าสิ้นสุดฤดูร้อนและเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงนั่นเอง

ผมลองค้นต่อเล่นๆ ก็พบว่าเจ้าดอกสีส้มกลิ่นหอมนี้เป็นพืชที่ “นำเข้า” จากเมืองจีนในสมัยเอโดะนี่เอง ราว ค.ศ. 1600-1868 โดยไม่แน่ชัดว่ามีรายละเอียดอย่างไร แต่ในที่สุดดอกหอมหมื่นลี้นี้ก็ได้รับความชื่นชมและนับว่าเป็นสัญญาณสิ้นสุดฤดูร้อนนับแต่นั้น 

ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกคินโมกูไซทำให้การขี่จักรยานชมเมืองสำรวจพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยเป็นเรื่องเพลิดเพลิน แม้จะเกิดอาการหิวบ้าง อยากหยุดพักบ้าง แต่สวนสาธารณะของญี่ปุ่น หรือห้างร้านต่างๆ ก็มักจะมีห้องน้ำบริการ มีอาหารราคาสมเหตุผลให้ทานในราคาไม่แพงมาก (มีเพื่อนให้ข้อมูลว่าอัตราเงินเฟ้อในญี่ปุ่นคงที่มานับสิบปี จึงไม่แปลกใจที่ราคาสินค้ายังคงเกือบเท่าสมัยที่ผมมาทำงานศิลปะในราวปี 1998 เงินร้อยเยนมีค่าร้อยเยนจริงๆ ในร้านร้อยเยนมีของที่สมราคาเอามากๆ แต่ลองคิดดูว่าในเมืองไทยเป็นราคาสองเท่าของราคาในญี่ปุ่น แสดงว่าค่าเงินของเราเฟ้อกว่ามาก ทั้งๆ ที่ขนาดเศรษฐกิจของไทยก็โตวันโตคืน แต่คงไม่เท่าญี่ปุ่น) พูดถึงอาหาร ผมเห็นคนใช้เหรียญร้อยเยนสามสี่เหรียญจ่ายค่าอาหารมื้อหนึ่งๆ ได้สบาย ยิ่งชี้ให้เห็นว่า “เงิน” มีราคาจริงๆ 

จักรยานสีแดงพาผมไปเที่ยวรอบมหาวิทยาลัยในยามว่างหรือต้องการพักสมอง บ้างไปซื้อของใช้หรือจับจ่ายตลาด วันหนึ่งผมพามันไปถึงศาลเจ้าเมืองฟุชู ก่อนออกเดินทาง ผมใช้ google map สำรวจเส้นทางคร่าวๆ และให้มันนำทางไป ตามคำอธิบายของ ระหว่างทางได้พบกับสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น อุโมงค์สำหรับพรางเครื่องบินขนาดเล็กที่พอจะใส่เครื่องบินรบขนาดเล็กได้หนึ่งลำ ศาลเจ้าเล็กๆ บางแห่งซ่อนอยู่ในป่าขนาดเล็ก บางแห่งอยู่ตามมุมของถนนที่ตัดผ่านพาดไปมา แต่ก็มีคนเข้าไปไหว้อยู่ตลอดเวลาแม้ศาลเจ้าจะปิดก็ยังมาขอพรกันอยู่

เมื่อผมไปถึงก็เกือบเย็น เพราะนั่งทำงานแต่เช้าโดยไม่คิดว่าจะไปไหน แต่กลิ่นหอมอ่อนๆ และแสงแดดก็ชวนให้ผมออกไปจนได้ เมื่อเดินในเขตเมือง ผมเลือกจอดรถใกล้ๆ ห้างที่มีคนพลุกพล่าน ในญี่ปุ่นคนจอดรถจักรยานเป็นที่เป็นทาง มีบ้างที่ฝ่าฝืน แต่ก็ไม่มาก ผมเองถือคติว่าเราเป็นคนต่างชาติมาพำนักอาศัยก็ต้องระวังไม่ทำอะไรให้เขาดูถูกดูแคลน หรือทำให้มองว่าเราละเมิดกฎหมายหรือระเบียบสังคมของเขา ซึ่งจะส่งผลให้คนรุ่นหลังๆ ลำบากมากขึ้น 

ในศาลเจ้าเมืองฟูชู เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ จากถนนเดินเข้าไปไกลพอสมควร เมื่อลอดซุ้มประตูหลัก ก็พบอนุสรณ์เรียงรายก่อนจะถึงประตูของศาลเจ้า มีอนุสรณ์อันหนึ่งน่าจะทำอุทิศสำหรับทหารและติดรูปเรือรบซึ่งน่าจะเป็นเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เข้าใจว่าคงมีคนจากเมืองนี้ไปรบและเสียชีวิตกันมากมาย เลยทำอนุสรณ์ไว้ที่นี่  มีเวทีซูโม่ (เสียดายมาไม่ทัน) มีห้องจัดเลี้ยงแต่งงานอยู่ข้างๆ

 ที่นี่มีเทพพิทักษ์อยู่หน้าศาลสองคน แต่งตัวเป็นขุนนางโบราณ เสียดายที่ไม่มีข้อมูลอื่นๆ ผมเดินไปล้างมือ เอาน้ำจากปากมังกรเหนือน้ำพุมาบ้วนปากตามธรรมเนียม จากนั้นก็เดินเข้าศาล เขามีข้อแนะนำว่าให้โค้งคำนับหนึ่งครั้ง แล้วตบมือสามครั้ง จากนั้นก็อธิษฐาน เมื่อเสร็จแล้วก็คำนับอีกครั้งหนึ่ง หากจะโยนเหรียญไปในกล่องไม้ขนาดใหญ่และมีช่องให้เงินร่วงลงไปเพื่อทำบุญก็ได้

เสียดายที่ใกล้เวลาปิดศาล ผมเลยไม่มีเวลาชมศาล เอาไว้คราวหน้าคงได้ออกมาเดินเล่นอีกครั้งในยามสายๆ น่าจะดี 

คิดได้อย่างนั้นก็เดินออกมาอีกฝั่งและซื้อโอโกโนมิยากิ หรือปลาหมึกห่อแป้งเป็นลูกกลมๆ ย่าง ชุดหนึ่งมีหกลูก ราคาราวหกร้อยห้าสิบเยน (ประมาณสองร้อยบาท) นั่งกินอยู่หน้าร้าน เมื่อรองท้องแล้วก็มีแรงเลยปั่นจักรยานสำรวจรอบๆ เมือง เมื่อแดดลับไปก็ถึงเวลากลับบ้าน ก่อนกลับผมก็แวะซื้อผักผลไม้ไว้ทำอาหารในวันพรุ่งนี้และวันถัดๆ ไป 

การขี่จักรยานในญี่ปุ่นมีความปลอดภัยสูงมาก ตั้งแต่เด็กนักเรียนต่างปั่นจักรยานเป็นกลุ่ม  คนทำงานปั่นมาจอดไว้ที่สถานีรถไฟฟ้า คนแก่ปั่นมาซื้อของ หรือครอบครัวที่มีเบาะให้เด็กๆ ซ้อนท้าย ทั้งนี้ยังมีจักรยานไฟฟ้าก็เป็นที่นิยมไม่น้อย ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ครั้งหนึ่งก็สามารถขี่ได้เป็นสิบกิโลเมตร จึงเห็นคนใช้กันแพร่หลายทีเดียวเพราะสะดวกและประหยัดมากๆ 

อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่าคนญี่ปุ่นจะมัธยัสถ์มาก คือรู้คุณค่าของสิ่งของต่างๆ รักษาของเป็นอย่างดี ดังนั้นแม้จะเป็นเครื่องใช้เสื้อผ้ามือสองก็จะอยู่ในสภาพดีเสมอ การมัธยัสถ์คือการรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ และรู้จักใช้ประโยชน์จากมัน การรีไซเคิลก็ต้องรู้จักแยกขยะออกเป็นขยะเผาได้ ขวด PET ที่ต้องลอกเอาพลาสติกออกก่อน กระป๋อง ขยะเผาไหม้ได้ ซึ่งกติกาเหล่านี้จะมีระบุไว้ในแต่ละเมือง ทำให้ “ขยะ” ไม่ใช่ขยะที่ต้องทิ้งหรือทำลายอย่างไร้ประโยชน์ บางเมืองถึงกับระบุประเภทของขยะในแต่ละวัน การทิ้งของบางอย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ หรืออุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ต้องดูเวลาและค่าธรรมเนียม บางกรณีอาจต้องไปซื้อแสตมป์จากร้านสะดวกซื้อเพื่อจ่ายค่าขนย้ายให้เมืองก็มี

ฝนยังพรำมาบ้าง แต่ในที่สุดกลิ่นหอมของคินโมกูไซก็พาเอาฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ผมเริ่มทำงานได้บ้างแล้ว เริ่มจากการแก้ไขงานวิจัยที่ค้างอยู่ คิดถึงงานที่หอบมาเขียนด้วย เริ่มหาเอกสารเพิ่มเติมสำหรับการบรรยายซึ่งตอนนี้มีราวสองสามแห่งต้องการเชิญผมไปบรรยายหรือเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการ ซึ่งจะได้เขียนเล่าต่อไปข้างหน้า

เมื่อฝนจางหายไป ผมเริ่มเห็นทิวทัศน์ที่อยู่ไกลออกไปบ้าง บนตึกที่ทำงานของผมอยู่บนชั้นเจ็ด มองออกไปจากหน้าลิฟต์ก็จะเห็นฟูจิซังหรือภูเขาไฟฟูจิ เวลาที่สวยงามที่สุดก็คือเวลาเย็น ราวห้าโมงถึงหกโมงเย็น เมื่อพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ก็จะเห็นลุงฟูจิเด่นเป็นสง่า แม้จะอยู่ห่างจากผมมากๆ แต่สีสันของเพลาเย็นนั้นช่างงามจับใจเอามากๆ 

 ผมนึกถึงบทสนทนาระหว่างเจ้าชายน้อยกับนักบินที่พบกันในทะเลทราย ความว่า

 

โอ เจ้าชายน้อย! ผมเข้าใจความลับของชีวิตน้อยๆ ที่แสนเศร้าของเธอแล้ว

 นานแล้วสินะ ที่เธอพบว่าความสุขเดียวที่เธอมีคือการได้ดูพระอาทิตย์ตกอย่างเงียบๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมได้เรียนรู้ในเช้าวันที่สี่ เมื่อเจ้าชายน้อยกล่าวกับผมว่า

“ฉันชอบพระอาทิตย์ตก มาสิ พวกเราไปดูพระอาทิตย์ตกกันตอนนี้เลย”

“แต่เราต้องรอให้ถึงเวลาก่อนนะ” , ผมตอบ 

“รอเหรอ? ทำไมต้องรอ?”

ทีแรก เหมือนเธอจะแปลกใจมาก แต่เธอก็หัวเราะใส่ตัวเองแล้วพูดกับผมว่า

“ฉันคิดว่าฉันอยู่ที่บ้านตลอดเวลา!”

มันเหมือนว่า ใครๆ ก็รู้ว่าถ้าเป็นเวลาเที่ยงที่สหรัฐอเมริกา พระอาทิตย์กำลังจะตกที่ฝรั่งเศส 

ถ้าหากคุณสามารถบินไปฝรั่งเศสในนาทีนั้น  คุณก็สามารถไปดูพระอาทิตย์ตกในเวลาเที่ยงวันได้เลย

แต่โชคร้าย ที่ฝรั่งเศสไกลออกไปมาก แต่บนดาวดวงน้อยของเธอ, เจ้าชายน้อยของฉัน, เธอก็แค่ย้ายเก้าอี้ไปไม่กี่ก้าวก็สามารถเห็นยามเย็นและความมืดที่คืบคลานเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจเธอ....

“ในวันหนึ่งๆ” เธอบอกฉันว่า “ฉันเห็นพระอาทิตย์ตกสี่สิบครั้ง!”

และเธอกล่าวเสริมอีกว่า

“คุณรู้ไหม--หากมีใครก็ตามที่ชอบพระอาทิตย์ตก , เมื่อนั้นเขาช่างเศร้ายิ่งนัก...”

“แล้วเธอล่ะ, เศร้าไหม?” ผมถาม, “ในวันที่พระอาทิตย์ตกถึงสี่สิบครั้ง?”

แต่เจ้าชายน้อยไม่ตอบ 

 

(บทสนทนาจากต้นฉบับเจ้าชายน้อยภาษาอังกฤษแปลโดยผมเอง ผมไปค้นต่อ พบว่าผู้เขียน แซ็งเต็ก ซูเปรี เขียนเรื่องนี้เมื่อเขาอายุได้ 42 ปี และเขียนระหว่างอยู่ที่นิวยอร์ค) 

 

หากชีวิตของคนเราผ่านทุกข์สุข ผ่านหนาวเหน็บแบบผมมาถึงวันนี้ คงรับรู้ความรู้สึกนี้ และเขียนออกมาจากสิ่งที่เห็นอยู่จริง เพราะบางเรื่องราวนั้นมันยากที่จะพรรณาออกมาถึงความรัก ความสุข ความทุกข์ได้ สำหรับผมแล้ว เรื่องเจ้าชายน้อยเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่แฝงปรัชญาการมองชีวิต ความรัก และการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างกล้าหาญ แถมยังเป็นหนังสือที่เศร้าอย่างร้ายกาจด้วย

 

ในเรื่องเจ้าชายน้อยสะท้อนจินตนาการถึงความรู้สึกเหล่านั้น ในชีวิตคนบางเรื่องรักนั้นทุกข์จนไม่อาจเอ่ยอ้าง แม้ในยามรักจะเอิบอิ่มไปด้วยสุข แต่คนถูกรักไม่รับรู้ด้วย ยามจากพรากคงได้แต่ยอมจำนน ธรรมชาติของชีวิตคนคงเป็นเช่นนี้เอง ผมจึงอยากแบ่งปันความรับรู้ไว้ที่นี้ด้วยครับ

 

ยามเย็นมองไปทางฟูจิซัง

แดดสุดท้ายของวันยังเหลืออยู่ ระบายฟ้าจากน้ำเงินเข้ามาเป็นสีเหลืองจากและเฉดสีส้มเป็นพื้นฉากให้ฟูจิซังเด่นชัด แม้จะอยู่ไกลจากที่นี่

ลมหนาวมาถึงแล้ว บนฟ้าเห็นดาวกระพริบ วิบๆไหว

เสียงใบไม้ ไกวตามลม กระชากใบ

กลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ผ่านมาให้เชยชม

บอกคิมหันต์ลาจากสู่ใบไม้ร่วง

 

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด