Skip to main content

(รอวัน) รื้อ

เมื่อวานไปดูละครเรื่อง “รื้อ” ที่ดัดแปลงจากบทละครชื่อ Death and the Maiden แสดงในวาระ 40 ปี 6 ตุลาคม 2519 ตามคำชวนของอาจารย์ ดร. ภาสกร อินทุมาร ภาควิชาการละคร คณะศิลปกรรม ธรรมศาสตร์ และร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนหลังการแสดงกับอาจารย์สินีนาฏ เกษประไพด้วย

จะว่าไปแม้จะมีเพื่อนอยู่วงการละครบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีความรู้ในแง่สุนทรียะของการละคร หากได้ครูพักลักจำพอกล้อมแกล้มไปได้

ละครเรื่องนี้มีการซ้อนเรื่องราวในชิลิยุคปิโนเช่กับเรื่องราวในบ้านเราหลายเหตุการณ์ และมีช่วงเวลาที่สลับตัวละคร ทั้งยังมี alter ego ของตัวเอก อีกด้วย จึงต้องตั้งสติดีๆ แต่ก็เรียกได้ว่าชวนอึดอัด เพราะการวางตำแหน่งของเวทีไว้กลางห้องในระนาบเดียวกับผู้ชมและแสงสีในบรรยากาศที่หม่นทึบ

เรื่องราวของเพาลินาผู้เคยถูกกระทำทารุณกรรมจากรัฐยุคปิโนเช่ เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย สามีของเธอกำลังจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงยุคปิโนเช่ ขณะที่เธอสงสัยว่าอาคันตุกะที่มาเยือนยามดึกอาจเป็นคนที่เคยกระทำทารุณกรรมต่อเธอเพราะเสียงเพลงที่คุ้นหูและน้ำเสียงของอาคันตุกะชวนให้เธอนึกถึงส่วนลึกของจิตใจ เรื่องราวจึงถักทอไปภายใต้ตัวละคร เสียงของจิตสำนึกและการเปลี่ยนจากผู้กระทำเป็นผู้ถูกกระทำ ตลอดจนผู้กระทำการกลายเป็นคนดีที่ลอยนวลออกจากความเลวร้ายที่เขาได้กระทำ

จากมุมของผู้ถูกกระทำโดยรัฐ มันยากที่จะเล่าประสบการณ์ มันยากที่จะรื้อฟื้นความทรงจำอันโหดร้ายที่ถูกกระทำ และไม่มีใครจะรู้ได้หากไม่เผชิญด้วยตัวเอง

ละครและศิลปะคงทำหน้าที่ในสิ่งนี้เอง คือถ่ายทอดสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจรับรู้ผ่านประสบการณ์ตรงและสื่อสะท้อนส่งผ่านออกมาในรูปผลงานศิลปะและการละคร

บทสนทนาของตัวละครทำให้ผมนึกถึงการทำหน้าที่กรรมการในคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง กรณีพฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งจากภายในและภายนอก ทั้งในแง่ขีดจำกัดของความรู้และความเข้าใจในการทำงาน และสำคัญที่สุดคือภารกิจของอนุกรรมการฯ ที่คลุมเครืออย่างมาก

ในการซักถามพยาน หรือผู้ถูกกระทำเป็นไปอย่างล่าช้า ขาดการบันทึก ขาดการติดตามเรื่องราว การสอบทานข้อมูล หรือคำให้การของผู้ถูกกระทำ และที่สำคัญ แทบจะไม่ได้ข้อมูลจากฝั่งผู้กระทำการเลย

การตรวจสอบและค้นหาความจริงจึงเป็นเรื่องที่เหมือนจะง่าย แต่มีความสลับซับซ้อนในเจตนาและเส้นสนกลในของกระบวนการอย่างยิ่ง

ในอีกด้าน อาจเป็นไปได้ว่า “การเข้าถึงความจริงและเปิดเผยความจริง” ไม่ใช่ภารกิจของคณะอนุกรรมการฯ แต่แรกแล้ว

นอกจากนี้จะต้องคำนึงถึงมิติทางอารมณ์ของผู้ที่เข้ามาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา การพูดถึงความจริงเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวทางอารมณ์ (emotional) มากๆ บ่อยครั้งที่ผู้เล่าน้ำตาไหลพราก เพราะไม่รู้จะไปเรียกร้องความยุติธรรม หรือได้รับการชดเชยจากใคร และคณะอนุกรรมการฯ ก็ไม่สามารถอำนวย “ความยุติธรรม” ได้เลย

ในแง่ของผู้ซักถามจึงคับข้องใจไม่น้อย เมื่อตระหนักถึงความไม่รอบด้าน ความไร้ความสามารถของการทำงานในหน้าที่

กระทั่งหลายคนก็เชื่อว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมาให้ปากคำ เพราะคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการไม่ได้มีเพื่อค้นหาความจริง หรือเยียวให้เกิดความยุติธรรมปรองดองอย่างที่ว่า

จากประสบการณ์ส่วนตัว จึงเป็นที่มาของรายงานสองชิ้นที่ผมและเพื่อนร่วมวิชาชีพ ลูกศิษย์และนักกิจกรรมได้ร่วมกันทำงานคือ รายงานของกลุ่มมรสุมชายขอบ (http://fringer.org/wp-content/writings/13-20May-Facts.pdf) และรายงานของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษายน-พฤษภาคม 2553 หรือรายงาน ศปช. (http://www.pic2010.org/category/report/)

เมื่อคำนึงถึงหลักการเรื่องความยุติธรรม แนวทางการคืนความยุติธรรมมีอย่างน้อยสองแบบ คือแบบฟื้นฟูเยียวยา (restorative justice) กับความยุติธรรมแบบสนองคืน (retributive justice) แบบแรกมุ่งแสวงหาทางเยียวยาและฟื้นฟูสังคม แต่แบบหลังมุ่งจัดการการกระทำผิด ผู้กระทำผิดไม่ให้ลอยนวล

จึงเป็นปัญหาว่า หากมองแบบอาฟริกาใต้ เป็นไปตามแบบแรก และมีรากฐานของปรัชญาการให้อภัยแบบคริสเตียน กล่าวคือเมื่อสำนึกในการกระทำของตัวเอง ได้สารภาพบาป/ความผิด แล้วสังคมจะให้อภัยเพื่อเดินหน้าใหม่

ในสังคมที่เชื่อว่าตัวเองมีรากฐานวิธีคิดแบบพุทธ มีความเชื่อเรื่องกรรม การรับผลกรรม จะมีท่าทีอย่างไร

และจะป้องกันไม่ให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด (culture of impunity) อย่างไร? เพราะวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดเป็นส่วนหนึ่งของ “โสมมประชาคมอาเซียน” ไปเสียแล้ว?

เพราะหลายคนเชื่อว่า หากไม่มีการเอาผิดกับผู้กระทำการและปล่อยให้นิรโทษกรรมพ้นผิดพ้นมลทินแล้ว ความรุนแรงนั้นก็จะกลับมาหาสังคมราอีกซ้ำซาก เพราะการเลือกใช้ความรุนแรงเป็นทางเลือก (option) ที่ไม่ต้องรับผิดชอบในท้ายที่สุด!

ในการจัดการความจริงและการใช้อำนาจรัฐปราบปรามประชาชนในกรณีเกาหลีใต้ก็น่าสนใจยิ่ง เพราะเกาผลีผ่านยุคอาณานิคมญี่ปุ่น ผ่านยุคเผด็จการทหารและพลเรือนมาโดยตลอด โดยเฉพาะในยุคพัคจุงฮีที่มีการอุ้มหายและสังหารประชาชน ทารุณกรรมนักกิจกรรมไม่น้อย

ยังต้องนับกรณีเมืองกวางจูอีกที่คนล้มตาย บาดเจ็บไม่น้อย

ในที่สุด เมื่อสังคมเป็นประชาธิปไตย มีการรื้อฟื้นให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง สิ่งสำคัญทีสุดก็คือการรื้อฟื้นศักดิ์ศรี (dignity) ของเหยื่อและญาติพี่น้องของผู้ถูกกระทำ ว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยพวกเขาไม่ได้ก่อการจราจล แต่พวกเขาสู้เพื่อวางรากฐานการเดินไปสู่สังคมประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ พวกเขาไม่ใช่พวก “แดง” หรือ “คอมมิวนิสต์”

จากนั้นมีการสร้างสุสานวีรชนแห่งชาติ การจ่ายค่าชดเชยเยียวยาเหยื่อและญาติของเหยื่อที่มีชีวิตอยู่

เมื่อได้ทบทวนเรื่องราวจากประเทศเพื่อนบ้าน เกาหลีใต้ อาฟริกาใต้ รวันดา กระทั่งเมืองยะใข่ในเมียนมาร์ เราอาจจะพบว่า พวกเราต่างล้วนแล้วแต่มีส่วนในความรุนแรงที่รัฐกระทำอาชญากรรมต่อประชาชนของตัวเอง ไม่มากก็น้อย ซ้ำร้ายในบางกรณีพวกเขาอาจจะมีส่วนร่วมทั้งๆ ที่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ก็ได้ ที่ใกล้ตัวก็คือการล้างเมืองหลังกรณีพฤษภาคม 2553, กิจกรรมศิลปะโดยการส่งเสริมของรัฐในหลายนิทรรศการ เป็นต้น

ในการเสวนา ผมยังได้ชี้ถึงการที่คนหนุ่มสาวรุ่นนี้ได้ประสบกับการใช้อำนาจรัฐกับตัวพวกเขาเองจากการจัดกิจกรรมรำลึก 40 ปี 6 ตุลาคม 2519 การเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐน่าจะให้บทเรียนแก่คนหนุ่มสาวรุ่นนี้และชวนให้เขาคิดถึงชีวิตข้างหน้า

หลังงานจบ แม้จะยังชุลมุนอยู่บ้างแต่มีนักกิจกรรมรุ่น 6 ตุลาคมท่านหนึ่งมาบอกผมสั้นๆ ว่า “พี่คงตายตาหลับแล้ว”

ผมเชื่อว่าถึงแม้จะไม่มีความหวัง แต่ทุกสังคมก็ต้องฝ่าคลื่นมรสุมของตัวเองไปให้ได้ การชมละครเรื่องนี้แม้จะหม่นเศร้า กดดัน อึดอัดแต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ชวนขบคิดถึงโอกาสและความหวังว่าสักวันเราจะพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้าง

 

(ขอขอบคุณอาจารย์สินีนาฏ เกษประไพ อาจารย์ภารกร อินทุมารและนักแสดงทุกท่าน)

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด