Skip to main content

 

คำเตือน: เปิดเผยเนื้อหาบางตอน และอยากชวนไปดูหนังเรื่องนี้กันเยอะๆ ครับ

 

บอกตรงๆ ว่าสะเทือนใจมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะมันมีเรื่องราวหลายอย่างที่ทับซ้อนอยู่ในเรื่อง เป็นธรรมดาที่เราอาจจะคิดไปเองว่าบทสนทนาในเรื่องคล้ายคลึงกับเรื่องของเราเอง

แต่มองข้ามพ้นจากตัวเองจึงจะถึงความหมายที่ซ่อนอยู่หรืออ่านได้จากหนังเรื่องนี้

ดูแวบแรกเหมือนหนังโฆษณาการท่องเที่ยวพม่ามากกว่า เพราะหนังสวยเสียจนลืมว่ากำลังดูเรื่องการผจญภัยของหญิงสาวที่กำลังค้นหาคำตอบจากจิ๊กซอว์ที่ย่าของเธอทิ้งไว้เป็นมรดกปริศนา เธอเองก็มีอดีตที่อยากจะลืม เหมือนย่าจะสงสารเห็นใจ แต่คงต้องให้เวลากับการเติบโตของหัวใจกระมัง ย่าจึงได้แต่บอกเธอผ่านจดหมายเก่าเก็บว่าตัวย่าเองก็เหมือนมีสองชีวิตในตัวของย่า

เพราะความอ้อยอิ่งของหนังและเนื้อเรื่อง แต่ก็ต้องยอมรับว่ายิ่งเนิ่นนานไป ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเมียนมาร์เป็นประเทศที่น่าค้นหา ส่วนตัวแล้วผมตะลึงกับฉากประทับใจสำคัญๆ ตั้งแต่เมืองพุกามเพราะไม่เคยไป อยากเห็นมหาเจดีย์ที่มีกำแพงแก้วเป็นคลื่นมหานทีสีทันดร สะพานยาวและเมืองสีป่อ รวมทั้งฉากสะพานรถไฟเหนือหุบเหว

.......

ระหว่างทาง เราจะพบกับคำถามเรื่องคนเราจะเข้าใจคนที่มีสองชีวิตเป็นอย่างไร คนที่มีอดีตที่ปวดร้าวและฝังใจมากมายจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างไร และหากคนใดคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลังจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

คงไม่มีคำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จแน่ๆ แต่หนังเรื่องนี้ให้คำตอบที่ชวนค้นหาเอาไว้

ย้อนไปในอดีต เรื่องเล่าของชีวิตหญิงสาวธูซาเหมือนดั่งชีวิตที่ถูกสายลมที่พัดผัน ทั้งเรื่องราวของชนชั้น เรื่องราวทางการเมืองซึ่งถึงแม้จะไม่ได้มีเรื่องราวให้เห็นก็ชวนสงสัยว่าอะไรทำให้นันทะนายไปรษณีย์หนุ่มต้องพักการเรียนเอาไว้ และอะไรทำให้มิชชันนารีต่างชาติต้องเดินทางออกนอกประเทศ

ธูซาเป็นคนที่ไม่มีอดีต เพราะเธอเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีสถานะทางชนชั้นที่ผูกพันสังกัด เธอจึงเหมือนคนไร้อนาคต

บทสนทนาช่วงท้ายๆ ว่าด้วยโชคชะตานั้นมีความหมายชวนคิดเอามากๆ กว่านันทะจะคลายความเจ็บปวดคงใช้เวลานานเอามากๆ และแม้ว่าเขาจะสามารถจัดการกับความปวดร้าวได้ แต่เขาไม่เคยลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นแน่ๆ

ธูซาเองก็คงปวดร้าวในการจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่น้อย ความเจ็บปวดของเธอคงเหลือจะทานทน เพราะต้องจากคนรัก จากบ้านเกิดเมืองนอน แต่เธอเองก็เด็ดเดี่ยวไม่น้อยเมื่อมองตัวเองเป็นเด็กกำพร้าไม่มีที่มา แต่มีความหวัง ขณะที่นันทะมีความหวังและไม่ต้องการอดีตและชนชั้นที่ตัวเองสังกัด

ฉากงานเลี้ยงในบ้านของนันทะที่มีกลิ่นบางตอนจากคำโต้ตอบของทนายหนุ่มชื่อสาย สีมา จากเรื่องปีศาจของเสนีย์ เสาวพงษ์ ภาพการเหยียดหยามธูซาว่าเป็นดั่งกาในฝูงหงส์ก้องสะท้อนออกมาดังมาก แต่ก็ช่างกลมกลืนเพราะธูซากลายร่างจากนางอีกาเป็นนางหงส์อันสง่างาม เมื่อเธอเผยวาจาว่ากาลเวลาก็กัดกินสิ่งที่พวกเขาพยายามสร้างไว้ห่อหุ้มตัว

แต่ถึงที่สุด คำร้องขอของมารดาฝ่ายชายน่าจะสะเทือนใจเธอจนยอมลาจากคนรักมาเริ่มชีวิตใหม่

ผมคิดว่าหลานสาวของเธอก็คงสงสัยว่าเธอผ่านห้วงเวลานั้นมาได้อย่างไร

เมื่อถึงตอนที่หญิงสาวได้พบกับนันทะในวัยชราแล้วยิ่งน่าสนใจ เพราะบทสนทนาเรื่องโชคชะตาที่เรามักโทษว่าเป็นสาเหตุของทุกสิ่งที่ควบคุมไม่ได้แล้ว เราจะพบว่าเราต่างมีทางเลือกทั้งนั้น เมื่อเลือกแล้วก็ต้องยอมรับและอยู่กับเส้นทางนั้น

ในการย้อนกลับไปหาเรื่องราวตามเนื้อความของจดหมาย ความรู้สึกของสองหนุ่มสาวต่างวัฒนธรรมก็เริ่มขึ้นโดยความบังเอิญ ถึงจะไม่คลี่คลายในเวลาของหนัง แต่ก็ทิ้งท้ายให้เราแอบหวังเล็กๆ ว่าจดหมายที่ส่งถึงชายหนุ่มในอนาคตจะเฉลยความในใจข้อใดบ้าง

.................

ขอสารภาพในความเห็นส่วนตัวว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้คงไม่เหมาะกับวัยรุ่นหนุ่มสาวเท่าไหร่นัก หากแต่เหมาะกับคนที่ผ่านเรื่องรักๆใคร่ๆ มาบ้างถึงจะเข้าใจความพลัดพรากลาจากกระทั่งเลิกราและความพยายามที่จะเริ่มต้นใหม่

สำหรับผมแล้วบางบทสนทนาในหนังบาดลึกราวกับเพิ่งได้ยินเมื่อวันวาน แต่กลับรู้สึกโล่งใจอย่างมาก เมื่อคิดได้ว่าไม่มีใครติดค้างใครอีกแล้ว กว่าเราจะคิดถึงคนที่ไม่คิดถึงได้คงใช้เวลานาน แต่สำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต

 

ป.ล. ขอบคุณอาจารย์ลลิตา หาญวงศ์และพี่ปุ๊ที่ชวนไปดูหนังครับ

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด