Skip to main content

เรื่องเล่าวันนี้

 
จริงๆ อยากไปฟังบรรยายล้วนๆ แต่ความรู้สึกที่ว่า ถ้าไม่ได้พูดออกไปก็คงจะนอนไม่หลับ (ฮา)
 
วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผมไปฟังบรรยายเรื่องเวนิสเบียนนาเล่และ Documenta ซึ่งได้ความรู้มากมายจากอาจารย์ถนอม ชาภักดี และคุณอภิศักดิ์ สนจด ที่ BACC
 
แต่ในช่วงที่สองรู้สึกว่ามีเรื่องให้แลกเปลี่ยนเยอะ หนึ่งในนั้นก็คือโลกศิลปะของไทยกับโลกศิลปะของโลกกว้าง จึงอดไม่ได้ที่จะขอแสดงความเห็นแลกเปลี่ยน
 
ผมเสนอไปว่า หากจะมองโลกศิลปะ ก็ต้องมองให้ครบองค์ประกอบของ Artworld ซึ่งมีหอศิลป นักสะสม curator ผู้ชม และศิลปิน เป็นอย่างน้อย ระดับของศิลปะก็มีหลายระดับ แต่ระดับงานศิลปะนานาชาติ มันก็เป็นหนึ่งเดียวและส่งทอดมาจากความต้องการแสดงอารยะของตัวเองในวงนานาชาติ ที่นับเนื่องจากนิทรรศการโลก (The world exhibition) ซึ่งเทศกาลสำคัญอย่าง Venice Biennale และเทศกาลศิลปะหลายๆ แห่งก็กำเนิดมาเพื่อนำเสนอ "ความก้าวหน้าของชาติ " ผ่านงานศิลปะ ดังนั้น ศิลปะก็คือเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐอย่างไม่ต้องสงัสย โดยเฉพาะศิลปะอุดหนุนโดยรัฐ (state sponsored art) ทั้งปวง รวมทั้งการส่งศิลปินโดยรัฐ หรือการสนับสนุนในทางใดทางหนึ่ง (เว้นแต่จะมี Nationial Arts Council) ที่ยึดโยงกับประชาชนและสังคมโดยรวม
 
ส่วนระดับของศิลปะในโลก ก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ศิลปะเพื่อพิธีกรรมศิลปะเพื่อความงามและการตกแต่ง ศิลปะเชิงนามธรรม ศิลปะเพื่อยกย่องเชิดชู ศิลปะเชิงความคิดและอื่นๆ แต่ในเวทีนานาชาติก็มักจะเลือกศิลปินรุ่นใหม่ที่เสนอประเด็นที่ท้าทาย หรือมีเทคนิคใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากแต่ละชาติ
 
ดังนั้น การนำเสนอศิลปินและผลงานศิลปะไปนิทรรศการนานาชาติดังกล่าว ไม่ได้เพียงสะท้อนความก้าวหน้าของ "ชาติ"​ นั้นๆ แต่ยังมุ่งหมายแสดงความสามารถที่ทัดเทียมอารยะประเทศอื่นๆ ด้วย
 
ปรากฏการณ์ศิลปะ Biennale (หรือ Biannale), Triennale ทั้งหลาย ที่งอกงาม ส่วนหนึ่งก็จากความกระหายใคร่รู้ (anxiety) ที่จะรู้จักโลกอื่นในลำดับระเบียบโลก (world order) ซึ่งทั้งเพื่อชื่นชมและเชิดชู เก็บกดให้ต่ำต้อย กระทั่ง ปิดกั้น ชาติอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน
 
ในโลกร่วมสมัย เป็นที่รู้กันว่ามีภัณฑารักษ์อมตะฆ่าไม่ตาย (immortal curators) ซึ่งตระเวนไปจัดนิทรรศการนานาชาติโดยมีความชื่นชอบในแนวทางศิลปะอย่างหนึ่งอย่างใด และมีศิลปินในสังกัดชุดหนึ่ง ซึ่งตีตั๋วเที่ยวบินพร้อมกันและกระโดดร่มลงในเทศกาลนั้นๆ มีปาร์ตี้เปิดงาน มีกิจกรรมที่ร่วมหัวจมท้ายว่าสัมพันธ์กับชุมชน และสะบัดตูดจากไปราวกับเวทีสาวรำวงที่เคลื่อนไปตามหมู่บ้านโลก
 
บรรดาภัณฑารักษ์กลุ่มนี้ อาจจะเป็นคนที่เรียกว่า super curators, immortal curators ซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกัน ไปเร่ขายความเป็น "นานาชาติ" ในโลกด้อยพัฒนาที่ทะยานอยากจะเป็นสากล และมีศิลปินระดับโลกมาสำแดงอภินิหารให้เป็นพักๆ แล้วก็จากไป
 
ขณะเดียวกันก็เป็นเวทีแลกเปลี่ยนกระแสความรู้สึกนึกคิดร่วมสมัย ซึ่งทำให้เกิดภาพของการร่วมมือ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ในความสวยงามของความหลากหลาย แต่ก็เก็บกด ปิดกั้นกระแสอื่นๆ ไปในเวลาเดียวกัน
 
กล่าวอย่างรวบรัดได้ว่าศิลปินที่เดินสายกับซุปเปอร์คิวเรเตอร์เหล่านี้ก็น่าจะเดาออกได้อย่างง่ายดายเมื่อรู้ว่าซุปเปอร์คิวเรเตอร์คนไหนเป็นแกนนำในการจัดการ
 
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ไม่ได้พูด เพราะเวลาจำกัดว่า เรายังต้องคำนึงด้วยว่าเวลาประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือกำลังพัฒนาที่เขาฉลาด เขารู้ทันทีว่าการนำเอางบประมาณนับพันล้านไปทุ่มกับกิจกรรมศิลปะหรือเทศกาลศิลปะนานาชาติเขารู้ว่าเม็ดเงินที่จ่ายไป จะผันเป็นตัวคูณกลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจของชุมชนอย่างไร
 
เช่น กรณี นาโอชิมา ในญี่ปุ่น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น ผ่านการใช้จ่าย การเดินทาง การพักในโรงแรม การบริโภคอาหารและสินค้าท้องถิ่น การเปลี่ยนภูมิทัศน์ของชนบทที่ประชากรหดหายให้ฟื้นกลับมามีชีวิตชีวาอีกด้วย
 
เทศกาลศิลปะเบียนนาเล่ Bangkok Art Biannale ที่รัฐจะริเริ่มและใช้งบประมาณของเรานั้นจะมีกลไกตรวจสอบ คัดสรร เลือกสรรค์ศิลปินอย่างไร จะทำอะไรกับชุมชน ท้องถิ่น และประชาชน
 
ประเทศไทยจะได้อะไรจากแฟชั่นเบียนนาเล่ หรือเป็นเพียงหน้าร้านของเผด็จการทางสุนทรียศาสตร์ของภัณฑารักษ์แวมไพร์เท่านั้น
 
คงต้องรอดูกันต่อไปครับ

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด