Skip to main content

 

ผมได้รับเกียรติจากจากครูแพ็ท หรือ ผศ. ดร. ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ไปชมละครประจำปี 2560 ของคณะฯ เป็นละครเชิงสารคดีเรื่อง The Voyage ในวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา

 

ผมเองมีความรู้ในด้านการละครน้อยมาก แต่ก็พยายามจับประเด็นและเรื่องราว ตลอดจนลีลาการเล่าเรื่องของละครเรื่องนี้ ครูแพ็ทเล่าว่ากว่าจะมาเป็นละครเรื่องนี้เกิดขึ้นจากความยุ่งยากในหลายประการ ตั้งแต่การชักชวนผู้คนมาเล่าเรื่องรากเหง้าของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเรื่องที่บางครอบครัวไม่อยากจะเล่า หรือไม่สามารถสืบค้นไปได้ไกล หรือบางเรื่องก็ไม่สามารถนำมาเล่าต่อที่สาธารณะได้ด้วยขีดจำกัดหลายๆ อย่าง

 

ละครเริ่มด้วยการเคลื่อนตัวของเหล่านักแสดงที่เข้ากลุ่มเป็นแถว ขยับตัวราวกับปลาว่ายทวนน้ำ จากนั้นจึงเริ่มเล่าเรื่องของแต่ละคน ทั้งนี้ ตัวเอกของเรื่องสี่คนจะเล่าเรื่องราวว่าบรรพชนของพวกเขาเดินทางมาสู่สยามได้อย่างไร

 

เรื่องราวของฟารีดา จิราพันธุ์ ดูจะพลิกผันที่สุด เมื่อเธอเผยเรื่องราวบรรพบุรุษที่ประสบกับชะตากรรมอันโหดร้ายถึงขั้นถูกจับไปเป็นทาสและขายทอดยังดินแดนที่ไกลออกไป ไม่รู้จักทั้งภาษา ศาสนาและวัฒนธรรม เธอเฝ้ารอวันที่จะหยั่งรากลึกในดินแดนที่เธอคุ้นเคยมากที่สุด และเธอโชคดีที่ได้มาถึงท่าเรือของสยาม

 

เรื่องราวของนารีรัตน์ เหวยยือ ก็ชวนสะเทือนใจไม่น้อย ที่บรรพชนของเธอต้องพลัดพรากกันและเดินทางไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า จวบจนแม่ของเธอได้พบกับชายที่มีจิตใจดีงามและรักเธออย่างแท้จริง การเป็นส่วนหนึ่งของชาติพันธุ์อาข่านับเป็นความยุ่งยากประการแรกและฝังในสายเลือด แม้เวลาจะผ่านล่วงไป เรื่องราวอันแสนทรมานของบรรพบุรุษยังถูกเล่าราวกับเกิดขึ้นเมื่อวาน 

 

ส่วนเรื่องราวของรัฐพงศ์ ภิญโญโสภณ เล่าผ่าน ธนพันธ์ ตั้งสิทธิประเสริฐ เป็นชีวิตของนายง้วนเว้ง ที่มาสยามโดยลำพังเพราะพลัดพรากกับบิดามารดาระหว่างหนีภัยสงครามในประเทศจีนเมื่อ พ.ศ. 2482 เมื่อมาถึงสยาม ง้วนเว้งได้พยายามตั้งตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะผ่านทุกข์ระทมถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวต้องเริ่มจากศูนย์อีกครั้ง แต่เขาก็สามารถยืนหยัดหยั่งรากในดินแดนใหม่ได้ในที่สุด

 

และเรื่องราวของ สิทธิกานต์ แก้วกันเนตร เล่าผ่าน ศุภิสรา วันชาญเวช ที่สะท้อนชีวิตของหญิงเชื้อสายมอญและที่ต้องตกอยู่กับความยากลำบากของค่านิยมเก่า ไม่ว่าจะเป็นการหาคู่ครองให้ การต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือน ที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงดูคนในครอบครัว

 

เรื่องราวของทั้งสี่ครอบครัวถักทอผ่านศิลปะการเล่าเรื่องของแต่ละคน การใช้เสียง ภาพฉายประกอบการเคลื่อนไหวชวนให้ผู้คนคิดอย่างต่อเนื่อง 

ด้านหนึ่งเรียกได้ว่าพยายามจะ “ตรึง” ผู้ชม แต่อีกด้านหนึ่งสำหรับคนที่ไม่ชินกับ “ละครเชิงสารคดี” ก็ทำให้ชวนอึดอัดไม่น้อย ประกอบกับเก้าอี้ที่จัดให้ผู้ชมนั่งก็จัดระยะได้ยาก ทำให้การชมละครไม่ผ่อนคลายนัก เมื่อเทียบกับเนื้อหาที่ชวนติดตามและตื่นเต้นในหลายตอน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เนื้อหาของเรื่องเล่าทั้งสี่ชวนให้ติดตามเพราะการเล่าเรื่องที่ไม่อาจเล่าด้วยภาษาของอักษร ทำให้ละครเรื่องนี้โดดเด่นขึ้นมา การเคลื่อนไหวเรือนร่างของกลุ่มนักแสดง ชวนให้คิดว่าการเคลื่อนตัวข้ามพรมแดนรัฐชาติในยุคที่เส้นพรมแดนยังเลือนรางและรั่ว เปิดช่องให้การเดินทางเป็นไปได้ และเป็นโอกาสให้คนที่เคยเป็น “คนอื่น” สามารถกลายเป็น “คนไทย”

 

อย่างที่กล่าวไป เรื่องเล่าสี่เรื่องในเวลาอันจำกัด แต่มีขอบเขตของเวลากว่าแปดสิบปี หรือถ้านับจากเรื่องเล่าของฟารีดาก็นับร้อยหกสิบปี

จึงไม่ง่ายนักที่จะเล่าในรายละเอียด แต่เป็นการเลือกช่วงเวลาที่สำคัญ หรือชวนให้สะเทือนใจ เห็นใจ เข้าใจความยากลำบากของคนที่มาใหม่ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทางสังคมการเมืองและเศรษฐกิจใหม่ในที่สุด

 

การเล่าเรื่องของครอบครัวที่สะเทือนใจ น่าจะเป็นเรื่องยากที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมสนใจ เพราะดังที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนหนังสือเรื่อง “โครงกระดูกในตู้” หรือ Skelton in the Cupboard ที่เล่าเรื่องบรรพบุรุษซึ่งมีทั้งเรื่องดีและร้าย บวกและลบในสายตาของคนอื่น เพราะเรื่องราวชีวิตมนุษย์นั้นยากจะเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ราวกับไม่เคยแปดเปื้อนใดๆ นั้นคงจะไม่มี แต่ความกล้าหาญที่จะเล่าเรื่องนั้นๆ ต่างหาก ที่จะช่วยให้เราเข้าใจความเป็นมาของครอบครัวและสังคมโดยรวมได้

The Voyage สำหรับผมจึงเป็น “อัตโนประวัติของคนชั้นกลางไทย” (Thai middle class’s autography) กล่าวคือ นี่เป็นเรื่องราวที่มาของคนชั้นกลางไทยที่ผสมผสานระหว่างคนจีน คนเวียด คนชวา คนมอญ และชาติพันธุ์อื่นๆ กับคนพื้นเมือง

ประเด็นหนึ่งที่ผมได้กล่าวก็คือ ส่วนที่ขาดหายไปน่าจะเป็นภาคสองของละครเรื่อง The Voyage เพราะยังมีเรื่องของพี่น้องชาวอีสาน ชาวภาคกลาง และมลายูที่ขาดหายไป 

ในความเป็นคนชั้นกลางที่ “เพิ่งมาถึง” และประสบความสำเร็จนี้ ชีวิตของคนอีสาน/คนลาว คนเมือง/ล้านนา คนมลายู หายไปหมดจนกลายเป็นพวกชายขอบ

 

และกล่าวอย่างถึงที่สุด ละคร The Voyage ก็แทบจะไม่มีพื้นที่ให้ตัวตนเหล่านี้ได้ปรากฏเลย

 

แต่ถึงอย่างไร ละครเรื่องนี้ก็ช่วยสถาปนาพื้นที่ให้กับคนชั้นกลางไทยได้อย่างมีสีสัน ประกอบกับเมื่อได้รู้ภาระงานของคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ที่ถูกรุมเร้าด้วยความคาดหวังเชิงดังนี้ชี้วัดการบริหารงานและวิชาการ ครูแพ็ทยังมีพลังเหลือพอจะมาสร้างสรรค์ละครเรื่องนี้ร่วมกับนักออกแบบการเคลื่อนไหว นักแสดง และผู้อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังเวทีทั้งหลาย ผมจึงแอบหวังว่า ครูแพ็ท จะมีพลังและกำลังใจ สร้างสรรค์ภาคต่อของ The Voyage แต่อาจจะเป็นภาคแรก? ก่อน The Voyage ผมขอตั้งชื่อไว้ก่อนเลยก็คือเรื่อง The Native เพื่อเติมเต็มเรื่องเล่าที่ขาดหาย โดยเฉพาะการสร้างประกอบความเป็นไทยในรอบสองทศวรรษนี้ที่พวกเราถูกระบายสีเหลือง สีแดง และถูกเรื่องเล่าของบรรดาคนชั้นกลางที่ที่มาใหม่ เข้าแทรกและแทนที่กลายเป็นคนไทยที่ไทยกว่าคนดั้งเดิม

ผมอยากจะเห็นชีวิตชาวนาไทย ชาวนาอีสาน ชาวนาล้านนา ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาร่วมกับคนชั้นกลางไทย ผมอยากจะเห็นภาพสะท้อนของความแร้นแค้นและทุกข์ยากของพวกเขา ไม่แพ้ความยากลำบากในการเจรจา ต่อรองกับอัตลักษณ์บนผืนดินใหม่ของคนชั้นกลางไทย

หากจะมีภาคสอง (ที่ควรจะเป็นภาคแรก) ผมก็จะขอปวารณาตัวเป็นคนแรกๆ ที่จะตีตั๋วไปนั่งถึงขอบเวที และรอชมที่โรงละครใหม่ของคณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ขอขอบคุณครูแพ็ท นักแสดง และผู้อยู่เบื้องหลังละคร The Voyage ที่ให้เกียรติเชื้อเชิญให้ไปแสดงความเห็นหลังละครจบนะครับ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ

 

 

 

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด