Skip to main content

คนสามรุ่น

 

ช่วงเวลาที่ผ่านมาผมมีงานยุ่งวุ่นวายจนห่างหายจากการเขียนบล็อก เมื่อเวลาอำนวยก็อยากจะบันทึกเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์เอาไว้ก่อนจะลืม

…..

ข้างหน้าผมเป็นเด็กหนุ่มวัยต้นยี่สิบเป็นนิสิตในที่ปรึกษาของผม ถัดไปเป็นชายผมสีดอกเลา ร่างผอมและไว้หนวด หญิงสาวร่างแบบบางคนถัดไปใส่เสื้อยืดขาว และมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งตัดผมสั้นท่าทางเรียบร้อย และคนสุดท้ายเป็น คนวัยเดียวกับผมที่เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่รู้จักกันดี

ทั้งห้าคนตกเป็นผู้ต้องหาจากทั้งการเคลื่อนไหวและส่วนหนึ่งเพียงเข้ามาสังเกตุการณ์กิจกรรม

ผมอดนึกไม่ได้ว่าอาชญากรรมใดหนอที่ทำให้คนที่เคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามทางความคิดและไม่น่าจะมีทางอยู่ในสถานะเดียวกันได้ต้องมีชะตากรรมร่วมกันมาก่อน สองคนเป็นคนรุ่นหนุ่มสาวที่ผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ยุคปลายทักษิณ ชินวัตร หากจะประเมินคร่าวๆ คงอายุ 20-25 ปี, อีกรุ่นคือคนรุ่นผมสองคนที่เชื่อว่าเกิดช่วงไม่ห่างจาก 14 ตุลาคม 2516 ไม่ก่อนก็หลัง อีกคนหนึ่งนั้นต้องบอกว่าน่าจะเป็นหนุ่มกระทงสมัย 14 ตุลาฯ ผ่าน 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535 แต่ความพลิกผันทางการเมืองทำให้คนทั้งห้าคนมานั่งรวมกันในห้องพิจารณาคดี

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมขึ้นโรงขึ้นศาล จึงอดที่จะพยายามจดจำรายละเอียด กระบวนการเอาไว้ ตั้งแต่สถาปัตยกรรมของสถานที่แห่งนี้ที่จำลองจากตะวันตก บัลลังก์พิจารณาคดี เสมียน ระยะห่างระหว่างผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหากับผู้มีอำนาจ ระยะห่างระหว่างทนายผู้แก้ต่างกับพนักงานผู้กล่าวหา และที่สำหรับผู้ร่วมรับฟัง

ทั้งหมดมีรายละเอียดที่ชวนคิดทั้งสิ้นว่าตัวสถาปัตยกรรมกับพื้นที่ที่แบ่งและจัดสรร การกำหนดพื้นที่การเคลื่อนไหวของคน การมีช่องว่างล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงอำนาจและสถานะของคนในแต่ละจุด

ท่าทีของฝ่ายผู้กล่าวหา ถึงจะแข็งกร้าว แต่สีหน้าบ่งบอกถึงความเหนื่อยหน่ายกับภาระงานของเขา เขากลายเป็นคนโดดเดี่ยวทันที เพราะเขาคือตัวแทนเพียงคนเดียวที่มายืนยันตามลายลักษณ์อักษร จึงดูประหลาดไม่น้อยในบริบทนี้

ส่วนฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ดูจะเครียดไม่แพ้กันกับผู้แก้ต่างให้ 

ยังมีผู้คนที่รอฟังข่าวทั้งในห้องเล็กๆ นี้กับคนอีกจำนวนมากที่ติดตามข่าวสาร

เรื่องราวทั้งหมดชวนให้ผมย้อนกลับมาครุ่นคิดว่าอะไรทำให้พวกเขามาอยู่ในจุดตัดของอำนาจนี้

 

สำหรับคนที่ผ่าน 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 น่าจะรู้เรื่องและผ่านความรู้สึกได้ชัย กระทั่งพ่ายแพ้ ทั้งยังเห็นความรุนแรงในกรณี 2535, 2552, และ 2553 เลวร้ายกว่านั้นเขาเองตกเป็นจำเลยในอีกฝั่งเมืองชั่วระยะหนึ่ง

คนรุ่นผม ถึงจะเกิดทัน 14 ตุลาคม 2516 ก็คงไม่ทันรู้เรื่อง อาจจะทัน 6 ตุลาคม 2519 แต่ก็ลางเลือน รู้แต่ว่า วันนั้นมีการเผาหนังสือและล้อมสังหารคน ที่เห็นด้วยตาก็คือกรณีพฤษภาคม 2535 และบอกตัวเองว่าจะไม่ยอมตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีก แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเห็นการรัฐประหารถึงสองครั้งในรอบสิบปี ความรุนแรงต่อเนื่องนับแต่การชุมนุมในกรุงและต่างจังหวัดตั้งแต่ 2549 ถึงวันนี้ก็มี 2552, 2553 อย่างน้อยอีกสองครั้ง

ส่วนเด็กหนุ่มสองคน คงเกิดไม่ทัน 2535 แน่ๆ พวกเขาคงทันช่วงที่รัฐธรรมนูญ 2540 ประกาศใช้และโตมากับการเมืองแบบเปิดกว้างมาก เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนหน้า

เด็กหนุ่มสองคนที่ควรจะสนุกสนาน เฮฮา เรียนรู้วิชาการที่ตัวเองถนัดกลับมาอยู่ในคอกและทำประวัติอาชญากรกับคนอีกสองรุ่่น

สังคมแบบไหนที่คนอยากใช้สิทธิพื้นฐานในการเลือกตั้งอันเป็นสิทธิมนุษยชนสากล กลายเป็นจำเลยทางการเมือง?

ไม่นับคนอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกตั้งข้อหาอย่างไม่เป็นธรรม ถูกดำเนินคดีจนชีวิตไม่เป็นปรกติสุขในอีกหลายวัย

อย่งน้อย ความผิดปกติอีกข้อหนึ่งก็คือ การเมืองที่พลิกผันในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษได้พาคนที่เคยอยู่ขั้วตรงข้ามทางการเมืองกลับมาอยู่ในระนาบเดียวกันได้

เช่นเดียวกันกับคนจำนวนหนึ่งยินดีปรีดาที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถเลือกตั้งได้และฝ่าวิกฤติการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองจนได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งและได้ ดร. มหาธีร์ โมฮัมหมัดมาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งในวัย 92 ปี และต้องไม่ลืมว่ามาเลเซียเองก็ผ่านความตึงเครียดทางการเมือง ดังข้อสังเกตจากมิตรสหายที่ทำงานด้านการทูตของแดนเสือเหลืองที่เคยเปรยกับผมว่า พวกเขาจับตามองประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพราะอะไรที่เคยเกิดขึ้นกับไทยก็จะส่งผลสะเทือนต่อพวกเขาไม่น้อย ดังกรณีต้มยำกุ้งเมื่อ พ.ศ. 2540 นั่นกระไร ยังการชุมนุมทางการเมืองในรอบหลายปีก่อนก็ส่งผลต่อความรู้สึกและการแสดงออกทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

เรื่องที่น่าขันก็คือ คนที่ตื่นเต้นเรื่องมหาธีร์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุดก็คือบรรดาผู้ใหญ่ เพื่อนพี่น้องที่เคยขัดขวาง ปิดคูหาเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นั่นเอง

แต่เอาเถิด วันนี้ก็นับว่ากลับมาอยู่ขั้วเดียวกัน คำถามสำคัญก็คือว่าการเมืองไทยจะเดินหน้าไปอย่างไรนับจากวันนี้

ดังเห็นได้คนสามรุ่นที่นั่งอยู่บนม้านั่งยาวข้างหน้าผมในวันนั้น 

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด