Skip to main content

ประการที่สอง เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องกระบวนการทางการเมืองควรได้พิจารณาจากบทเรียนความรุนแรงทางการเมืองและความพยายามแสวงหาทางออก ซึ่งมีบทเรียนสำคัญจากสองกรณี ได้แก่

กรณีแรก บทเรียนจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้น ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ต่างทยอยลาออก เพื่อเปิดทางให้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติใหม่ ในสภาพสุญญากาศทางการเมือง ก็เกิดกระบวนการ “ราชประชาสมาศัย”​ขึ้น ทำให้เกิดสมัชชาแห่งชาติที่ประชุมที่สภาสนามม้าเพื่อเลือกกันเองและนำไปสู่การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติชุดใหม่

กรณีที่สอง คือกรณีพฤษภาคม 2535 ซึ่งเริ่มต้นด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น แต่กว่าจะเกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ต้องใช้เวลากว่าสามปี จึงได้มีคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.) ในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ประกาศนโยบายปฏิรูปการเมืองหลังการเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม 2538 และสร้างรูปธรรมขึ้นมาด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2535 มาตรา 211 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดกรอบวิธีการทำงานและร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด แล้วนำเสนอให้รัฐสภาพิจารณา และถึงแม้ว่าจะมีกระแสทัดทาน คัดค้าน จนถึงต่อต้าน เราก็ได้มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุด

จนถึงทุกวันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังมีสถานะที่สำคัญในฐานะรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง และไม่ถูกขัดขวางเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ

ทั้งนี้ ต้องพิจารณาประกอบด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เกิดขึ้นและใช้ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายสำคัญคือวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่รู้จักกันในชื่อวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง การมีกติกาหลักของประเทศที่เป็นหลักประกันความชอบธรรม ความเสมอหน้าในการบังคับใช้กฎหมายละกระบวนการตรวจสอบที่ดี ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการฟื้นฟูเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุด เพราะเกิดความเชื่อมั่นจากประชาชนและอารยะประเทศ

แต่การใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เกิดขึ้นและใช้ในช่วงเวลาที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ภายใน เป็นวิกฤตที่เกิดจากการไม่ยอมรับหลักการพื้นฐานและทำลายกติกาพื้นฐานมาโดยตลอด ซึ่งขาดความชอบธรรมอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับฉบับ 2540 แม้ภายหลังบังคับใช้ ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านก็มีฉันทามติร่วมกันเพียงหนึ่งเดียวคือการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ คณะนี้ เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัด Covid-19 ทำให้ต้องขยายระยะเวลาและจะหมดหน้าที่ในอีกไม่ช้า แต่ในฐานะกรรมาธิการคนหนึ่ง ขอกล่าวว่า ยังไม่เห็นความหวังใดๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นรูปธรรม

เนื่องจากอุปสรรคสำคัญของการแก้ไขปัญหาการเมืองคือการสร้างฉันทานุมัติเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า แต่โครงสร้างสถาปัตยกรรมทางการเมืองที่ออกแบบมาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่สามารถทานต่อความท้าทายใหม่ที่เกิดการการแพร่ระบาดของไวรัสในระดับโลกาวินาศ การแทรกและพลิกของโรคระบาดส่งผลอย่างสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจ ดังผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองหลายท่านระบุแล้วว่าจะเกิดสึนามิของมหาวิกฤตเศรษฐกิจในระดับที่น้อยไปกว่าทศวรรษ 1930 หรือในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและส่งผลสะเทือนต่อสถาปัตยกรรมทางการเมืองไทยที่ไม่สามารถรองรับปรับตัวต่อความท้าทายใหม่นั้นได้

ผมเชื่อว่ามีสิ่งที่ทุกคนรู้สึก แต่ยากจะเอ่ยปากออกมา โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในแวดวงของอำนาจ

ความท้าทายใหม่นี้จำเป็นจะต้องมีสถาปัตยกรรมทางการเมืองที่พร้อมรับกับวิกฤตที่ปรับตัวเร็ว ดังนักบริหารหลายท่านใช้คำว่า resilient

แต่รัฐธรรมนูญ 2560 สร้างระบอบการเมืองที่แปลกพิกล ด้วยการปิดกั้นเก็บกดเสียงข้างมากธรรมดา ด้วยข้อหาเผด็จการรัฐสภา ทำให้พรรคที่มีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดอันดับหนึ่งไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ทำให้พรรคการเมืองที่มีเสียงดันดับสองตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคต่ำสิบ แถมยังมีพรรคการเมืองที่ยุบรวมตัวเข้าสังกัดพรรครัฐบาลโดยไม่คำนึงคะแนนเสียงที่ลงให้ในคำสัญญาต่างๆ ได้หน้าตาเฉย ตลอดจนสูตรคำนวณแบบจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบพิสดารที่ทำให้มีสมาชิกคะแนนต่ำอย่างน่าใจหายเข้ามารับเงินเดือนจากภาษีอากร มิพักต้องกล่าวถึงความพิกลพิการของระบบตรวจสอบฝ่ายเดียวที่ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการการตรวจสอบนักการเมืองซ้ำซาก

นอกจากนี้ ยังมีสถาปนาอำนาจใหม่ๆ ที่เข้ามากำกับการทำงานของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เช่น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ทำให้รัฐบาลใดๆ ยังอยู่ภายใต้กำกับของโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบมาเพื่อกำกับอนาคต โดยบททดสอบสำคัญที่สุดก็คือ การรับมือกับมหาวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงกับการเมืองที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

แต่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ถูกออกแบบมาให้การแก้ไขกระทำได้ยาก โดยขอยกกระบวนการในหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาดังนี้ โดยผู้ที่สามารถยื่นญัตติหรือริเริ่มขอแก้รัฐธรรมนูญได้ต้องเป็น คณะรัฐมนตรี หรือ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 (100 คน ขึ้นไป)  หรือ ส.ส.ร่วมกับ ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของทั้งสองสภา (ส.ส. ร่วมกับ ส.ว. 150 คนขึ้นไป) หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน

ในการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภาและให้รัฐสภาพิจารณา 3 วาระ 

ถึงแม้ว่าในวาระที่หนึ่งและสองจะเป็นการกำหนดจำนวนผู้เห็นชอบเป็นเสียงข้างมาก โดยวาระที่หนึ่ง ให้ใช้เสียงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภา แต่ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบอย่างน้อย  1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของวุฒิสภา

ในวาระที่สอง ใช้เสียงข้างมากธรรมดา

แต่ในวาระที่สาม เป็นขั้นสุดท้าย ต้องได้รับเสียงเห็นชอบเกินครึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา คือ ส.ส.+ส.ว. ต้องได้ไม่น้อยกว่า 375 เสียง แต่กำหนดเงื่อนไขพิเศษว่าต้องมี ส.ส. จากพรรคที่ไม่มีสมาชิกเป็นรัฐมนตรี  ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน

การกำหนดหมากกล เม็ดพรายขั้นเทพ จึงทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ยาก จนถึงแก้ไม่ได้

กูรูทางการเมืองทุกคนจึงเห็นว่าเงื่อนไขเดียวที่จะแก้ไขได้ ก็คือการรัฐประหาร ดังที่เคยมีมาเท่านั้น

 

กลับมาที่ข้อเรียกร้องของเยาวชน สองข้อที่เหลือ ถ้าหากพิจารณาปัญหาการเมืองไทยแล้ว การร่างรัฐธรรมนูญและการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เหมือนกับปัญหาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน

หลายท่านเห็นข้อเรียกร้องของเยาวชนที่ประสานเสียงดังก้องทั่วประเทศไม่อาจจะมีทางออกได้อย่างปกติ กระทั่งอย่างสันติ

ในฐานะกรรมาธิการจากสายวิชาการ มีข้อเสนอทางการเมืองที่เป็นรูปธรรม ดังนี้

  1. ขอให้สมาชิกวุฒิสภาลาออกทั้งหมด เพราะกระบวนการที่มาของวุฒิสมาชิกชุดนี้ สืบเนื่องจาก คสช. ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองและเป็นผู้สรรหาสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ โดยเฉพาะสายข้าราชการทหาร ที่เป็นข้าราชการประจำ

การที่ “ข้าราชการประจำ” เข้ามาใช้อำนาจนิติบัญญัติ นั้นจะอ้างด้วยเหตุผลหรือหลักวิชาการใด ก็ย่อมผิดเพี้ยนไปจากหลักการประชาธิปไตย

อีกทั้ง ข้อบัญญัติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดจำนวนสมาชิกวุฒิสภาไว้เพียงจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าต้องอยู่ครบจำนวน 250 คน

การลาออกของสมาชิกวุฒิสภาสายทหารและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งชุดนี้ จะได้รับเสียงสรรเสริญจากคนทั้งประเทศว่าท่านเห็นแก่อนาคตของชาติ และรักชาติโดยแท้

 

  1. เมื่อปลดล็อควุฒิสภาแล้ว ในระหว่างนั้น ก็ให้รัฐบาลกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยผลแห่งการประชามติไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ จะต้องผูกพันองค์กรต่างๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญให้ต้องปฏิบัติตาม (binding) ให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ

หรือ หากเลือกไม่ทำประชามติ รัฐบาลอาจดำเนินการริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมให้สามารถมีสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ทันที

  1. ในช่วงระยะเวลาเดียวกับที่แก้รัฐธรรมนูญ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่สรรหา คณะกรรมการการเลือกตั้งเสียใหม่
  2.  เมื่อกระบวนการประชามติเพื่อเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้ว หรือถ้าใช้วิธีการแก้รัฐธรรมนูญโดยรัฐบาล และมีสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้รัฐบาลลาออก เป็นรัฐบาลรักษาการเท่านั้น และให้อำนวยความสะดวกการร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ไม่ชักช้า จากนั้นให้ทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
  3. ให้จัดการเลือกตั้งทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่

 

ข้อเสนอดังกล่าว เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น เพื่อถกเถียงและเสนอทางออกให้กับประเทศ เพื่อเลี่ยงความพยายามยกระดับความขัดแย้งให้ความรุนแรงในสังคมและการรัฐประหารที่อาจเกิดขึ้น

เราเสียเวลา เสียโอกาสในการพัฒนาชาติมานานกว่าทศวรรษ

จึงไม่ควรลังเลที่จะคืนอนาคตให้ลูกหลานของเรา

 

(ตีพิมพ์ครั้งแรก มติชน (รายวัน) กรกฎาคม https://www.matichon.co.th/article/news_2287544)

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด