Skip to main content

มีนา

ถึง พันธกุมภา

พี่ได้รับจดหมายที่ส่งต่อๆ กันมา (Forward mail) ฉบับด้านล่างนี้ เป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา (เพราะนี่เข้าเดือนที่ 6ของปีแล้ว...)

“สาส์นจากท่าน Dalai Lama ที่ได้กล่าวไว้สำหรับปี 2008 นี้ แล้ว…คุณจะได้พบกับสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ที่คุณจะยินดีมาก
ข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต

1. ระลึกเสมอว่า การจะได้พบความรักและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็ต้องประสบกับความเสี่ยงอันมหาศาลดุจกัน
2. เมื่อคุณแพ้ อย่าลืมเก็บไว้เป็นบทเรียน
3. จงปฏิบัติตาม 3 R
          3.1 เคารพตนเอง (Respect for self)
          3.2 เคารพผู้อื่น  (Respect for others)
          3.3 รับผิดชอบต่อการกระทำของตน (Responsibility for all your actions)
4. จงจำไว้ว่า การที่ไม่ทำตามใจปรารถนาของตนบางครั้งก็ให้โชคอย่างน่ามหัศจรรย์
5. จงเรียนรู้กฎ เพื่อจะทราบวิธีการฝ่าฝืนอย่างเหมาะสม
6. จงอย่าปล่อยให้การทะเลาะเบาะแว้งด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย มาทำลายมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ของคุณ
7. เมื่อคุณรู้ว่าทำผิด จงอย่ารอช้าที่จะแก้ไข
8. จงใช้เวลาในการอยู่ลำพังผู้เดียวในแต่ละวัน
9. จงอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลง  แต่อย่าปล่อยให้คุณค่าของคุณหลุดลอยจากไป
10. จงระลึกไว้ว่า บางครั้งความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด
11. จงดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อที่ว่าเมื่อคุณสูงวัยขึ้นและคิดหวนกลับมาคุณจะสามารถมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไปได้อีกครั้ง
12. บรรยากาศอันอบอุ่นในครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต
13. เมื่อเกิดขัดใจกับคนที่คุณรัก ให้หยุดไว้แค่เรื่องปัจจุบัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องในอดีต
14. จงแบ่งปันความรู้ เพื่อเป็นหนทางก้าวสู่ความเป็นอมตะ
15. จงสุภาพกับโลกใบนี้
16. จงหาโอกาสท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณไม่เคยไป อย่างน้อยก็ปีละครั้ง
17. จำไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือความรักมิใช่ความใคร่
18. จงตัดสินความสำเร็จของตนด้วยสิ่งที่ต้องเสียสละ
19. จงเข้าใกล้ความรักด้วยการปล่อยวาง”

ท่านดาไล ลามะ (บางคนเรียก ทะไล ลามะ) ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งพระพุทธศาสนาจากธิเบต ท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้กับคนทั่วไป ไม่เพียงแค่คนในธิเบตเท่านั้น ยังมีผู้คนที่นับถือและเคารพท่าน ทั้งคนที่เป็นพุทธศาสนิกชน และผู้นับถือศาสนาอื่นๆ และผู้ไม่นับถือศาสนาใดๆ ก็นับถือตัวท่าน

ท่านได้ให้สาส์นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ความรัก” เมื่อเพื่อนส่งการ์ดอวยพรอันนี้มาให้พี่อีกครั้ง พี่จึงอดไม่ได้ที่จะเอามาฝากน้องพันธกุมภา หลายข้อ โดยเฉพาะเรื่องความรักจากผู้นำชาวพุทธท่านนี้ เป็นเรื่องที่คนพุทธส่วนมากตั้งคำถามอย่างมากมาย เราเคยถูกสอนมาตลอดว่า ความรัก ความใคร่ เป็นสิ่งที่ไม่ดี คือถูกอธิบายด้วยคำว่า “ตัณหา” หรือความอยาก

สำหรับพี่...ความอยากที่ไม่ได้ไปทำร้ายผู้อื่น ไม่ได้ก้าวล่วงผู้อื่น ถือเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผิดอะไร แต่เมื่อใดที่ความอยากไปบดบังหรือเบียดเบียนผู้อื่นและทำร้ายตนเอง พี่...ก็คงไม่มีความสุขนัก

ข้อ 17 และข้อ 19 (ด้านบน) เป็นการกล่าวถึง “ความรัก” อย่างมีสติ แต่...ใครสักกี่คนที่จะมีความรักอย่างมีสติ ถึงแม้จะมีสติก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ความรักจะปราศจากอารมณ์ ความรู้สึกดีใจ เสียใจ อารมณ์ที่พาไปเหล่านี้ต่างหากที่เราต้องรู้เท่า รู้ทัน เมื่อเรารู้เท่าทันแล้วเราจึงจะปล่อยวางมันได้

ความรักของคนหนุ่ม คนสาว เด็ก หรือผู้ใหญ่ก็ตาม ไม่ได้อยู่ที่อายุของผู้รักหรือผู้ถูกรัก ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณเป็นคนรัก หรือคนที่ถูกรัก แต่อยู่ที่คุณดำเนินความรักนั้นไปอย่างมีสติ รู้เท่าทันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของความรักแบบที่แม่รักลูก ลูกรักแม่ แฟน สามี-ภรรยา คนที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เพื่อน ญาติพี่น้องรักกัน หรือความรักในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่อาจจำกัดด้วยคำพูดและการเขียน

ครอบครัวที่ฉันรู้จักครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวคนจีน แม่รักลูกชายคนโตมาก รักอย่างอธิบายไม่ได้ ไม่มีเหตุผล ... ความรักมักเป็นเช่นนี้ อย่าเอาเหตุผลมาอธิบายเลย... ลูกสาวอีกสองคนเสมือนเป็นองค์ประกอบหนึ่งในชีวิตของแม่เท่านั้น แม้อย่างนั้นแม่ก็ได้ให้ในสิ่งที่ควรจะให้กับลูกทุกๆ คนคือการศึกษา ส่วนเรื่องทรัพย์สินทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งชีวิตของแม่ แม่ได้มอบให้กับลูกชายคนนี้

วันหนึ่งเมื่อลูกชายมีความรักกับผู้หญิงที่มาเป็นภรรยา แม่...รู้สึกสูญเสียความสำคัญที่เธอเคยเป็นที่หนึ่งในใจของลูกรัก เธอจึงเอาเรื่องทรัพย์สินที่ให้ลูกชายดูแลมาเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพื่อต่อรองกับความรักที่ลูกน่าจะมีต่อแม่ เธอ...คาดหวังว่า สิ่งที่เธอรักและหวังดีมาตลอดกับลูกชายนั้นจะทำให้ลูกชายหันกลับมาให้ความสำคัญกับเธอเหมือนเดิม...เหมือนเมื่อเขายังเด็ก

เมล็ดพันธุ์แห่งความรักนั้น เธอได้บ่มเพาะให้กับลูกชายที่รักมาเนิ่นนาน แต่เธอยังไม่ได้เรียนรู้แม้อายุล่วงเลยมากว่า 60 ปีว่า เธอเพาะเมล็ด แต่อาหารที่เขาเลือกเมื่อกำลังโต อากาศที่เขาหายใจเมื่อเติบใหญ่ เพื่อนที่เขาคบ ชีวิตด้านอื่นๆ ที่เขามี เป็นอย่างไร พูดง่ายๆ ก็คือ คนปลูกต้นไม้ แต่ต้นไม้ก็เติบโตด้วยต้นไม้เอง ยิ่งถ้าไม่รู้ว่าเราปลูกต้นอะไร แม้จะหวังให้มีผลผลิต แต่เมื่อต้นไม้นั้นเติบโตก็อาจจะไม่ได้มีผล ดอก หรือสิ่งใดเลย แม้แต่ร่มเงา

และหากแม่ผู้นี้ ไม่ได้เรียนรู้ที่จะมีสติรับกับต้นไม้ที่ปลูกแต่ไม่ได้ให้ผลอย่างที่เธอคาดหวังไว้ เธอ...จะตัดมันทิ้งเช่นนั้นหรือ เธอ...เลือกที่จะไม่ตัดมันและยังเลี้ยงดู ยังใส่ปุ๋ย พรวนดิน เหน็ดเหนื่อยกับการดูแลต้นไม้ต้นนี้ อย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะความรัก...อย่างขาดสติ

คนเป็นแม่ เป็นพ่อ หรือคนปลูกต้นไม้ น่าจะมีวิธีเลี้ยงดู และเรียนรู้ร่วมกันไป...

ฉันเคยได้คุยกับคนปลูกต้นผลไม้ ทั้งมะม่วง ลิ้นจี่ และอื่นๆ เขาบอกว่า แรกๆ เมื่อผลไม้ไม่ให้ผล เขาก็จะเลือกต้นที่ให้ผลไว้ และเรียนรู้ว่า ทำไมมันจึงให้ผล แรกๆ เขาอาจจะใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ช่วยให้ผลมันออก จะมากหรือน้อยเขาก็ยอมรับว่ามันจะออกแค่นั้น ผ่านมาหลายๆ ปีเขาจึงรู้ว่า  หากจะให้ออกดอก-ผลอย่างจริงจัง เขาต้องตัด เล็ม กิ่งก้าน รดน้ำ ตามดูอย่างใกล้ขิด  หากฝนมามาก กรดน้ำก็จะมาก ปีนั้นผลที่ได้ก็จะน้อยหรือไม่มีเลย แต่ถ้าน้ำพอดี ปุ๋ยพอดี ไม่มากเกินไป ก็จะให้ผลผลิตที่ดี

การเลี้ยงลูก รักลูกก็อาจจะเปรียบได้กับการดูแลต้นไม้ หากให้อะไรมากเกินไป อย่างการให้เงินมากกินไป เอาเงินเลี้ยงลูก ลูกก็จะไม่อยากทำงาน เพราะไม่รู้ว่าจะทำเพื่อให้ได้อะไร ในเมื่อพ่อแม่ก็สามารถเลี้ยงเขาได้ตลอดชีวิต  แม้โตแล้วจะให้ต้นไม้...ลูก เติบโตเองทั้งหมดก็ไม่ใช่ ต้องเล็มกิ่ง ตัดบ้าง แต่งบ้าง อบรม...เลี้ยงดู...ว่ากล่าว ตำหนิ ในสิ่งท่ำไม่ถูกบ้าง ก็เป็นสิ่งที่แม่...คนปลูกต้นไม้ควรจะทำ ไม่ใช่เมื่อเติบโตก็ปล่อยไปตามยถากรรม ซึ่งก็ต้องทำให้พอดี เพราะการเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการในชีวิต หรือใส่ปุ๋ยหลายขนานมากเกินไป ลูกและต้นไม้ก็อาจจะเฉาตายได้

มาบัดนี้แม่คนนี้เพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ เมื่ออายุจะเข้า 70 ว่าเธอเลี้ยงลูกผิดๆ รักลูกอย่างแย่ๆ แต่ก็ไม่สายเกินไป แม้ไม้อ่อนจะดัดง่าย ไม้แข็งจะดัดยาก แต่ก็ยังมีไม้ให้ดัด เธอ...ไม่ได้ตัดทิ้งหรือถอนรากโคน แต่เรียนรู้ที่จะค่อยๆ ดัด ... เป็นการเรียนรู้ที่จะรักทั้งสองฝ่ายอย่างน่าสนใจ    

บล็อกของ พันธกุมภา

พันธกุมภา
พันธกุมภา ถึง มีนา เมื่อได้ยิน...... “ทำไมคุณโง่แบบนี้” “งานชุ่ยๆ แบบนี้เหรอที่ทำเต็มที่แล้ว” “มีหัวไว้ใส่หมวกเปล่าๆ” สารพัดมากมาย คำด่าทอที่เรามักไม่ชอบ – ในที่นี้ก็มีผมอยู่ด้วยแหละครับ เวลาที่มีใครมาต่อว่า มานินทาในทางร้ายๆ แล้วมักจะต้องเดือดร้อนเป็นฝืนเป็นไฟอยู่เสมอ อืม...คิดในใจ นี่ไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ได้เป็นคนแบบนั้น เราไม่ใช่คนอย่างที่เขาว่านะ..... ขณะที่คำชม อาทิ “คุณทำงานเก่งจัง” “ทำได้แค่นี้ สุดยอดเลยทีเดียว ยอดเยี่ยมมากๆ๐ “คิดได้แค่นี้ ก็เจ๋งเลย” คำพูดชื่นชม เยินยอในทางบวกเหล่านี้ หลายคนไม่ปฏิเสธ หรือไม่ได้มีท่าทีต่อต้านเหมือนคำพูดร้ายๆ หรือลบๆ แต่กลับมองว่าใช่ๆ…
พันธกุมภา
มีนา ถึง พันธกุมภา มีเรื่องอยากเล่าให้พันธกุมภาฟัง... ช่วงที่ห่างหายกันไป พี่ยังติดตามข่าวคราวการทำงาน การเดินทาง และระลึกถึงเธออยู่เสมอ เพียงแค่รู้ว่าเธอสบายดี พี่ก็สบายใจ เมื่อไม่นานมานี้ พี่เดินทางไปเชียงใหม่ ไปกับกลุ่มคนที่คุ้นเคยบ้าง ไม่คุ้นเคยกันบ้าง หลายคนเคยรู้จักกันมาก่อน หลายคนไม่ได้รู้จัก แม้ว่าจะรู้จักก็ตาม ก็ไม่ได้ลึกซึ้งถึงเรื่องด้านในต่อกัน ไม่เหมือนเพื่อนบางคน แม้ว่าจะไม่ได้พบเจอกันมากนัก แต่เราก็ยังสนิทใจมากกว่า รู้สึกสัมผัสได้ถึงความอาทรที่มีต่อกัน...อย่างน้อง
พันธกุมภา
มีนา ถึง พันธกุมภา จดหมายฉบับก่อน พี่เล่าเรื่องความรักของแม่ที่มีต่อลูกคนหนึ่ง และยังติดใจในสาส์นของท่านดาไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณ ชาวธิเบตอยู่ ... เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ่ง พี่อยากจะให้น้องและเพื่อน คนรู้จักหลายๆ คนได้อ่านมันอย่างพิจารณาหลายๆ ครั้ง หลายข้อของสาส์นฉบับนี้ เป็นความรักที่มีต่อตนเอง รักตนเอง แบบที่ไม่ได้ตามใจตนเอง ไม่ตามใจในสิ่งที่บำรุงบำเรอให้ตนเองให้ได้ทุกสิ่งที่ตนต้องการ โดยเฉพาะข้อแรกเป็นสิ่งที่ท่านลามะผู้ยิ่งใหญ่ได้ตักเตือนคนสมัยใหม่ได้อย่างเฉียบคม (ระลึกเสมอว่า การจะได้พบความรักและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็ต้องประสบกับความเสี่ยงอันมหาศาลดุจกัน)…
พันธกุมภา
มีนาถึง พันธกุมภาพี่ได้รับจดหมายที่ส่งต่อๆ กันมา (Forward mail) ฉบับด้านล่างนี้ เป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา (เพราะนี่เข้าเดือนที่ 6ของปีแล้ว...)“สาส์นจากท่าน Dalai Lama ที่ได้กล่าวไว้สำหรับปี 2008 นี้ แล้ว…คุณจะได้พบกับสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ที่คุณจะยินดีมากข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต
พันธกุมภา
มีนาถึง พันธกุมภาพี่ชอบจดหมายรักฉบับนี้มาก เมื่ออ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความรักที่สดใส และความเป็นคน “ธรรมดา” ของน้องที่ผ่านมา พี่ออกจะห่วงใยอยู่ลึกๆ ว่าน้องจะรีบโตมากไปหรือเปล่า รีบที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต รีบมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากไปไหม...จนอาจจะทำให้พลาดความสดใส ความรัก หรือสิ่งต่างๆ ที่เราน่าจะได้เรียนรู้ และเดินผ่านมันมาด้วยความสง่างาม หรือเจ็บปวดไปบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องเรียนรู้พี่ก็ผ่านช่วงเวลา “หวาน” “ขมๆ” ของชีวิตมาบ้าง เช่นเดียวกับคนทั่วๆ ไป ที่มักจะมีความรักที่สมหวัง ผิดหวัง ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พี่มักเลือกที่จะจดจำสิ่งที่ดี …
พันธกุมภา
พันธกุมภาถึง มีนาอย่าเพิ่งตกใจนะครับพี่ที่ผมจะขอระบายเรื่องรัก ให้พี่รับรู้.....
พันธกุมภา
มีนาถึง พันธกุมภาอายุ...วัย หากเราเพียงแบ่งแค่ผู้ใหญ่กับเด็กเหมือนกับสังคมทั่วๆ ไปเขามองกัน เราอาจจะมองเห็นคนแค่ 3 กลุ่มในช่วงชีวิต คือเด็ก วัยทำงาน และผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงของชีวิต ทั้งการเข้าสู่การเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตทั่วไป เราต้องเคารพคนที่อายุมากกว่าเราหรืออาจจะต้องนับถือคนที่อายุน้อยกว่าเราแต่มีคุณสมบัติมากกว่าคุณสมบัติทั้งการศึกษา การใช้ภาษาอังกฤษ ครอบครัวมีฐานะดี พ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ พี่ขอเรียกว่าเป็น “คุณสมบัติทางโลก” ซึ่งอาจจะไม่ใช่ “ความดี” ที่เมื่อก่อนได้รับการให้คุณค่าอย่างสูง ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยใด ความดีไม่มีอายุ หากแบ่งแยกกับความไม่ดี/…
พันธกุมภา
พันธกุมภาถึง มีนาช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรุ่นพี่คนหนึ่งมาหาผมที่บ้าน เราสองคนไม่ได้เจอกันมานานหลายปี พอมาเจอกันอีกหนจึงเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้พบเจอกัน รุ่นพี่คนนี้ชื่อ “นนท์” พี่นนท์ เป็นรุ่นพี่ที่เคยสอนผมเต้นเชียลีดเดอร์ เมื่อตอนเรียนมัธยมต้น อายุของพี่นนท์ห่างจากผม 2 ปี พี่นนท์เป็นคนต่างหมู่บ้าน แต่เราอยู่ในตำบลเดียวกัน ผมค่อนข้างแปลกใจที่พี่นนท์เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการพูด ท่าที การแสดงออก จากเมื่อก่อนที่ค่อนข้างกรี๊ดกร๊าด พูดไม่หยุด และชอบนินทาคนอื่นอยู่บ่อยๆ มาคราวนี้พี่นนท์ไม่เหมือนเดิม คือ นิ่งขึ้น ท่าทีสุขุมเยือกเย็น ไม่ทำท่ารุกรี้รุกรนตอนคุยกันเหมือนเมื่อก่อน…
พันธกุมภา
มีนาถึง...ลูกปัดไข่มุกและพันธกุมภาความระลึกถึงวัยเยาว์เมื่อครั้งยังเป็นเด็กสาวสดใสอย่างลูกปัดไข่มุก อดรู้สึกไม่ได้ว่าน้องช่างมี “ทาง” ที่ดีเสียจริง น้องได้เติบโตจากครอบครัวที่หล่อหลอมสิ่งที่ดีงามให้ ทั้งการทำบุญ ทาน และเสริมให้สร้างบารมี ต้องขอบคุณแม่และพ่อที่ปูทางที่ดีให้กับลูก หากมีธรรมแล้ว ไม่ต้องกลัวเลยว่าเด็กสาวและคนรุ่นใหม่จะไม่เติบโตอย่างมีรากเหง้า รู้คิด เพราะกระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ไม่ใช่แค่ได้ “ความรู้” หากยังได้ “สติ” และ “ปัญญา” ซึ่งความรู้สมัยใหม่ไม่มีความลึกซึ้งพอเมื่อเราปฏิบัติหรือยังไม่ปฏิบัติก็ตาม เรามักยึดติดกับตัวตน (Ego) และเราไม่ได้พยายามลดมัน…
พันธกุมภา
พันธกุมภาถึง มีนาผมได้อ่านเรื่องราวของ “ลูกปัดไข่มุก” แล้ว ขออนุโมทนากับน้องอย่างยิ่ง และยังรู้สึกยินดีกับสิ่งที่น้องได้กระทำลงไป และได้พบการหนทางที่จะนำพาความสุข สงบมาให้กับตนเอง เป็นการเรียนรู้จากตัวเอง มากกว่าการเรียนรู้จากคนอื่นๆ ที่เล่าให้ฟังสู่กันมาการได้ทำสมาธินั้นได้ช่วยให้น้องได้พบกับจิตที่สงบ และเป็นจิตที่นิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้จิตใจเริ่มปรับความละเอียดเพิ่มขึ้น สู่การเจริญสติในระดับต่างๆ ต่อไป....จะว่าไปแล้ว เดี๋ยวนี้ วัยรุ่นรุ่นเดียวกับเราๆ ก็หันมาสนใจเรื่องทางธรรมเยอะเหมือนกันนะ, ช่วงหนึ่งก็มีคนมาถามผมว่า วัยรุ่นสนใจธรรมะเพิ่มขึ้น เป็นกระแสที่ดีแบบนี้ คิดยังไง?…
พันธกุมภา
ลูกปัดไข่มุก ถึง พี่พันธกุมภา และ พี่มีนา....   “เส้นทางที่เรากำลังพยายามจะมุ่งไปอยู่นี้ มันคือหนทางแห่งความสุขและความสำเร็จที่แท้จริงของเราจริงๆหรอ” ....นั่นคือความคิดที่ฉันคิดมาตลอด ฉันโชคดีที่ได้เกิดมาท่ามกลางครอบครัวที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวันว่างๆ เรามักจะได้ไปวัดแทนการไปเที่ยวเสมอๆ ซึ่งด้วยความเป็นเด็ก ฉันจึงไม่คิดว่ามันดีนัก.....จะว่าไปฉันทำบุญมาตั้งแต่จำความได้ เพราะถูกสั่งสอนมาให้ทำแบบนั้น ว่าถ้าทำบุญเยอะๆ จะได้ไปสวรรค์ ถ้าทำบาปก็จะตกนรก รวมถึงนิทานต่างๆที่แม่ได้เล่าให้ฟังมาตลอด ฉันจึงพูดได้เต็มปากว่า ฉันเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี…
พันธกุมภา
มีนาถึง พันธกุมภาจุดหมายปลายทาง การเดินทางธรรมของเธอครั้งนี้อยู่ที่วัดป่าสุคะโต ที่...ซึ่งฉันไม่เคยไป หากหลายคนอยากไป ก็คงไม่ได้คิดถึงเรื่องการเดินทาง หากมักนึกถึงปลายทาง และในที่สุด...แม้รู้ว่าเธออาจจะเดินทางถึงวัดป่าสุคะโตแน่นอน เธอก็น่าจะเรียนรู้ระหว่างทางดังที่เธอเล่าให้เราฟังฉันเคยพูดถึงเรื่องความกลัวระหว่างการเดินทาง “ในความกลัว” มาก่อนแล้ว ด้านหนึ่งฉันนึกเสมอว่า คนธรรมดาทั่วไปอย่างฉัน ร่ำเรียนมาด้วยวิธีคิดแบบมีเป้าหมาย โดยไม่สนใจระหว่างทาง หรือกระบวนการเรียนรู้ก่อนที่จะถึงเป้าหมาย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว “ระหว่างทาง” เป็นสิ่งสำคัญมาก…