prachataipoet's picture

<p><strong>กวีประชาไท</strong> </p><p>ใครบางคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า...บทกวีตายแล้ว!! ทว่าอีกหลายคนกลับบอกว่า กวีไม่เคยแล้งแหล่งสยาม และยังคงเชื่อในพลังของกวี ที่หลั่งล้นพลังพุ่งพวยออกมาจากชีวิตและจิตวิญญาณข้างใน ก่อนกลั่นกลายเป็นถ้อยอักษรถ่ายทอดออกมาให้รับรู้ ทั้งความดีงาม ความเลวร้าย จริง ลวง ในความเป็นชีวิตและไร้ชีวิต ในความเคลื่อนไหวและความนิ่งงัน ในวิถีที่พบพาน ในสายธารของความรู้สึก...</p><p>และมีความเชื่อกันว่า ผู้ใดที่เขียนและอ่านกวี จะทำให้หัวใจของผู้นั้นอ่อนโยนและเข้าใจในชีวิต มนุษย์และสรรพสิ่งมากยิ่งขึ้น ยิ่งในห้วงยามนี้ หัวใจคนเราเริ่มแห้งแล้ง และโลกเริ่มแล้งน้ำใจ บทกวีบางบทตอน อาจทำให้หัวใจเราชุ่มชื้นได้บ้าง</p> <p>&quot;ชุมนุมกวีประชาไท&quot; จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้หลงใหลในรสคำกวี ได้ส่งผลงานกันเข้ามา ไม่ว่าโคลง กาพย์ กลอน หรืองานไร้ฉันทลักษณ์ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานกันได้ที่นี่ โดยสามารถส่งผลงานมา พร้อมแนบ ชื่อ นามสกุลจริง ที่อยู่ หรืออีเมล์ มาได้ที่ pu_prachatai@hotmail.com </p> <p>และขอเชิญชวนผู้อ่านเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นพูดคุยกัน เพื่อให้มีความรู้สึกสัมผัสได้ว่า&hellip; <br />เรา-ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ &quot;ชุมนุมกวีประชาไท&quot; </p>

บล็อกของ prachataipoet

สะเทือนไหวในใจเรา

อ่านบทกวีชิ้นนี้ทำให้มองเห็นภาพสังคมการเมือง ที่แปรผันอยู่เบื้องหน้าอยู่ลิบๆ หรือว่าสังคมคือความสับสน หรือว่าการเมืองคือความเลวร้าย โดยมีประชาชนเป็นเดิมพัน และทำให้นึกถึงถ้อยคำของเมล็ดพันธุ์เถื่อนนาม ‘ไวล์ดซี๊ด’ ที่บอกเล่าว่า...ทุกวันนี้ เรากำลังล้างไฟด้วยไฟ ไม่ได้ยอมรับความคิดต่าง มองฝ่ายตรงข้ามคือศัตรู

 

เสียงครวญ...อันเงียบสงัด

20080509

ยินเสียงครวญ  ร้องดัง  ห้องขังมืด
เท้าเหยียดยืด  มือยัน  พยุงนั่ง
เปล่งเสียงร้อง  ก้องผ่านกรง  โลกจงฟัง
เสียงครวญดัง  จากห้องขัง  ห้องทรมาน

กระบองฟาด  สาดน้ำแข็ง แทงเหล็กกรวม
ร่างกายบวม  นวมช้ำ เลือดไหลพล่าน
ไฟฟ้าช็อต  เฉียดปลิด ชีวิตญาณ
ทรมาน...แสนทรมาน จักเหลือทน

ยินเสียงครวญ  ร้องดัง  ห้องขังร้าย
เกือก-ล้อมกาย  หมายมั่นปลิด  ชีวิตคน
โอดโอย  โอดครวญ  จำทวนทน
กระเสือกกระสน ดิ้นรน  หลังชนฝา

เสียงครวญก้อง  จากห้องขัง  กังวานไกล
ลมหายใจ  สุดท้าย  อยู่ตรงหน้า
จิตสั่งเสีย  จงเข้มแข็ง  นะลูกจ๋า
พ่อเหลือทน  ขอจากลา  กลับฟ้าไกล

Hutanmimpi *

หนึ่งในความบอบช้ำที่ถูกส่งเข้าไปในจิตใจของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ความไร้มนุษยธรรมของเจ้าหน้าที่เลวบางคนที่กระทำซ้ำเติมต่อประชาชน การจับกุมตัวไปกักขัง แล้วใช้วิธีโหดด้วยการซ้อมทรมานเป็นวิธีการของความป่าเถื่อนสิ้นดี!!

* Hutanmimpi หรือ ฮูตันมิมปี เป็นนามปากกาของกวี  เขาเป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี

ระบำจักรวาล

ฉันดื่มตัวฉัน  
รินตัวเอง  เติมลงในจอกว่างเปล่า

เช้า
ตะวันเริง
ฉันตื่นขึ้น ระบำใจ

ฝนที่ตกมาเมื่อวานปลุกดอกไม้ตื่น
ฝนฝักบัวเสื่อมมนตร์
นกน้อยเสียงใส ร้องเพลงแต่ไกล  
กึกก้องกังวานทรวง

ค่ำคืน  
แสงดาวไม่ส่องฉายเพียงห้วงหาวมืดสนิท
ดวงตะวันสาดแสงในอก
นกขับขานลำนำ
สายฝนกระหน่ำหนักภายใน

เทจอกของฉันออกแล้วเติมใหม่
สับสน สิ้นไร้ใด
ชีวิตเติมถ้วยใหม่  ระบำจักรวาล

รวิวาร

เริงรื่น...สุธาทิพย์

 

 

            กังวลร้อนชั่วร้าย            ฤๅสราญ  สงกรานต์เอย
        สร้างแต่งแม้ปราการ           ฝ่าฟื้น
        เธอฉันเช่นเทศกาล             กรายเยี่ยม  เวียนมา
        ได้ผุดภวังค์พื้น                  ผ่านครั้งสาละวน  ฯลฯ

        ภาวะใด ใดขวาง                ไหวหวั่นกาง วางไว้ด้น
    ร้อยเรื่อง ภาระตน                   จัดเรียงแต้ม เพื่อแย้มพราย  ฯ
        เห็นฟอง น้ำ เล็ก เล็ก          ผุดวัยเด็ก สะท้อนฉาย
    นอนแผ่ เมษากราย -               แววละหาน สงกรานต์มา  ฯ
        สรงเนา เก่าใหม่แว่ว            กระซิบแผ่ว สรงน้ำหนา
    หยดเผื่อ ทิพย์สุธา -                สุธาธาร ทานแผ่นดิน  ฯ
        ท่านให้ ระลึกถึง                 น้ำพรมซึ้ง ซึ่งถวิล
    ชะล้างระมลทิน                      ที่ก่ายกั้น ๙ ปราการ ...

        หนึ่ง โกรธโกรธาหนา          น้ำล้างหน้า ล้างขุ่นขาน
    กล่าวกลั่นดั่งดวงมาลย์ -          โดยดอกแก้ว จำรูญใจ  ฯ
        สอง เคยลบหลู่ท่าน            น้ำชื่นหวาน แง้มขานไข
    เปิดจิต ไว้คิดใด      -               นึกขมผ่าน ม่านขุ่นเคือง  ฯ
        สาม คิดริษยา                    น้ำล้างหน้า ผลัดผ้าเปลื้อง
    ความเด่น ด้อยเปล่าเปลือง       ได้ปลูกไว้ ให้ชีวี  ฯ
        สี่ ตระหนี่ ถี่เหนียว              น้ำใจเปลี่ยว ล้างหน้าหนี
    น้ำใจ รับให้ดี                         น้ำใจกับรับให้งาม  ฯ
        ห้า มายาเจ้าเล่ห์                น้ำสาดเท สราญคร้าม
    คืนเย็น ร้อนผ่อนตาม                น้ำหยดย้ำ ฉ่ำเย็นพร  ฯ
        หก โอ้อวด เลว - ดี -           น้ำวจี อุทาหรณ์
    วลี ที่ราน รอน                        ให้ละลาย คลาย วดี  ฯ
        เจ็ด กล้ำ คำพูดปด             สลายคด เสื่อมสูญนี้
    เหนือใต้ ธรณี                       น้ำขุ่นใส ไว้ใจจริง  ฯ
        แปด เปื้อน น้ำใจร้าย          ให้หื่นหาย เหลือบแร้งสิง
    ปราการ ที่ย่ำอิง                    อาบชำระ หน้าดวงใจ  ฯ
        เก้า มิจฉาทิฐิ                   ความรู้ผลิ ละอองไหว
    ซ่านผิด – ถูกวางไว้              แย้มแยก-รด-หยด-พร เย็น  ฯ
        ภวังค์ภาวะร้อน                น้ำค้างย้อนสายบ่ายเร้น
    โลกหวังใฝ่ฝันเป็น                ล้างชำระฝ่าปราการ .

                                                             ณรงค์ยุทธ  โคตรคำ
                

รายงานเหตุการณ์ตะวันออก

20080408
ที่มาภาพ : www.oknation.net

1
เหตุการณ์ตะวันออกไม่เปลี่ยนแปลง        แดดแรง – คนล้า – เมษาฯ ร้อน
น้ำมูนเหลืองขอดเหลือตะกอน        แต้มอีสานไม่อาทรต่อใดใด
นกกระจาบบินเร็วรีบหลบแดด        แสงแผดปีกเจ้าทุกเช้าไหน
ต่อกลางวันสลดเศร้าเรื่องราวใคร        ร้อนแล้งทุรนทุรายแห่งสายน้ำ

...สายน้ำมูน มูนมัง ความหวังสิ้น        แผ่นดินนี้ของใคร ใยลึกล้ำ
รับรู้สึกแทนผองชนผู้โดนกระทำ        ก่อเกิดเป็นลำนำ คนน้ำมูน
เธอมิใช่คนน้ำมูน คนนู้น หรือคนที่ไหน?    ใยห่วงหาอาทรใด ให้ว้าวุ่น
เกิดเป็นรอยโรคร้ายไม่สมดุล        กระนั้นยังหยัดเทิดทูน ยุติธรรม์

ยุติธรรม์เพื่อใคร และไม่ใช่เพื่อใคร...    โลกใบใหม่ในจิตเกินปิดกั้น
จึงหลอมรวมให้ตัวตนโดนลงทัณฑ์        เพื่อจำนรรจ์ ทายท้าโลกบ้าใบ้
บ้าใบ้เหมือนถูกปิด ถูกบิดเบือน        แสงหนึ่งหยั่งสะเทือนสะท้อนไหว
วูบต่อการชำระ...หมดภาระใจ        จึ่งฉายโชนประทีปไป ปลดระวาง

2
เหตุการณ์ตะวันออกบอกเราว่า        แดดยิ่งแรง คนยิ่งกล้า ไม่ลาร้าง
น้ำมูน น้ำแม่เหมือนน้ำนมนาง        หลอมคนให้ชิมลาง แล้วถางทิศ
เดินไปสู่หนทางทุกบางใคร            ขณะทุกห้วงหัวใจคล้ายลิขิต –
จากสายน้ำ สายไหนให้หยุดคิด        จึงหลอมรวมทุกชีวิตสู่ทิศไทฯ

3
สายน้ำตะวันออก เพียงบอกข่าว        เรื่องราวเล็กเล็กแต่ยิ่งใหญ่
วูบของดาวทิ้งดวงดับลับฟ้าไกล        ขณะหนึ่งแสงสุดท้ายได้ฉายแรง
เพียงเสี้ยวดาวร่วงหล่นดวงดับ        ก่อนลับขอบหล้าลาลำแสง –
กระพริบจ้ากล้าจรัสจรุงแจง         คล้ายบอกกล่าวไม่เสแสร้งในแสงสุดท้าย...

แด่...เธอผู้นั้น

ไหมฟ้า
ชายขอบเมืองดอกบัว

 

ใครแบ่งโลกออกเป็นสองฝ่าย

ใครแบ่งโลกออกเป็นสองฝ่าย
กำหนดข้างดีร้ายคนละฝั่ง
แล้วทุ่มเทถกเถียงใครเสียงดัง
แล้วใครมีกองกำลังตั้งประจัน

นั่นเขานี่เราชัดแตกต่าง
นั่นทางเขานี่เราทางเป็นอย่างนั้น
หากบางครั้งทางของเรามาพบกัน
เสียงโห่ร้องฆ่ามันให้ตกตาย

เราฝ่ายดี เขาฝ่ายเลวนั่นชัดแจ้ง
ธรรม,อธรรมมิแอบแฝงในความหมาย
เขาอธรรมนำความโลกให้วอดวาย
เราคือธรรมส่งฉาย โลก แผ่นดิน

สืบค้นโลกก่อนหน้านี้กาลสมัย
ความขัดแย้งก็เป็นไปไม่จบสิ้น
ทุกข์ท่วมทับสงครามเลือดหลั่งริน
สายน้ำตาท่วมถิ่นถึงท้องทะเล

และสุขก็ยังดำรงคงอยู่
เป็นทางเคียงคู่มิได้หักเห
ต่างต่อสู้บนอุดมการณ์อย่างทุ่มเท
แพ้ ชนะ ก็ปนเปว่ากันไป

โลกอาจย่อมมีข้างเป็นบางคราว
ร่วมหรือต้านจะนานยาวสักเพียงไหน
อุดมการณ์ก็ผันแปรคนเปลี่ยนใจ
เป็นอย่างนั้นหรือไม่ ไม่รู้แล้ว

เพียงเห็นโลกผ่านมาสมัยนี้
เรา,เขาชัดชี้ได้คล่องแคล่ว
ไม่ใช่เราก็เป็นเขาถือตามแนว
ต่างทางต่างทอแถวตามทางตน

แล้วโลกของพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
จะคุยกับใครได้ในยามสับสน
หากไม่รู้เป็นเขา,เราในฝูงชน
กว่าจะเสาะจะสืบค้นฝ่ายเดียวกัน

ถามอีกครั้งใครแบ่งข้างให้กับโลก
แบ่งมนุษย์ร่วมทุกข์โศกมาแข่งขัน
แบ่งความดีความเลวแบ่งเผ่าพันธุ์
แล้วถ้าขอให้แบ่งปัน ได้ไหมหนอ


                         นาโก๊ะลี

ผู้แทนเทียมแท้

1003081

 


ที่มาภาพ
: webboard/www.prachatai.com

¹ แผ่นดินแม่ร้าวไห้

เหลือบแฝง พ่อเอย

ด้วยลื่นริ้นจำแปลง

ระบาดให้

แผ่นดินแม่โรยแรง

เหลือฝ่า เอยแม่

ด้วยค่ำคืนวันไว้

คลื่นเช้าหวั่นตรม

 

 

() แผ่นดิน แม่ร้าวไห้

ด้วยเหลือบไร โลมไล้แฝง

สื่อริ้น โลมจำแปลง

ระบาดให้ ชาติระบาย

() เวลาจะพิสูจน์

สูตรสำเร็จ ค่าความหมาย

คลื่นซาบ กราบวางลาย

เหลือใจแผ่ แม่แผ่นดิน ฯ

() เช้า – ดึก ที่นึกฝัน

วันและคืน อกถวิล

ภาพพจน์ อันดื่มกิน

ไหวเหนื่อยหนัก ศักดิ์ศรีมัว ฯ

() ผืนดิน ที่อยู่ย่ำ

การกอบกรรม ล้ำเกลือกกลั้ว

นึกรู้ เหลือบพันพัว

เพื่อกวาดล้าง วางดวงใจ ฯ

() นี้ผืน แผ่นดินแม่

มีแต่ให้ อภัยให้

ผิดถูกถึงอย่างไร...

เพียงหยัดอยู่ รู้ละอาย ฯ

() คืนสาย หยุดเช้าย้อน

คลื่นลวงป้อน อันร้อนร้าย

จากเหลือบ จำแฝงปราย

รู้หยุดเยื้อง เปลื้องปลดบัง ฯ

() คลื่นค่ำ คืนหวาดไหว

ดวงใจฟื้น ตื่นย่ำยั้ง

โศลกแท้ จักก้องดัง

ไม่ร้างแผ่น ดินแดนไท.

ณรงค์ยุทธ โคตรคำ

๒๘ กุมภาพันธ์ พ..๒๕๕๑

สำหรับผู้แทนราษฎร์ผู้ที่มีอิทธิพลต่อปากท้องและความรู้สึกนึกฝันของชาวบ้าน
และประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศไทยยุคสมองกลครองเมืองอย่างเทียมแท้ !?

Pages

Subscribe to RSS - บล็อกของ prachataipoet