prachataipoet's picture

<p><strong>กวีประชาไท</strong> </p><p>ใครบางคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า...บทกวีตายแล้ว!! ทว่าอีกหลายคนกลับบอกว่า กวีไม่เคยแล้งแหล่งสยาม และยังคงเชื่อในพลังของกวี ที่หลั่งล้นพลังพุ่งพวยออกมาจากชีวิตและจิตวิญญาณข้างใน ก่อนกลั่นกลายเป็นถ้อยอักษรถ่ายทอดออกมาให้รับรู้ ทั้งความดีงาม ความเลวร้าย จริง ลวง ในความเป็นชีวิตและไร้ชีวิต ในความเคลื่อนไหวและความนิ่งงัน ในวิถีที่พบพาน ในสายธารของความรู้สึก...</p><p>และมีความเชื่อกันว่า ผู้ใดที่เขียนและอ่านกวี จะทำให้หัวใจของผู้นั้นอ่อนโยนและเข้าใจในชีวิต มนุษย์และสรรพสิ่งมากยิ่งขึ้น ยิ่งในห้วงยามนี้ หัวใจคนเราเริ่มแห้งแล้ง และโลกเริ่มแล้งน้ำใจ บทกวีบางบทตอน อาจทำให้หัวใจเราชุ่มชื้นได้บ้าง</p> <p>&quot;ชุมนุมกวีประชาไท&quot; จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้หลงใหลในรสคำกวี ได้ส่งผลงานกันเข้ามา ไม่ว่าโคลง กาพย์ กลอน หรืองานไร้ฉันทลักษณ์ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานกันได้ที่นี่ โดยสามารถส่งผลงานมา พร้อมแนบ ชื่อ นามสกุลจริง ที่อยู่ หรืออีเมล์ มาได้ที่ pu_prachatai@hotmail.com </p> <p>และขอเชิญชวนผู้อ่านเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นพูดคุยกัน เพื่อให้มีความรู้สึกสัมผัสได้ว่า&hellip; <br />เรา-ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ &quot;ชุมนุมกวีประชาไท&quot; </p>

บล็อกของ prachataipoet

ฟ้าจะฟ้าไม่ฟ้าก็แต้มฟ้า


ภาพโดย phu-chiangdao

 

เพราะบางวันฟ้ามิได้สีฟ้า           แผ่นดินบางหนหาใช่สีเขียว

แม้สายรุ้งยังมิได้มีสีเดียว          หากแต่หม่นซีดเซียวอยู่บางวัน


ช่วยมาเติมสีฟ้าให้ท้องฟ้า          เติมน้ำหยดลงธาราล่องความฝัน

แต้มใบไม้ต้นไม้เป็นไพรวัล        เพิ่มสีรุ้งให้เฉิดฉันทั้งเจ็ดสี

วาดทุ่งให้งามได้ตามใจ               เขียวเหลืองแดงแต้มใส่ให้เต็มที่

เหยาะกลิ่นหอมบุบผามวลมาลี      วาดวิญญาณน้อมพลีอุทิศตน


แด่ ฟ้า ดิน โลก จักรวาล             วิเศษทิพยสถานทุกแห่งหน

ทอดทางไกลวิสุทธิ์เป็นสากล       เป็นแรงร่างบันดลบันดาลธรรม


นิ่งเฉยกระไรในทุกสภาวะ           เพราะเพียงวูบหนึ่งขณะก็เลยล้ำ

ล่วงผ่านธารทุ่งทางอย่างตรากตรำ ฉุดสำนึกให้น้อมนำอยู่ในทาง


เขียนความวังตั้งปรารถนา           พาดข้ามห้วงเวลาเต็มและว่าง

เช้าค่ำ คำเช้า พลบ รุ่งราง           เฝ้าดูทั้งหมดระหว่างปรากฏการณ์


ฟ้าจะฟ้าไม่ฟ้าก็แต้มฟ้า              เขียวไม่เขียวเติมค่าให้เขียวหว่าน

แล้วอย่างไรเติมสายน้ำในร่องธาร และอย่างนั้นกาลนานนิรันดร์ไป

                                                                          นาโก๊ะลี

ระบำสายฝน



By : aphs.worldnomads.com/lani/2261/raining.jpg

แซกโซโฟนเอื้อนเอ่ยไม่เคยสนใจเมื่อวันวาน

"ฉันจะดื่มวันพรุ่งด้วยค่ำคืนนี้ทั้งหมด"

เสรีภาพยังอวดโฉมในโมงยามอันสุกสว่าง

ทุกคนเทตัวเองออกจากตัวตนเป็นชีวิต

ละลายไปกับเสียงสรวลเสเฮฮา


หลายจุดประสงค์หรือหลายความต้องการ

ปรากฏลวดลายบนผืนผ้าเดียวกัน

บรรยากาศอบอวลถูกเขย่าดังเหล้าค็อกเทล

บางคนต้องการดนตรีเป็นสิ่งประกอบ

แต่ฉันต้องการซึมซับกับดนตรี


กีต้าร์แผดสนั่นผ่านตู้แอมป์

ตะคอกคำรามไปยังแก้วทุกใบ

"ฉันเห็นเงามืดแสร้งหลบไปที่ไหนสักแห่ง

ฉันเห็นโลกทุกใบต่างซ่อนรอยร้าว"

ท่ามกลางหมู่โต๊ะม้านั่งเรียงราย

บางความโดดเดี่ยวต่างลอบเหลียวมองซึ่งกันและกัน

ในเวลาน่าตักตวงเช่นนี้

จะมีประโยชน์อันใดที่จะเอ่ยอ้างถึงบทกวี

นอกจากแซกโซโฟนที่ทุกคนต้องการ

ให้มันเป่าเสียง...


ฉันยกแก้วของฉันขึ้นดื่ม

ทุกทุกนาทีคือแก้วที่พร่องลง

ฉันหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อหลบเร้นออกไป

สัมผัสสายฝนเริงร่ายตกลงมาเนืองนอง

กลางความเปล่าเปลี่ยวอันลึกซึ้ง

  ศักดิ์ชัย ตันศิริ

อย่างช้าช้า

25_8_01

25_8_02

อย่างช้าช้า…

ฟองทะเลเขียวฟ้าจากค่ำเช้า

ค่อยม้วนตัว จากไกล จนใกล้เรา

พาและพรากหนักเบา วาดทรายนวล…


อย่างช้าช้า…

ตะวันทอสาดทิวาหอมหวน

ค่อยปรายแสงสะท้อนทะเลสะท้านอบอวล

ค่อยกลมค่อยอ้วนเข้าห่มทั่วผืนทราย…


แหละชีวิตคงเช่นกัน

อย่างช้าช้า สามัญ คล้ายคล้าย

อย่างตะวัน จันทร์ อย่างหาดทราย

ช้าช้าในวนว่ายหากนิรันดร์



จึงอีกนิดนะ
,
ชีวิต

ผ่านพบเจอรอถูกผิดล้วนจริง ฝัน

จึงอีกนิดนะ, คืน วัน

ดี – บ้า, สารพันเถอะรับเรื่องราว…


เพราะสุดท้ายก่อนท้ายสุดชีวิต

ย่อมสุข เศร้า วิกล วิกฤต ร้อน หนาว

ดั่งเกลียวคลื่น หนา บาง สั้น ยาว...

และไม่นาน, ฟองพราวพรายก็ซบคืนสู่ทราย

อย่างช้าช้า…


  ฐากูร บุญสุวรรณ

 

ลำบากแบก : หิน - วิหาร

18_8_01
By : http://www.bloggang.com/data/sweetcandy/picture/1138853657.jpg

 

(โคลงดั้นวิวิธมาลี)

ไคลคราบศิลาขุ่นเศร้า           ไศลสงบ
กลียุคก่นกลบ                      สมัยตื่น
'คมขลังควรคู่ อ-                  ธิฏฐานไหว้
อาลัยโลกร้างไร้                   แหล่งทิพกุล

ริษยาใครก่อนสร้าง               ศรัทธา
ยืมหินผากอดหนุน                ห่มไข้
ช่วงชิงแท่นบูชา                   หลงป่วย
เพียงหินเทินซ้อนให้              ทิพย์เนา

 

จรดอคติกั้น สะดวกแยก         เสบยแฮ
กบาลแตกอวดเขลา              งั่งบ้า
เพียงหิน,ลำบากแบก             ของกู ของกู
ประตูใจแง้มอ้า ดั่งเทวดาลัย    กำรู กำมะลอฝัน
     
                                     
ชัยวัฒน์ พุ่มประจำ

ประเทศนี้ของใคร ฯ

ประเทศนี้ เหมือนไม่ใช่ ของคนจน

เหมือนฉันไม่ ใช่คนของ ประเทศนี้

ประเทศนี้ เหมือนมีทรัพย์ เกินนับมี

เหมือนฉันนี้ ไม่มีแม้ แต่ที่ยืน ...


ประเทศนี้ มีแง่ง่า อัชฌาสัย...

เหมือนน้ำใจ แผ่หยดไหว สายใยฟื้น

ประเทศนี้ มีความหวัง ทั้งวันคืน

เหมือนเช้าชื่น สายหยุดเช้า เฝ้าจากจาง ฯลฯ


ประเทศนี้ มีความงาม ตามทรรศนะ

เหมือนปัจเจก เฉพาะว่า ท่วงท่าข้าง

ประเทศสื่อ แน่นิ่งยิ่ง แน่นอนทาง

เหมือนป่าวว้าง แน่นอนคือ ไม่แน่นอน...


ประเทศนี้ มีความจริง ความดีหนา...

เหมือนเมฆฟ้า มืดหมองหม่น ค้างค่นย้อน

ประเทศจำ ประเทศจาก ประเทศป้อน

เหมือนลงกลอน ไร้หน้าต่าง ทั้งประตู ฯลฯ


ประเทศนี้ มีผู้คน ที่น่ารัก

เหมือนบักเสี่ยว เหลียวแขมร์ เงาะแปรกู้

ประเทศนี้ ใบหน้านี้ หนาบางรู

เหมือนชายกลาง ผู้พรางหรู รู้แหยใจ...


ประเทศนี้ ที่ไม่ใช่ ของคนรวย...

เหมือนคนจน ใดคนซวย ช่วยไม่ได้

ประเทศนี้ เหมือนน้ำค้าง ไม่หยดไหว

เหมือนคลื่นใคร่ คราบไคล้สื่อ หรือไคโลม ฯลฯ


ประเทศนี้ ใครดูแล ความอยากได้

เหมือนอารมณ์ ไหวด้านดื่ม ด้านปลื้มโหม

ประเทศสรร ให้ฉันสร้าง กระจกโดม

เหมือนชโลม น้ำค้างวาด หยาดหยดคืน.

ณรงค์ยุทธ โคตรคำ

            กรกฎาคม ๒๕๕๑

 

เต้นรำกับหญิงสาวไม่มีใบหน้า

29_7_01

 

 

แดดสาดลงบนพุ่มบุหงาส่าหรีริมหน้าต่าง
เธอแต่งกระโปรงยาวทอลายดอกไม้สีน้ำเงิน

เดินมาจับมือผมออกมาจากเก้าอี้เขียนหนังสือ

แล้วเพลงเต้นรำก็ดังกังวาน


เพลงของมาร์ค นอฟเลอร์ ชื่อ whoop de doo

แหบเครือเสียงร้องเพลง บอกหนทางแคบทอดไปยังป่าสีดำ

ผมโอบเอวเธอ คล้ายว่าเคยพบเธอที่ไหน

แขนเธอลู่ลงข้างตัว


เส้นผมเธอดำขลับยาวสลวยถึงสะเอว

เส้นผมปลิวตามเสียงเพลง

เธอมีกลิ่นดอกบุหงาส่าหรี

เธอผิวขาว แต่ไม่มีใบหน้า


เธอมีแต่ความเงียบ กับขอเท้ามีเสียงกระพรวนเหล็ก

ผมจับเอวเธอเต้นไปรอบโต๊ะเขียนหนังสือ

บนพื้นปูนเซรามิกรูปดอกไม้เก่าๆเย็นเฉียบ

มือเธอนุ่มนวลแตะสีข้างผม


เนื้อตัวเธอเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง

เธอไม่ส่งเสียงใดๆ

เสียงเพลงมีสไลด์กีตาร์บาดลึก แฮมมอลเสียงต่ำ

ผมจับเอวเธอเต้นไปรอบโต๊ะเขียนหนังสือ


เธอไม่ส่งเสียงใดๆ

เธอไม่มีใบหน้า เธอมากับกลิ่นดอกบุหงาส่าหรี

แล้วกลิ่นผ้าเก่าชื้นๆก็โชยมาจากหน้าต่าง

Whoop de doo ย้อนวนรอบกลับมาอีกครั้ง อีกครั้ง..

ชายกระโปรงยาวไหวไปรอบๆโต๊ะเขียนหนังสือ

 

คำ พอวา

เพลงประกอบ : Whoop de doo โดย Mark Knopfler
ภาพ : http://www.oknation.net/blog/charoenkwan

 

งามไม่งามตามแต่วิถีเป็น

16_7_01

 


หากดอกไม้มีความหมายว่างาม
             ดวงดาวที่วาววามคือความสุกใส

ปีกผีเสื้อคือสีสันที่โบกไกว                   ยอดหญ้าคือความอ่อนไหวแห่งโลก

สายน้ำคือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยง             หมู่นกขับเสียงกล่อมโศก

ต้นไม้ต้านทานวิปโยค                         แผ่นดินร่วมขานโศลกร้อยโครงคำ

ยังมีอะไรอีกหลายอย่างบนทางมนุษย์     ผู้ค้นหาที่สุดความลึกล้ำ

ก้าวล่วงไปสู่ความมืดดำ                       เป็นก้าวที่ย่ำอย่างคลอนแคลน

หากการเดินทางมีความหมายว่าแสวงหา   การค้นพบคือปัญญาวิเศษแสน

ล้มเหลวคือเรียนรู้มิดูแคลน                   สุ่มเสี่ยงคือเขตแดนแห่งเรียน

คล้ายคำถามมากมายระหว่างนี้               เดินอยู่บนวิถีการแปรเปลี่ยน

ซึ่งเป็นทางที่วกเวียน                            ขัดเกลาเข่นเฆี่ยนอัตตาตน

นั่นคือที่สุดหรือมิใช่                             หรือแท้แล้วหาไม่ ไฉน-ฉงน

เพียงภาวะหนึ่งนั้นในเงามืดมน                ท่ามกลางความอึงอลปรากฏการณ์

หากภาพชีวิตเป็นดั่งดอกไม้                   งามหรือมิได้เพียงพบผ่าน

ร้อยเรียงดั่งดาวเล่าตำนาน                     ดำรงอยู่กาลนาน-นิรันดร์ไป

อาจมิอาจเป็นได้ดั่งนั้น                          มิอ่อนน้อมต่อคืนวันดั่งหญ้าไหว

ทั้งมิได้หล่อเลี้ยงพฤกษ์ไพร                   และขาดความใส่ใจต่อโศกนาฏกรรม

ใช่...ยังมีอะไรอีกมากบนทางมนุษย์         และมันอาจไม่มีที่สุดอันลึกล้ำ

เป็นเพียงกระบวนการเคลื่อนโน้มนำ          เดินทาง กระทำชีวิตเอง

                                                                          นาโก๊ะลี

 

ข้างในโศลกนี้

เอาหัวใจฉันไปไว้ที่ไหน

ใครยึดไว้ ฤๅ ฉันเพียงฉงน

ไม่ชัดแจ้งแจ่มอารมณ์อันแปรปรน

นึกเผยพ้นผุดผ่านม่านภวังค์ ฯลฯ

ในเสี้ยวนึก ในหวั่น รำพันเผย

ระเรียดเหย หายเช้า แว่วเรือนหวัง

ดั่งโลกเงียบ แว่วกังสดาลดัง

ฟังนึกนี้อีกครั้งยามนั่งนอน ฯลฯ

ลุกสัมผัสผืนร้าว ชีวิตร่ำ

ดินเมืองแห้งลำนำกว่าผุดย้อน

ได้กินอยู่สืบถ่ายในนาคร

ได้ถ่ายถอน ถือวาง รอยร่างไว้ ฯลฯ

ในส่วนแห่งชีวิตเหนี่ยวชิดเกื้อ

ข้างในหนั่นเลือดเนื้อละอองไหว

ในน้ำค้างซึมซ่านละอองไอ

ข้างในชื้นฉ่ำสายระรายยัง ฯลฯ

แม้นหวังว้า หัวใจยังได้หวัง

อยู่คือยั้ง ภวังค์เกี่ยว ในเหนี่ยวรั้ง

รายนึกหรือ รอยผลึกแม้เกรอะกรัง

ได้ทวนทั้ง เข็นฝ่าชีวาเชย ฯลฯ

ข้างในแท้ พ่ายเผยหัวใจหวั่น

ถึงกี่กั้นพันธนา ฯ พันธะเอ๋ย

ข้างในเช้าค่ำดั่งน้ำค้างเปรย

หยดไว้แย้มไหวระเหยข้างในแวว .

                                    ณรงค์ยุทธ โคตรคำ

ปีศาจกับชาวนา

เมื่อตะวันลาลับไปกับฟ้า           ในโลกหล้าเลื่อนลับคนหลับใหล

เหล่าซากผีตีเกราะเสนาะใจ       มันมุ่งไปสูบเลือดจนเดือดดิน

ผีโขมดโหดห่าพาผีปอบ            ผีเปรตชอบแลบเลียระริกลิ้น

มีผีห่าผีโหดโคตรทมิฬ             ไม่สูญสิ้นอัปรีย์ผีนรก

คันไถหักปักคันนาบ่าใส่แอก      ฝนเม็ดแรกร่วงหล่นก่นในอก

รอยตีนเลียบเหยียบคันไถใจช้ำฟก ผีนรกรุมตะหวัดแย่งกัดกิน

หาบกระด้งคอนตะกร้าบนบ่าช้ำ   กระดูกตำสันหลังหายมลายสิ้น

เหลือเศษซากชำรุดสุดอาจิณ     มันก็กินกัดแทะคอยและเล็ม

วัวควายหายต้นไม้ตายไม่มีซาก  มันพาลากเปรตปากเท่ารูเข็ม

ไส้ก็แห้งแรงก็ไร้ไม่เติมเต็ม       เคียวหนึ่งเล่มด้ามหักปักกลางนา

เลือดเกรอะกรังซังหญ้าหนูนาแล่น เป็นหมื่นแสนเสพสุขเห็นสุขา

เหล่าซากผีฉุดลากกระชากมา    อนิจจาชาวนาหมดสิ้นลม

เสียงลิเกออกแขกแต่แรกเริ่ม    หมู่ผีห่าหน้าเดิมเห็นสู่สม

เปลี่ยนคณะปะฉากเที่ยวเชิญชม อภิรมย์เสพสมพวกมันเอง

พระสงฆ์สวดสาบส่งวิญญาณผี   ธรณีเลื่อนลั่นสนั่นไหว

ทิวธงธรรมนำพามาแต่ไกล        คือธงไทล้างชาติชาวนา...

                                                                                   รัชนี รัตติกาล

 

 

Pages

Subscribe to RSS - บล็อกของ prachataipoet