ความตกต่ำในชีวิตที่มีคุณค่า โดย ศิริศักดิ์ นิยมเดชา

สวัสดีครับ ผมชื่อ ศิริศักดิ์ นิยมเดชา ชื่อเล่น ลิฟ อายุ 24 ปี ศึกษาอยู่ชั้นปีที่3 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อก่อนผมไม่เคยเชื่อเรื่องการผันเปลี่ยนของชีวิตเลย ไม่เชื่อว่าชีวิตของผมนั้นจะเปลี่ยนไปถึงขั้นที่ตกต่ำในชีวิต ขณะที่ตัวเองกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของความฝัน คือการเรียนหนังสือที่ต่างแดนแต่เป็นความฝันที่เราไม่ตั้งใจเดินสักเท่าไหร่ ด้วยความที่ตัวเองนั้นมีชีวิตที่สวยหรู สะดวกสบายทุกอย่าง เลยไม่เห็นความสำคัญของฝันตัวเองสักเท่าไหร่
ชีวิตของผมตั้งแต่เกิดมานั้นสบายทุกอย่าง ถือว่าเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะประมาณหนึ่ง ผมเป็นคนชอบออกไปเจออะไรใหม่ๆอยากหนีตัวออกจากห้องสี่เหลี่ยมในบ้าน จึงขอแม่ย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนประจำตอนมัธยมต้น เพราะต้องการที่จะออกจากความอึดอัดของห้องสี่เหลี่ยมที่มีข้อจำกัดอะไรในชีวิตหลายๆอย่าง มัธยมต้นเป็นชีวิตที่คิดว่าตัวเองนั้นสามารถทำทุกอย่างให้ง่ายดายได้โดยมีแค่กระดาษที่มีค่าในมือ เพื่อนที่ซื้อได้ด้วยเงิน ปัญหาที่หมางใจหรือระแวงก็สนองความต้องการด้วยอารมณ์ได้ทุกอย่าง ทำให้ตัวเองนั้นเหมือนพิการทั้งที่มีครบทุกส่วนในร่างกาย แต่มีบางส่วนที่ได้พิการหรืออัมพาตไปแล้ว แต่ชีวิตแบบนี้ก็เหมือนเป็นดาบสองคมที่สร้างนิสัย ความหัวสูง เอาแต่ใจ ทำอะไรไม่เป็นหรืออาจจะไม่สามารถมีภูมิคุ้มกันให้ชีวิตได้
หนีจากห้องสี่เหลี่ยมแค่ในประเทศยังไม่ไกลพอ เมื่อเพื่อนต่างพูดกันเรื่องการไปศึกษาต่อในต่างประเทศความตาร้อนจึงเกิดขึ้นกับผม แล้วทำไมคนอย่างผมจึงจะไม่สามารถไปอย่างเขาได้ มัธยมปลายจึงขอแม่ไปเรียนที่ประเทศมาเลเซียเป็นโรงเรียนอินเตอร์ ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงการศึกษาหรือสนใจต่อความฝันของตัวเองสักเท่าไหร่คิดแค่ว่าผมต้องยืนอยู่บนที่สูงอย่างใครเขา ชีวิตในต่างแดนก็เช่นเดิมทุกอย่างแก้ไขด้วยเงินใช้เงินในการที่จะให้ตัวเองนั้นกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ที่สูงและมีการยอมรับจากคนอื่น แต่ที่สูงที่กำลังขึ้นไปนั้นเป็นเหวที่สูงกว่าใคร ทำไมถึงเป็นเหวเพราะชีวิตในต่างแดนนั้นได้พิสูจน์ให้รู้แล้วว่า ผมพยายามกระโดดไปให้สูงกว่าใครอยู่ตลอดเวลาแต่ความสูงนั้นยิ่งสูงยิ่งอันตราย ยิ่งสูงยิ่งเสี่ยง และสิ่งที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเจอในชีวิตก็เกิดขึ้น ผมไม่สามารถที่จะเดินลงมาจากเหวนั้นอย่างช้าๆ แต่ต้องกระโดดลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เมื่อความต้องการของผมที่กำลังยกหูโทรไปหาแม่เพื่อขอบางสิ่งที่ตัวเองต้องการด้วยอารมณ์ แต่เสียงที่แม่ตอบมานั้นคือเสียงร้องไห้และพูดอะไรไม่ออก ผมก็ทำไรไม่ถูกและสตั้นว่าเกิดอะไรขึ้น และแล้วความจริงทุกอย่างก็ถึงเวลาที่แม่ต้องบอกผมแล้วทั้งที่แม่ไม่อยากให้ผมรับรู้ แล้วอยากให้ผมทำความฝันที่ผมไม่เคยมองเห็นต่อไป แต่เมื่อแรงกดดันทุกอย่างที่ท่านรับไม่ไหวแล้วคงถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลง แม่บอกทั้งน้ำตาว่า “ครอบครัวของเรากำลังจะล้มละลาย” ผมได้ยินคำนี้ทุกอย่างตอนนั้นเหมือนโลกดับ มันมองไม่เห็นอะไร พูดไรไม่ออก และแม่พูดอีกว่า “แม่ขอโทษแม่ไม่สามารถเก็บหรือต่อสู้กับมันได้อีกแล้ว กลับมาเถอะลูกเรากลับมาตั้งหลักกันที่บ้านก่อน” ผมคนที่ไม่เคยได้ยินเสียงแม่ร้องไห้ ไม่เคยเห็นมุมอ่อนแอของแม่เลยคิดว่ามันคงสุดทางแล้วจริงๆ เลยไม่คิดดื้อที่จะอยู่ต่อ จึงตัดสินใจออกจากโรงเรียนทั้งๆที่อีกเทอมเดียวจะจบ Secondary 5 เทียบเท่ากับมัธยม6 ของไทย แต่การกลับมานั้นก็ไม่ได้เป็นการกลับแบบปกติ เรียกได้ว่าหนีหนี้โรงเรียน เพราะได้ค้างค่าเทอมไว้โดยประมาณเกือบ 2แสน สิ่งที่ได้ติดกระเป๋ามาจากการไปร่ำเรียนที่ต่างประเทศมานั้น มีเพียงแค่ภาษาอังกฤษที่ไม่แข็งแรง อ่อนแอและพร้อมที่จะดับลงได้ในไม่ช้า เพราะไม่เคยเห็นคุณค่าของเงินที่แม่ยอมเสียไปเพื่อแลกกับความรู้ ความฝันที่จะให้ผมมีติดตัว
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เจอแต่ความว่างเปล่า เงียบเหงา ไม่เจอใครที่เคยเจอ ลูกน้อง คนทำกับข้าว คนซักผ้า หรือแม้แต่พ่อของตัวเอง เจอแต่แม่ที่พยามยิ้มให้ตอนเรากลับมา น้องอีกสองคนที่แม่ยังปิดบังไม่ให้รู้ว่ามันเกิดไรขึ้น และรู้สึกได้ถึงความเศร้าของบ้าน ชีวิตหลังจากกลับบ้านก็ไม่รู้จะทำไงทำไรต่อไปไม่ถูกเหมือนถนนที่ผมเดินอยู่นั้นไฟดับลง ส่องไฟฉายไปก็เห็นถนนที่มันขาดไม่รู้เดินต่อไปยังไง เคยมีวันหนึ่งที่แม้แต่ข้าวสักเม็ดยังไม่มีให้กินแม่จึงใช้พวกเราสามคนพี่น้องไปกินข้าวที่บ้านย่า ผมทนไม่ได้และรับไม่ได้ที่ตัวเองต้องเป็นแบบนี้แล้วจริงๆหรือ ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ สิ่งที่เราเคยมีมันอยู่ไหนเรียกกลับมาได้ไหมแม่ นี้คือคำถามที่ถามแทงใจดำแม่อยู่ตลอด และด้วยความเป็นเด็กที่รู้ตัวว่าตอนนั้นกลายเป็นคนหัวสูงไปแล้ว จึงพาตัวเองออกจากห้องสี่เหลี่ยมอีกครั้งแต่เป็นห้องสี่เหลี่ยมที่มืดกว่าเดิม
ออกไปสู่โลกกว้างเมืองแสงสีที่มีผู้คนเยอะแยะมากมายอีกครั้ง ด้วยรถทัวร์เพียงลำพังเพื่อไปอาศัยอยู่กับเพื่อนและยังมีความหวังเล็กๆว่าครอบครัวจะสามารถทำให้ผมไปต่อในเรื่องการเรียนได้ เลยคิดว่าจะหาเรียนที่นั้นแต่ลืมคิดไปว่าผมไม่มีวุฒิไรติดมือมาเลยนะ คิดถึงขั้นว่าแม่ต้องซื้อวุฒิให้ผมนะผมต้องมีชีวิตในวัยเรียนเหมือนเพื่อนๆที่กำลังไปได้สวยในเส้นทางนี้นะ อย่าให้ผมด้อยกว่าคนอื่นนะ แต่แล้วมันไม่สามารถสรรสร้างทุกอย่างให้ได้เหมือนเก่าอีกแล้ว เพราะต้องใช้เงินเป็นแสนในการซื้อ ก็เลยคิดว่าชีวิตในมหาลัยของตัวเองมันคงเป็นความฝันที่ดับไปแล้ว เลยใช้ชีวิตล่องลอยในเมืองที่มีแสงสีตระการตา พึ่งพาเพื่อนทุกอย่าง อาศัยบ้านเพื่อนและปากท้อง ทุกอย่างพึ่งบารมีของเพื่อนในการเที่ยว แต่สุดท้ายเริ่มรู้สึกว่าชีวิตเราไม่มีค่าเลยและเกรงใจเพื่อนแล้ว
อยู่บ้านของเพื่อนสามสี่เดือนและเริ่มรู้สึกว่าเป็นชีวิตที่ล่องลอย ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีความหมายและยังเดือดร้อนคนอื่นทั้งๆที่อายุของผมก็สามารถทำไรได้อีกเยอะ ก็เลยเริ่มคิดได้ที่จะไม่กลบความทุกข์ด้วยการเที่ยวไปวันๆจึงได้เดินหางานในที่ต่างๆ และมีคนแนะนำให้ไปทำที่บริษัทแห่งหนึ่งเกี่ยวกับของใช้เด็ก ก็เลยลองไปสมัครถือว่าโชคดีที่เขาก็รับเข้าทำงานเพราะขาดคนอยู่พอดีและก็สามารถเริ่มงานได้เลย จากนั้นก็ไปหาหอเพื่อออกมาอยู่คนเดียวไม่อยากเพิ่งเพื่อนอีกแล้ว
ชีวิตการทำงานและสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเองนั้น ก็สร้างกิเลสให้เกิดขึ้นในใจอีกครั้งใช้เงินส่วนใหญ่หมดไปกับการเที่ยวหลงไปในแสงสี แม้ตังกินข้าวไม่มีแต่ก็ขอให้มีตังเที่ยว การใช้ชีวิตคนเดียวในตอนนั้นร้องไห้หลังกลับจากทำงานทุกวัน กินข้าวทั้งน้ำตา อาหารที่แช่อยู่เป็นหลายอาทิตย์เราก็สามารถที่จะเอามากินเพื่อประทังชีวิตได้ หรืออาหารที่ใกล้จะบูดแล้วมีกลิ่นนิดๆก็ต้องกินเพื่อให้ตัวเองในสู้กับโชคชะตาชีวิตต่อไป ลูกชิ้นที่ซื้อกินน้ำจิ้มที่เหลือก็เก็บใส่กระเป๋าไว้กินคลุกกับข้าวต่อได้ ข้าวกับแม็กกี้ก็เคยกินมาแล้ว มันลำบากมากจริงๆ มีเหตุการณ์เรื่องราวมากมายที่ผมไม่เคยเจอแต่ก็ได้เจอได้เรียนรู้ เช่นการนั่งมอเตอร์ไซแล้วโดนจี้ปล้น เดินคนเดี่ยวในถนนที่มืดๆกลับหอ เรื่องราวในโลกแห่งความจริงที่น่ากลัวมากกับการที่ต้องเผชิญมันโดยลำพัง เมื่อเงินเดือนแรกออกเป็นเงินก้อนแรกที่โอนให้แม่ มันรู้สึกดีที่ได้ทำอะไรกลับไปให้แม่บ้าง อะไรเยอะแยะมากมายที่ผมได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆของคน เพื่อนใหม่ แต่เพื่อนตอนทำงานนั้นสามารถที่จะเป็นแม่ เป็นย่าเราได้เลยที่เดียว ฮ่าฮ่าฮ่า ได้คำสอนต่างๆจากเพื่อนร่วมงาน มองเห็นปัญหาของคนที่ตกอยู่ในสถานะเดียวกัน และเข้าใจถึงชีวิตมากขึ้น
แต่สุดท้ายแล้วก็ทนแรงกดดัน ความอ้างว้าง หันไปไม่เจอกำลังใจที่ผมต้องการ รอบข้างมีเพียงแสงไฟของอาคารตึกต่างๆ ผู้คนที่เดินไปมาเจอกันแต่ไม่ได้พูดคุยกัน เมื่อหินที่แบกไว้มันไม่ไหวที่จะแบกต่อ ต้องการคนที่จะมาช่วยถือระบายความหนักนั้นแค่ชั่วขณะก็ไม่มี แม่ก็เลยบอกว่า “กลับมาเถอะลูกเรามาสู้ด้วยด้วยกันที่บ้านดีกว่าสู้อยู่เพียงลำพัง กลับมาเถอะ” เหมือนผมกำลังต้านกับหินหนักที่กำลังทับตัวอยู่แล้วอยากตะโกนว่า “ไม่ไหวแล้ววววววววว” สุดท้ายแม่ก็ได้เอาไม้มางัดหินก้อนนั้นออกไปจากตัวผม และตัดสินใจกลับไปหาแม่
กลับไปบ้านช่วยแม่ทำงานเป็นพ่อค้าขายของตามตลาด ไปขายของที่ตลาดเย็นทุกวันชีวิตการทำงานการเป็นพ่อค้ามันเหนื่อยมากจริงๆ ผมเห็นคุณค่าของเงินมากขึ้น เพราะแต่ละบาทที่กว่าจะได้มานั้นมันไม่ได้ง่ายเลย ต้องแลกกับหยาดเหงื่อ หยดน้ำตา และบาทแผลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แต่ก็ต้องสู้ และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยากไปต่อในความฝันที่เพิ่งเริ่มมองเห็นและคิดว่าคือสิ่งสำคัญกับชีวิต จึงไปลงเรียน กศน. ควบคู่ไปกับการทำงาน รอเวลาเพื่อศึกษาต่ออีกสองปีระหว่างนั้นก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวตั้งตัวได้เพื่อผมจะได้ไปเรียนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องครอบครัวมากนัก แม้อายุของผมจะมากกว่าคนที่เข้ามหาลัยปกติแต่ผมคิดแค่ว่า “เราต้องศึกษาตั้งแต่ในเปลจนถึงหลุมฝังศพ”เลยไม่คิดว่ามันจะสายต่อการศึกษา สุดท้ายก็สามารถใช้วุฒิ กศน. เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ แม้เพื่อนของผมนั้นอายุจะน้อยกว่าผม 2-3 ปีก็ตาม
เห็นไหมว่าชีวิตคนเรานั้นมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เราไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ และชีวิตเราไม่มีอะไรที่แน่นอนเลยจริงๆ ลองมองย้อนไปกลับกลายเป็นว่า โชคชะตาที่ผมโทษมาตลอดมันไม่ได้ทำร้ายผมหรอก แต่โชคชะตากำลังเตือน สอนผมให้ชีวิตของผมนั้นกลับมาอยู่บนเส้นทางที่ดีขึ้น และเข้าใจโลกมากขึ้น ถ้าเกิดวันนั้นชีวิตของผมไม่ถูกกระโดดลงจากเหวหรือลงมาช้าไป ผมก็จะกระโดดไปสูงกว่าเดิมจนสุดท้ายแล้วเหวนั้นสูงและอ้างว้างเกินไปยิ่งเป็นอันตรายต่อผมมากขึ้น หลังจากนั้นก็คิดอยู่เสมอว่าชีวิตของเรานั้นเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย แต่เราจะเดินบนเส้นด้ายนี้ได้อย่างไร นั้นคือความเชี่ยวชาญ เข้าใจในวิธีการ เข้มแข็งและอดทน ความตกต่ำในวันนั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิตของผมมากที่สุดในวันนี้

คิดเยอะไปนิด โดย สุรชาติ สมณา

ก่อนได้ไปลงพื้นที่ที่สะเนพ่องเราได้ไปค่ายนักเล่าเรื่องในที่อื่น(Storytellers in Journey) ที่มูลนิธฺเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปซึ่งทำให้เราได้เจอกับพี่ๆหลายๆคนและทุกๆคนน่ารักมาก แต่ในระยะเวลาที่เราได้อยู่ค่ายนั้นมันมีแค่ 2 วันคือวันที่7-8 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 แล้วในตอนนั้นผมก็ยังมีโครงการของผมที่ยังต้องไ

เมื่อฉันได้ออกเดินทาง โดย สมบัติ แก้วเนื้ออ่อน

บัติ-ใจ-สู้  สามคำที่อยากแนะนำตัวเองให้ทุกคนได้รู้จัก  “บัติ”  มาจากชื่อจริงชื่อ  สมบัติ  แก้วเนื้ออ่อน  “ใจ”  มาจากสิ่งที่เริ่มทำในชีวิตส่วนใหญ่มักเริ่มต้นมาจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นผ่านใจ  ถ้าใจอยากทำ  ยังไงก็จะทำต่อไปจนสำเร็จให้ได้  ส่วนคำว่า  “สู้”  เป็นคำที่ชอบให้กำลังใจตัวเองอยู่บ่

เงินทอน โดย กุมารี สุวรรณ์สิน

ต่างคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การเดินทางคือการซื้อประสบการณ์ที่ได้รับเงินทอนเป็นความสุข เป็นคำพูดที่มีความจริงเจือปนอยู่เป็นจำนวนมากแต่บางครั้งเงินทอนที่ได้รับอาจจะมาในรูปแบบที่โหดร้ายได้เหมือนกัน เพราะการเดินทางไปในแต่ละที่มักจะได้ประการณ์ที่ไม่เหมือนกัน และนี่ก็เป็นอีกประสบการณ์ที่ไม่รู้ว่า

Storytellers in journey ทางเลือกที่มากกว่าหนึ่ง โดย ปราวรรต ประกอบทอง

          ผมได้เข้าร่วมโครงการ Storytellers in journey ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผมได้ออกเดินทางไปเรียนรู้อะไรใหม่ตามที่ต่างๆ และผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังบ้านปลาบู่ จังหวัดหมาสารคาม เพื่อไปดูการจัดการธุรกิจแบบ Social Enterprise เพราะผมได้รู้มาว่าที่นั้นมีการทำธุรกิจแบบนี้อยู่ และตัวผมเองก็กำลั