จดหมายจากสเนพ่อง โดย ปราดา เชียงกา

การนำเสนอ ตั้งใจว่าจะทำเป็น จดหมาย 3 ฉบับที่เขียนในสเนพ่อง เพราะว่าในสเนพ่อง ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ท จึงทำให้การพูดคุยสื่อสารกันด้วยจดหมายน่าจะเข้ากับการนำเสนอการเดินทางในครั้งนี้มากที่สุดค่ะ มีจดหมายฉบับที่ส้มโอเขียนให้ครูเฟริ์นและได้มอบให้ครูเฟริ์นจริงในวันสุดท้ายก่อนออกจากสเนพ่อง อีก 2 ฉบับเขียนหลังจากออกมาจากที่สเนพ่องแล้วค่ะ นอกจากนี้ยังมีโปรเจคที่ ส้มโอ น้องโม และพี่แม็ค ช่วยกันทำขึ้นมาคือ ถ่ายรูปน้องๆทุกคน แล้วตั้งใจว่า จะส่งรูปถ่ายกลับไปให้น้องๆค่ะ เพราะบางคนก็ไม่มีโทรศัพท์ใช้ ครั้งนึงตอนเดินชมหมู่บ้านน้องมายด์ที่เป็นคนพาชม พูดให้ฟังว่าถ้ามีกล้อง หนูอยากถ่ายรูปตัวเองแล้วเอาไปติดฝาบ้านบ้าง ก็เลยเกิดไอเดียนี้ขึ้นมาค่ะ ตอนให้น้องๆมาเข้าแถวถ่ายรูปและเขียนชื่อตัวเองนั้นสนุกมากๆค่ะ เราสามคนเหมือนกับจับปูใส่กระด้งตอนที่น้องๆมายืนรอถ่ายรูป ยืนทำท่าหน้ากล้อง ส่วนใหญ่ไม่เคยมาถูกถ่ายรูปกันก็เขินบ้างทำท่าทางไม่ถูกบ้างก็มีน่ารักมากๆเลย  และอาจจะออกแบบทำเป็นหนังสือรุ่นของศูนย์การเรียนรู้ให้ค่ะ เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่น่ารักมากๆเล็ก จำนวนเด็กและคุณครูไม่เกิน 40 คน 

 

 

ถึง พัด

 

         ช่วงนี้ชีวิตพวกเราต่างยุ่งๆเลยไม่ได้เจอกันเลยนะ พักนี้ เห็นเค้าส่งเป็นจดหมายมาแบบนี้คงจะรู้สึกแปลกๆมากแน่ๆ แกอาจจะงงว่าทำไมเขาเขียนจดหมายมาทั้งๆที่เฟสบุ๊คก็มีไลน์ก็มี เหมือนสมัยก่อนเลยเนอะ ที่เราเคยส่งจดหมายหากัน ตอนประถมที่แกย้ายโรงเรียนอีกอีกจังหวัด ตอนนี้ที่เค้าได้มีโอกาสเขียนจดหมายอีกครั้ง เพราะว่าเค้าได้ไปเที่ยวมา ที่จังหวัดกาญจนบุรี แถวๆสังขละบุรี ที่สเนพ่อง แกคงไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่ท่องเที่ยวนี้แน่ๆ เพราะนี่ก่อนไปก็ไม่เคยรู้จักมาก่อนเหมือนกัน ที่เค้าได้มาเป็นหมู่บ้านเล็กๆของชาวกะเหรี่ยง ตั้งในหุบเขา เขตของอุทยาน ที่มีป่าไม้ธรรมชาติสมบูรณ์มากๆ ที่นี้ผู้คนไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ท ก็เลยได้เขียนจดหมายมาแบบนี้แทบ ได้ฟีลเข้ากับบรรยากาศมากๆเลย

         ตอนที่ไปก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไรใช้ชีวิตที่นั้น ไม่รู้ว่าจะทนอยู่ได้ไหม ทุกทีติดโทรศัพท์มากต้องจับขึ้นมาเปิดดูฟีดของโซเชี่ยลประจำ แต่ปรากฏว่าการไปเที่ยวในครั้งนี้อยู่ได้จริงๆแล้วสนุกมากๆเลย ผู้คนที่นี่ก็อยู่ได้เป็นปกติไม่เหมือนมีอะไรขาดหายไปนะ ตอนแรกคิดว่าว่างแล้วไม่ได้เล่นมือถือต้องเบื่อแน่ๆเลยแต่พอมาจริงๆแล้วมีอะไรให้ลองทำ ให้ชม ให้เรียนรู้เยอะแยะเลย แค่เราลองเปิดใจและมองหามันนะ การได้มานอนที่นี่ช่วงเวลา 3วัน2คืนมีแต่เรื่องแปลกใหม่ ไม่เคยเห็นและน่าตื่นเต้นสุดๆ เดินเข้าป่าได้เห็นโขดหินบริเวณที่เคยเป็นทางน้ำไหลมาก่อนมี มอสตะไคร่ขึ้นเกาะก้อนหิน สีเขียวๆเป็นจุดๆ อดนึกถึงขนมโมจิที่โรยด้วยผงชาเขียวไม่ได้เลยจริงๆ มันน่ารักมากๆเลยล่ะ ธรรมชาตินี้เวลาได้เห็น ได้ใกล้ชิดทีไรก็ไม่มีวันเบื่อเลย นอกจากหินแล้วที่นี่มีวิวตอนเช้าสวยมากๆเห็นหมอกบนภูเขาวันละ2เวลา ตอนเช้ามืดกับช่วงสายๆ ตอนเดินขึ้นไปชมวิวบนภูเขา เหนื่อยมากๆเลย แต่ขึ้นไปถึงมีพระพุทธรูปให้สักการะแล้วเห็นวิวของทักหมู่บ้านสเนพ่อง ที่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกตอนเช้าๆ สูดอากาศดีๆเห็นแล้วหายเหนื่อยจริงๆ เป็นการเดินป่ากับเดินขึ้นภูเขาไปในตัว บรรยากาศธรรมชิตสวยงาม มีแม่น้ำห้วย น้ำตกใกล้ๆแค่ได้ไปฟังเสียง นก เสียงแมลงในป่าก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมามากๆเลย

         จากการเดินทางในครั้งนี้ เหมือนได้เห็นมิติใหม่ๆที่แตกต่างออกไปจากการท่องเที่ยว ในครั้งอื่นๆที่เคยไป อดคิดไม่ได้ว่าคนเรานี่จะต้องทำงานหาเงินเพื่อไปเที่ยวในสถานที่สวยๆ อยากแค่ถ่ายรูปให้ครบทุกมุมและโพสลงโซเชี่ยลว่าเราเคยมาถึงแล้ว แค่นั้นจริงๆหรอ มันคงจะคุ้มค่าการท่องเที่ยวมากกว่า ถ้าเราไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น ไม่ต้องคิดถึงงานที่ทำอยู่ ปลีกตัวออกจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่สักพัก กับชีวิตที่วุ่นวายมากๆ แค่ปล่อยมัน จดจ่อ สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ได้หยิบมือถือขึ้นมา ถ่ายรูปแล้วแชร์ทันที และต้องกลับไปนั่งจ้องเปิดดูว่า มีคนมาให้ความสนใจมากหรือยัง บางทีเราออกเดินทางเพื่อหาพื้นที่ที่เราได้เอาตัวเองออกไปและเพลิดเพลินกับธรรมชาติ ความเป็นไปและผู้คนรอบตัวข้างๆเรา แบบที่เราไม่ได้คาดหวังอะไร แค่เปิดใจรับก็พอแล้ว

         ไม่เคยคิดเลยว่าการท่องเที่ยวสั้นๆ จะมอบคุณค่าและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่รู้ว่าแกจะเป็นเหมือนกันไหม แค่บางครั้งเบื่อที่จะอยู่ในเมืองและเห็นแต่คนก้มหน้าก้มตาจ้องมือถือ ไม่ได้คุยกัน แต่ที่นี่มันต่างออกไปมาก ผู้คนอยู่ร่วมกัน ใกล้ชิดกันทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกัน และคนกับธรรมชาติที่อยู่ด้วยกันแบบมีความสุขมากๆและลงตัวจริงๆ ถ้าแกรู้สึกเบื่ออยากหาแรงบันดาลลใจและเติมเต็มคุณค่าความหายให้กับชีวิตในอีกมิติ ไว้เราไปที่ศูนย์การเรียนรู้ศรีสุวรรณ ที่สเนพ่องด้วยกันได้นะ ต้องการครูอาสาไปสอนน้องๆ น่ารัก ไปเจอชาวบ้าน เยี่ยมเยียน ทักทาย แวะไว้ให้รอยยิ้มและรับรองว่าจะได้รอยยิ้มจริงใจกลับคืนมาเสมอเลย

         ถ้ามีโอกาสได้ไปจริงๆอย่าลืมซื้อสตอเบอรรี่ติดไม้ติดมือมาฝากที่นี่ด้วยนะ เพราะมีน้องกระซิบมากบอกว่า หมู่บ้านหนูไม่มีสตอเบอรรี่ค่ะ อยากกินมากๆเลย เพราะที่นี่อยู่ในเขตอุทยานเลยไม่มีการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ คณะคุณครู น้องๆ ผู้คน และสัตว์น้อยๆที่นี่น่ารักทั้งนั้น ต้อนรับทุกคนให้แวะไปเยี่ยมหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงของทุ่งใหญ่นเรศวรอยู่นะ ต้องลองปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งจริงๆแล้วจะประทับใจมากๆ เชื่อว่าทุกๆคนที่มานอกจากรอยยิ้ม ความทรงจำดีๆ ย่อมได้แรงบันดาลใจกลับไปแน่นอน

 

         ส้มโอ

 

ถึงพี่ตุ้มเม้ง

         อยากขอบคุณพี่ตุ้มเม้งมากๆ ที่เลือกงานเขียนของส้มโอและให้โอกาสส้มโอได้มา เดินทางและเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวสเน่พ่องที่นี่  ไม่เคยคิดว่าการเดินทางในช่วงเวลาสั้นๆแค่นี้จะเป็นสเมือนการเปิดโลกอีกใบหนึ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย วันแรกที่หนูไปถึงน้องทุกคนมานั่งล้อมวงกินข้าวกันและเริ่มถามว่า พวกๆพี่มาจากที่ไหนกัน และเมืองที่พี่อยู่เป็นอย่างไรบ้าง  ส้มโอรู้สึกแปลกๆนิดนึงที่ได้เล่าว่า เมืองของพี่ไม่ได้สนิทกัน อยู่ร่วมและพึ่งพากันแบบนี้ ชื่อคนข้างๆบ้านจริงๆก็ไม่ได้รู้จัก น้องฟังมีบางคนที่เคยมีโอกาสได้เดินทางมาที่กทมแล้วด้วยบอกว่าเมืองของพี่ไม่น่าอยู่เลยหนูอยู่ที่นี่ดีกว่าค่ะ และเมื่อน้องๆได้พาชมในหมู่บ้านแล้วนั้นก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากๆ น้องพาไปที่บ้านของน้องมายด์เป็นบ้านไม้ไผ่ที่น่ารักมากๆอบอุ่น มีพี่แม่ และยายของน้องอยู่ เดินเข้าบ้านได้เลย เพื่อนน้องก็มานั่งเล่นกัน มีให้ชิมหมากแล้วก็น้ำในกระติกที่ตักมาจากห้วยน้ำให้ดื่ม ในบ้านไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรเลย เหมือนบ้านคนไทยที่หนูเคยเห็นแต่ในละครย้อนยุค หรือพิพิฑภัณฑ์มากกว่า หนูเห็นแค่หมอน มุ้ง เสื้อผ้า ตุ๊กตาเก่าๆและแมวสีดำตัวนึง ตอนนั้นเองที่อยู่ในบ้านก็มีเพื่อนบ้านของน้องเข้ามาบอกข่าวดีว่าพี่สาวเขากำลังจะแต่งงานให้ไปงานแต่งด้วย หนูเลยถามน้องว่าที่นี่คิดสินสอดกันอย่างไร น้องบอกว่าผู้หญิงคิดสินสอดผู้ชายแค่ 7 บาทส่วนมากเค้าแต่งกันด้วยความรักกันมากกว่าหวังทรัพย์สินเงินทองจากอีกฝ่าย หนูเผลอแอบคิดว่าถ้าเป็นตัวหนูเองแต่งงานแล้วได้สินสอดเท่านี้แม่จะว่าอะไรรึเปล่านะ และ สิ่งที่หนูประทับใจมากๆเลยคือ โรงเรียนตชด.(โรงเรียนประถมของสเนพ่อง) มีชั้นเรียนของน้องๆเด็กๆมานั่งเป่าขลุ่ย วิชาดนตรีอยู่ตรงกลางสะพานที่ข้างล่างเป็นลำธารจากน้ำตก เป็นภาพและเสียงขลุ่ยที่น่ารัก น่าประทับใจ อบอุ่นหัวใจที่ได้เห็นมากๆ มันดูสดชื่น สดใส และเป็นความธรรมดาของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่ดูลงตัวไรที่ติจริงๆ

         ตกกลางคืนของคืนวันแรก พวกหนูโชคดีมากๆที่ได้ไปตรงกับวันพระ มีงานเลี้ยงทำบุญของหมู่บ้านข้างๆ ที่พวกน้องๆและคุณครูจะมีการแสดงต้องใส่ผ้าถุงและไปวัดตอนกลางคืน หนูได้มีโอกาสไปการไปที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงอีกเผ่าค่อนข้างไกลและยากลำบากพอสมควร แถมไปตอนกลางคืนอีก  พวกเรานั่งรถกระบะที่ล้อสูงมากมีการวิ่งข้ามลำธารน้ำตก ทางค่อนข้างวิบาก ตัดผ่านเข้ามาในตัวเมืองถนนและออกนอกเมืองไปอีกฝั่ง  เมื่อไปถึงสิ่งที่ทำให้หนูอึ้งมากๆเลยก็คือ กลุ่มคนที่มาทำบุญให้ของบริจาควัดเป็นตัวแทนจากองค์กรณ์อะไรสักอย่าง เขามาเป็นคณะพอพระสวดเสร็จน้องก็จะแสดงเพื่อขอบคุณ แต่กลับเป็นว่าเขามาโฆษณาองค์กรณ์เขา สิ่งที่เขาพูดค่อนข้าง ชักจูง แบบแปลกๆ พูดวกไปวนมา มีการกล่าวหาศาสนาอื่น หนูเห็นว่าเค้าค่อนข้างอยากให้เกิดความแตกแยก และเอาดีเข้าตัวมากๆ เด็กๆและชาวบ้านมานั่งฟังเขา เหมือนเค้าเอาโอกาสที่มาบริจาคแล้วมาให้ทุกคนฟัง พอจบแล้วมีการแจกชีทเย็บเป็นเล่มกลับไปให้อ่านอีกต่างหาก เด็กๆนั่งตั้งแต่สองทุ่มยันสี่ทุ่ม กว่าจะได้แสดงและกลับหมูบ้านก็ดึกมากแล้ว  หนูพูดคุยกับคุณครูแล้วก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ดีหน่อยที่เด็กๆและคุณครูมีวิจารณญาณไม่โดนมอมเมาเป่าหูง่ายๆ  ไม่รู้ว่าชาวบ้านจะเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้บ่อยไหม

         ส้มโอได้มีโอกาสพูดคุยกับครูเฟริ์น ถึงเรื่องหมู่บ้าน พบว่าที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เฉพาะบางบ้านจะมีแผงโซลาร์เซลล์ ที่ได้รับพลังงานแสงแดดตอนกลางวันและทำให้มีไฟฟ้าใช้ในตอนกลางคืน บางบ้านก็มีทีวีไว้ดู หนูเลยถามครูว่า อยากให้หมู่บ้านมีไฟฟ้า หรืออินเตอร์เน็ทไหม ครูบอกว่ามีคนมากมายมาเสนอแบบนี้ให้กับหมู่บ้านแต่ครูไม่ได้ต้องการเลย และไม่อยากให้มีในหมู่บ้านด้วยซ้ำ ฟังแล้วน่าประหลาดใจมากๆ เลยได้ขยายความต่อมาว่า ตอนที่เรียนครู ครูเฟริ์นมีโอกาสได้เดินทางไปฝึกงานที่จังหวัดอื่น เคยไปที่ภาคเหนือ เห็นหมู่บ้านที่ห่างไกลเหมือนกัน พอมีไฟฟ้าแล้ว กลายเป็นว่าเป็นการเพิ่มภาระ เพิ่มค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ผู้คนเป็นหนี้สิน เครียด หันไปติดเหล้า เป็นหนี้เกิดปัญหาฆ่าตัวตายอีก เพราะว่าหมู่บ้านอยู่ในเขตของอุทยาน อาชีพที่ชาวบ้านสามารถทำได้มีไม่มาก การเพราะปลูกไม่มีพืชเศรษฐกิจด้วย รายได้น้อย แต่เพียงพออยู่ได้ไม่ลำบากและมีความสุขดี การเข้ามาของไฟฟ้าจะมีแต่เพิ่มรายจ่ายและสร้างหนี้สิน สิ่งที่คุณครูและที่นี้อยากได้จริงๆคือสื่อการเรียนการสอนเพื่อเด็กมากกว่า  หนูคิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่ดีมากๆถ้าเด็กสามารถพูดฟังและอ่านภาษาอังกฤษได้การศึกษาและเรียนรู้เรื่องที่พวกเขาสนใจจะทำได้กว้างไกลมากกว่านี้อีกเยอะเลย นอกจากเรื่องของภาษาแล้ว การจัดการกับเงินก็เป็นสิ่งที่สำคัญ วิชาคณิตศาสตร์ ทุกคนเคยเรียน และรู้จักหมด ส่วนมากจะใช้งานเป็นแต่ไม่สามารถมากประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ส้มโอคิดว่าการสอนให้ความรู้เรื่องคณิตศาตร์ การทำบัญชีและจัดการเงิน ให้กับเด็กๆสามารถแก้ปัญหาที่จะทำให้เด็กๆโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้สินทางการเงินได้ เพียงแค่สมการง่ายๆ จากรายได้และรายจ่าย เมื่อเรา มีรายจ่าย มากกว่า รายได้ เราจะเป็นหนี้สิน เพราะฉะนั้นหากเราหารายได้เพิ่มไม่ได้ เราก็ไม่ควรเพิ่มรายจ่ายให้มากเกินกว่ารายได้ที่เราหามาได้ สิ่งที่เราควรทำคือ เมื่อได้รายได้ มาหักเป็นเงินออม แล้วจึงนำเงินที่เหลือค่อยไปใช้จ่าย เรื่องนี้อาจจะยากมากหากผู้คนที่นี้ใช้อินเตอร์เน็ท ถ้าขาดภูมิคุ้มกันในตัวเองก็จะถูกชักจูงได้ง่ายให้ใช้เงินและจับจ่ายเกินตัว เมื่อเราเห็นภาพในอินเตอร์เน็ท สร้างความต้องการโดนไม่รู้ตัว โดยที่ชาวบ้านยังมีอาชีพและรายได้เท่าเดิม

         หนูมาที่นี่รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้ย้อนยุค ย้อนเวลามาใช้ชีวิตอยู่ในอดีต วันๆหนึ่งมีเรื่องสนุกๆสิ่งที่ต้องทำเพื่อดำรงชีวิตมากมาย นอกจากถ่ายรูปแล้วเราก็ไม่มีเวลาที่ต้องจับมือถือเลย เราเข้าถึงคนข้างๆได้ใกล้ชิดขึ้น ไม่ต้องเอาเวลาไปนั่งดูชีวิตของคนอื่นที่เขาเลือกที่จะแสดงออกมาบนโลกของอินเตอร์เน็ทเหมือนกับว่า การรับรู้สื่อภายนอกบนอินเตอร์เน็ทหรือทีวีจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตลาดที่เราเอาเวลาว่างไปหาซื้อของ หรือใช้จ่ายเงินเพื่อกินเพื่อท่องเที่ยวส่วนมาก ที่นี่ได้ตื่นเช้า ให้อาหารไก่ รถน้ำต้นไม้ ปืนขึ้นภูเขาไปดูหมอกไหว้พระ เก็บผัก ทำอาหารเช้า บ่ายๆว่างๆถ้าไปกลับบ้านไปทำงานในไร่ ก็หาทำแพเอง และเดินขึ้นน้ำตกไปล่องแพเล่น เล่นน้ำในน้ำตก วิ่งเล่นกับเพื่อน ซ้อมเต้นการแสดง ในการแสดงเพลงที่ร้องประกอบเป็นภาษากะเหรี่ยงที่แสดงถึความรักสามัคคีกลมเกลียวที่ชาวกะเหรี่ยงจะสืบทอดเชื่อฟังบรรพบุรุษจะจะไม่ทอดทิ้งกัน ท่าทางสนุกสนานเพลงเพราะความหมายกินใจเป็นการแสดงที่ให้ความรู้สึกดีกินใจที่ได้ชม ไปล่าไก่ป่าในป่าหรือหมูป่าก็ได้ตอนกลางคืน ช่วงที่ไปเป็นเดือน พฤษจิกายนพอดี เป็นช่วงเกี่ยวข้าง ดึกๆก็ได้ไปแยกข้าวกับข้าวเปลือก มีเด็กๆเยอะๆและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านวิถีที่เขาทำข้าวในไร่ข้าว แปลกตามากหนูเคยเห็นแต่นาข้าวที่มีน้ำเยอะๆแต่ที่นี่ก็แปลก วิธีดั้งเดิมมากๆแถมมีพูดภาษากะเหรี่ยงตอนทำกันด้วย มีการก่อกองไฟ และข้าวเหนียวห่อไปตอน มันเป็นวิถีชีวิตแบบมากๆ คุณครูก็บอกมันเป็นวิถีที่คนรุ่นเก่ารุ่นก่อนทำกันมาเราก็อนุรักษ์ไว้และให้เด็กๆมากดู น้องๆทุกคนก็ทำเป็นรู้จักที่มาของกระบวนการกว่าจะได้ข้าวมาให้เรากิน

         สิ่งที่ได้เรียนรู้จากที่นี่ ที่เห็นได้ชัดคือการเรียนรู้ รายวิชาที่มีสอนในศูนย์การเรียนรู้ของที่นี่ไม่ได้อัดแน่นด้วยวิชาการ แต่ความรู้วิชาการ มีเพียงพอเท่ากับความรู้พื้นฐานตามหลักสูตรการศึกษา รวมกับการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่หลากหลาย และทักษะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตได้จริง ผู้คนที่นี่ปรับตัวอยู่คู่กับธรรมชาติได้อย่างมีความสุข สามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมภูมิปัญญา วิถีชีวิต การแสดง และภาษาได้อย่างภาคภูมิใจต่อคนรุ่นหลัง นอกจากนี้พวกเขายังมีการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว มีวิชาที่เป็นคาบเรียนเพื่อทำความรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งรอบๆตัว ขอบคุณแขน ขา ขอบคุณดวงตา และร่างกายของเรา เหมือนเป็นการเห็นคุณค่า ของสิ่งที่เรามีอยู่ เมื่อเรารู้สึกว่าเรามีมากพอ เรารู้จักตัวเองมากพอ รู้เท่าทันตัวเอง ได้รับรู้ถึงทัศนคติที่ดีของคุณครูที่คอยสั่งสอน และหวังดีมากกว่าแค่ให้ความรู้สอนตามหนังสือ บทเรียน แต่คุณครูที่นี่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้มากกว่านั้นมากๆ คอยดูแลน้องๆใกล้ชิดและหวังดีมากๆที่สุด เด็กๆและผู้คนก็พอเพียงแล้วก็ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขทุกคนแล้ว วิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อระดับความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่แตกต่างกัน ในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ส้มโอคิดว่าผู้คนที่นี่มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูงมาก เมื่อไม่มีไฟฟ้าใช้ พวกเขาก็อยู่ได้ ใช้ชีวิตแบบไม่มีไฟฟ้าอย่างปกติสุขมาโดยตลอด น้ำไม่ไหลก็อยู่ได้ เพราะมีห้วยลำธารต้นน้ำอยู่ใกล้ๆบ้าน ไม่มีร้านสะดวกซื้อ ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าสามารถเพาะปลูกผัก ทำอาหารทานเอง มีสารอาหารครบ สะอาด ปลอดภัยอยู่แล้ว ไม่ต้องไปซื้อแพ็คเกจทัวร์ไปเที่ยวนอกเมือง หาสูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่น เที่ยวหาภูเขา ขึ้นดอยไกลๆ เพราะ ดอยภูเขา น้ำตก ป่า วิวสวยๆมีอยู่ข้างหลังบ้านอยู่แล้ว ส้มโอยอมรับเลยว่าแรงและพลังงานในการทำงานสู้คนที่นี่ไม่ได้เลยจริงๆ เช้าตื่นนอนมีกิจกรรม สิ่งที่ต้องทำมากมายจนค่ำ ส้มโอไปแค่3วันก็หมดแรงแล้ว การเดินทางในครั้งนี้มีความหมายมากมาย ที่ได้ให้ข้อคิด แรงบันดาลใจ ตลอดทุกวินาทีแรกตั้งแต่เริ่มทริปจนนาทีสุดท้ายที่จากลา สเนพ่องและหมู่บ้านที่นี่เป็นสถานที่เรียนรู้วัฒนธรรมภูมิปัญญา มีมิตรภาพดีๆงดงาม แบบชาวบ้านที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ลงตัวด้วยความธรรมดาเรียบง่าย และมีสเน่ห์แบบที่ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ

         เป็นการเดินทางของ Storyteller ที่สนุกมากๆ ทุกคนควรไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งงในชีวิต มันจะไม่มีสีสันและสนุกเท่านี้เลยถ้าขาดเพื่อนร่วมทาง (จากคนแปลกหน้าแปลกถิ่น) อย่างน้องโมกับพี่แม็คไปด้วยในครั้งนี้ ขอขอบคุณสำหรับโอกาสและประสบการณ์ดีๆแบบนี้มากๆเลยนะคะ จบทริปแล้วแต่มิตรภาพและความทรงจำ แรงบันดาลใจจากโครงการในครั้งนี้จะยังคงอยู่ตลอดไปค่ะ

ส้มโอ

 

ถึงครูเฟริ์น

 

         เป็นประสบการณ์ครั้งแรกเลยนะ ในชีวิตที่เค้าได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง เป็นช่วงเวลา3วัน2คืนที่มีแต่ความตื่นเต้นแปลกใหม่พร้อมกับการต้อนรับที่อบอุ่นจากศุนย์การเรียนรู้ ที่แห่งนี้ไม่ได้แค่มอบให้แค่ด้วยที่พักอาศัย และมื้ออาหารแสนอร่อย  แต่สิ่งที่เค้าได้รับและมีคุณค่าที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหนเลย คือรอยยิ้มด้วยความจริงใจ ทัศนคติที่ดี คิดถึงผู้อื่นส่วนรวม น้ำใจ ความหวังดีที่ต้องการให้ผู้อื่นมีชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความรู้สึกขอบคุณต่อทุกๆสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจตนเอง เข้าใจในชีวิตคุณค่าที่แท้จริงของตัวเรานั้นอยู่ข้างในหัวใจของเราส่งออกมาเป็นสิ่งที่เราทำให้ผู้อื่น ความสุขที่แท้จริงอาจจะเป็น การเห็นถึงความสำคัญ ระลึก และตระหนักได้ว่าสิ่งใดที่สำคัญ เราถึงรัก มอบความรักและเวลา เพื่อดูแลสิ่งเหล่านั้นให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น มิตรภาพ ความรัก ครอบครัว แทนที่เราจะเอาเวลามุ่งแต่ตามหาสิ่งที่เราขาดหายไป เพื่อเติมเต็มความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด และกลับมาบ้านเพื่อค้นพบว่าเรามีทุกสิ่งแล้ว ครอบครัวและร่างกายของเราไม่ใช่หรอที่เรามีอยู่แล้ว การเติมเต็มด้วยสิ่งดีๆที่มีคุณค่า จากการให้ของเรา ด้วยรอยยิ้มของผู้อื่น น่าจะเป็นสิ่งที่เติมเต็มที่ว่างที่ขาดหายไปในหัวใจให้เต็มได้และสร้างความทรงจำดีๆ ที่สามารถย้อนกลับมาคิดทบทวน และมีความสุข มีกำลังใจทุกครั้งที่นึกถึง มากกว่า เติมสิ่งของจากภายนอกที่ได้ครอบครองแล้วก็สร้างความเบื่อหน่ายและความอยากได้สิ่งใหม่ๆได้ไม่สิ้นสุด เค้ารู้สึกดีใจ ประทับใจ และยินดีกับเด็กๆและผู้คนที่นี่ที่มีคุณครูที่น่ารักแบบครูเฟริ์น ที่สร้างคนให้เป็นคนเก่ง คนดี และคนที่มีความสุขได้ นอกจากครูเฟริ์นแล้วรวมถึงคุณครูทุกๆคน เด็กๆผู้คน ทุกสิ่งที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นแรงบันดาลใจและความทรงจำที่ดีของส้มโอตลอดไป รักที่นี่และทุกคนที่นี่มากๆ อยากขอบคุณและถ้ามีโอกาสส้มโอจะกลับมาและเราคงได้พบกันอีกครั้งที่นี่ ดูแลตัวเองด้วยนะ <3

 

 

ส้มโอ

 

เดินทาง เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ก้าวข้าม โดย ดาราวดี พานิช

หลังจากครุ่นคิดมาทั้งคืน ถึงพื้นที่การเรียนรู้ มุกได้เลือกไปที่ ชุมชนไทดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานีค่ะ มีหลายเหตุผลมากมายในการเลือกเดินทางครั้งนี้ นั่นก็คือ อยากที่จะไปเรียนรู้ถึงวัฒนธรรม พิธีกรรม รวมถึงวิถีชีวิตต่าง ๆของคนไทดำ ว่ามีความแตกต่างกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้

Kmyiwa in Suratthani 2018 (1) โดย นางสาวกฤษณ์มน แก้วจินดา

คำเตือน

การพยายามร้อยเรียงเรื่องราวมันคงจะชัดเจนจนสับสนมาก

อ่านประโยคเดียวงงไหมคะ?

ไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไรให้มันง่ายหรอกค่ะ เดี๋ยวมันไม่สนุก ไปกันแบบงงๆกับคนงงๆดีกว่า

 

.

Pre-

ช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคม 2561