Kmyiwa in Suratthani 2018 (2) โดย นางสาวกฤษณ์มน แก้วจินดา

- ฉันเริ่มการสรุป สาธยาย เพ้อเจ้อ และพรรณา ณ วันที่12 ธันวาคม 2561 (12/12) เวลา 18.36 -

  • ความทรงจำที่ใต้ครั้งแรก จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันที่ 8-11 พฤศจิกายน 2561
  • จุดมุ่งหมายที่บอกทุกคนคือการไปเที่ยว แต่จริงๆคลุมเครือเหลือเกิน  เพราะความคลุมเครือนั้นแหละทำให้ใจฉันโหยหาการออกไปฟังเสียงของหัวใจ 55555 ไร้สาระปะอะ  ไม่เอาน่าอย่าคิดแบบนั้น ความคิดคนเรามันไม่ไร้สาระหรอก แค่สาระของคนเราอาจจะต่างกัน

 

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561

ถึงเวลาการผจญภัยที่ใจต้องการ  นั่งรถไฟ ‘ไปคนเดียว’ ใช่ค่ะไปคนเดียว ดูภายนอกฉันลุยบุกถึกถุยนี่ต้องสายลุยแน่นอน ใช่ฉันสายลุย แต่ฉันต้องยอมรับว่าใจลุยแต่ร่างกายอ่อนแอ55555 ตอนกลับมาแพ้จนผื่นขึ้นสนุกสนานเลย  ถือเป็นข้อจำกัดเวลาไปต่างถิ่น

ฉันแบกของตามจินตนาการใส่กระเป๋าสะพายข้างด้วยหนา กล้อง ปากกา สมุดจด หนังสืออ่าน ยา ของใช้ที่ไม่รู้จะได้ใช้ไหม นั่นแหละคะ พอถึงเวลาจริงการนั่งรถไฟตื่นเต้น แต่สังขารง่วง หนังสือที่แบกมานอกจากไม่เท่แถมหนักเป็นภาระอีก ให้ตายสิ555555 เอาเป็นว่าเราไม่ได้หึกเหิมแต่อย่างใด นอนรถไฟครั้งแรก ต้องเกาะหน้าต่างทุกฝีก้าวแน่ๆ ผิดอีกค่ะ นอนค่ะ นอนชมเพดานกับหน้าต่างสาดแสง
ตื่นลืมตามาฝนก็ตก หน้าต่างเต็มไปด้วยหยดน้ำ มองผ่านหน้าต่างเห็นป้ายสถานีรถไฟทางภาคใต้แล้ว
อีกไม่นานก็จะถึงแล้วนะ สุราษฎร์ธานี ฉันชะโงกหน้าผ่านม่านตัวเองมองทางเดินบนรถไฟยังคงนิ่งสงบ
ผู้คนหลับไหล ฉันก็เกรงใจกลัวคนอื่นจะน้อยใจว่าไม่นอนเป็นเพื่อน อะๆ นอนต่อสิ555555
ชึ่บ!ไชยา รถไฟจอดรับส่งคนสถานีรถไฟไชยา เอ๋ คุ้นหูมั้ย .. ใช่จ้ะ ไข่เค็มไชยาาาา ฉันเพิ่งกระจ่างว่าไข่เค็ม
ไชยาเป็นของใต้ เข้าใจผิดมาตลอดว่าของ ไชยา มิตรชัย 55555 ขอบคุณที่ทำให้กระจ่างนะคะ
เอาหละ ไชยาแล้วก็แปลว่าใกล้ถึง ไปเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ดีกว่า ฉันก็เอาซองชุดแปรงฟันที่ประกอบด้วยแปรงสีฟันกับยาสีฟันไปเตรียมล้างหน้าล้างตา เดินมาถึงอ่างล้างหน้า คนเต็ม อะไม่เป็นไรเดะไปฉี่รอก็ได้
เข้าห้องน้ำล็อกประตูเสร็จ เอาซองชุดแปรงไว้ไหนดีนะ อะไม่เป็นไรคาบไว้ก็ได้ ตุ้บ ฟึ้บบ ครืดดด เสียงอะไรอะ! ฉันเอามือข้างขวาหยิบซองชุดแปรง เอ้าเห้ย!ยาสีฟันหาย  มันไปแล้วค่ะ ตกลงไปในโถส้วมแบบเปิดกว้างไปกับทางรถไฟ  นาทีนั้นสตั๊นงงๆไปวูบหนึ่ง อะไม่เป็นไร ไม่แปรงก็ได้ 
 

“next station Surat” พี่เจ้าหน้าที่รถไฟมาบอก
คือคนใกล้ๆฉันเป็นต่างชาติหมดเลย พี่แกมาบอกต่างชาติ แต่ไม่บอกฉัน น้อยใจจัง เอาวะไม่เป็นไร
“พี่คะป้ายหน้าสุราษฎร์หรอ?” ถามเองก็ได้วะ
“ใช่ๆ เตรียมลงเลยอีก3นาที”  พี่แกว่างั้นใจคิดว่าตั้ง3นาที
“พี่มียาสีฟันไหมคะ ยืมมาแปรงหน่อย ของหนูตกไปกับรถไฟแล้ว”
“ ไปเอาสิอยู่ข้างหน้า เร็วๆนะ”
ความน้อยใจลดลง เพราะได้ยาสีฟันดอกบัวคู่พี่แกช่วยไว้นะเนี่ย ขอบคุณค่ะ

 

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

          ถึงแล้วจ้าสุราษฎร์ของฉัน ลงจากรถไฟก็สถานีรถไฟทั่วๆไป ฉันได้คุยกับพี่นกเอี้ยงผู้ดูแลกลุ่มเยาวชนสร้างสรรค์และกลุ่มไทดำ(พี่นกเอี้ยงเป็นชาวไทดำน่ะ)แล้วว่า ให้นั่งรถสองแถวไม่ก็รถเมล์ สุราษฏร์-บุนพิน เพื่อไปลงตลาดเกษตร แล้วครูอู๊ดจะเดินทางมารับฉัน สภาพฉันตอนนั้นสมองมีแต่คำว่า สุราษฏร์-บุนพิน สุราษฏร์-บุนพิน ย้ำซ้ำ ทั้งมือทั้งตัวพะรุงพะรังไปหมด กระเป๋าเป้รด. กระเป๋าสะพายข้าง กล่องขนมฝากเด็กๆหนักมาก จะไม่มี คำว่าหลง ณ ตอนนั้น ฉันได้นั่งรถเมล์ ด้วยความมั่นใจว่าถึงตลาดเกษตร เพราะถามพี่คนขับแล้ว

ฉันไปถึงประมาณสุราษฎร์7โมงเช้า  คิดว่าเช้าพอสมควร คนคงไม่เยอะ คิดผิดจ้ะ เด็กนักเรียนกำลังไปเรียนเลยเวลานี้ เบียดนิดหน่อย แต่ไม่อึดอัด ทุกคนมีน้ำใจมากแบงกันนั่งแม้ก้นจะนั่งได้แค่1ข้างก็ตาม55555 การนั่งรถเมล์ใช้เวลาเกือบ1ชั่วโมง เมื่อมาถึงก็มารอครูอู๊ดหน้าตลาดเกษตร ครูมารับด้วยรถกระบะ ชะเง้อคอแถบหัก แล้วครูก็มาถึงงงง ตอนนั้นตื่นเต้นพอสมควรเพราะเราจะไปรู้หรอใครจะมารับ แต่กังวลวิตกไม่มีนะ รู้สึกสบายๆ แค่อาจจะอึดอัดที่ไม่รู้จะวางตัวใช้คำพูดอย่างไร  แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะการสนทนาเริ่มต้นคือ
มายังไง? เป็นใคร? แบบแนะนำตัวทั่วๆไปนั้นแหละ? แต่ก็มีสิ่งที่ต้องใช้ความคิดว่า มาทำอะไร? เอาอีกละ ตัวเองยังสับสน แต่ไม่ได้ เราต้องมีจุดหมายที่มาตามโครงการ
“หนูมาทำโครงการนักเล่าเรื่องค่ะ มาเรียนรู้แล้วนำกลับไปเขียนเรื่องราวค่ะ” นี่คือสิ่งที่ฉันคิดว่านำพาฉันมาบทความงงๆ แต่ไม่ต้องงงเพราะครูอู๊ดนึกว่าฉันเป็นนักข่าว555555 อ่อ เกือบเพลิน  เรากำลังเดินทางไปหาพี่เอี้ยงที่ตลาดนัดตอนเช้าที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อรับพี่เอี้ยงแล้วไปโรงเรียนหาเด็กๆกันต่อ

มากันถึงแล้วที่ตลาดนัดศาลากลาง ตลาดนัดชาวบ้านๆน่ารักๆ ราคาข้าวของคงปกติของคนที่นี้แต่ถูกมากสำหรับฉัน 5-10บาทก็มี ข้าว20บาทก็มี  มื้อเช้ามื้อแรกของสุราษฎณ์คือข้าวยำใส่น้ำบูดู ใส่ผักกลิ่นแรง และผักใต้ ฟังบรรยายไม่ค่อยน่ากิน แต่กินไปอร่อยเด้ออออ หอม มันข้าว รสอร่อย นอกจากข้าวยังมีน้ำมะพร้าวสดๆ ชื่นใจ และแล้วก็ได้เจอพี่นกเอี้ยง พี่ใจดีไม่เฉพาะพี่นกเอี้ยงแต่พี่ๆคนอื่นก็คอยถามตลอด กินนู่นไหมนี่ไหม ถ้ากินหมดคงพุงแตกแน่ๆ

เมื่อถึงเวลาอันสมควร คือเวลาตลาดเริ่มวาย ครูอู๊ด พี่นกเอี้ยง และฉัน เราเดินทางไปโรงเรียนวัดประสิทธาราม ที่นี้มีเด็กรวมๆกันทั้งโรงเรียนไม่เกิน100คน มีครูบรรจุ1คนถ้วน ถ้วน! ลองจินตนาการว่าเด็กเกือบร้อย ที่อยู่ในโรงเรียนมีหลายระดับชั้น ครูจะสอนยังไง  ยากใช่ไหมละ  ฉะนั้นจึงมีครูอาสา และหน่วยงานอื่นๆคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ คำกล่าวของครูๆอาสาคือ “ช่วยเด็กมัน ไม่มีใครช่วยมันแล้วใครจะช่วย” ใช่ค่ะ ใครจะช่วย เด็กน้อยชาวไทย เยาวชนไทย และเราก็คนไทยเราต้องช่วยกัน ขอบคุณผู้อาสาทุกท่านนะคะ ฉันเองแม้จะอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งแต่ฉันรู้ตัวเองดีว่าโลกความจริงของฉันยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก นอกจากการดูแลตัวเองและรักษาสิ่งที่ต้องการไว้ก่อน    

ตอนช่วงวิกฤตปี2554 น้ำท่วมใหญ่ ที่โรงเรียนก็ท่วมไปด้วย สภาพโรงเรียนมีดีบ้างผุพังบ้าง
ต้องขอบคุณหน่วยงานต่างๆ สถานศึกษา ที่คอยเข้ามาช่วยเหลือ ทาสี ทำห้องน้ำ ห้องเรียน อาคาร พูดเล่น พูดคุย นู่นเยอะค่ะ เมื่อผ่านพ้นปี2554 ทุกคนเริ่มมีบทเรียน สร้างวิถีปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตให้สามารถรับปัญหาได้ นอกจากผู้ใหญ่ได้บทเรียน เด็กๆเองก็ได้เรียนรู้ไปด้วย

ฉันมาถึงสิ่งแรกที่ทำคืออาบน้ำที่ห้องน้ำเด็กอนุบาล นึกภาพขนาดตัวฉันที่ใช้ห้องน้ำเด็กอาบสิ 55555 ต่อจากอาบน้ำก็เดินเก็บภาพ แบกกล้องคู่ใจ มือถือสมุดและปากกา เด็กๆเข้ามาถาม “พี่เป็นนักข่าวหรอ? พี่มาทำข่าวหรอ? ถ่ายรูปผมไหม?” ตอนฉันเป็นเด็กการอยู่ในโทรทัศน์เป็นอะไรที่ยากมาก ถ้าได้มีโอกาสสักครั้งฉันต้องอยู่ในโทรทัศน์ให้ได้ เหมือนเป็นความฝันเล็กๆ จากการระลึกถึงตัวเองทำให้ฉันตัดสินใจบอกว่า
“ใช่ๆ พี่เป็นนักข่าว เดี๋ยวจะถ่ายรูปไปลง” ฉันกลายเป็นนักข่าวแบบงงๆ แต่เหมือนว่าฉันกำลังนั่งยานเข้าไปในโลกของเด็กๆที่มีความฝัน ความสดใส ฉันยินดีที่จะรับรู้และมีความสุขไปกับมัน

เด็กๆในโรงเรียนส่วนหนึ่งอยู่ในกลุ่มเยาวชนสร้างสรรรค์ ได้พูดคุยกับครูอู๊ดและพี่นกเอี้ยง กลุ่มก่อเกิดมาได้หลายปีมาแล้ว ในช่วงนั้นๆเป็นกลุ่มเยาวชน จนสืบเนื่องต่อมาจากทั้งสองที่เห็นคุณค่าเยาวชนให้ความรู้
มีกิจกรรมให้ กลุ่มเป็นเหมือนที่พักพิงใจให้กับเด็กๆ เพราะเด็กสมาชิกในกลุ่มบ้างก็มีปัญหาครอบครัว  
เงินทอง  ต่างๆ สิ่งที่ทำได้คือการช่วยกันเติมเต็ม การให้เด็กๆเห็นคุณค่าของตัวเอง
เด็กๆทุกคนเรียกพี่นกเอี้ยงว่า ครูเอี้ยง ฉันไม่คิดแปลกใจเลย ฉันจึงขอติดเรียกตามไปด้วย “ครูเอี้ยง”

ต่อจากโรงเรียนเราเดินทางไปที่บ้านคุณป้าท่านหนึ่งเพื่อร่วมพิธีแปงขวัญ ของชาวไทดำ เป็นประเพณีคล้ายๆการสู่ขวัญ มีความเชื่อว่าการทำจะช่วยเรียกขวัญคนที่ทำ ครอบครัว คนรอบตัว ให้หมดทุกข์หมดโศก ขจัดโรคภัย โดยการทำพิธีผ่านหมอ(ผู้ทำพิธีสวดหรือกล่าวคล้ายการเทศนาของพระ) นำเครื่องคาวหวานทำพิธี
เสร็จพิธีหมอท่านจะเลือกเครื่องคาวหวาน ที่ท่านไม่เลือกสามารถมาแบ่งแจกจ่ายทานกันได้ ผู้เข้าร่วมนั้นเป็นชาวไทดำในพื้นที่และใกล้เคียง ไกลใกล้ต่างอำเภอมีห่างกันบ้างไม่กี่จังหวัด

ชาวไทดำมีความรักที่แน่นแฟ้น เมื่อมีงานหรือเทศกาลต่างๆ จะนึกถึงกัน และรวมตัวกันมาพบปะ เหมือนได้เจอครอบครัว ดูอบอุ่นและได้รับกลิ่นอายแห่งความสุขที่แท้จริง ได้กินข้าวปลาอาหารของคาวของหวาน ร่วมพูดคุยและฟังภาษาไทดำที่อาจจะมีฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง

โอ้ยามเย็น ใช่จ้ะ ณ เย็นวันนั้น ครูเอี้ยงและเด็กๆเยาวชนในกลุ่มรวมถึงฉันด้วย จะมานอนที่ตั้งกลุ่มเยาวชน เราจึงมาที่ตั้งกลุ่ม ที่ตั้งกลุ่มเยาวชนมีป้ายว่า'ศาลาน้อย' แต่ก่อนเป็นพื้นที่บ้านครูอุ๊ดแต่เมื่อก่อนครูเอี้ยงเล่าให้ฟังว่าเด็กๆเยาวชนชอบรวมตัวทำนู่นนี้ที่นี้กัน ครูอู๊ดจึงยกให้เป็นที่ทำกิจกรรม จึงตั้งชื่อว่า'ศาลาน้อย'

ที่ทุกคนมานอนกันศาลาน้อย เพราะวันรุ่งขึ้นจะมีกิจกรรรมให้เด็กๆเยาวชนไปขายขนมจากที่ที่รวมตัวของกลุ่มรักในหลวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีการเตรียมตัวกัน ตั้งแต่ตัดใบจาก เช็ดใบจาก กลัดใบจาก เด็กๆตื่นเต้นกันมาก งานรวมตัวนี้จะจัดเดือนละ1ครั้ง เป็นกิจกรรมดีๆ พี่ป้าน้าอาและเด็กๆสามารถนำของเล็กๆน้อยที่ตัวเองมีมาขาย โดยพื้นที่ไม่มีการเรียกเก็บค่าเช่า

การอยู่ที่ศาลาน้อยเปรียบเสมือนการเข้าค่ายของเด็กๆ มีกิจกรรม ได้มานอนพักแรมกับเพื่อน มีให้จุดไฟเอง ช่วงครูทำกับข้าว กินข้าวร่วมกัน นี้ไม่ใช่มือแรกที่ฉันได้กินข้าวที่สุราษฎร์ แต่เป็นมื้อที่ฉันเห็นน้ำจิตน้ำใจจากเด็กน้อยสู่เด็กน้อย การตักอาหาร ไถ่ถามว่ากินได้ไหม มันเป็นการใส่ใจเล็กๆที่น่ารักมาก ฉันจำความรู้สึกนั้นได้ โตมาแล้วมันไม่ค่อยสนุกเลยเนาะ หรือฉันเองมัวแต่คิดเรื่องบั่นทอนหัวใจ 55555 งงไหมหละ เชื่อมโยงเก่งมากๆ เอาเป็นว่าวันนี้ฉันเองก็เหมือนได้เพื่อนเพิ่มมาอีก ในวัยที่กำลังสดใสร่าเริง 
ฉันได้มีโอกาสสอนภาษาอังกฤษง่ายๆ รู้เลยว่าเด็กๆสนใจมาก ฉันอยากมาเป็นคนสอนหนูๆจัง
วันหนึ่งในชีวิตนี้ ฉันต้องเป็นครูอาสาให้ได้!
เราได้พูดคุยตลกๆกันไปมา จนกล่อมนอน ราตรีสวัสดิ์

 

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561

          ครืด ครืด ~

          เสียงประนึงเครื่องซักผ้าที่บ้าน ดังอย่างต่อเนื่องเหมือนย้ำเตือนให้ฉันมีสติขึ้น มือฉันค่อยๆขบัยอัตโนมัติหาต้นตอของเสียง  แล้วก็เจอตัว มันคือเสียงโทรศัพท์ที่ตั้งนาฬิกาปลุกของฉันเอง ณ ตอนนั้นเวลาประมาณ 6 โมงเช้า เป็นเวลาอันสมควรที่เราควรเตรียมตัวทำแป้งขนมจาก กินข้าว ล้างหน้า อาบน้ำ

ในวันนี้ตอนเช้า น้องมุก บุคคลจากโครงการที่ฉันมาผู้มีความสนใจคล้ายกัน เดินทางมาถึงในช่วงเช้า ถือเป็นโอกาสดีในการเที่ยวตลาดเช้าไปในตัวเพราะต้องไปรับน้องแถวตลาดจึงได้แวะ ตลาดที่ไปเป็นตลาดสดผสมตลาดเช้าที่มีขนม กับข้าว อาหารเช้าต่างๆชาวใต้ แต่อาหารที่กินในกลุ่มไม่เผ็ดมาก เพราะกลุ่มเยาวชนจะเผ็ดมากได้ยังไง แต่อาหารบ้างอย่างก็เผ็ดไปสำหรับฉัน เด็กน้อยยังสดเป็นน้ำแกงสบายๆได้เลย สงสัยฉันกินเผ็ดได้นอนไป 55555

แต่แล้วก็เวลาไปขายขนมจาก  ฉันมีหน้าที่กลัดขนม  นี่เป็นครั้งแรกของฉัน มันสอนการมีสมาธิที่ดีจดจ่อกับสิ่งตรงหน้าได้ กลัวทำแพ้เด็กคงเขินแย่5555 ก่อนฉันจะมากลัด ผ่านการจุดเตาถ่านมาก่อน จุดยังไงก็ไม่ติด ควันเต็มไปหมดแต่ไฟไม่มา รุมทำกัน4คนไม่ติดสักที จน!ครูที่อื่นผ่านมาเห็นใจ แกให้ความช่วยเหลือจนติด ต้องขอขอบคุณค่ะ
การทำขนมจากต้องมีความมานะ อดทน และกล้าหาญ ฉันเคยต้องขายของตอนเด็กๆจำได้ว่าเขินอาย ชื่นชมเด็กน้อยในใจที่มีความกล้า ฉันบอกเด็กๆว่า “อย่าลืมความรู้สึกที่ทำนะ” ฉันอยากให้เด็กจำความรู้สึกนี้ไว้และเรียนรู้การใช้ชีวิตต่อๆไป ในช่วงวัยของเขาจะค่อยๆโตขึ้นเอง

หลังจากภารกิจขายขนมจากเสร็จสิ้น พวกเราทุกคนกลับมาพักเหนื่อยที่ศาลาน้อย เป็นเวลาแห่งการพักผ่อนให้สบายกายสบายใจ ฉันเองมีเวลาได้นั่งทบทวนเรื่องราวก่อนหน้า ลงมือเขียนเรื่องราวในโทรศัพท์
แต่!เด็กๆสงสัยและได้เกิดคำถาม ทำอะไร ทำไมสนใจแต่โทรศัพท์ ? ฉันเองแม้ว่ามีความตั้งใจในการเขียนเล่าเรื่องเพียงใด แต่ก็หยุดพักและสนใจเด็กๆก่อน การให้ความสนใจกับเด็กหรือใครก็แล้วแต่ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมนะ คุณคงเคยอยู่ในหมู่เพื่อนเยอะๆ และพูดแต่ไม่มีใครสนใจจะฟังคุณ คุณคงเข้าใจว่ามันรู้สึกโหวงในใจ ฉันเข้าใจดีว่าเด็กๆสนใจสิ่งที่ฉันทำ ฉันจึงเล่าเรื่องให้เด็กน้อยฟัง อธิบายความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องต่างๆออกมาให้ดี
เด็กๆตั้งใจฟังพร้อมกับแลกเปลี่ยนคำถามเรื่องเล่าอย่างสนุก

จากการพักผ่อนที่ศาลาน้อยผ่านมาสักพักใหญ่ ก็ถึงเวลาอำลาส่งเด็กๆกลับบ้าน เด็กๆไม่ได้โวายวายแต่เข้าใจว่าหมดเวลาแล้ววในกิจกรรมนี้ และรอคอยการทำกิจกรรมหน้า

ครูเอี้ยงนำทัพพวกเราส่งเด็กๆกลับบ้าน แต่!!! มาเหนื่อยด้วยกันแล้วก็ต้องมาสนุกด้วย พวกเราจึงมุ่งหน้าสู่เกาะลำพู~ ( เกาะลำพู เป็นเกาะกลางน้ำ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทางสุราษฎร์ธานีเปิดให้เป็นสวนสาธารณะ ให้ประชาชนทั่วไปได้พักผ่อน อีกทั้งเป็นสถานที่ฝึกซ้อมแข่งเรือยาวด้วย )

การมาเกาะลำพูเด็กๆต่างดีใจได้มาเที่ยว ทำให้ฉันย้อนหวนคิดวันเก่าในวัยเด็ก รอคอยพ่อแม่พาไปเที่ยว นอกจากจะได้ไปเที่ยวยังดีใจที่มีคนใส่ใจด้วย

และแล้วก็ถึงเวลา~ ถึงเวลาส่งเด็กๆกลับบ้านและอำลาจากฉัน ด้วยเวลาที่กระชั้น ในวันรุ่งขึ้นฉันต้องลาจากสุราษฎร์ธานี ฉันอำลาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่มอบให้เด็กๆ อยากให้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำดีๆของเด็กๆ

เป็นเรื่องน่าเศร้าทั้งการจากลาเด็กๆ และการที่ฉันต้องกลับในวันรุ่งขึ้นตอนเช้า มันเป็นการมาที่สั้นมากไป ฉันเองไม่ได้ความชัดเจนอะไรเลยที่มา ฉันโหยหาการหาตัวตนแม้จะรู้ว่าตัวตนของฉันคืออะไร เหมือนมาเพื่อยืนยันหรือหาคำอธิบายของตน  ฉันกลับแปลกใจว่าฉันมาหาอะไรแต่ทำไมใจฉันไม่ได้หามัน เหมือนสมองเพียงนึกคิดว่ามาทำไม แต่ใจต้องการเพียงความสุข

.. ไม่ตั้งคำถามก็มีความสุขก็แล้ว

นั้นคือสิ่งที่ฉันได้กลับมา คือ การยืนยันความรู้สึกที่เคยนึกถึงแต่อาจหลงลืม  คนเราบางทีไฝ่หาอะไรก็ไม่รู้ ตั้งคำถามเพื่อหาความสุข แต่ลองปล่อยชีวิตให้ไม่มีคำถามมันอาจจะสุขก็ได้ลองดูสิ

(ฉันเดินทางกลับเช้าตรู่วันที่11พฤศจิกายน 2561 )

เก็บ

จากความตั้งใจหนึ่งคือการมาเที่ยวใต้ ฉันไม่ผิดหวังจริง ในยามดึกของวันที่ 10 ฉันได้ไปถนนคนเดิน
สุราษฎร์ที่มีแค่วันเสาร์ ถือเป็นโชคดีของฉัน เสื้อผ้าราคาประนึงกรุงเทพฯ อาหารเป็นแนวStreet food กินอย่างละนิดอย่างละหน่อยก็สามารถอิ่มได้ เพราะหลากหลายมาก บรรยากาศดีมากๆ เพราะที่ตั้งติดกับแม่น้ำตาปี ลมโกรกเบาๆเคล้าเสียงเพลงดีมากๆ

การเดินคนเดียวคงจะเหงา แต่ดีที่เรามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์คือน้องมุก  กินหนุบหนับมาก จำที่น้องบอกได้ดีว่าไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเลยอยากกลับบ้านในวันนั้น ปัจจุบันยังอยากกลับไป หึหึ เพราะอะไรหนอ

เพราะคน เพราะอาหาร เพราะอากาศ เพราะสถานที่ เพราะการมาหาตัวเอง หรือเพราะอะไร?!

คำขอบคุณ

ขอบคุณโครงการ Storytellers In Journey : นักเล่าเรื่องในที่อื่น และผู้เกี่ยวข้องสนับสนุน
ขอบคุณครูพี่นกเอี้ยง
ขอบคุณครูอู๊ด
ขอบคุณทุกคนรอบกายในทริปนี้
ขอบคุณครอบครัว
ขอบคุณตัวเอง

Storytellers In Journey : นักเล่าเรื่องในที่อื่น

“Raising and caring for children is more like tending a garden :
it involves “a lot of exhausted digging and wallowing in manure” to create a safe,
nurturing space in which innovation, adaptability and resilience can thrive.”

เดินทาง เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ก้าวข้าม โดย ดาราวดี พานิช

หลังจากครุ่นคิดมาทั้งคืน ถึงพื้นที่การเรียนรู้ มุกได้เลือกไปที่ ชุมชนไทดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานีค่ะ มีหลายเหตุผลมากมายในการเลือกเดินทางครั้งนี้ นั่นก็คือ อยากที่จะไปเรียนรู้ถึงวัฒนธรรม พิธีกรรม รวมถึงวิถีชีวิตต่าง ๆของคนไทดำ ว่ามีความแตกต่างกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้

Kmyiwa in Suratthani 2018 (1) โดย นางสาวกฤษณ์มน แก้วจินดา

คำเตือน

การพยายามร้อยเรียงเรื่องราวมันคงจะชัดเจนจนสับสนมาก

อ่านประโยคเดียวงงไหมคะ?

ไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไรให้มันง่ายหรอกค่ะ เดี๋ยวมันไม่สนุก ไปกันแบบงงๆกับคนงงๆดีกว่า

 

.

Pre-

ช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคม 2561