ม่อนแสงดาว ลมหนาวที่ไม่รู้วันหวนคืน(1) โดย บรรณวิชญ์ สมบุญ

 

“เอ๊ะ! มีอีเมลอะไรส่งมาที่กล่องข้อความ”

       อีเมลฉบับนั้นมีใจความว่า “ยินดีด้วย คุณได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 21 ของโครงการ storytellers in journey”

        ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี ความรู้สึกที่มันเต็มไปด้วยความดีใจอย่างออกนอกหน้า ผมแทบจะส่งเสียงออกมาดังๆ หน้าของพี่ปาล์มมี่ลอยขึ้นมาทันทีในความคิด พร้อมร้องเพลงท่อนสำคัญให้ฟังหนึ่งท่อน “อยากจะร้องดังดัง พูดให้ใครต่อใครได้รู้ทั่วกัน อยากจะร้องดังดัง พูดให้ใครได้ฟังว่าโครงการนี้เขารับแกแล้ว”

        ช่วงเวลานั้น ผมหยุดยิ้มไม่ได้จริงๆ ใครจะไปรู้ว่าเด็กเอกภาษาอังกฤษที่เคยเขียนกระทู้ขายฝันไปวัน ๆ จะมีคนมาสนใจงานเขียนของตนเอง

         "ผมอยากเป็นมังกร"

        งานเขียนที่ผมส่งไปเพื่อให้ทางโครงการพิจารณามีชื่อว่า “ผมอยากเป็นมังกร” เรื่องนี้ผมก็แค่เขียนตามจินตนาการของตนเอง ผมแค่นึกถึง “อิสระ” เมื่อพูดถึงสิ่งนี้ ทุกคนก็มักจะนึกถึงนก เพราะนกสามารถบินไปไหนก็ได้ แต่ผมคิดว่าการเป็นนกตัวหนึ่ง มันยังไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทานอุปสรรคบนท้องฟ้าที่คาดเดาอะไรไม่ได้

          ถ้าผมจะบินทั้งที ขอบินได้แบบมังกรคงจะดีกว่า ต่อให้เจอพายุโหมกระหน่ำ  7 วัน 7 คืน มังกรก็ยังคงบินต่อไปได้อย่างไม่ท้อแท้ และถ้าผมบินได้แบบมังกรแล้ว ผมคงไม่มีวันหยุดเดินทางอย่างแน่นอน พ่นไฟใส่อุปสรรคให้เป็นลูกชิ้นปิ้งไปเลย

         "ตื่นเต้นจัง กะละมังก็ปิดไม่มิด"

         ในวันที่ผมมาค่าย ทุกคนในค่ายได้นั่งล้อมวงใหญ่เพื่อทำความรู้จัก และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ผมรู้สึกว่าแต่ละคนมีความเป็นตนเอง และมีแนวทางของตนเองที่ชัดเจน ทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกนั้นรู้ว่าตนเองต้องการอะไรจากการเข้าร่วมในโครงการนี้ บางคนก็เดินทางมาไกล มาถึงตั้งแต่ก่อนวันเริ่มค่ายเสียอีก

         คำศัพท์ส่วนใหญ่ที่ทุกคนใช้พูดกันในวงคงไม่พ้นคำว่า “passion” และ “comfort zone” ที่ล่องลอยท่ามกลางบรรยากาศหนาวประดุจอยู่ในขั้วโลกจากเครื่องปรับอากาศห้องประชุม

         จากสิ่งที่ผมได้ยิน ผมขอเถียงใจขาดกับคำพูดที่ผู้ใหญ่ชอบพูดว่า “เด็กไทยขี้เกียจ ไม่ชอบศึกษาหาความรู้” เพราะสิ่งที่มันอยู่ตรงหน้าผมตอนนั้น ผมเห็น passion ของใครหลายคนที่มันเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะก้าวออกจาก comfort zone ของตนเอง เพื่อไปแสวงหาความรู้ และบันทึกประสบการณ์ใหม่ๆไว้ในความทรงจำของตนเอง

          ฝากถึงผู้ใหญ่ที่ยังคิดแบบนี้อยู่นะครับ สมัยนี้ ยังมีเยาวชนอีกกลุ่มใหญ่ๆที่พร้อมจะพัฒนาตนเอง และแสวงหาโอกาส ประสบการณ์ ความรู้ใหม่ๆเข้าตัวเสมอครับ

          "ตาเราแล้วเหรอ"

        อ้าว! ถึงคราวที่ผมต้องพูดอะไรสักอย่างแล้วหรือนี่ ผมก็แนะนำตัวไปอย่างตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้น “สวัสดีครับ ชื่อแถ่นแทนแท้น…” การใช้ชื่อสามพยางค์สำหรับการเข้าค่ายของผมยังคงได้ผลเสมอ มันยังคงสร้างเสียงหัวเราะให้กับหลายๆคนได้ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการครับ ผมอยากมีความสุขกับการมาเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ และอยากสร้างรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างกลับไปด้วย บางคนคงคิดในใจว่าทำไมพ่อแม่ตั้งชื่อพิสดารจัง ผมขอตอบตรงนี้ว่า “เปล่าหรอกครับ ผมตั้งของผมเอง”

        “มาสร้างเมืองแห่งการศึกษากันค่ะ!”

        กิจกรรมในโครงการนี้ไม่ทำให้ผมผิดหวังจริงๆ กิจกรรมที่ผมชอบมากคงต้องยกให้กิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการศึกษา การมาค่ายครั้งนี้ไม่ได้แค่มาสร้างเรื่องเล่าในแบบฉบับของตนเอง แต่การมาในครั้งนี้ผมยังได้รับความคิดอะไรบางอย่างกลับไป ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนกับคนที่มีความคิดคล้ายๆกันเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยว่าตอนนี้มันมีช่องโหว่ที่ตรงไหนบ้าง...

          ประโยคที่สะดุดใจผมอยู่ตลอด นั่นคือ “ครูถูกเสมอ” ประโยคนี้ทำให้ผมนึกย้อนความหลังไปจนถึงวัยนักเรียน ภาพที่ผมใส่ชุดนักเรียนปรากฏขึ้นทันทีในความคิด ภาพที่ผมต้องทำตามสิ่งที่ครูบางคนบอกอย่างไม่รู้เหตุผล ใครเถียงครูเท่ากับผิด บางครั้ง ครูมักจะขอความคิดเห็นจากนักเรียนว่าต้องการให้อะไรเป็นแบบไหน แต่จริงๆแล้ว ครูก็มีคำตอบอยู่ในใจของเขาอยู่แล้ว และปฏิเสธความคิดเห็นเหล่านั้นแบบอ้อมๆ ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกกันว่า “แบบซอฟต์ ๆ” ในภาพความคิดนั้น พี่นิ่วจิ๋วก็ยืนถือไมค์เข้ามาในห้องเรียนแล้วร้องเพลงประกอบเอ็มวีในธีมครูถูกเสมอทันที “ถ้าไม่ฟังจะถามทำไม ไม่ไว้ใจจะถามทำไม” งงล่ะสิ ผมก็งงเหมือนกัน

     "การเดินทางกำลังจะเริ่มต้นแล้วครับท่านผู้ชม!"

      วันรุ่งขึ้น ทางโครงการให้ผมวางแผนการเดินทางไปต่างจังหวัด โดยมีศูนย์การเรียนรู้ทั้งหมด 20 แห่ง โอ้โห! มันมากมายไปหมด ผมเลือกไม่ถูกจริงๆว่าผมจะเดินทางไปที่ไหน และสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือ นี่เป็นการเดินทางไปต่างจังหวัดครั้งแรกในชีวิตที่ผมต้องวางแผนไปเองทั้งหมด

                   “จะ รอด ไหม เนี่ย”

"ก้าวที่ยากที่สุดในการเดินทาง คือ ก้าวแรกเนี่ยแหละ"

      ด้วยความที่ศูนย์การเรียนรู้มันมีมากมายเหลือเกิน ผมเลือกที่ไปไม่ถูก ตอนแรกก็มีความคิดอยากจะไปอุตรดิตถ์ แต่ก็กลัวความเด๋อด๋าบ้าบ๊องของตนเอง กลัวจะนั่งรถผิดสาย นั่งรถจากกรุงเทพไปโผล่เชียงใหม่อะไรแบบนี้ เพราะผมไม่เคยนั่งรถไปต่างจังหวัดเองแบบนี้มาก่อนเลย

       ตอนที่ทุกคนในโครงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ความคิดในหัวของผมก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวก็อยากไปภาคใต้ เดี๋ยวก็อยากไปอีสาน เดี๋ยวก็อยากไปภาคเหนือ

นี่แหละครับ..

       ความโลเลของผมผสมกับความคิดคนที่มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอดเวลา แต่สุดท้ายก็มาหยุดที่ความคิดหนึ่งในหัว 

"จะไปทั้งที ก็ไปให้สุดเลยแล้วกัน"

       สุดท้ายผมก็เลือกที่จะไป "ม่อนแสงดาว จ.เชียงราย"

จังหวัดที่ได้รับสมญานามว่าเป็นจังหวัดที่เหนือสุดแดนสยาม     ถึงผมจะไปไม่ถึงดินแดนแม่สายที่เหนือสุดจริงๆ

แต่การเอาชนะใจตนเองของผมเนี่ย มันรู้สึกดีสุดๆไปเลยล่ะ!

        พร้อมกับหงายการ์ดป้องกัน เปิด small comfort zone ด้วยการไปกับเพื่อน แก๊งสเตอร์ผู้ร่วมเดินทางไปทริปเชียงรายในครั้งนี้ ได้แก่ แทนทาดาแดนแทนแถ่น แถ่นแทนแท้น...

"หมายเลข 1 นางสาว เดี๊ยว! ไม่ได้ประกวดนางงาม"

เพื่อนร่วมเดินทางในครั้งนี้ ได้แก่ ฟิตรี พี่โบนัส จริงจัง พี่วริศ และผมเองครับ

 

#CHUBBYINCHIANGRAI

#MIDL2018

#INCLUSIVECITIES

#STORYTELLERSINJOURNEY

#สาธารณะศึกษา

#พื้นที่เรียนรู้สาธารณะ

 

บรรณวิชญ์  สมบุญ

   แถ่นแทนแท้น

 

เดินทาง เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ก้าวข้าม โดย ดาราวดี พานิช

หลังจากครุ่นคิดมาทั้งคืน ถึงพื้นที่การเรียนรู้ มุกได้เลือกไปที่ ชุมชนไทดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานีค่ะ มีหลายเหตุผลมากมายในการเลือกเดินทางครั้งนี้ นั่นก็คือ อยากที่จะไปเรียนรู้ถึงวัฒนธรรม พิธีกรรม รวมถึงวิถีชีวิตต่าง ๆของคนไทดำ ว่ามีความแตกต่างกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้

Kmyiwa in Suratthani 2018 (1) โดย นางสาวกฤษณ์มน แก้วจินดา

คำเตือน

การพยายามร้อยเรียงเรื่องราวมันคงจะชัดเจนจนสับสนมาก

อ่านประโยคเดียวงงไหมคะ?

ไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไรให้มันง่ายหรอกค่ะ เดี๋ยวมันไม่สนุก ไปกันแบบงงๆกับคนงงๆดีกว่า

 

.

Pre-

ช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคม 2561