3264 ประตูแห่งโอกาสสู่การเรียนรู้ โดย นายศิริศักดิ์ นิยมเดชา

ผมเป็นคนๆหนึ่งที่ชอบในความท้าทาย ชอบการหาประสบการณ์และรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เจอสิ่งใหม่ๆ เด็กใต้คนหนึ่งที่เคยสุขสบายมาก่อนเที่ยวไหนก็ได้ที่อยากไป รู้สึกว่าปัจจัยต่างๆทำให้เราเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เป็นอย่างดี เพราะมีกำลังพอที่พาตัวเองไปสู่การเรียนรู้ที่มันหลากหลาย แต่รู้ไหมว่าเมื่อโชคชะตามันพลิกผัน การเรียนรู้ที่เด็กคนหนึ่งต้องการมันหยุดชะงักลง เหมือนโดนปิดประตูการเรียนรู้ของเขาไป แต่เมื่อวันหนึ่งที่ได้เห็นแสงแห่งโอกาสที่ลัดลอดมาจากขอบของประตู และมีความหวังอยู่เสมอให้ประตูบานนั้นเปิดขึ้นอีกครั้ง

ในมุมมองของผมปัจจัยด้านการเงินเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แม้ใครจะบอกว่าการเรียนรู้มีได้ทุกที่มันก็ถูก แต่การเรียนรู้ที่คนๆหนึ่งต้องการมันไม่เหมือนกัน และบางทีพื้นที่ที่จำกัดมันไม่สามารถที่จะสนองการเรียนรู้ของเขาได้ ปัญหาเรื่องเงินเข้ามามีบทบาทในการจำกัดพื้นที่ของผมในการเรียนรู้ เหมือนลูกสัตว์ป่าที่โดนขังอยู่กลางป่าตั้งแต่เด็ก อยู่ในป่าแต่ไม่รู้แหล่งน้ำลำธาร ไม่รู้ว่าพื้นที่ไหนที่เหมาะกับเรา ไม่รู้การเอาตัวรอดจากสัตว์ร้าย แล้วถ้าวันหนึ่งที่กรงนั้นชำรุดลงและพังลง สัตว์ตัวนั้นสามารถออกมาใช้ชีวิต และเอาชีวิตรอดจากป่าใหญ่แห่งนี้ได้อย่างไร

เมื่อประตูแห่งโอกาสได้เปิดขึ้น มุมมอง ความคิด ความรู้สึก มันเกิดการเรียนรู้ขึ้นอีกครั้ง ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการโอกาสแต่ถ้าต้องการแค่อย่างเดียวคงไม่พอ ต้องกระโดดไปคว้ามันมาด้วย ก่อนที่ประตูบานนี้จะเปิด ผมเคยนั่งอยู่ในมุมมืดๆและคิดว่าชีวิตเรามันน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะ เรายังอยากไปเจออะไรใหม่ๆ อยากรู้จังว่าคนข้างนอกเขามีความคิด ความต้องการ วัฒนธรรมต่างๆเหมือนกับเราไหม และพูดเล่นๆว่าอยากไปเชียงใหม่ จากนั้นไม่นานเหมือนเป็นประตูวิเศษที่เปิดให้เราเดินทะลุมิติไปตามที่เราคิด การเรียนรู้ของผมไม่มีหลักตายตัวว่าสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผมเอาตัวเองเป็นหลัก สิ่งไหนที่เราไม่เคยเจอ สิ่งไหนที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นได้ สิ่งนั้นแหละคือสิ่งที่มีค่าต่อการเรียนรู้มากที่สุด เพราะประตูแต่ละบานกำลังจะเปิดขึ้น

การเดินทางได้เริ่มต้นขึ้นการก้าวออกมาสู่แสงสว่าง สิ่งแรกที่ผมได้เรียนรู้จากตัวเองคือ ความกล้าที่จะก้าวออกมา มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้ให้รางวัลกับชีวิต ก่อนเดินทางด้วยความที่เจอแต่ความร้อนของแดดภาคใต้ เลยรู้สึกตื่นเต้นกับการได้ไปสัมผัสถึงลมหนาว เตรียมซื้อเสื้อทุกอย่างใหม่หมดที่พอให้ความอบอุ่นจากความหนาวได้ ด้วยระยะทาง 1632 กิโลเมตร เดินทางจากจังหวัด นครศรีธรรมราช ไปสู่ โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร แต่ในเมื่อเราได้มีโอกาสได้ก้าวออกมาแล้วถ้าไม่ก้าวต่อไปให้สุดแล้วเราจะออกมาเพื่ออะไร ผมเดินทางโดยรถทัวร์ ระหว่างเดินทางก็รู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เราจะได้เจอ จนตัวเองรู้สึกนอนไม่หลับเลยนั่งเล่นโทรศัพท์ และมีแชทหนึ่งที่เด้งขึ้นมาจนทำให้เรารู้สึกน่าสนใจ มีคนทักมาว่าเหงา ในเชิงจีบนั้นแหละ เขาก็คุยในลักษณะที่รู้สึกตอบไวตื่นเต้น ดูเขามีความสุข แต่พอเขาถามมาประโยคหนึ่งว่า “มีแฟนหรือยัง” พอเราตอบไปว่า มีแล้ว มันทำให้เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย เป็นความรู้สึกที่ว่าการพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิดหรือเปล่า หรือบางครั้งการพูดโกหกในบางช่วงโอกาสจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า หรือถ้าโกหกไปแล้ววันข้างหน้ามันจะอันตรายกว่าหรือเปล่าเกิดคำถามขึ้นมากมายในหัว แล้วผมก็ถามกลับไปว่า “ทำไมหรอการพูดคุยสนทนาทำความรู้จักกันจะเกิดขึ้นได้แค่กับสถานะที่เรียกว่า แฟน เท่านั้นหรอ มิตรภาพไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกสถานะหรอ” ถามไปถามมาก็ได้รู้จักเขามากขึ้น เขาเป็นคนที่หน้าตาไม่ได้แย่ มีหน้าที่การงาน การศึกษาที่ดี ได้รับโอกาสหลายๆโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการทำชุดให้กับดารานักร้อง ได้รับโอกาสในการเข้าวงการที่ใครๆก็ใผ่ฝัน เขาบอกว่าบางทีการทำชุดของเขาก็ทำให้เขาลืมทุกสิ่ง แต่เวลาไม่ได้ทำมันก็จะรู้สึกเหงา หรือนี้ไม่ใช่ความสุขที่เขาตั้งคำถาม จะเห็นได้ว่าบางคนที่เราคิดว่าพร้อมทุกอย่าง โชคดี น่าจะมีความสุข บางทีความสุขที่เขาตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ยังไม่ตอบโจทย์เขาก็ได้ ความสุขที่เขาต้องการคือความรัก คำถามที่เราต้องการคำตอบของคนเราไม่เหมือนกันจริงๆ เป็นการแสดงให้เห็นถึงบางโอกาสที่เราได้มา มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้เสมอไปถ้ามันขาดความรักในสิ่งๆนั้น ประตูบานแรกได้เปิดขึ้น แสดงให้เห็นได้ว่าตลอดเส้นทางย่อมมีการเรียนรู้เกิดขึ้น

 

เมื่อรถจดลงที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเราต้องต่อรถเหลืองเพื่อเข้า อ.แม่แจ่ม  สิ่งแรกที่ประทับใจที่สุดเมื่อลงจากรถคือการพูดจาของคนเหนือ ผมไปซื้อข้าวเหนียวไก่ทอด แม่ค้าพูดกับผมว่า “หยิบเอาเลยเลยเจ้า ข้าวเปียกก็มีนะเจ้า” ด้วยความที่ผมเป็นคนใต้ก็เคยเจอแค่แบบ “หยิบเอาเลยๆ เหนียวก็มีเอาหม้าย” ด้วยน้ำเสียงที่แข็งๆตามประสาคนใต้ จนเราคิดว่าทำไมแม่ค้าที่นี่พูดเพราะนุ่มนวลดีจัง และอีกอย่างคือยืนงงกับคำว่าข้าวเปียก ตอนแรกคิดว่าเขาจะบอกว่า วันนี้ข้าวเปียกนะผมก็คิดไปว่าเขาหุงข้าวมาขาย และวันนี้คงหุงข้าวมาเปียกไปหน่อยเลยบอกลูกค้า แต่ที่ไหนได้ข้าวเปียกที่ว่านั้นคือ ข้าวเหนียวนั้นเอง ประตูบานนี้ได้เปิดขึ้นพร้อมกับการเรียนรู้ว่า ภาษาที่ใกล้เคียงกันแต่การใช้คำบางคำ การใช้น้ำเสียงในการพูดคำๆหนึ่งมันส่งผลต่อการฟังที่ทำให้รู้สึกดีหรือแย่

จากนั้นผมก็ได้ขึ้นรถเหลือเพื่อเดินทางต่อไปที่ โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า ขึ้นรถเหลืองมุ่งหน้าสู่ อ.แม่แจ่ม มีแกะดำสามตัวที่นั่งหน้าหงอยฟังภาษาเหนือที่เขาพูดคุยกัน สัมผัสได้ถึงความสนุก มีความสุข รอยยิ้ม ความอบอุ่น แม้ในรถคันนี้จะมีคนแน่นมาก ไปบนเส้นทางทางที่คดเคี้ยว และสูงชัน แกะดำสามตัวนี้พยายามตัดขนดำของตัวเอง เพื่อให้ขนเป็นสีขาวที่พร้อมเปิดรับ ตั้งใจฟังแม้จะฟังไม่เข้าใจ ส่งสายตา เชื่อมสัมพันธ์ด้วยรอยยิ้ม และทำตัวเองเป็นแกะดำที่พร้อมจะเรียนรู้ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มแกะขาว ประตูบานนี้กำลังจะบอกว่า การที่เราเป็นแกะดำไม่ใช่เรื่องที่ผิดเพราะแกะดำนั้นแหละคือความโดดเด่น เพราะมักจะเป็นคนที่มีความน่าสนใจในความคิด แต่แกะดำที่มีความน่าสนใจก็ต้องเป็นแกะดำที่สามารถจับต้องได้และเข้าถึงได้เช่นกัน บางครั้งเราต้องยอมตัดขนตัวเองเพื่อให้ได้เรียนรู้ถึงขนอีกสีว่ามันก็มีความน่าสนใจเช่นเดียวกัน

ระหว่างนั่งรถผมก็สังเกตเห็นว่า คนที่นี่ไม่ว่าจะลูกกี่คนก็จะพาไปหมดไม่ว่าที่ไหน หลับบนรถ ยืนอุ้มลูกโหนรถสองแถว ต่างกับบ้านผมที่ไม่ค่อยอยากให้ลูกหรือเด็กๆไปเจออะไรนอกบ้านมากนัก เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นอันตรายหรือติดเชื้ออะไรมา หรือนี่คือการที่ทำให้คนบ้านเราไม่ค่อยกล้าที่จะเผชิญโลกภายนอก ไม่กล้าที่จะแสดงออก หรือไม่มีภูมิคุ้มกันเมื่อออกสู่โลกภายนอก หรือประตูบานนี้กำลังจะบอกเรื่องที่ว่าพ่อแม่รังแกฉันหรือเปล่า  

เมื่อรถจุดหมายได้จอดกลางสามแยกที่เราจะเดินต่อไปกันที่ โรงเรียน เพราะรถไม่สามารถเข้าไปถึงโรงเรียน และผมก็ไม่ได้ติดต่อไปเพื่อให้ทางโรงเรียนมารับเข้าไป เพราะคิดว่าเรามาเรียนรู้ถ้าเราไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเราเองแล้วเราจะรู้สึกกับมันได้ยังไง เลยตัดสินใจเดินกันไปโรงเรียนเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร เพราะเชื่อว่าระหว่างทางที่เดินนั้นย่อมมีอะไรให้ผมได้เรียนรู้มากกว่าการนั่งรถแน่นอน และก็ได้เรียนรู้จริงๆว่าการเอากระเป๋าลากขึ้นเขามันไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมจริงๆ ของบางสิ่งที่เราคิดว่าดีมันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีในบางช่วงเวลา หรือสถานที่หนึ่งๆ เท่านั้น แต่มันไม่อาจใช้ได้กับทุกสถานที่ การลากกระเป๋าขึ้นเขาครั้งนี้ทำให้ขาลากหักไม่สามารถลากต่อได้ ทีนี้ก็เป็นเรื่องลำบากเพราะว่ามันต้องถือขึ้น และด้วยน้ำหนักสิ่งของข้างในบวกกับตัวกระเป๋าเองก็มีความหนักมาก ถ้าแบกต่อคงไม่ไหวแน่ ทำให้ผมต้องคิดหาวิธีลากขึ้นไปให้ได้ โดยการหาก้านไม้แห้งๆข้างทาง ร้อยกับหูหิ้วของกระเป๋าให้แน่นหนาเพื่อลากขึ้นไปให้ได้ แม้มันจะทุลักทุเลไปหน่อยแต่ก็สนุกดี ความลำบากครั้งนี้ประตูได้เปิดเพื่อให้เรารู้บางสิ่งบางอย่างถูกกำหนดมาให้อยู่ในความเหมาะสมต่อด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น อาจไม่สามารถเอามาใช้ได้ทุกสถานการณ์ และการรู้จักแก้ไขปัญหาในทุกเหตุการณ์เป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิต

เดินลากกระเป๋าจนถึงโรงเรียน ครูออกมาต้อนรับด้วยความมึนงงว่าทำไมถึงเดินขึ้นมา ไม่โทรให้ไปรับ ผมก็ตอบแค่ว่าสนุกดีนะครับ ฮ่าฮ่าฮ่า และก็ขึ้นไปนั่งพักพร้อมกับมองไปเห็นน้องๆกำลังเรียนหนังสือกันอยู่ น้องทั้งหมดเป็นน้องๆ ที่มาจากชนเผ่า ทั้ง ปกาเกอะญอ และชาวม้ง เป็นผู้ที่คัดเลือกมาแล้วว่ามีความยากจนจริงๆ มาจากหลายพื้นที่ ทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง โรงเรียนนี้จะฟรีทุกอย่างทั้งเรื่องการศึกษา ที่อยู่อาศัย และปากท้อง สิ่งแรกที่เห็นในชั้นเรียนคือ การได้รับโอกาสการศึกษาภาษาอังกฤษ ซึ่งได้นักศึกษาฝึกงานจากต่างประเทศมาสอนภาษาอังกฤษ ถือเป็นการได้รับโอกาสที่ดีของเด็กๆ ผมได้สัมผัสถึงการต้อนรับที่อบอุ่นเป็นอย่างมาก ที่นี่ได้สอนทั้งหลักสูตร วิชาชีพและวิชาการ และจะสอนให้เด็กได้ทั้งการเรียนรู้ในชั้นเรียนและการเรียนรู้ในการประกอบอาชีพ รู้ไหมว่าถึงแม้เด็กที่นี่มีความรู้ทางวิชาการไม่เท่ากับเด็กในเมืองทั่วไป แต่สิ่งที่เขาอาจจะทำได้ดีกว่าก็คือ ความรู้ในการประกอบอาชีพที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริง มีรายได้ถึงแม้จะเรียนอยู่ มีการเรียนเพื่อไปใช้การประกอบอาชีพ เช่นการทอผ้า การเกษตร การทำไฟฟ้าและอีกมากมาย เด็กทุกคนมีความเป็นระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญ การกินเป็นเวลาร่วมกัน นอนเป็นเวลา และทุกเช้าเด็กจะตื่นกันประมาณตี 4 เพื่อมาทำกับข้าวกินกันเองเพื่อให้ทุกคนได้กินพร้อมกัน ในการทำกับข้าวเด็กทุกคนต้องผลัดเปลี่ยนกันทำ แสดงว่าทุกคนสามารถทำได้ไม่ว่าชายหรือหญิง กินเสร็จแต่ละคนก็มีความรับผิดชอบในของตัวเองไปล้างและเอาจานไปเก็บอย่างเรียบร้อย ประตูบานนี้ได้เปิดและทำให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า การศึกษาในห้องสี่เหลี่ยมที่ผมเป็นอยู่นี้คือเพียงพอแล้วจริงหรอ แล้วจากห้องสี่เหลี่ยมสู่โลกกว้างกลมๆเราจะอยู่ได้จริงหรอ หรือว่าการศึกษามันต้องควบคู่ไปกับการเรียนรู้ การลงมือทำ และการประกอบอาชีพ แล้วก็คิดว่าตกลงในการใช้ชีวิตจริงระกว่างผมกับเด็กๆใครกันแน่ที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้า เด็กๆทำให้ผมคิดกับตัวเองว่าในทุกวันนี้ผมได้ให้ความสำคัญกับเวลาหรือยัง ผมคนที่คิดว่ากำลังเดินนำหน้าพวกเขา ผมมีความรับผิดชอบเท่าพวกเขาหรือยัง

และจากการได้พูดคุยกับน้องแต่ละคนเห็นได้ว่า แต่ละคนมีความฝันที่แตกต่างกัน แต่แววตาที่เมื่อผมถามเรื่องความฝันของพวกเขา ผมกลับรู้สึกเป็นแววตาที่เศร้า หมดหวัง หรือสิ้นหวัง และมีความไม่กล้าที่จะตอบเรื่องความฝันของตัวเอง แต่สุดท้ายน้องก็ยอมบอก ความฝันที่เยอะที่สุดคือการได้เรียนต่อ เพราะโรงเรียนที่นี่มีแค่ ม.1-3 และก็ไม่มีต่อส่วนมากเด็กๆที่จบไปก็จะกลับบ้านไปประกอบอาชีพ

ผมได้เดินเข้าไปหาน้องสองคนชาว ปกาเกอะญอ ชื่อว่าน้องมอลลี่ และริสา ที่กำลังอ่านหนังสือเพราะอยากพูดคุยกับน้อง อยากรู้ความคิดของเขา น้องคนหนึ่งกำลังนั่งทอผ้าอยู่เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการทำมาก เลยถามไปว่ายากไหมครับน้อง น้องบอกไม่ยากแต่ผมมองมันไม่ได้ง่ายเลยนะน้อง พูดคุยกันด้วยความสนุกสนานแลกเปลี่ยนภาษากัน และผมก็ถามน้องอีกว่า เพลงที่น้องชอบฟังคือเพลงอะไร น้องตอบมาว่าเพลง หมดใจ ผมอยากเห็นความรู้สึกที่ถ้าน้องได้ฟังน้องจะรู้สึกยังไง ผมเลยเปิดให้ฟัง สีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความดีใจ ความเพลิดเพลินมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเราได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ให้กับคนจำนวนมาก เพราะน้องจะไม่มีโอกาสได้มีโทรศัพท์หรือใช้โซเชี่ยลตามที่ต้องการ ถามอีกว่าน้องอยากกินอะไรมากที่สุด น้องบอกว่ากุ้งและอาหารทะเล ด้วยความที่บ้านผมติดทะเลเลยได้กินอาหารทะเลจนเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เรามองว่าเป็นปกติของเรากลับกลายเป็นว่ามันคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับอีกคน เห็นได้ชัดเลยว่าประตูแห่งโอกาสของเราเปิดไม่มีเหมือนกัน บางคนไม่มีแม้แต่ความหวังที่ประตูบานนั้นจะเปิด หรือบางประตูที่เราคิดว่าจะเปิดง่ายๆ แต่กุญแจที่คล้องไว้ของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ของเราอาจจะมีแค่หนึ่งแต่ของเขาอาจจะมีเป็นสิบๆ แล้วเขาจะไขมันเพื่อเปิดประตูมองเห็นโอกาสนั้นได้อย่างไร

นอกจากนั้นผมก็ได้เข้าไปเรียนรู้ถึงวิถีการทอผ้าของคนในชุมชนท้องฝาย จ.เชียงใหม่ ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ความคิดแคบมากกับผ้าทอ เพราะยังไม่เห็นถึงความสวย หรือเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของมัน อาจจะเป็นเพราะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเป็นโมเดิ้นหรือความทันสมัยในเรื่องของการออกแบบ เลยรู้สึกว่าผ้าทอก็เป็นผ้าเรียบๆไม่ได้น่าสนใจหรือโดดเด่นอะไร จนเมื่อผมได้เข้าไปสัมผัสและรับรู้ขั้นตอนต่างๆ ในการทอขึ้นมาได้แต่ละผืน การปราณีตในลวดลายที่เราอาจจะมองว่ามันเชย การเรียงร้อยด้ายหลายๆเส้นให้มันได้มาในแต่ละลวดลาย ด้ายเป็นร้อยๆเส้นจำได้ยังไงว่ามันจะต้องอยู่ตำแหน่งไหน เพื่อให้เกิดลวดลายที่ต้องการ แต่ละลวดลายใช้เวลา 2-3 อาทิตย์กว่าจะเสร็จ เห็นถึงความตั้งใจใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในการทอผ้า วันนั้นผมยังจำความรู้สึกตัวเองได้ว่า รู้สึกเหมือนจุกๆแน่นหน้าอก เหมือนเราเคยเป็นคนหนึ่งที่เคยพูดถึงงานฝีมือ งานทอผ้าว่า จะแพงอะไรขนาดนั้นแค่ผ้าที่มีลวดลายง่ายๆไม่ได้สวยงามเท่าไหร่ แบรนด์ก็ไม่ใช่ ยอมรับว่าความคิดของตัวเองแคบมาก พอมารู้แบบนี้เปลี่ยนความคิดตัวเองทันทีและรู้สึกตัวเราไม่ควรคิดแบบนั้นอีกต่อไป เปิดความคิดของตัวเองให้กว้างขึ้น และหลงใหลในเสน่ห์ของผ้าทอไปแล้ว ผมเชื่อว่าอาจจะมีคนบางกลุ่มที่ยังคิดเหมือนผมอยู่ เพราะงานฝีมือที่ใช้ความทน ความพยายาม ความปราณีต มักถูกมองข้าม ประตูบานนี้ได้เปิดให้เห็นถึง เมื่อโลกมันเปลี่ยนอะไรๆก็เปลี่ยน สิ่งที่น่าจะเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่ากลับกลายเป็นเหมือนสิ่งที่ธรรมดา กลับกันสิ่งที่ธรรมดากลับกลายเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญ แล้วถ้าวันหนึ่งงานพวกนี้ได้หายไปอะไรจะเกิดขึ้น

ใช้เวลาเรียนรู้อยู่ที่แม่แจ่ม 2 คืน 3 วัน ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะมากมาย วัฒนธรรมต่างๆที่แตกต่างกัน ทุกคนที่นั้นต้อนรับด้วยความอบอุ่นมาก และอาหารที่นั้นอร่อยมากครับ ถึงแม้ว่าผมเป็นคนกินเผ็ดแต่บางครั้งความชอบของเราไม่ใช่ความอร่อยเสมอไป ความอร่อยที่แท้จริงมันคือการได้ลองอะไรในรสชาติใหม่ๆต่างหาก หลังจากที่ได้เอาตัวเองเข้าไปเรียนรู้ถึงการเป็นอยู่ของเด็กในแต่ละชมเผ่า ที่โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า ก็ได้เดินทางเข้าไปในเมืองเชียงใหม่ เพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม แต่จากการวางแผนว่าจะไปเรียนรู้เกี่ยวกับโครงการสปาร์คยู กลับผิดแผนเนื่องด้วยเหตุการณ์อะไรหลายๆอย่างเช่น หลงทาง ไปไม่ถูกด้วยความที่เป็นคนใต้เข้าเมืองเหนือ มันก็จะมีอาการมึนงงนิดหน่อย ถึงที่พักก็ค่ำแล้ว วันต่อมาก็เลยไปตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ แต่โชคร้ายที่หลายแห่งปิดทำการ เลยสามารถไปได้แต่ที่เดียวคือ พิพิธภัณฑ์ชาวเขา เป็นแหล่งเรียนรู้ที่จัดขึ้นให้รายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้นทั้งข้อมูล การจำลองหุ่นขี้ผึ้งในนั้นจะให้ร้ายละเอียดของแต่ละชนเผ่ากว่า 10 ชนเผ่า เป็นข้อมูลที่ทำให้เรารู้จักถึงวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่ามากขึ้น ความเป็นมา การเป็นอยู่ต่างๆรวมถึงพัฒนาการของแต่ละชนเผ่า หลังจากที่เราได้เอาตัวเองเข้าไปสัมผัส เรียนรู้จากความรู้สึกด้วยตัวเองแล้ว เราก็ยังได้มาสืบเนื่องย้ำความเข้าใจถึงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกด้วย เพื่อความรู้ความเข้าใจที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น จากนั้นผมก็เดินทางกลับ เชียงใหม่-นครศรีธรรมราช ระยะทางอีก 1632 กิโลเมตร รวมทั้งหมดของการเดินทางเปิดประตูแห่งการเรียนรู้ครั้งนี้ 3264 กิโลเมตร ท้ายที่สุดแล้วผมก็ต้องกลับมาศึกษาในห้องสี่เหลี่ยมต่อไป ผมลองนึกภาพว่าถ้าการศึกษาของผม สามารถบวกเข้าได้กับการเรียนรู้ และการได้ทำงานจริง ผมว่าชีวิตการศึกษาของผมจะสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้น เมื่อออกไปเจอป่าใหญ่ที่มีแต่ความซับซ้อนวุ่นวาย

อย่ารอให้ประตูแห่งโอกาสเปิดขึ้นเอง เพราะเราจะไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ หรืออาจจะปิดตายไปแล้ว แต่ถ้าเราลองพยายามปลดล็อกมัน สักวันประตูแห่งโอกาสจะเปิดให้เรา การเดินทางครั้งนี้มันมีคุณค่าทางใจและคุ้มค่ามากจริงๆกับการที่ผมพยายามปลดล็อกประตูแต่ละบานเพื่อไปเจอโอกาสแห่งการเรียนรู้

 

 

                                                                                      ผู้เขียน

(นายศิริศักดิ์ นิยมเดชา)

                                                                                  มหาวิยาลัยวลัยลักษณ์

 

ชีวิต มีชีวา เมื่อฉันมาสะเนพ่อง ตอนที่ 3 เจอกาญอีกละ โดย ณฐาภพ สังเกตุ

          เสียงนาฬิกาปลุกปลุกผมให้ลุกจากที่นอนรีบไปอาบน้ำ ผมสะพายเป้ ออกจากบ้านด้วยอารมณ์เรียบเฉยต่างจากวันก่อนที่อยากไปมากอย่างสิ้นเชิง คงเป็นเพราะบรรยายกาศที่มีฝนตกปรอยๆ และข้อมูลการเดินทางที่มีน้อยมาก มันเลยทำให้ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากจากการเดินทางครั้งนี้ผมนัดเจอกับชาติที่สายใต้ใหม่ ผมใช้เวลาป

ชีวิต มีชีวา เมื่อฉันมาสะเนพ่อง ตอนที่ 2 เอาฉันออกไปจากห้องสี่เหลี่ยม โดย ณฐาภพ สังเกตุ

หลังจากจบกิจกรรมในวันแรกเราทุกคนต้องนอนค้างด้วยกันและเช้าวันรุ่งขึ้นผมต้องรีบแหกขี้ตาขับรถกลับบ้านเพื่อแต่งตัวไปทำงาน ในขณะที่เพื่อนๆคนอื่นเตรียมตัวออกเดินทางโดยตลอดการเดินทางเราจะใช้ “APP C –Site”เพื่อติดตามเรื่องราวของกันและกัน ความรู้สึกที่เราต้องนั่งหงอยๆทำงานอยู่หน้าคอมทั้งที่เพื่อนคนอื่นออก

ชีวิต มีชีวา เมื่อฉันมาสะเนพ่อง ตอนที่ 1 Story teller โดย ณฐาภพ สังเกตุ

          ชีวิตในเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวายเร่งรีบของใครคนหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการอะไรจากเมืองกรุงแห่งนี้จนเลื่อนมือถือไปๆมาๆเจอโพสหนึ่ง “เปิดรับเยาวชนนักเล่าเรื่องที่สนใจจะไปเที่ยว!

คิดเยอะไปนิด โดย สุรชาติ สมณา

ก่อนได้ไปลงพื้นที่ที่สะเนพ่องเราได้ไปค่ายนักเล่าเรื่องในที่อื่น(Storytellers in Journey) ที่มูลนิธฺเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปซึ่งทำให้เราได้เจอกับพี่ๆหลายๆคนและทุกๆคนน่ารักมาก แต่ในระยะเวลาที่เราได้อยู่ค่ายนั้นมันมีแค่ 2 วันคือวันที่7-8 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 แล้วในตอนนั้นผมก็ยังมีโครงการของผมที่ยังต้องไ