อุตรดิตถ์ติดไดอารี่ โดย ชานน วุฒิเบญจพลชัย

 

วันที่ 08/11/2018 – 09/11/2018 เวลา 3.53 น.

ในบันทึกเล่มนี้มีชื่อว่า ‘อุตรดิตถ์ติดไดอารี่’ โดยตั้งตามชื่อสถานที่ที่ผมไป หรือความทรงจำ ผู้คน และเรื่องราว... บันทึกประจำวันเล่มนี้ผมนำมากรองผ่านบันทึกส่วนตัวของผมอีกทีเพื่อให้เข้าใจถึงห้วงเวลาที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ อาจจะมีใส่สีตีไข่บ้าง เพื่อให้เรื่องราวเกิดสีสัน แต่ผมจะไม่ทำให้มันเกิดจริงแต่อย่างใด ส่วนที่เกริ่นนี้ก็เป็นส่วนที่อยู่ในไดอารี่จริงๆ ไม่มีการปลอมแปลงขึ้นมาแต่อย่างใด ของให้ทุกคนที่อ่านร่วมกันกับผมสู่พื้นที่แห่งใหม่ ผ่านมุมกล้องของนักเขียนตีนเปล่าคนนี้ได้เลยครับ

ณ เวลาตี 03.53 น. บนบ้านไม้ทรงไทยที่พี่อ็อป เรียกว่า ‘บ้านไร่’ ผมมีเวลาอีกแค่ 3 ชม. ที่จะนอนหลับเอาแรง แต่เรื่องราวในวันนี้กลับทำเอาผมนอนไม่หลับ และอยากจะหาที่ระบายดีๆ สักที่ และ ‘การระบายดีๆ’ ที่ว่าก็คงไม่มีที่ไหนดีไปกว่าหนังสือเปล่าๆ เล่มนึงแล้วละ ผมนั่งย้อนคิดไปถึงตอนเช้าตั้งแต่ตื่นจาก เรือนร้อยฉนำ วางแผนออกเดินทางจนมาถึงแผ่นไม้ที่ผมเหยียบอยู่ตอนนี้ ใครจะไปรู้ว่าแค่นั่งรถทัวร์มาจะตื่นเต้นขนาดนี้ นี่ละหนอเด็กเนิร์ดตัวเล็กๆ แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว

รถทัวร์แรกที่ผมประเดิมขึ้นนั่งโดยสารมีชื่อว่า ‘นครชัยแอร์’ ซึ่งความประทับใจในการเดินทางครั้งนี้ฝังอยู่ในทรวงอกของผมตั้งแต่แรกก้าวขึ้นรถด้วยความรู้สึกอิสระและผจญภัยจนไปถึงน้ำเสียงกล่อมประสาทของ ‘กราวโฮสเตจ’ ที่เนิบและเป็นโมโนโทน เหมือนเสียงแอร์ร้อง “หึ่งๆ”ตอนนอน เธอมีชื่อว่าไพริน ผมจำได้เพราะน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอได้ จนเผลอจินตนาการไป ถ้าคุณ ‘พิน’สั่งให้เรากระโดดลงรถไปตอนนี้คงไม่มีใครปฏิเสธคล้ายๆ เราโดนเธอสะกดจิตไปเสียเรียบร้อย

รถยังคงแล่นครืนๆ ไปตามถนนจนหลายคนเลือกที่จะไม่สังเกต แต่ให้ความสนใจที่เสียงหวานกล่อมโสตประสาทในโทรศัพท์แทน ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะเพราะตัวเองก็ไม่ได้ต่างไปจากคนหมู่มากอะไร แต่เพราะความไม่สังเกตสังกาอะไรนี่ละ สร้างความประหลาดใจขึ้น ท่ามกลางความมืดของถนนข้างนอกทาง... ผมจำได้ว่าครั้งล่าสุดแสงส้มจากไฟข้างทางทาลงบนทางเหมือนสีน้ำ ที่วาดโดยจิตรกรมือฉมังที่ระบายสีออกมาเป็นระเบียบเท่าๆ กันจนอดรู้สึกวูบวาบในใจไม่ได้ ภาพวาดแสงสุดท้ายของวันแล่นเป็นคลื่นจังหวะ แต่พอมารู้ตัวอีกทีก็ไม่เหลือภาพเหล่านั้นให้สบายใจอีกแล้ว เหลือเพียงภาพดำสนิทเห็นเพียงเงาตะคุ่มตะคุ่ม ที่ริมหน้าต่าง ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้คำพูดของป๊าถูกเปิดขึ้นเเล่นก้องอยู่ในหัวผม

 “ตอนกลางคืนนะมันไม่ใช่เวลาที่คนดีๆ เขาออกมาทำงานกัน เวลาแบบนี้มันเป็นเวลาของพวกคนชั่วออกมาหากิน และพวกคนชั่วเนี่ยมันทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่มันจะเอา”

โคตร ‘สเตอร์ริโอไทป์’ ความโอหังของผมในตอนนั้นบดบังความระมัดระวังตัวของผมเสียจนหมดสิ้น เพราะตอนที่ผมนั่งอยู่บนรถผมรู้สึกเหมือนลูกแมวเท่านั้น พุธโธ นี่แค่วันแรกนะเนี่ยผมก็กลัวเสียแล้ว

แต่กลัวได้ไม่เท่าไหร่ผมก็มาโผล่อยู่ที่ บขส. อุตรดิตถ์เรียบร้อย ภายใต้ไฟขาวสว่างเหมือนซูปเปอร์มาเก็ตในสายหมอกที่ไม่มีสัตว์ประหลาด ผมนั่งรอพี่อ็อปมารับผม ซึ่งก็ไม่นานนักผมเจอพี่เขาด้วยความรู้สึกตือๆ ในหัวเล็กน้อยแต่ระหว่างทางพี่เขาก็ชวนผมคุยอย่างเป็นมิตร ซึ่งผมขอบคุณสำหรับเรื่องนั้นมาก

ในช่วงเวลาสั้นๆ ผมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่อ็อปได้เล็กน้อย ด้วยคำถาม “แล้วอะไรเป็นของขึ้นชื่อในจังหวัดอุตรดิตถ์ละครับ” พี่อ็อปเงียบไปสักครู่ก่อนจะตอบมาด้วยน้ำเสียงคนอีสาน “ก็เมืองลับแลนั้นละ” เมืองลับแล...เมืองลับแล ทั้งๆ ที่ชื่อว่าเมืองลับแลแท้ๆ แต่ทำไมผมกลับอยากจะไปเหยียบเมืองนี้มากก็ไม่รู้อาจเพราะความลับแลในใจผมก็ได้ที่ไม่รู้จักต่างสถานที่เลย ความตื่นเต้นแบบเด็กๆ ไปเที่ยวเลยผุดกลับเข้ามาอีกครั้ง พี่อ็อปเสริมมาอีกว่าจริงๆ คนอุตรดิตถ์มีความสามารถหลายอย่างจากหลายพื้นที่ เพราะอุตรดิตถ์ติดกับภาคเหนือ ภาคอีสาน จึงทำให้มีความจากหลากหลายพื้นที่เข้ามาอยู่ คล้ายๆจะเป็นพหุวัฒนธรรม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิด อุตรดิตถ์ติดยิ้มขึ้นมาด้วย อุตรดิตถ์ติดยิ้มคืออะไร? อุตรดิตถ์ติดยิ้มก็คือพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีแนวร่วมมาจากหลายพื้นที่ในจังหวัด เอาจุดขายจากหลากหลายอำเภอมารวมกันที่กลางเมือง เรียกได้ว่าเป็นเหมือนเป็นจุด ‘เช็คอินแรก’ ก่อนจะออกไปผจญภัยดินแดนลับแล

ผมกับพี่เขาพูดคุยสัพเพเหระ แต่ส่วนใหญ่ดูจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมืองอุตรดิตถ์นี่ละ บรรยากาศเหมือนไกด์นำเที่ยวไม่ใช่น้อย แต่ผมไม่ได้มาเที่ยวอย่างเดียวเสียหน่อย! ผมมาสำรวจพื้นที่ (แม้ในใจจริงเข้าใจว่าตัวเองมาเที่ยว) ผมจึงพยายามหาเรื่องที่ดูไม่เป็นจริงเป็นจังคุยด้วยแต่สุดท้ายก็ไม่วายกลับมาเรื่องพื้นที่ในจังหวัดอยู่ดีๆ ผมละเบื่อตัวเองจริงๆ

บ้านลุงรังที่ทำเกษตรอินทรีย์ บ้านตะวันยิ้มของหมออัฐ ทุกที่ล้วนดูน่าไปทั้งนั้นผมหวังว่าจะมีเวลาไปทั้งหมดนั้นนะ   

รถกระบะแล่นตามทางมืดด้วยความเร็วทะยานฟ้า และมาจอดอยู่หน้าบ้านพักของผม

“นอนบนนี้นะ”

“ครับ”

“มันไม่มีอะไรหรอก แต่ถ้านอนไม่หลับโทรไปเรียกพี่ก็ได้พี่อยู่บ้านตรงนู่น” ผมมองตามมือไป และคิดในใจโอเคไม่ไกลมาก และพี่เขาก็จากไป

 ดีดนิ้ว!

และกลับมาปัจจุบัน เสียงนกเล่นกันบนฝ้าไปเกรงใจคนบ้างเลย นี่ก็ดึกมาแล้วอากาศที่นี่เย็นนักทำเอาจนตัวสั่น ผ้าห่มอุ่นที่อยู่ข้างหลังส่งเสียงเรียกร้องผมด้วยขนนุ่มๆ แลดูอบอุ่น...เอาเป็นวันพรุ่งนี้ผมจะกลับมาเล่าปี่...เล่าจื๊อ...เล่าใหม่ นะครับ

.

เป็นวันแรกที่ตรึงตราในดวงจิต

ที่เราคิดจะออกเดินเส้นทางใหม่

ออกทอดเดินสู่บ้านที่แสนไกล

เป็นอย่างไรให้คุกกี้ทำนายกัน

 

วันที่ 09/11/2018 เวลา 22.53 น.

ตลาดเช้าก็ไม่ได้ไป

เทศกาลก็ยังไม่มีให้จัดหรือช่วยอะไร

พรุ่งนี้ก็ต้องเลือกอีกว่าจะอยู่ ‘อุตรดิตถ์ติดยิ้ม’ ต่อเพื่อทำเวิร์คช็อป หรือไปบ้านตะวันยิ้มอีก...

แผนครึ่งส่วนของผมพังลงอย่างน่าเสียดาย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ผมเป็นคนตัดสินใจที่จะมาเองแม้จะมีคนบอกแล้วว่ามันยังไม่ถึงช่วงเวลาเทศกาล แต่ท่ามกลางช่วงเวลาร้ายๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นภาพเรือไม้ลำใหญ่กำลังค่อยๆ ถูกพายุกลืนกิน แต่แล้วทันใดนั้นฟ้าก็เปิดออก แสงสว่างบอกกล่าวแก่เหล่าลูกเรือที่ยังรอดชีวิตว่าความพยายามของพวกเขาสมควรได้รับค่าตอบแทนแล้ว ดั่งการมาของผมแม้จะไม่ได้ดังใจหวัง แต่ความพยายามและเด็ดเดี่ยวนั้นผมก็ได้รับค่าตอบแทนแล้ว

.

ความเย็นสบายยามเช้าปลุกผมให้ลืมตาตื่น แต่การปลุกแบบนุ่มนวลแบบนี้มีหรือจะพาผมให้ลุกออกจากที่นอนได้ แม้ในใจจะรู้ว่าเรามีที่ๆ จะต้องเดินทางไปแต่กระนั้นสภาพร่างกายเหนื่อยล้าก็ปฏิเสธอย่างใยดี มันทิ้งร่างของผมลงฟูกอุ่นๆ อีกครั้งเพื่อเข้าสู่นิทรา แต่โลกใบนี้ก็แสนเมตตา และอดทนที่จะปลุกผมด้วยกริยาที่แสนอ่อนโยนอีกครั้ง การลุกขึ้นครั้งนี้ผมสามารถเรียกสติกลับมาได้ จึงใช้แขนสองข้างพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นสำหรับวันใหม่ ผมค่อยๆ เตรียมของที่ใช้ชำระร่างกายทีละอย่างสองอย่าง ผมย่างไม่รู้กี่ขุมไปเปิดประตูบานไม้ออกในใจเริ่มคิดไม่ต่างๆ นานาว่าวันนี้ผมคงจะไม่มีแรงทำกิจกรรมอะไรแน่ พยายามแบ่งสติมาด่าตัวเอง แต่ก็เกินกำลังจึงได้แค่ตำหนิเบาๆ

ผมเปิดบานไม้ช้า ลมเย็นสบายพุ่งปะทะหน้าพร้อมกลิ่นทุ่งนา แสงอาทิตย์ยามเช้าลูบไล้ร่างกายผมเบาๆ ขนผมลุกซู่อย่างไม่มีปี่ไม่ขลุ่ยตามแรงปะทะของลมเย็นๆ และแสงแดดอุ่นๆ

 ภาพข้างหน้าปลุกผมจากภวังค์อันเย็นชาแห่งความง่วงซึมให้ตื่นเต็มร้อย เพื่อจดจำภาพที่อยู่ข้างหน้าให้ได้มากที่สุด ผมเห็นภาพแบบนี้ตามอินเตอร์เน็ตไม่รู้กี่ร้อยครั้ง แต่ครั้งนี้ผมมารับรู้ด้วยตัวผมเอง ผมฉีกยิ้มเหมือนคนบ้าพร้อมเดินดุ่มๆ ไปยังห้องน้ำราวกับโลกทั้งโลกตอนนี้มีเพียงผม ผมคิดได้อย่างนี้ได้ไม่นาน เพราะผมเผชิญกับแถวมดในห้องน้ำ... และผมดันไปเปิดน้ำจนมันวิ่งกันอลมาน

“ขอโทษครับ ขอโทษ”

ผมจำคำพูดของผมได้ ผมขอโทษมดออกไป พฤติกรรมที่ผมไม่เคยทำในกรุงเทพฯ

ที่ผมพูดอย่างนั้นออกไปเพราะผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแขก และมาเยี่ยมบ้านธรรมชาติ แต่สิ่งที่ผมทำคือทำร้ายพวกมัน ตอนที่ผมเขียนบันทึกผมนั่งพิจารณาอยู่ครู่นึงเชียวถึงเรื่องนี้ และก็ได้ผลสรุปมาว่า การมาครั้งนี้มันทำให้ผมเป็นมีชีวิตมากขึ้นเข้าอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งก็เป็นข้อสรุปที่ไม่เลวทีเดียว

เมื่อทำกิจกรรมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ผมก็ไปเรียกพี่อ็อปให้ตื่น พี่เขาขอเวลาไปอาบน้ำเดี๋ยวเดียว แต่ระหว่างนั้นพี่เขาก็พาผมไปหาพี่ ‘ชาญ’ ผู้ริเริ่มกิ่งก้านใบตั้งแต่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ จนมาเติบโตเป็นบ้านกิ่งก้านใบที่ผมพักอยู่ ผมกับพี่เขาก็ได้พูดคุยกันนิดหน่อย ผมไม่แน่ใจเท่าไรนักแต่ผมรู้สึกตัวเล็กลงมากตอนคุยกับพี่เขา ขนาดตอนนี้ก็ว่าเล็กแล้วแต่พอได้มีโอกาสได้อยู่กับพี่เขาผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เด็กตัวเล็กที่ไม่รู้ภาษีภาษาอะไร

พี่ชาญชวนผมไปกินอาหารเช้ากับครอบครัวซึ่งเป็นสำรับน่ารักๆ ประกอบด้วยน้ำพริกสีแดงสด แกงชะอม ฯลฯ ทั้งหมดล้วนถูกปรุงด้วยผักแสนอร่อยจนไม่ไม่สนใจเนื้อเลยในเวลานั้น ภาพผู้ใหญ่ลีกับนางมาก็ซ้อนเข้ากับภาพที่อยู่ข้างหน้าผมตอนนั้น อาหารเช้าอร่อยขึ้นไปอีกเมื่อเคล้ากับรอยยิ้มของแม่พี่ชาญ พี่ชาญเล่าว่าที่อุตรดิตถ์มีหลายสำเนียงมากเพราะมีคนหลายเผ่าอยู่ที่นี่ซึ่งก็มีสำเนียงที่ผมไม่รู้จักปะปนอยู่เต็มไปหมด จนเอาผมอยากไปฟังจริงๆ ดูสักครั้ง

ผมอยู่ที่นั้นได้ครู่เดียวเท่านั้น พี่อ็อปก็มารับไป ‘อุตรดิตถ์ติดยิ้ม’ ระยะทางจากกิ่งก้านใบจนไปถึงอุตรดิตถ์ติดยิ้มราวๆ 500ม. ซึ่งใกล้มาก ผมกับพี่อ็อปจึงมีเวลาคุยกันนิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งตอนนี้รู้สึกมันนิดหน่อยไปหมดเลยจริงๆ แทบเอาจริงเอาจังกับอะไรไม่ได้จนใจผมอ่อนเปลี้ย ผมถามพี่อ็อปไปว่า ‘พื้นที่ตรงนี้มันช่วยจังหวัดอุตรดิตถ์มากน้อยแค่ไหน’ พี่อ็อปตอบกลับมาว่า

“เมื่อก่อนก่อนที่จะมีพื้นที่ตรงนี้ มันไม่เจริญเท่านี้ผู้คนทะเลาะกันเมื่อก่อนเคยมีผู้หญิงขายบริการด้วย” พี่อ็อปพาผมไปดูสถานที่ที่เคยเป็นจุดแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

“ซึ่งพี่เชื่อว่าจังหวัดหลายๆ จังหวัดก็ยังมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่เหมือนกัน พี่ว่าเพราะมันไม่มีกิจกรรมให้คนทำอะ แล้วคนมันจะไปทำอะไร กลางคืนก็สังสรรค์ เช้าก็ทำงาน งานก็เหนื่อยมันก็ไม่ทางออกอื่นแล้ว แต่พอมีพื้นที่ตรงนี้เนี่ย(อุตรดิตถ์ติดยิ้ม) เหมือนมันคลี่คลายหลายๆ ปัญหา นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่เอาของดีจากๆ หลายๆพื้นที่ที่ไม่รู้จะขายออกเป็นหน้าตาจังหวัดยังไงมาร่วมกันอีกด้วย”

ด้วยความสงสัยจึงถามต่อว่า “แล้วเป็นยังไงบ้างพี่”

“3 ปีแรกพี่ก็ไม่รู้หรอกว่าจะเป็นยังไง มันก็คลำๆ ทางมาเองเรื่อยๆ แต่ก็ยังซ้ำๆ กับงานเทศกาลปกติจนพี่ได้รับการสนับสนุนให้ไปดูงานจากหลายๆ ที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ มันก็เป็นความคิดใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมันก็หลุดออกจากกรอบเดิมๆ มันก็เลยพัฒนาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้”

“แล้วมีคนมาเยอะน้อยแค่ไหนอะครับพี่” ผมถามต่อ

“มีนะ มี เป็นจังหวะแต่เรามาไม่ตรงช่วงไง’” ตอนนั้นผมยังรู้สึกว่าจะได้ช่วยอะไรบ้าง “มันก็จะมีทัวร์มาลงนะ ซึ่งเร็วๆนี้จะมีทัวร์จากญี่ปุ่นมาด้วย” ข้อมูลใหม่ๆ ต่อขบวนมาหาผมไม่มีที่สิ้นสุดแต่ผมก็พยายามจะโอบรับไว้ให้ได้มากที่สุด

เรามาถึงพื้นที่ก่อนเวลาเวิร์คชอปพอประมาณ ผมจึงมานั่งรออยู่ที่ร้านหนังสือ ข้างหน้าผมมีน้องแต่งกายด้วยชุดคลับคล้ายคลับคลา กับคนภาคเหนือซึ่งเรียกความสนใจให้ผมได้ไม่น้อย ผมจึงเอ่ยปากถามไปถึงที่ไปที่มาพวกเขาซึ่งได้คำตอบมาว่า พวกเธอทั้งคู่อยู่ในกลุ่มแมลงปอปีกแก้วซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสา และสนใจในเวิร์คชอปที่จะจัดขึ้นครั้งนี้ หากใครสนใจเรื่องราวของกลุ่มๆ นี้ว่าเขาทำหน้าที่อะไรบ้างก็สามารถค้นหาในเฟสบุ๊คว่า ‘แมลงปอปีกแก้ว’ ได้

ในที่สุดก็ถึงเวลาเข้าร่วมเวิร์คช็อปที่มีชื่อว่า ‘เราคือใครในโลกใบนี้’ ฟังดูน่าเบื่อนะครับ แต่ผมตั้งหน้าตั้งตารอที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้มาก

            กิจกรรมนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 8คน เท่านั้นซึ่งมีคนเป็นคนในจังหวัดอุตรดิตถ์เพียงแค่ 2คนเท่านั้น และเป็นเยาวชน ซึ่งกิจกรรมนี้ช่วยสอนเราให้เปิดโลกทัศน์ เกิดกระบวนการคิด รับฟังคนอื่น รับฟังตัวเอง และเรียนรู้ที่จะภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้สัมผัสธรรมชาติ ผมอดเสียดายไม่ได้จริงๆ ที่มีคนมาเข้าร่วมกิจกรรมนี้ค่อนข้างน้อย 

แต่พื้นที่ตรงนี้ก็ยังมีการจัดกิจกรรมขึ้นบ่อยๆ ซึ่งก็เปิดให้คนในชุมชนและนอกชุมชมเข้ามามีส่วนร่วม เพราะพื้นที่ตรงนี้มีทั้งบอร์ดเกม(ที่ตัวเองลงไปเล่นด้วย สนุกมาก) สร้างบ้านดิน ฯลฯ

และก่อนจะจบวัน ผมได้เจอผู้คนใหม่ๆ มากมายที่ร่วมทำงานในชุมชนและให้ความรู้ ทั้งพี่ป็อป ผู้อำนวยการมหาลัยแห่งความรัก และธรรมชาติ พี่แซ้ก พี่เว และอีกมากมายที่ช่วยกันทำให้การทำกิจกรรมสนุกมากขึ้น

ผมมีความสุขมากที่ได้มาทำอะไรใหม่ๆ จนกระทั่งวันพรุ่งนี้ผมจะต้องเลือกว่าจะมาทำเวิร์คชอปนี้ต่อ(เวิร์คชอปมีต่อ 2วัน) ไปยังบ้านตะวันยิ้ม ของหมออัด ซึ่งผมสามารถเลือกไปได้แค่ที่เดียว ผมนอนคิดถึงเรื่องนี้ กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ในหัว ความวิตกคลานเข้ามาเกาะกินหัวใจผม มันกระอักกระอ่วนอยู่ข้างในอย่างบอกไม่ถูก จนผมตัดสินใจ ‘ไปบ้านตะวันยิ้ม’ และคิดจะทิ้งความรู้สึกดีๆ ไว้ข้างหลัง

 

วันที่ 10/11/2018 เวลา 01.30 น.

ผมยังคงชวดกับตลาดเช้าของที่นี่เหมือนเดิม แถมได้รู้ว่าที่นี่มีตลาดอีกมากมาย ทั้งตลาดผลไม้ ตลาดที่ต่อจากตลาดผลไม้ไป อีกตลาด ตลาด ตลาด... มันเยอะเสียผมเริ่มหมดหวังในความฝันที่ผมจะไปเดินเล่นในตลาดซื้อของกิน และสวาปามเหมือนปลาวาฬกินเหล่าแพลนก์ตอน

ข่าวดีคือกิจกรรมที่จะจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กออทิสติกจะมีขึ้นช่วงบ่าย ดังนั้นตอนเช้าผมเลยเข้ามาที่อุตรดิตถ์ติดยิ้มได้เพื่อเข้าร่วมเวิร์คช็อปให้จบและดูว่า ในตอนจบแต่ละคนจะมีความเห็นเป็นอย่างไรเกี่ยวกับเวิร์คช็อปนี้

เมื่อเริ่มเข้าช่วงบ่านลงมา เราก็ได้ออกเดินทางไปบ้านตะวันยิ้ม ระหว่างทางไปเราก็ได้เห็นเมืองที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นปูนเสียหมดแล้ว จนเราค่อยๆ ย้ายตัวเองเข้ามาให้บริเวณที่เป็นสวนก่อนจะเข้าไปยังบ้านตะวันยิ้ม เรามาตอนที่กิจกรรมจบไปแล้ว ซึ่งเราก็ชวดเสียอีกจนได้ แต่ยังคงมีน้องๆ อยู่บ้าง และทุกคนล้วนคล้ายเด็กปกติมากจนแยกไม่ออกถ้าเราไม่ได้เข้าไปทักทายจริงๆ บางคนเก่งถึงขั้นขี่ม้าคุ้มม้าได้ จนเรารู้สึกอายเล็กน้อย ผมกับพี่ที่มาด้วยเดินเล่นอยู่บริเวณเต็นม้า รอการมาของหมออัฐ ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณยายผู้ปกครองของน้องๆ ที่ป่วยเป็นออทิสติก พวกเขาต้อนรับและพูดคุยกับผมอย่างอบอุ่น พวกเราคุยกันถึงเรื่องการบำบัดในค่ายนี้ซึ่งทำเอาน้องๆ ติดใจไปหลายคน

กระทั่งมีน้องคนหนึ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผิวออกแทนๆ ผมตั้งอกตั้งใจว่าจะเข้าไปพูดคุยด้วยเพราะเห็นแล้วว่าเด็กๆ ดูเข้ากับคนอื่นได้ดี

“น้องชื่ออะไรครับ”

ผมถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่กริยาที่น้องตอบมากลับเอาผมเปลี่ยนสีหน้า น้องผู้หญิงมีท่าทีกลัวผมมาก จนผมกลัวภาพสะท้อนของตัวเองที่น้องทำอยู่ เขาพูดชื่อตัวเองเบาๆ จนผมไม่ได้ยิน แต่ถ้าจะให้คะยั้นคะยอเอาชื่อน้องมาเห็นทีจะไม่ดี ผมจึงค่อยๆ เอาตัวเองถอยออกมา และน้องเขาก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นกับระยะห่างของเรา...

ผมเป็นอะไรหรอ...

ผมตั้งคำถามนี้ขึ้นมา เรารู้สึกไม่ถูกต้อนรับเอาเสียเลยในบรรยากาศแบบนี้ ผมไม่ได้กล่าวโทษสิ่งต่างรอบตัวทั้งนั้น สิ่งที่ผมโทษคือตัวเอง เราทำเหมือนพวกเขาเป็นแค่หนูทดลองเท่านั้น แค่อยากมาและจากไป แค่อยากมาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่ไม่ให้สิ่งใดๆ กลับเลย ผมคิดเช่นนี้ด้วยความรู้สึกเห็นแก่ตัวคุกรุ่นอยู่ข้างใน ผมอยากจะกลับมาแก้ไขตัวเองอีก อยากจริงๆ อยาก...

ผมนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เป็นเหมือนประกายไฟเล็กๆ ในห้วงอารมณ์ที่ดำมืด หมออัฐมาพร้อมกับม้าฝูงหนึ่ง พี่ป็อปเข้าไปพูดคุยด้วยในตอนนั้นโดยมีผมยืนฟังใกล้ๆ หมออัฐตั้งใจสร้างที่นี่ขึ้นด้วยอุดมการณ์ที่แรงกล้าของตนเองจนผมอดนับถือแกไม่ได้ หมอพาเราเดินดูรอบๆ พื้นที่ มีจุดที่ปลูกผักกินเอง มีพืชประกอบอาหารที่ให้เด็กช่วยกันปลูกและช่วยกันทำอาหารเอง ผมไม่แปลกใจเลยทำไมเด็กๆ ถึงรักที่นี่นัก ผมเป็นผู้มาเยือนที่เข้ามาเหยียบได้ไม่ถึง 1วัน กลับรู้สึกถูกพื้นที่ตรงนี้โอบรัด และผมเองก็อยากจะโอบกอดที่ตรงนี้คืนเหมือนกัน คล้ายกับผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

หมออัฐอาสาพาเราไปที่ ‘ทุ่งทอฝัน’ พื้นที่อีกส่วนที่กำลังพัฒนาให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรปลอดสารพิษ เป็นตัวอย่างให้กับชาวเกษตรกร ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีก็สามารถทำเกษตรได้โดยใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 และแล้วเมื่อรถมาจอดถึงตัวพื้นที่พวกผมเลยไม่รีรอที่จะออกตระเวนหาของกินตามธรรมชาติ ซึ่งก็มี มัลเบอร์รี่(Mulberries) เป็นต้นที่หยิบกินสดๆ ได้เลย และอร่อยมาก

ความเย็นสบาย และทิวทัศน์รอบอาณาบริเวณก็ฉุดให้ผมคิดถึงสภาพของตัวเอง พินิจว่าสิ่งที่เราต้องการในชีวิตประจำวันเรามันเกินความต้องของมนุษย์ไปหรือเปล่า ธรรมชาติค่อยๆ กระซิบผมด้วยเสียงลมและสรรพสัตว์ให้มองดูตัวเองอีกครั้ง ผมจึงอยากบันทึกเรื่องนี้เอาไว้มากที่สุดตั้งแต่มาที่อุตรดิตถ์ ความรู้สึกนี้มันยากเกินกว่าจะอธิบาย ผมจึงตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น เรื่องความเป็นมนุษย์....

ความสุขก็เปรียบดังฟ้าฝนที่คะนองมันดำรงอยู่เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น และมันก็จะจากไปทิ้งไว้เพียงแอ่งน้ำที่เหมือนความทรงจำ พวกผมบอกลาคุณพ่อ คุณแม่ของหมออัฐ และเราก็ถ่ายรูปด้วยกัน เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางของวันนี้

ขอให้พระเจ้าอวยพรทุกคน

ปล. ขอโทษครับพี่อ็อดที่เข้าใจชื่อพี่ผิดมาตลอดเป็น “อ็อป”

 

 

วันที่ 11/11/2018 เวลา 08.52 น.

            วันสุดท้ายของการเดินทางผมมีเวลาช่วงเช้าที่ชวด! จากการไปตลาดเช้า... อีกครั้ง เพื่อนั่งคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมา ผมไม่แน่ใจว่าบันทึกเล่มนี้จะทรงคุณค่าพอขนาดนั้นเลยหรือเปล่า...ผมไม่รู้...ไม่รู้จริงๆ

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากอาบน้ำเสร็จจนต้องรีบออกมาเขียนไว้ก่อนที่จะหายไปกับสายน้ำ มันได้รวบรวมทุกอย่างที่ผมเจอตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย มันคือคำว่า...

 

“คิดถึง”

“จบอุตรดิตถ์ติดไดอารี่”

 

 

“กาลครั้งหนึ่ง กาลครั้งหนึ่ง กาลครั้งหนึ่ง

นี่กระมังชีวิตอันแสนเศร้าของเราที่กำเนิดเป็นมนุษย์

เราไม่เคยมี กาลครั้งสอง กาลครั้งสาม กาลครั้งสี่

เราเกิดมาเพื่ออันใดกันหนอ กาลครั้งหนึ่ง กาลครั้ง...”

 

“ขอบคุณการเดินทางที่แม้จะสั้นแต่ก็ทำให้เราเจอคนมากมาย

และคนอีกมากมายที่เราต้องเจอกันกลายเป็นมีความสำคัญ

ทั้งใหม่ เก่าล้วนกอปรจนคุณค่าเพิ่มผลคูณทวี

จรลีหนีจากบ้านช่างคุ้มค่ามากมาย”

 

 

 

 

 

ภาพจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=2123019247761888&set=a.346293965...

(Facebook: Way Enal)

ย่านเมืองเก่า ความปวดร้าวที่ต้องยอมรับ? (2) โดยนางสาวฑิชาธร กลั่นเกษร

ปรากฏการณ์การพิทักษ์ความดีงามแห่งรัฐ คำว่า “ความดีงามแห่งรัฐ” คือ สิ่งที่รัฐมองว่าดีงามและควรค่าแก่การรักษา

ย่านเมืองเก่า ความปวดร้าวที่ต้องยอมรับ? (1) โดย นางสาวฑิชาธร กลั่นเกษร

หากเราลัดเลาะรอบกรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งที่เห็นล้วนเต็มไปด้วยวัดวาอาราม ย่านที่เต็มไปด้วยความดีงามที่ควรแค่แก่การอนุรักษ์นำมาซึ่ง “แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์”

Storytellers In Journey : นักเล่าเรื่องในที่อื่น

“Raising and caring for children is more like tending a garden :
it involves “a lot of exhausted digging and wallowing in manure” to create a safe,
nurturing space in which innovation, adaptability and resilience can thrive.”

เดินทาง เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ก้าวข้าม โดย ดาราวดี พานิช

หลังจากครุ่นคิดมาทั้งคืน ถึงพื้นที่การเรียนรู้ มุกได้เลือกไปที่ ชุมชนไทดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานีค่ะ มีหลายเหตุผลมากมายในการเลือกเดินทางครั้งนี้ นั่นก็คือ อยากที่จะไปเรียนรู้ถึงวัฒนธรรม พิธีกรรม รวมถึงวิถีชีวิตต่าง ๆของคนไทดำ ว่ามีความแตกต่างกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้