ชีวิต มีชีวา เมื่อฉันมาสะเนพ่อง ตอนที่ 5 ฟาดข้าว ? โดย ณฐาภพ สังเกตุ

          พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าเหล่านกกาบินร้องกลับรังก็ได้เวลาที่เรากลับมาที่โรงเรียน เพื่อเตรียมทำกับข้าว ซึ่งก็มีออเดิร์ฟมาเสิร์ฟเราถึงที่ เป็นหัวปลีคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง ทอดกรอบๆ พูดแล้วก็อยากทานอีก เพราะรสชาติมันช่างกลมกล่อมลงตัวเป็นอย่างมาก โดยแม่ครัวใหญ่ของอาหารมื้อนี้ของเราก็คือ ครูเฟริน ครูสาวหน้าเด็ก ที่มองผ่านๆนึกว่านักเรียนที่ไหนมาลงครัวทำอาหารให้เรากิน ระหว่างที่เรารอกับข้าวเสร็จเราก็มานั่งเล่นกับเด็กๆบริเวณโรงยิมของโรงเรียน เด็กที่นี่ดูมีความสุขมากกว่าเด็กในเมืองซะอีก ผมก็ไม่เคยถามเขานะว่ามีความสุขไหม แต่จากสีหน้า ท่าทาง ที่ร่าเริงตลอดทั้งวัน ขนาดอยู่กันว่างๆ ก็ร้องรำทำเพลง สอนเราเต้นกันอย่างสนุกสนาน ไม่เห็นความรู้สึกที่บ่งบอกถึงความลำบากอย่างที่ผมคิดไว้ในตอนแรกเลย ผมถามน้องโจเซ๊ะเด็กหนุ่มรูปร่างใหญ่อารมณ์ดีว่าคืนนี้เรามีกิจกรรมอะไรกันทำไหม อาซิสก็บอกผมมาว่า เดี่ยวจะพาพวกเราไปฟาดข้าว ฟังดูครั้งแรกก็ดูน่าเบื่อนะครับ ความคิด ณ ตอนนั้นคงนึกถึงการลงแขกเกี่ยวข้าวอะไรประมาณนี้หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยเราก็เดินทางกันออกไปฟาดข้าวโดยเดินขึ้นไปทางเข้าหมู่บ้านผ่านลำธารที่เราเคยผ่านตอนเข้ามา เดินไปคุยกันไปเหมือนเราเป็นเหล่าลูกเสือที่กำลังจะไปเล่นรอบกองไฟกัน น้องๆพาเราเดินลงเนินเขาที่ทำเอาผมเอาก้นไถลลงพื้นไปหลายที ลงมาผ่านไร่ของชาวบ้านมีกระท่อมหลังหนึ่ง ถัดออกไปก็เป็นลานกว้างพอประมาณมีกองข้าวที่เขาได้ทำการฟาดกันเรียบร้อยแล้ว ใช่ครับเรามาช้าไปแต่ก็ไม่ช้าไปที่เราจะได้สนุกสนานกันต่อในค่ำคืนนี้ ถึงจะอยู่ในป่าในเขาแต่เขาก็มีลำโพงตัวใหญ่เปิดเสียงเพลงอย่างสนุกสนาน เราถ่ายรูปรวมด้วยกันรูปแรกที่นี่ และเป็นรูปที่เป็นความทรงจำของผมกับคนที่นี้ได้อย่างดี จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนถัดมาหลังจากการฟาดข้าว คือการโปรยข้าวเพื่อให้เหลือแต่เมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ บรรยากาศเริ่มครึกครื้นท่ามกลางค่ำคืนที่มิดสนิทเพราะมีเมฆเยอะ สายลมพัดมาทำให้เมฆลอยออกปรากฎเป็นกลุ่มดวงดาวมากมาย ด้านล่างพวกเราก็ช่วยกันพัดข้าวอย่างสนุกสนาน บ้างก็ร้องรำทำเพลง หัวเราะเฮอากันอย่างเมามันมันทำให้ความเหนื่อยหายวับไปกับตา ผมนั่งมองดูเหล่าผู้คนทำงานกันอย่างมีความสุข เป็นภาพที่ผมก็ไม่รู้ว่าต้องย้อนไปไกลแค่ไหนหรือที่ผ่านมาไม่เคยรู้สึกแบบนี้ มันเป็นความสุขที่เราไม่ต้องคิดอะไรให้วุ่นวาย เพราะที่อยู่ตรงหน้าเรามีแต่ธรรมชาติ เสียงหัวเราะ เสียงเพลง ที่ทุกคนสร้างกันขึ้นมาอย่างสนุกสนาน นี่คงเป็นอีกคำตอบหนึ่งสำหรับชีวิตว่า ความสุขแท้จริงแล้ว มันไม่ได้ซับซ้อนเลย ค่ำคืนนี้ผมรู้สึกสุขได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่นั่งลงกับพื้นนั่งมองทุกคนช่วยกันโปรยข้าว ตักข้าวกันอย่างสนุกสนานอันที่จริงความสุขมันก็ง่ายแค่นี้จริงๆนะ คงต้องขอบคุณ ทุกคนในคืนนั้นที่ทำให้ได้เจอความสุขในอีกมุมมองหนึ่ง

           เวลาสี่ทุ่มกว่า เราคงสนุกกันมากไปหน่อยจนลืมเวลา ทุกคนเริ่มง่วงกันแล้ว ผมก็เช่นกัน เพราะเดินทางมาทั้งวัน วันนี้คงเป็นวันที่ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากตั้งแต่ตี่สี่ยันสี่ทุ่ม เราเดินกลับมากันที่โรงเรียน ระหว่างทางกลับผมก็ได้พูดคุยกับส้มโอซึ่งเป็นการพูดคุยกันครั้งแรก เราก็ถามความเป็นมาของแต่ละคน ซึ่งส้มโอเป็นเด็กจบใหม่เหมือนกับผม แต่เธอเลือกที่จะทำธุรกิจส่วนตัว เพราะเธอบอกว่าไม่ชอบงานสายที่เธอเรียนจบมา โครงการนี้เหมือนเป็นสื่อกลางนำพาเยาวชนจากทั่วประเทศที่ต่างคนต่างมีเส้นทางที่แตกต่างกัน อย่างกลุ่มของเราที่มาสะเน่พ่อง ก็จะมีพี่แมคสถาปนิกหนุ่มที่ทำงานพัฒนาชุมชนเป็นเหมือนพี่ชายคนโต ชาติเด็กหนุ่มจากเชียงใหม่อายุเพียง 16 ที่เดินสายทำกิจกรรมไปทั่วประเทศที่มาสะเนพ่องเพื่อมาหาเพื่อนๆของเขา โมเด็กสาวมหาวิทยาลัยสายวิทย์ที่เหมือนกำลังหาคำตอบอะไรบางอย่างให้กับตัวเองอยู่ และตัวผมที่มีเป้าหมายอยากค้นพบตัวตนผ่านการเดินทางไปที่ต่างๆในวันที่ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ เราทุกคนมาพบกันที่โครงการนี้ หมู่บ้านแห่งนี้ซึ่งผมก็เชื่อว่าทุกคนต่างมีคำถามก่อนมาและก็คงได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไปจากการเดินทางครั้งนี้กันอย่างแน่นอน คุยมาตั้งนานก็คงต้องถึงเวลาแยกย้ายกันไปนอนสำหรับค่ำคืนนี้เพราะเช้ามืดพรุ่งนี้เรามีการเดินทางสุดสนุกรอเราอยู่

 

 

Storytellers In Journey : นักเล่าเรื่องในที่อื่น

“Raising and caring for children is more like tending a garden :
it involves “a lot of exhausted digging and wallowing in manure” to create a safe,
nurturing space in which innovation, adaptability and resilience can thrive.”

เดินทาง เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ก้าวข้าม โดย ดาราวดี พานิช

หลังจากครุ่นคิดมาทั้งคืน ถึงพื้นที่การเรียนรู้ มุกได้เลือกไปที่ ชุมชนไทดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานีค่ะ มีหลายเหตุผลมากมายในการเลือกเดินทางครั้งนี้ นั่นก็คือ อยากที่จะไปเรียนรู้ถึงวัฒนธรรม พิธีกรรม รวมถึงวิถีชีวิตต่าง ๆของคนไทดำ ว่ามีความแตกต่างกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้

Kmyiwa in Suratthani 2018 (1) โดย นางสาวกฤษณ์มน แก้วจินดา

คำเตือน

การพยายามร้อยเรียงเรื่องราวมันคงจะชัดเจนจนสับสนมาก

อ่านประโยคเดียวงงไหมคะ?

ไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไรให้มันง่ายหรอกค่ะ เดี๋ยวมันไม่สนุก ไปกันแบบงงๆกับคนงงๆดีกว่า

 

.

Pre-

ช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคม 2561