การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัญหาเศรษฐกิจ ภาวะว่างงาน ตกงาน การไม่ได้รับการประกันรายได้ที่แน่นอนจากรัฐ ทำให้คนจน คนไม่มีงานทำ คนรับงานไปทำที่บ้าน คนไม่มีนายจ้าง และอยู่นอกระบบประกันสังคม คือคนกลุ่มใหญ่ของประเทศที่เป็นเหยื่อของภาวะปัญหาที่รุมเร้า หรือคนเหล่านี้ต้องโทษที่เกิดมาจน และถูกทำโทษต่อไปอีกว่าหากอยากมีบำนาญชราภาพ ก็ต้องมาจากการ ออมเงิน ด้วยตนเอง โดยรัฐจะร่วมจ่ายสมทบในอัตราจำกัด โดยอ้างตลอดเวลาว่าไม่มีเงินเพียงพอ ทั้งที่ยังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการปฏิรูประบบภาษีที่ก้าวหน้าและเป็นธรรม การดำเนินการจัดสวัสดิการให้ประชาชนเพื่อลดช่องว่างทางรายได้ การเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขของคนมีมากกับคนมีน้อยหรือไม่มีเลย
\\/--break--\>
ดังนั้น การที่กระทรวงการคลัง มุ่งเน้นให้เกิดระบบบำนาญแห่งชาติด้วยการออมจากประชาชน โดยละเลยไม่พูดถึงการจัดสวัสดิการพื้นฐานยามชราภาพ จึงเป็นการดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นธรรมกับคนจน การสร้างหลักประกันชราภาพขั้นพื้นฐานในจำนวนที่เหมาะสม จึงเป็นทิศทางที่จำเป็นต่อประชาชน และควรดำเนินการอย่างเป็นระบบมีกฎหมายรองรับ ไม่ใช่ให้เป็นนโยบายเป็นปีต่อปีของรัฐบาล นั่นคือ รัฐต้องจัดทำระบบบำนาญชราภาพพื้นฐาน ในรูปแบบระบบบำนาญประชาชน ในจำนวนที่มากกว่าเบี้ยยังชีพปัจจุบัน ไปพร้อมๆกับการดำเนินการกระตุ้นการออมเพื่อชราภาพของประชาชนให้เป็นทางเลือกในการออม ไม่ใช่ออกกฎหมายให้ทุกคนต้องออม
ยกระดับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นบำนาญประชาชนที่จ่ายมากกว่า ๕๐๐ บาทต่อเดือน ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีการกระจายรายได้ต่ำมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ในปีพ.ศ.๒๕๔๙ คนรวยที่สุด ๒๐เปอร์เซ็นต์ รายได้สูงกว่าคนจนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๔.๗ เท่า1 การลดช่องว่าง ด้วยการกระจายรายได้ ควรดำเนินการในสองด้านคือ การจัดสวัสดิการให้กับประชาชนและการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีและการบริหารจัดการการเงินการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้รัฐสามารถนำเงินมาจัดระบบสวัสดิการให้กับประชาชนในรูปแบบการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า (universal coverage) เป็นการจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุทุกคนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ไม่ต้องระบุความจน เนื่องจากเป็นไปตามสิทธิของผู้สูงอายุที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยสามารถแก้ปัญหาการคัดเลือกผู้สูงอายุที่ยากจน การเลือกพวกพ้องตนเอง การคัดเลือกที่ไม่โปร่งใส การขัดแย้งกันในชุมชน การใช้เบี้ยยังชีพเป็นการหาเสียงให้ตนเองทั้งการเมืองระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง
ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งยกระดับการจ่ายเบี้ยยังชีพ เป็น บำนาญประชาชน เพื่อลดช่องว่าง เพื่อกระจายรายได้ และคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของความชราภาพ ทุกคนเมื่ออายุเกิน ๖๐ ปีได้รับบำนาญทุกเดือนตลอดชีวิต ในอัตราไม่น้อยกว่าเส้นความยากจน เริ่มที่ ๑,๕๐๐ บาทต่อเดือน ไม่ใช่บังคับทุกคนตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีขึ้นไปให้ออมเงิน เพราะรัฐยังไม่ได้แก้ปัญหาการกระจายรายได้ ไม่รับประกันรายได้ของแรงงานนอกประกันสังคม คนจนที่ไม่มีรายได้แน่นอน แต่จะบังคับให้ทุกคนออม เป็นเรื่องที่เอาเปรียบคนจน คนยากลำบากในสังคม
รัฐจ่ายได้จริงและควรจ่ายมากกว่าเบี้ยยังชีพ ๕๐๐ บาท ในปัจจุบัน การสร้างเสาหลักพื้นฐานแห่งการให้แบบถ้วนหน้า2 (universal foundation pillar) ที่มอบบำนาญให้ผู้สูงอายุทุกคนเมื่อมีอายุตามเกณฑ์ที่กำหนด ส่งผลให้มีความเป็นไปได้สำหรับประเทศไทยที่จะให้หลักประกันที่มั่นคงปลอดภัยแก่ผู้ชราภาพของประเทศได้ จากการคำนวณการจ่ายบำนาญเดือนละ ๑,๔๔๓ บาท3 (เส้นความยากจน ปี ๒๕๕๐) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ - ๒๕๖๘ รัฐจะใช้งบประมาณเพียงร้อยละ ๑.๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) เมื่อเทียบกับประเทศอื่นเช่น มอริเชียสร้อยละ ๑.๗ ประเทศนิวซีแลนด์ร้อยละ ๓ การคำนวณ GDP เป็นการคาดการณ์บนสมมุติฐานที่ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวปีละ ๓.๔๔ % ซึ่งเท่ากับทิศทางในการเติบโตของประเทศระหว่างปี ๑๙๙๘-๒๐๐๘ ในช่วงเวลานี้ประเทศไทยเผชิญกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและมีอัตราการเติบโตติดลบในปี ๑๙๙๗ และ ๑๙๙๘ รัฐคิดเพียงว่าจะจ่ายน้อยที่สุดให้กับประชาชนเมื่อยามชราภาพ โดยผลักภาระให้ประชาชนออมเอง หากอยากได้บำนาญ เป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบต่อคนยากจน ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ
การดำริที่จะจัดเก็บภาษีทรัพย์สินตามมูลค่า ถือว่าเป็นความคิดที่ก้าวหน้าของรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่จะใช้ระบบภาษีเป็นการช่วยลดช่องว่างของการกระจายรายได้ ภาษีทรัพย์สิน(property tax)หมายถึงการจัดเก็บภาษีบนฐานทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน บ้านและโรงเรือน หุ้น และหลักทรัพย์ทางการเงินฯลฯ ภาษีนี้จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ คนจนไม่ได้รับผลกระทบแต่คนรวยต้องเสียภาษีให้รัฐ ทั้งนี้ ทรัพย์สินเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะของรัฐ เช่น การดูแลรักษาความสงบสุข การคุ้มครองดูแล การลงทุนสาธารณูปโภค แต่รัฐบาลนี้จะเริ่มที่ภาษีที่ดิน บ้านและโรงเรือน และให้เป็นผลประโยชน์ของท้องถิ่น อย่างไรก็ตามรัฐส่วนกลางควรมีการกำหนดให้ท้องถิ่นกันเงินรายได้จากภาษีเหล่านี้ไว้สำหรับการจัดสวัสดิการพื้นฐานคือบำนาญประชาชน สำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ของตนเอง จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ราว ๑ ใน ๕ ของผู้สูงอายุอาศัยอยู่คนเดียวหรืออยู่กับหลานโดยลำพัง ร้อยละ ๒๒ ของผู้สูงอายุยังมีหนี้สินและมีภาระต้องชดใช้หนี้สิน แหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุมาจากบุตร ร้อยละ ๕๒.๓ ดังนั้น การจัดบำนาญประชาชน ในจำนวนที่เหมาะสมจึงเป็นการช่วยเหลือผู้สูงอายุให้ดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี และมีคุณค่าต่อสังคมและลดภาระของครอบครัวในการเลี้ยงดู ทำให้คนวัยแรงงานที่มีรายได้ พอจะมีเงินเหลือออมเพื่อความชราภาพของตนต่อไป
1 http://www.positioningmag.com/prnews/prnews.aspx?id=68085
2 เป็นเบี้ยบำนาญที่ให้ผู้สูงอายุทุกคนที่มีอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด ธนาคารโลกเรียกระบบที่ให้แบบไม่ต้องจ่ายสมทบนี้ว่าเสาหลักหมายเลขศูนย์ (Zero Pillar)
3 สำนักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดภาวะสังคม , สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ มิถุนายน ๒๕๕๑ http://www.poverty.nesdb.go.th/