Skip to main content
คนไร้ที่ดิน
                                                                                                                               สมจิต  คงทน                                                                              กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน (โลโคลแอก)ฉันจึงยืนหยัดอยู่ที่นี่เมื่อฉันมีโอกาสติดสอยห้อยตามทีมถ่ายทำวีซีดีสารคดีเรื่องการจัดการที่ดินโดยชุมชนของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และได้เดินทางไปยังหมู่บ้านหนึ่งในเทือกเขาบรรทัด เพื่อบันทึกเรื่องราวของพี่น้องคนไร้ที่ดินที่ได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อยืนหยัดอยู่ในที่ดินและชุมชนของตนเองเอาไว้ได้อย่างสง่างามและมีศักดิ์ศรีป่าเทือกเขาบรรทัดบ้านทับเขือ-ปลูกหมู เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของจังหวัดตรังและจังหวัดพัทลุง ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เส้นทางสัญจรค่อนข้างลำบากมากต้องลงเขาขึ้นเขาสลับกันไปมาตลอดทาง ยิ่งถ้าวันไหนฝนตกทางก็จะลื่นมาก แต่ดูเหมือนว่าชาวบ้านที่นี่ค่อนข้างคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว
คนไม่มีอะไร
  แลนด์บริดจ์ ทางลัดสู่เศรษฐกิจ หรือทางตันสำหรับชาวปากบารา                  ตามที่เราทราบโดยทั่วกัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10 (พ.ศ.2550-2554) จะเน้นพื้นที่การพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯน ได้จัดทำแผนพัฒนาภาคใต้ต่างๆ                 1. การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้                2. การพัฒนาพื้นที่  5  จังหวัดชายแดนภาคใต้                3. แผนงานพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจสามฝ่าย (อินโดนีเชีย-มาเลเชีย-ไทย)                โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard: SSB) เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ถูกกล่าวขานกันมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสิบๆ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคสมัยท่านชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ทำการอนุมัติโครงการนี้ ซึ่งครอบคลุ่มพื้นที่ 5 จังหวัดบริเวณภาคใต้ตอนกลางประกอบไปด้วยจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช รัฐบาลได้ริเริ่มดำเนินการขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2532 โดยมีแนวคิดที่จะก่อสร้างเป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงระหว่างทะเลฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย (Land bridge) หรือแลนด์บริดจ์ ด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึก ถนน ทางรถไฟ ท่อส่งน้ำมัน และท่อส่งก๊าซ เพื่อให้เกิดเส้นทางการขนส่งในระดับนานาชาติเส้นทางใหม่ที่มีระยะทางสั้นกว่าเดิม                 แผนแม่บทเพื่อการพัฒนาพื้นที่  5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สำหรับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างอยู่ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย (IMT-GT) หรือที่รู้จักกัน สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ เส้นทางที่จะสร้างเป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงระหว่างทะเลฝั่งอันดามัน กับฝั่งอ่าวไทย หรือแลนด์บริดจ์                 กระบี่-ขนอม เป็นเส้นทางแรกที่เชื่อมโยงทางฝั่งทะเลอันดามัน และทางฝั่งอ่าวไทย ซึ่งที่รู้จักกันเป็นถนน SSB 44 ถนนสายนี้พร้อมที่จะว่างท่อส่งก๊าซ และพร้อมที่จะรองรับอุตสาหกรรมเหล็ก  ปิโตรเคมีและพลังงาน ตามแผนหลักของแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด                 ทับละมุ-สิชล โครงการเส้นทางยุทธศาสตร์พลังงาน (Strategic Energy Landbridge) และโครงการจัดตั้งคอมเพล็กซ์ปิโตรเคมี หรือ SELB ทางชายฝั่งทะเลอันดามันกินพื้นที่ทับละมุ จังหวัดพังงา และทางฝั่งอ่าวไทยกินพื้นที่ของอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็เป็นการพัฒนา "สะพานเศรษฐกิจ" และถือว่าเป็นโครงการหลักตามแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเส้นทางนี้ได้ขับเคลื่อนในช่วงยุคสมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ประมาณเดือนกันยายน 2546 และโครงการนี้ต้องชะงักเพราะเกิดภัยพิบัติสึนามิ                ปากบารา-สงขลา โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล ทางฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงกับท่าเรือน้ำลึกจังหวัดสงขลาทางด้านอ่าวไทย เพื่อให้เป็นประตูการค้าฝั่งทะเลอันดามัน ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ (Logistics Master Plan) โครงการนี้กำลังได้รับความสนใจในตอนนี้ หลังจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่บุโบย จังหวัดสตูล เมื่อปี 2540 และได้ทำการศึกษาทบทวนกันใหม่ เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากบาราเปรียบเทียบกับพื้นที่บริเวณบุโบย และเมื่อปี 2546 แล้วพบว่าบริเวณพื้นที่ปากบารา อำเภอละงู มีความเหมาะสมมากกว่า                 เพื่อที่จะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลของภาคใต้ที่เชื่อมโยงกับการขนส่งระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของโลก รวมทั้งพัฒนาพื้นที่รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งหลายรูปแบบเพื่อส่งเสริมการลงทุนและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค                 เราจะเห็นได้ว่าแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐ ที่มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามมาหรือเกือบจะทุกโครงการที่เกิดขึ้นมักจะส่งผลกระทบต่อชุมชน ทรัพยากรในชุมชน และสภาพแวดล้อมโดยรอบ แต่เมื่อมีการคัดด้านขึ้นมาก็จะถูกมองว่าเป็นการคัดค้านของคนส่วนน้อย ขัดขวางการพัฒนาและความเจริญของประเทศ ทั้งๆ ที่บุคคลส่วนน้อยเหล่านี้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ดังกรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และยังมีอีกหลายโครงการที่ต้องประสบปัญหาแบบนี้                 ในส่วนกรณีท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่เชื่อว่าจะกลายเป็น สะพานเศรษฐกิจ สำหรับเชื่อมโยงระหว่างทะเลฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย หรือแลนด์บริดจ์ และเพื่อที่ให้เป็นประตูการค้าระดับโลก สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548 ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม รายงานโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดทำแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ (Logistics Master Plan) ขึ้น เพื่อที่จะเปิดตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา เป็นทางตรงไปสู่ช่องแคบมะละกา ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อน สำหรับชุมชนหลอมปืน ชุมชนปากบาราในขณะนี้ ข้อมูลโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา                โครงการจะเกิดขึ้นแถวบริเวณชาดหาดปากบารา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 4-5 กิโลเมตร โดยจะมีการถมที่ลงไปในทะเลเพื่อให้เป็นเกาะ ขนาดพื้นที่ กว้าง 430 เมตร และยาว 1,100 เมตร หรือ 292 ไร่ และมีการสร้างสะพานเป็นถนน 4 ช่องจราจร ขนาดกว้างของเสา 25 เมตร สูงจากระดับน้ำ 2 เมตร ในบริเวณช่วงกลางสะพานจะสูง 4.5 เมตร เพื่อที่จะให้เรือลอดผ่านไปได้ ต้องขุดร่องน้ำลึกลงไปอีกประมาณ 14 เมตร ปากร่องน้ำกว้าง 180 เมตร ด้วยข้อมูลของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ สามารถที่จะรองรับเรือสินค้าที่มีน้ำหนัก 50,000-70,000 ตัน ภายในบริเวณที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกก็จะประกอบไปด้วยลานกองสิน้า ตู้คอนเทนเนอร์เพื่อรองรับสินค้าที่จะบรรจุลงไป สถานีบรรจุตู้สินค้า อาคารซ่อมบำรุง เครื่องมืออุปกรณ์ขนถ่ายสินค้า อาคารศุลกากร และสำนักงานเป็นต้น และหลังจากได้เปิดใช้ไปแล้วสักระยะหนึ่งประมาณ 5 ปี ก็จะต่อเติมเพื่อรองรับการขยายตัวที่จะเกิดขึ้นภายใน 25 ปี หลังจากสร้างเสร็จจะคืนทุนกลับมา นอกจากนี้พร้อมกับจะสร้างถนนเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกปากบารากับท่าเรือน้ำลึกสงขลา เพื่อการขนส่งสินค้าทางบก และสร้างทางรถไฟจากอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา มาเชื่อมกับท่าเรือน้ำลึกปากบารา เพื่อขนส่งสินค้าทางรางด้วย โครงทั้งหมดนี้อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน                 ด้วยโครงการที่จะเกิดขึ้นในชุมชนปากน้ำ ชุมชนหลอมปืน และชุมชนโดยรอบที่ต้องเจอปัญหาอยู่ในตอนนี้ ถือได้ว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่มาก และขนาดของท่าเรือน้ำลึกคาดว่าน่าจะกินเนื้อที่อันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวปากบาราเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นที่หากินของชาวบ้านในหน้ามรสุม ซึ่งบริเวณดังกล่าวชาวบ้านจะเรียกกันว่า "ซุปเปอร์มาเก็ต" ของชุมชนแห่งนี้                 ซุปเปอร์มาเก็ตแห่งนี้สามารถที่จะเลี้ยงชีวิตครอบรัวชาวประมงพื้นบ้านในบริเวณโดยรอบในหน้ามรสุมประมาณ 28 หมู่บ้าน โดยมีเรือประมงชายฝั่ง 500 กว่าลำ แล่นเข้า แล่นออกบริเวณดังกล่าว                 หากโครงการนี้เกิดขึ้นวิถีชีวิตชาวบ้านต้องเปลี่ยนไป ที่เห็นได้ชัดเรื่องการทำมาหากิน การประกอบอาชีพ จะทำการประมงต่อไปก็ทำไม่ได้ อาจจะต้องอพยพครัวเรือนด้วยซ้ำเพราะว่าหลังจากการสร้างท่าเรือเสร็จ ก็จะเกิดนิคมอุสาหกรรมตามมาซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นจุดไหน                ทรัพยากรของชุมชนก็ต้องหายไปด้วย แหล่งเพาะพันธุ์ปลาบริเวณป่าโกงกางหน้าอ่าว บริเวณแนวเดียวกันกับเกาะกลางทะเล โครงการขนาดใหญ่แบบนี้ต้องส่งผลกระทบไปยังแหล่งท่องเที่ยวความสวยงามทางด้านทรัพยากรในพื้นที่อุทยานหมู่เกาะเภตราก็จะค่อยๆ หมดไป จนในที่สุดก็ไม่เหลือความสวยงามให้เห็น                        "ผมอยากให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลมากกว่าที่ผ่านมา ชาวบ้านหรือชุมชนสามารถที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการที่จะเกิดขึ้นในหมู่บ้านมากกว่านี้ ข้อมูลการสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน เช่นจำนวนเรือของชาวบ้านที่ตรงกับความเป็นจริงไม่ใช่จาก 200 กว่าลำ (ยังไม่ร่วมเรือประมงของหมู่บ้านรอบนอก) กลายเป็น 80 ลำ และอาชีพของชาวบ้านที่ถูกต้องเพราะชาวบ้านที่นี้ประกอบอาชีพประมงเป็นหลักไม่ใช่ค้าขายเป็นหลัก และผมเองรู้ว่าโครงการที่จะเกิดมันมีผลกระทบแน่ๆ ผลกระทบทางด้านอาชีพ ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของชุมชน วิถีชีวิตของชุมชน และที่สำคัญผลกระทบทางด้านจิตใจ เพราะว่าเราเห็นตัวอย่างทางโทรทัศน์จากกรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย จังหวัดสงขลา จากเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาผุด จังหวัดระยอง เหมือนเราเห็นอนาคตของตัวเองอยู่ข้าง ผมไม่อยากให้มัน(ท่าเรือน้ำลึก)เกิดขึ้นที่ปากบาราเลย"   นายยายา                ตรุรักษ์  (บังยา)  กล่าว ชุมชนจะอยู่อย่างไร?            ทะเลไม่ใช่เพียงแค่เป็นแหล่งน้ำเค็มเท่านั้น แต่มันเป็นขุมทรัพย์และมรดกของคนที่นี้ สืบทอดกันมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคนมาแล้ว และคงจะสืบทอดกันต่อไป ถ้าไม่ใครคิดจะทำลายทะเลแห่งนี้             หลังจากได้ลงพื้นที่และทราบข้อมูลของโครงการคร่าวๆ รู้สึกว่าชุมชนแห่งนี้น่าเป็นห่วง ถ้าหากโครงการเกิดขึ้นคำว่า "ชุมชน" คงไม่เหลือให้เห็นอีกแล้ว วิถีชีวิตแบบประมงพื้นบ้านคงหายไป แต่ก็นั้นแหละถ้าหากพวกเรามั่วแต่นั่งดูนอนดู แล้วใครจะมาช่วยเราพวกเรา ต้องมาช่วยกันแล้วคำว่า "ชุมชน" จะกลับมาเป็นของชาวบ้านอีกครั้งในส่วนของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ยังหาข้อยุติไม่ได้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ตามมาตราที่ 67 ได้รองรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้ามีโครงการใดที่มีผลกระทบต่อประชาชน หรือชุมชน ประชาชนและชุมชนมีสิทธิ์ที่จะประเมิน และหาแนวทางรวมกันกับองค์กรหรือหน่วยงานที่จะมาเกี่ยวข้อง ถ้าหน่วยงานหรือองค์กรนั้นไม่รับฟังความคิดหรือแนวทางของชาวบ้าน ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะฟ้องได้ เหมือนกับกรณีของชาวสะกอม จังหวัดสงขลา สิ่งที่คิดว่าน่าจะทำก่อนโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา1. อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหันกลับไปดูโครงการที่ผ่านๆ มา ว่ามันส่งผลอะไรบ้าง ต่อชาวบ้าน ต่อชุมชน และประเทศชาติได้ผลประโยชน์คุ้มกับการลงทุนหรือเปล่า เช่นกรณีเขตนิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด จังหวัดระยอง กรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา 2. เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับฟังข้อมูล และการขับเคลื่อนของโครงการว่าไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ก่อนที่จะสร้างท่าเรือ อยากให้รัฐมาฟังเสียงของชาวประมงพื้นบ้านด้วยอย่างน้อยก็จะได้รู้ว่า พวกเราเดือดร้อนอย่างไร และต้องการแนวทางแบบไหน เพื่อที่จะเดินด้วยกันได้ อย่ามองว่าชาวประมงพื้นบ้าน หรือชาวบ้านชอบประท้วง แหล่งข้อมูลแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10 (พ.ศ.2550-2554) ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เวทีระดมความคิดเห็นการศึกษาประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กรณีโครงการท่าเทียบเรือปากบารา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2551 (เอกสารสรุปการประชุม)กรอบแนวคิดการพัฒนาภาคใต้ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกียวกับแผนงานพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาใต้, มิถุนายน 2551 (เอกสารประชาสัมพันธ์)                         
คนไร้ที่ดิน
  สมจิต  คงทนกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน (โลโคลแอค)เมื่อชาวบ้านถูกฟ้องคดี"ก่อนถูกฟ้องคดีเขาเป็นคนขยัน พอถูกจับและยึดที่ดินไป  ซึ่งเป็นที่ดินที่เขาสองคนผัวเมียได้อยู่อาศัยทำกินกันมายาวนาน เขากลายเป็นคนคิดมาก ควบคุมสติตัวเองไม่ได้  ทุบตีเมียตัวเอง และเคยคิดฆ่าตัวตาย จนกลายเป็นปัญหาครอบครัว สุดท้ายก็ต้องแยกทางกัน  ส่วนลูก 2 คนก็แบ่งกันไปคนละคน"  นางเหิม เพชรน้อย ชาวบ้านตำบลบ้านนา จังหวัดพัทลุง เล่าถึงชะตากรรมชีวิตของเพื่อนบ้านครอบครัวหนึ่งที่ถูกฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า หรือ เทือกเขาบรรทัด ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดพัทลุง ตรัง และนครศรีธรรมราช
แพร จารุ
พ่อหมื่นแก่ฝายคนสุดท้าย นัดพบที่หน้าฝายพญาคำ ในวันเสาร์ที่ 13 กันยายน เวลา 10.00 น. ร่วมทำพิธีสืบชะตาอีกครั้ง ชาวบ้านยอมให้มีการสร้างประตูระบายน้ำแล้ว แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามทุบห้ามรื้อฝายโบราณทั้งสามฝาย หรือทดลองใช้ประตูระบายน้ำก่อนสองปี ว่าสามารถทดน้ำเข้าเหมืองเพื่อส่งเลี้ยงไร่นาได้หรือไม่ คือให้ลองดูว่าประตูน้ำทำหน้าที่แทนฝายหินทิ้งเก่าแก่ได้ดีแค่ไหน การจัดการน้ำด้วยระบบเหมืองฝายจะถูกเปลี่ยนมือ จากการจัดการโดยชาวบ้านในระบบแก่ฝายมาเป็นจัดการโดยรัฐชลประทาน ชาวบ้านผู้ใช้น้ำคิดอย่างไรถึงยินยอมทั้งที่ยื้อกันมานาน ถ้านับตั้งแต่ช่วงแรกที่จะมีการรื้อก็เกือบสิบปีแล้ว
dinya
ภาพแสดงลักษณะของโลก Earth มีคนพูดบ่อยๆ ว่า โลกของเราเล็กลงเรื่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ นั่นคงเพราะ เราสื่อสารกันง่ายขึ้น ทั้งทางโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต จะไปเรียนที่ไหน ทวีปใด เราก็ยังพูดคุยกันได้แทบทุกวัน เวลาเพื่อนคนไหนหายไปไม่ติดต่อกันนานๆ เผลอๆ ก็ไปเจอกันในเวบบล็อกหรือ ชุมชนออนไลน์ สักพักก็หาทางเจอกันจนได้  เราคงไม่คิดว่า วันหนึ่ง คำว่า “โลกเล็กลง” นั้นจะหมายถึง “โลกที่มีขนาดเล็กลงไปจริงๆ” เล็กกว่าที่เราเคยรับรู้ แม้เราจะจินตนาการได้ยากอยู่ว่าโลกของเรามันใหญ่โตขนาดไหน และมันจะสำคัญหรือเปล่าที่มันจะเล็กลง ใหญ่ขึ้น หดตัวหรือขยาย ซึ่งคงต้องขอบอกว่า มันก็สำคัญมากทีเดียวค่ะ
สุมาตร ภูลายยาว
ในสมัยก่อนคนพื้นถิ่นแถบแม่น้ำของ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันว่าน้ำโขง มีการใช้เรือในแม่น้ำของเพื่อการคมนาคมและขนส่งสินค้า ซึ่งสินค้าของคนพื้นถิ่นแถบอำเภอเชียงของและเวียงแก่นก็จะมีทั้ง เกลือ ข้าว และสินค้าอื่นๆ เพื่อค้าขายและเปลี่ยนกับฝั่งลาวและคนต่างถิ่น การค้าทางน้ำในแม่น้ำของนั้นมีมานานหลายชั่วคน นอกจากประโยชน์ในการบรรทุกสินค้าแล้ว คนท้องถิ่นยังใช้เรือในการหาปลา ซึ่งก่อนที่คนหาปลาจะหันมาใช้เรืออย่างทุกวันนี้ คนหาปลารุ่น ๗๐ ปีขึ้นไปที่หาปลาในแม่น้ำของในอดีตใช้แพไม้ไผ่เพื่อหาปลา พ่ออุ้ยผุย บุปผา อายุ ๗๖ ปี ชาวบ้านปากอิงใต้เล่าว่า “แต่ก่อนตอนพ่อเป็นหนุ่ม เคยล่องแพไปแอ่วถึงหลวงพระบางโน่น ไป-กลับก็ ๒ เดือนขึ้น แต่ก่อนหาปลาในน้ำของนี่เรือไม่มีหรอก เรือมาทีหลัง ส่วนมากก็จะต่อแพหาปลา” ปัจจุบันในช่วงต้นหน้าฝนในน้ำของก็ยังคงมีการล่องแพไม้ไผ่ให้เห็น แต่แพไม้ไผ่ที่ล่องมานั้นส่วนมากจะล่องเอาไม้ไผ่มาขาย มิใช่เพื่อใช้หาปลาดังแต่ก่อน
dinya
ช่วงนี้มีโอกาสได้เห็นสายรุ้งบ่อย เรียกว่าวันเว้นวันก็ว่าได้ เวลาเห็นรุ้งจะคิดว่าเป็นวันดีๆ เพราะว่ากันว่า ทุกแห่งทุกหนนั้นมีรุ้งเกิดขึ้นเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะยืนในตำแหน่งที่มองเห็นหรือเปล่า  บางคนบอกว่า รุ้งตัวเดิม หากเรายืนอยู่คนละมุมเราจะเห็นแสงแตกต่างกัน เหมือนเป็นรุ้งคนละตัว ดังนั้น ธรรมชาติได้ทำให้เราทุกคน มีรุ้งของตัวเอง ที่มองเห็นเฉพาะตัว ไม่มีทางเหมือนกันนั่นเอง ตั้งแต่เด็กๆ เราเห็นรุ้งมี 7 สี  ไล่จาก ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง พอโตมาถึงรู้ว่า รุ้งมีสีเยอะมากๆๆ ไล่ตั้งแต่สีม่วงไปจนถึงสีแดง แต่เราเห็นเฉพาะสีหลักๆ อย่างที่รู้กันว่ารุ้งธรรมชาตินั้นเกิดหลังฝนตก และมีแดดออก และปรากฏอยู่ด้านตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เวลาจะมองหารุ้งเลยต้องหันหลังให้ดวงตะวันเสมอ ซึ่งกระบวนการเกิดรุ้งก็คือแสงเดินทางไปหาหยดน้ำ หักเหผ่านตัวกลางจากอากาศสู่น้ำ เกิดแสงสะท้อนภายในหยดน้ำที่โค้งและมีผิวเหมือนกระจก แสงเลยหักเหผ่านหยดน้ำมาสู่อากาศอีกครั้ง ยังไงเสีย ทุกครั้งที่ได้มองรุ้ง ผู้เขียนรู้สึกว่าช่างสวยเหลือเกิน แต่ละครั้งมีแถบกว้างแคบไม่เหมือนกัน ลักษณะวงบางครั้งเล็ก บางครั้งใหญ่ แถมบางทีก็ออกมาไม่ครบวง เหมือนถูกหั่นครึ่งบ้าง หรือสลับกลับหัวเป็นโค้งหงายเหมือนพระจันทร์บ้าง จากชอบมองก็เปลี่ยนเป็นสงสัยว่า "รุ้งมีกี่แบบกันแน่?" และเริ่มสนุกกับการเฝ้ารอสายรุ้งว่า จะต่างไปจากวันอื่นอย่างไร แถมยังมีเพื่อนคนหนึ่งที่ชวนกันคุยบ่อยเรื่องสายรุ้ง ถ่ายรูปมาแลกเปลี่ยนประจำ เสียดายที่ถ่ายรูปไว้ไม่สวย หรือเห็นได้ไม่ชัด บันทึกเรื่องรุ้งตอนนี้เลยขอยืมภาพของคนอื่นมาประกอบไปก่อนนะคะ
สุมาตร ภูลายยาว
ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคนไทยจำนวนไม่น้อยคงได้ดีใจกับเหรียญทองเหรียญแรกในกีฬาโอลิมปิก แต่ในความดีใจนั้นก็มีความเศร้าใจปะปนมาด้วย และความเศร้าใจก็เดินทางมาพร้อมกับความสูญเสียจำนวนมหาศาลที่คิดเป็นมูลค่าของเงินแล้วไม่ตำกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ความเศร้าใจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำโขงเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน และที่สวนไร่นาจำนวนมหาศาล ที่บอกว่าเหตุการณ์อันกำลังเกิดขึ้นเป็นความเศร้าใจนั้น เพราะพืชผลทางการเกษตรจำนวนไม่น้อยกำลังอยู่ในช่วงรอการเก็บเกี่ยวผลิต บ้างก็กำลังเริ่มให้ผลผลิต ในจำนวนผู้คนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ดูเหมือนว่าในส่วนของประเทศไทย พื้นที่ที่เกิดความเสียหายเป็นแห่งแรก คืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และพื้นที่สุดท้ายคืออำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ได้รับการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ บางคนคงเกิดคำถามขึ้นมาว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำโขงท่วมครั้งนี้ก่อความเสียหายเป็นวงกว้างมากมายขนาดนี้
dinya
ในช่วงนี้ คำว่า Storm Surge หรือ Tidal Surge หรือที่ไทยเรียกว่า คลื่นพายุซัดฝั่ง น่าจะทำให้ใครๆ วิตกอยู่บ้าง เพราะมีความคล้ายคลึงกับการเกิดสึนามิ มีรูปแบบการเคลื่อนตัวของคลื่นขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง แต่ที่แตกต่างกัน คือ สึนาเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ แต่ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุ หลังจาก ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมาเตือนให้รับมือกับภัยพิบัติในกรุงเทพฯ และถึงกับประกาศลาออกเพราะไม่มีหน่วยงานสนใจเรื่องนี้ ผู้เขียนเลยคิดถึงคำว่า “ถ้า” ซึ่งมีความหมายได้สองอย่าง คือ ให้สบายใจเพราะอาจจะไม่เกิดก็ได้ อีกด้านคือไม่น่านิ่งนอนใจเลย แม้ Storm Surge จะเกิดหรือไม่ ในข่าวก็ยังมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนทฤษฎีที่จะก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงอยู่หลายประการทีเดียว เราลองไปดูกันกว่าค่ะ ว่าเหตุผลเหล่านั้นมีอะไรกันบ้าง
dinya
เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว (2550) ช่างภาพชาวรัสเซียผู้หนึ่ง อ้างว่าหลังจากไปเดินเล่นที่ท่าเรือในทะเลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอเมริกาอยู่ดีๆ เขาก็เห็นแสงส่องลงมาจากฟ้าซึ่งมีก้อนเมฆเคลื่อนตัววนไปมาแปลกๆ จากนั้นไม่นานก็เกิดพายุงวงช้างพุ่งลงทะเล เขาได้นำสองภาพนี้มาแปะไว้ในเวบบล็อก ที่ชื่อ www.englishrussia.com ซึ่งมีผู้ชมมาวิจารณ์กันว่า นี่เป็นเพียงภาพที่ถูกตกแต่งด้วยโปรแกรม Photoshop เท่านั้นเอง ไม่ใช่ภาพที่จะถ่ายได้จริงๆ หากแต่ช่างภาพรัสเซียนั้นอธิบายว่านี่เป็นภาพที่สร้างจำลองขึ้นจากสถานที่จริงและวินาทีที่เขาได้พบจริงๆ ถึงไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่พออ่านเจอเรื่องนี้เลยอดคิดไม่ได้ว่า ก่อน  “พายุ” จะเกิดนี้ จะมีสัญญาณบอกเหตุอะไรบ้างไหมนะ ในเมื่อกระแสลม อากาศ อูณหภูมิที่สัมพันธ์กันทั้งหมด วูบนั้นผู้เขียนนึกถึงตอนเด็กๆ ที่น้ำท่วมบ้านบ่อยจนพ่อวิตกกับฟ้าฝนเป็นพิเศษ จึงมักจะสอนให้สังเกตท้องฟ้าว่า ถ้าท้องฟ้าเป็นสีแดงส้มหรือแดงเพลิง นั่นเป็นลางไม่ดีนัก อาจจะมีพายุเร็วๆ นี้ แม้ไม่มีคำอธิบายมากนัก แต่ก็จำมาโดยตลอด
สุมาตร ภูลายยาว
๑.แม่น้ำสาละวินและระบบนิเวศแม่น้ำ -บทพูด- -มีคนบรรยายเกิ่นนำเรื่องแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำนานาชาติสายหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำเนิดจากการละลายของหิมะในธิเบตแล้วไหลผ่านประเทศจีน,ไหลเข้าเขตรัฐฉาน,รัฐคะยาห์ และไหลเรื่อยมาเป็นเส้นแบ่งพรมแดนไทย-พม่ารวมระยะทาง ๑๑๘ กิโลเมตร ก่อนจะสิ้นสุดพรมแดนไทย-พม่าที่บ้านสบเมย หลังจากนั้นแม่น้ำสาละวินก็จะไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดียที่อ่าวเมาะตะมะบริเวณเมืองเมาะลำเลิงหรือมะละแหม่งของรัฐมอญ รวมระยะทางทั้งสิ้น ๒,๘๐๐ กิโลเมตร แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำที่มีความยาวเป็นอันดับที่ ๒๖ ของโลก สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองลงมาจากแม่น้ำโขงเท่านั้น ตลอดระยะการไหลของแม่น้ำสาละวินตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายน้ำ แม่น้ำสาละวินได้ไหลผ่านบริเวณพื้นที่ที่มีกลุ่มคนชาติพันธุ์ต่างๆ อาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า ๑๓ ชาติพันธุ์ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้อยู่รวมกันเป็นสังคมทั้งตามที่ราบลุ่มริมแม่น้ำสาละวินและตามที่ราบลุ่มของลำห้วยสาขาของแม่น้ำสาละวิน หากเอ่ยคำว่า “แม่น้ำสาละวิน” บนพรมแดนไทย-พม่า หลายคนคงนึกถึงสงครามระหว่างชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ กับรัฐบาลทหารพม่า แต่เรื่องราวเกี่ยวกับแม่น้ำสาละวินและผู้คนที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งน้ำบนพรมแดนไทย-พม่ากลับเป็นเรื่องที่เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ยากเต็มที บ่อยครั้งที่โครงการพัฒนาต่างถา-โถมเข้ามา ชุมชนหรือแม้แต่ผู้คนในชุมชนที่กล่าวมาทั้งหมดกลับได้รับการมองข้าม และละเลยที่จะมีการกล่าวถึง บ่อยครั้งเช่นกันที่ผู้เป็นเจ้าของโครงการพัฒนาต่างๆ ได้บอกกับสังคมภายนอกว่าบริเวณพรมแดนไทย-พม่าริมแม่น้ำสาละวินนั้นมีคนอยู่จำนวนน้อย แต่หากว่าในความเป็นจริงแล้วมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตามริมน้ำสาละวินและตามลำห้วยสาขาลึกเข้าไปในผืนป่าสาละวินทั้งทางฝั่งไทยและพม่ามีคนอาศัยอยู่จำนวนไม่น้อย
ประสาท มีแต้ม
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง "9 คำถามคาใจ กรณี ปตท." ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมาหลายปีนับตั้งแต่การแปรรูปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2544 เวทีเสวนาประกอบด้วย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม  บมจ. ปตท. (คุณสรัญ รังคสิริ)  เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (คุณสารี อ๋องสมหวัง) ดำเนินรายการโดยคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  บรรณาธิการนิตยสารสารคดี นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการและประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ภัทรด้วย นักข่าวของ “ประชาไท” รายงานว่า “บรรยากาศในเวทีก็มีบางช่วงดุเด็ดเผ็ดร้อน บางส่วนตอบคำถามซึ่งกันและกัน บางส่วนไม่ บางส่วนขัดแย้ง” ในขณะที่ผู้สื่อข่าวของ “ผู้จัดการออนไลน์” รายงานว่า “การเสวนาเริ่มร้อนระอุตั้งแต่เปิดประเด็นแรกเรื่องกำไรของปตท.มาจากไหน ผู้บริหารของ ปตท. และหลักทรัพย์ภัทร ได้แสดงสีหน้าท่าทีดูแคลนและโต้แย้งข้อมูลของผู้แทนองค์กรผู้บริโภคว่า ไม่รู้เอาข้อมูลมาจากไหน”