Skip to main content
เงาศิลป์
“โชค ไปเที่ยวในป่ากันดีกว่า น้าได้กลิ่นดอกไม้หอม”เขาพยักหน้า วางเครื่องมือทำงานไว้ในที่ร่มแล้วคว้าขวดน้ำดื่มติดมือมาแทน เจ้าหมาหนุ่มสองตัวรีบมุ่งหน้ามาสมทบโดยไม่ต้องส่งเสียงเรียก เพราะการเคลื่อนไหวของเราอยู่ในสายตาของมันเสมอแค่เอื้อมเท่านั้น...ที่ฉันจะหาความสุขอันลึกซึ้งได้ แต่บ่อยครั้งที่ฉันแข็งใจไม่แวะเข้าไปในป่า เนื่องจากงานในไร่กำลังเร่งรีบ และยามนี้เป็นเวลาปิดเทอมใหญ่ “โชค” จึงมีเวลามาช่วยงานได้เต็มวัน เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ขยัน เป็นครูสอนงานที่ดีให้แก่ฉันในบางกรณี และพร้อมที่จะเป็นผู้เรียนรู้งานได้อย่างน่าชื่นชม ฉันแอบดูเขาทำงาน มองร่างผ่ายผอมในวัยเพียงสิบห้าปี ที่ต้องตรากตรำงานกลางแจ้งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อเก็บเงินไว้เรียนหนังสือหรือซื้อหาสิ่งที่ชอบของตนเองโดยไม่รบกวนผู้เป็นพ่อแม่“ต้นไม้กำลังผลิใบอ่อนดูคล้ายงานเลี้ยงเพิ่งเริ่มต้น” ฉันคิด ขณะที่ย่ำเท้าไปบนยอดหญ้าอ่อนๆ พื้นดินเปียกชุ่มน้ำฝนที่หลั่งสายมาทุกค่ำคืน“น้าศิลป์ดูนี่สิครับ นี่รอยของหนูที่มากินรากต้นเพ็ก  หลายตัวเลย” โชคตื่นเต้นพลางชี้ให้ฉันดู คืนนี้เขาจะมาวางบ่วงดักหนู ฉันสงสัยว่ามันจะไม่เดินออกนอกเส้นทางบ้างเหรอ เขาบอกว่า “ไม่”มิน่า จึงมีคติของคนภาคอีสานที่ว่า “ทางหนู หนูไต่ ทางไหน่ ไหน่เดิน”เราเดินเลาะมาตามร่องน้ำ ซึ่งบัดนี้มีน้ำเต็มปริ่ม ทั้งที่เมื่อสิบกว่าวันก่อนบริเวณนี้คือความร้อนแล้งแห้งผาก ไม้ยืนต้นโกร๋นไร้ใบราวกับตายซากไปแล้ว แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ราวกับเนรมิต
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
เสาร์วันหนึ่งกลางสวนรถไฟ กรุงเทพมหานคร ติดตลาดนัดสวนจตุจักรที่คนกรุงคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะกลางเมืองใหญ่เช่นนี้จะมีสักกี่สถานที่ที่จะมีสีเขียวให้ได้สูดลมหายใจได้เต็มปอดกิ่งใบสีเขียวแก่จัดของต้นก้ามปูใหญ่ยื่นยาวแตกกิ่งก้านสาขาร่มครึ้มอยู่กลางสวน ดอกตะแบกสีม่วงร่วงเกลื่อนพื้นตัดกับสนามหญ้าสีเขียว เด็กผู้พิการทางสายตาจากโรงเรียนสอนคนตาบอด อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งโรงพยาบาลราชวิถีส่งเสียงเจี๊ยว รอเวลาที่จะได้ เฮละโลกลุ่มกิจกรรมอิสระเล็กในชื่อกลุ่ม Pay Forward นำเด็กที่มองไม่เห็นมาทำกิจกรรม แรลลี่เพื่อเด็กพิการทางสายตา เด็กๆ จำนวน 24 คน จะมีพี่เลี้ยงเป็นเสมือนดวงตาเข้าสู่กิจกรรมในฐานปฏิบัติการต่างๆ เช่น คณิตคิดเร็ว ช่วยลดร้อนให้โลกหรือให้พี่เลี้ยงจำนวนหนึ่ง ปิดตา ร่วมกิจกรรมเด็กหนึ่งคนต่อพี่เลี้ยงหนึ่งคน จะปั่นจักรยานไปตามฐานต่างๆ เหนื่อยและสนุก หากสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือ โอกาส ..“คุณเคยเดินปิดตาไหม”หากคุณอยากรู้ว่าในโลกสัมผัสของเด็กๆ กลุ่มนี้เป็นอย่างไร คุณลองปิดตาสิติดต่อกลุ่ม Pay Forward เพื่อเข้าร่วมหรือสนับสนุนกิจกรรมได้ที่คุณหมู 081 634 1121 โรงเรียนสอนผู้พิการทางสายตา อนุเสาวรีย์ชัย
สวนหนังสือ
‘นายยืนยง’ชื่อนิตยสาร      :    ฅ คน ปีที่ ๓  ฉบับที่ ๕ (๒๔)  มีนาคม ๒๕๕๑บรรณาธิการ     :    กฤษกร  วงค์กรวุฒิเจ้าของ           :    บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด
วาดวลี
“ฝนกำลังตกซิๆ”เสียงตามสายโทรศัพท์จากเพื่อนหนุ่มที่ฉันเคยเขียนถึงเมื่อตอนที่แล้ว เอ่ยบอกเล่าเบาๆ ถึงสิ่งที่กำลังอยู่ในชีวิตเขาของในเช้าวันนี้คนทางนี้เรียกสายฝนด้วยคำนั้น “ฝนตกซิๆ” บางครั้ง ฉันก็ชอบลักษณะฝนอย่างว่า ด้วยเป็นคนที่ชอบอยู่บ้าน จะมีอะไรสุขใจไปกว่าการได้นั่งดูสายฝนที่ไม่มีลมแรงๆ ให้ต้องหวาดกลัว อากาศเย็นสบาย จิบชาอุ่นๆ แล้วนั่งทำงาน แต่ก็อดเห็นใจไม่ได้ ถึงคนที่กำลังเดินทาง หรือคนทำมาค้าขาย  อาการฝนตกซิๆ นั่นคือเรื่องรำคาญใจ และรบกวนการทำงานอย่างยิ่ง วูบนั้น ฉันก็นึกไปถึง ป้ายสุภาษิตหน้าวัดต้นปิน ซึ่งเขียนไว้บนแผ่นไม้ติดผนังวัดว่า “ฝนตกซิๆ นานเอื้อน หมาขี้เรื้อน นานต๋าย” มันเป็นประโยคเตือนสติให้ยอมรับว่าบางครั้ง สิ่งที่น่ารำคาญในชีวิตคนเรา กลับเป็นเรื่องที่จบได้ยาก“อ้าว ทำไรอยู่ เงียบไป” เพื่อนหนุ่มทักท้วงมา อาจพอรู้ได้ว่าฉันปล่อยความคิดไปไกลเกินไป เขาดึงฉันกลับมาด้วยเหตุการณ์น่าระทึกขวัญพอสมควร เกี่ยวกับกลับบ้านเที่ยวนี้“พ่อผมโดนรถชน ขาหักสามท่อน ตอนนี้ยัดเหล็กเข้าไป แล้วนอนอยู่โรงพยาบาล”“ตายจริง” ฉันอุทานออกมา คราวนี้สติกลับมาอยู่ครบถ้วน นึกไปยังใบหน้าเรียวเล็กของเขา กลับแววตาเลื่อนลอยครั้งหลังสุดก่อนจะย้ายกลับไป“ผมว่ามันเป็นชะตากรรมนะ จำได้ไหม ผมบอกว่าผมควรจะกลับบ้าน อย่างน้อยก็กลับมาตั้งหลัก ว่าจะเอายังไงดีกับชีวิต ผมได้กลับมาทันดูแลพ่อ”“แล้วต้องทำอย่างไรบ้าง”“ตอนนี้เขาก็รู้สึกตัวอยู่บ้าง แต่ขยับร่างกายไม่ได้ ก็ต้องมานอนเฝ้า เช้ามาปล่อยให้เขาอึ เขาฉี่ เราก็คอยเช็ด คอยเก็บ แล้วก็ป้อนข้าว เช็ดเนื้อตัว พอบ่ายๆ ก็ถึงเวลานอน ผมก็จะมีเวลาส่วนตัวแบบนี้มาโทรศัพท์”“แล้วหมอว่ายังไงบ้าง ต้องรักษาตัวนานไหม” ฉันถามอย่างเป็นห่วง เรื่องราวของพ่อเขาซึ่งรับรู้มาเรื่อยๆ พ่อกับแม่นั้นแยกทางกันนานแล้ว แต่ก่อนอาศัยอยู่กับน้องชาย แต่ตอนนี้น้องชายเขาแต่งงานย้ายครอบครัวออกไปแล้ว เท่ากับว่าพ่อเองก็ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังนั้น“หมอบอกว่าคงต้องรักษาตัว 2-3 เดือน แต่ไม่รู้เขาจะให้เราอยู่โรงพยาบาลนานหรือเปล่า ดีขึ้นก็อาจต้องไปรักษาตัวที่บ้าน”“อืม ค่าใช้จ่ายคงเยอะเนอะ” ฉันอดรำพึงไม่ได้ แต่เพื่อนหนุ่มกลับหัวเราะเบาๆ“ไม่ต้องกังวลหรอก ญาติพี่น้องพอมีช่วยเหลือกันได้อยู่ ตอนแรกกะว่าทุนรอนที่พอมี จะลองทำสวนดูสักตั้ง ว่าจะปลูกสมุนไพร”“อ๋อๆ ที่เคยเล่าไว้ใช่ไหม แล้วจะทำยังไงต่อ”“ก็คงต้องใช้รักษาพ่อเสียก่อน แล้วค่อยว่ากัน เพราะยังไงที่ดินให้คนอื่นเช่าอีกหลายเดือนกว่าจะหมดสัญญา”ฉันไม่อยากคิดว่า ในระหว่างที่เหมือนจะมีเรื่องร้ายๆ แต่บางอย่างก็กลับลงตัว ในเมื่อที่ดินยังไม่ได้คืน ทุนรอนก็ยังไม่พอ และพ่อก็ยังต้องรักษาตัวอยู่ ทุกอย่างถูกจัดวางราวกับกำหนดไว้แล้ว แน่นอนว่า เขายังเริ่มต้นความฝันนั้น ยังไม่ได้“ก็คงค่อยเป็นค่อยๆ ไปนะ กลับไปคราวนี้จะได้ไม่ต้องใจร้อนรีบกลับมา”ฉันเอ่ยแซวกึ่งให้กำลังใจ เพื่อนชายหัวเราะออกมาอย่างรู้ทัน“กลัวจะเห็นผมหอบผ้าผ่อนไปอีกน่ะสิ โอ้ยคราวนี้ไม่ต้องห่วง อยู่อีกนานเลยแหละ ถึงพ่อจะถอดเหล็กได้แล้ว ก็ไม่รู้จะเดินได้หรือเปล่า น้องชายก็อยู่คนละบ้าน แวะมาบ้างแต่เขาก็ต้องทำงาน ใครจะไปเฝ้าพ่อได้ทุกวัน”น้ำเสียงนั้นไม่เจือปนความน้อยใจ หรือไม่มีร่อยรอยของการกังวลแม้สักนิด ฉันไม่อยากคิดไปเองว่า น้ำเสียงเหงาๆ และแววตาเหม่อๆ ก่อนเขาจะไปวันก่อนนั้น มันหายไปหมดแล้ว
นาโก๊ะลี
เพื่อนคนหนึ่งเคยเชื้อเชิญให้พวกเราได้มีเวลาสำรวจบาดแผลของชีวิต  เบื้องแรกหลายคนคิดว่าให้สำรวจบาดแผลของจิตใจ  ความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญในช่วงเวลาที่ผ่านมา  แต่เพื่อนคนนั้นยืนยันว่า ให้สำรวจบาดแผลทางร่างกายจริงๆ  นั่นก็อาจหมายความว่า ให้เราได้กลับมาสำรวจ และเรียนรู้บาดแผล เพราะนั่นมันอาจเป็นความทรงจำอันดี  เพราะบาดแผลแต่ละครั้ง มันคือการเรียนรู้  มันเป็นประสบการณ์ของชีวิต แผลคือการจารึกเรื่องราว  เพราะทั้งหมดนั้นวันหนึ่งมันจะกลายเป็นทรงจำที่อาจประทับใจใช่แต่บาดแผลเท่านั้นกระมัง  การเผชิญเรื่องราวอันตื่นเต้น  ความเจ็บปวดร้าวในแต่ละครั้ง  ณ ขณะนั้นมันอาจเป็นภาวะที่เลวร้ายยิ่งนัก  แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว  เรื่องราวทั้งหมดมันก็จะกลายเป็นเรื่องเล่าอันน่าประทับใจ เจ้าตัวอาจนำมาเล่า  ครั้งแล้วครั้งเล่า และมันก็จะกลายเป็นประสบการณ์อันน่าเรียนรู้  อันไม่รู้จบช่วงเวลาเช่นนี้มันจึงเป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย ว่าก็คือช่วงแห่งความทุกข์ยาก เจ็บปวด อันไม่ว่าจะในระดับใด ทั้งเรื่องส่วนตัว ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ หรือกระทั่งโลกใบนี้นั่นเอง  ในภาวะเช่นนี้ บางคราวเราก็รอ รอให้มันผ่านไป  และมันเป็นไปไม่ได้หรอกกระมังที่มันจะไม่ผ่านไป  เพราะไม่ว่าอะไรมันก็จะผ่านไป  ไม่ว่าบางสิ่งเราอยากจะยึดมันไว้แค่ไหน  มันก็จะไม่สามารถดำรงอยู่อย่างนั้นตลอดไป  ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ดีงามหรือเลวร้าย  บาดแผลที่สำคัญส่วนหนึ่งนั้นก็คงเป็นบาดแผลของวัยเยาว์  วัยที่สามารถเข้าไปคลุก ขลุกกับอะไรก็ได้โดยปราศจากความหวาดหวั่นใดใด  ความซุกซน อาจเป็นตัวแทนของความอยากรู้อยากเห็น  ความตื่นตาตื่นใจ  และนั่นเองก็คือสาเหตุของบาดแผลมากมาย  เมื่อฟังเรื่องคราวเป็นเด็กของหลายๆ คน  มักมีการบาดเจ็บ  ที่มาของบาดแผลคล้ายๆ กัน  เช่น แผลเป็นที่เข่า  อันเกิดจากการหกล้มครั้งแล้วครั้งเล่า  หรือการตกจากที่สูง มีดบาด หัวแตก  บางอย่างมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคของความตื่นตาตื่นใจเลย  ตรงกันข้าม ในวัยเด็กเราได้เข้าไปผจญกับภัยอันตรายเล็กๆ น้อยๆ เสมอ อย่างไม่หวาดหวั่น  และในความตื่นตาตื่นใจนั่นเองที่เป็นสื่อกลางในการทำความรู้จักกับโลกผู้คนมากมายตามหาวัยเยาว์ของตัวเอง  ไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม   ผู้คนมักมีความสุขเสมอเวลาที่พูดถึงวัยเยาว์ของตัวเอง  แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะค้นพบหัวใจของวัยเยาว์นั้นในตัวเอง  ยิ่งก็โดยเฉพาะเมื่อเราอายุสูงวัยมากขึ้น  หลายครั้งที่เราจะพบว่า  เราไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่นัก เวลาที่พานพบเรื่องราวที่น่าสนุกสนาน  เราไม่ตื่นเต้นเวลาเห็นอะไรใหม่ๆ  และนั่นก็อาจหมายความว่าสื่อที่จะนำเราไปทำความรู้จักกับโลกนั้นมันหดหายไปนั่นเองเช่นนั้นแล้ว....  การกลับไปสำรวจบาดแผลของชีวิต  ก็อาจเพื่อการนำเราไปสู่บาดแผลใหม่ๆ  ซึ่งมันหมายถึงความกล้า ที่จะเรียนรู้ อย่างนั้นหรือเปล่า...มั้ง
รวิวาร
เธอบอกให้ฉันเขียนถึงความรื่นรมย์  ฉันกล่าวตอบเธอในใจ“ความรื่นรมย์ที่ขมขื่นจะเอาไหม?”   ความจริง ฉันมีความรื่นรมย์ที่เผาไหม้ สนุกสนานสำราญใจที่ถูกแผดเผา  .........................................................................
กวีประชาไท
ที่มาภาพ : www.oknation.net1เหตุการณ์ตะวันออกไม่เปลี่ยนแปลง        แดดแรง – คนล้า – เมษาฯ ร้อนน้ำมูนเหลืองขอดเหลือตะกอน        แต้มอีสานไม่อาทรต่อใดใดนกกระจาบบินเร็วรีบหลบแดด        แสงแผดปีกเจ้าทุกเช้าไหนต่อกลางวันสลดเศร้าเรื่องราวใคร        ร้อนแล้งทุรนทุรายแห่งสายน้ำ...สายน้ำมูน มูนมัง ความหวังสิ้น        แผ่นดินนี้ของใคร ใยลึกล้ำรับรู้สึกแทนผองชนผู้โดนกระทำ        ก่อเกิดเป็นลำนำ คนน้ำมูนเธอมิใช่คนน้ำมูน คนนู้น หรือคนที่ไหน?    ใยห่วงหาอาทรใด ให้ว้าวุ่นเกิดเป็นรอยโรคร้ายไม่สมดุล        กระนั้นยังหยัดเทิดทูน ยุติธรรม์ยุติธรรม์เพื่อใคร และไม่ใช่เพื่อใคร...    โลกใบใหม่ในจิตเกินปิดกั้นจึงหลอมรวมให้ตัวตนโดนลงทัณฑ์        เพื่อจำนรรจ์ ทายท้าโลกบ้าใบ้บ้าใบ้เหมือนถูกปิด ถูกบิดเบือน        แสงหนึ่งหยั่งสะเทือนสะท้อนไหววูบต่อการชำระ...หมดภาระใจ        จึ่งฉายโชนประทีปไป ปลดระวาง2เหตุการณ์ตะวันออกบอกเราว่า        แดดยิ่งแรง คนยิ่งกล้า ไม่ลาร้างน้ำมูน น้ำแม่เหมือนน้ำนมนาง        หลอมคนให้ชิมลาง แล้วถางทิศเดินไปสู่หนทางทุกบางใคร            ขณะทุกห้วงหัวใจคล้ายลิขิต –จากสายน้ำ สายไหนให้หยุดคิด        จึงหลอมรวมทุกชีวิตสู่ทิศไทฯ3สายน้ำตะวันออก เพียงบอกข่าว        เรื่องราวเล็กเล็กแต่ยิ่งใหญ่วูบของดาวทิ้งดวงดับลับฟ้าไกล        ขณะหนึ่งแสงสุดท้ายได้ฉายแรงเพียงเสี้ยวดาวร่วงหล่นดวงดับ        ก่อนลับขอบหล้าลาลำแสง –กระพริบจ้ากล้าจรัสจรุงแจง         คล้ายบอกกล่าวไม่เสแสร้งในแสงสุดท้าย...แด่...เธอผู้นั้นไหมฟ้าชายขอบเมืองดอกบัว 
ชนกลุ่มน้อย
ขบวนรถด่วนยาวเหยียดปล่อยสองพ่อลูกลงสถานีพัทลุง   กระเป๋าเป้ใบใหญ่อย่างกับบ้านย่อมๆ  ทุกอย่างยัดอัดแน่นอยู่ในนั้น   ถ้ามีห้องน้ำยัดใส่เข้าไปได้  ผมก็คงจับยัดลงไปด้วยอยู่หรอก  อีกทั้งกล่องกระดาษ  กระเป๋าใส่ของฝาก  พะรุงพะรังอยู่ในอาการโกลาหลอยู่พักใหญ่  กว่าทุกอย่างจะวางกองอยู่ในความสงบ  
องค์ บรรจุน
สุกัญญา เบาเนิดในช่วงเวลาของการแสวงประสบการณ์ ผู้เขียนมีความใฝ่ฝันมานานแล้วว่าครั้งหนึ่งในชีวิตขอให้ได้มีโอกาสทำงานโบราณคดีในภาคเหนือสักครั้ง  ดังนั้น เมื่อราวกลางปีพ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้เขียนจึงเดินทางขึ้นเหนือและ เริ่มต้นงานแรกที่จังหวัดลำปาง คืองานบูรณะซ่อมแซมวิหารจามเทวี วัดปงยางคก ตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง จากนั้นอีกไม่กี่เดือนเมื่องานที่ลำปางเสร็จสิ้นลง ก็เดินทางต่อมาที่เชียงใหม่ เพื่อทำการขุดศึกษาทางโบราณคดีที่เจดีย์เหลี่ยม หรือ กู่คำ เจดีย์สำคัญของเวียงกุมกาม ตลอดเวลาที่มองเห็นซากปรักหักพังของวัดร้างในเวียงกุมกาม น่าแปลกใจที่ตอนนั้นยังไม่ได้มีความคิดเกี่ยวกับมอญเท่าไรนัก  จวบจนวันนี้ที่ต้องทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องมอญในมิติโบราณคดีประวัติศาสตร์ ตามที่ท่านผู้อ่านได้ประจักษ์ในวารสารเสียงรามัญผ่านมาหลายฉบับ  โดยเฉพาะฉบับนี้จะบอกเล่าเรื่องมอญในจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ผู้เขียนต้องรื้อฟื้นบางสิ่งบางอย่างในการสืบค้นอดีตเกี่ยวกับมอญให้ประจักษ์แจ้ง  โดยขอตามรอยอดีตอารยธรรมมอญจากแคว้นหริภุญไชยสู่เวียงกุมกามราชธานีเริ่มแรกของอาณาจักรล้านนา นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ : ความหมายของมอญไม่เคยเลือนหายในสมัยโบราณดินแดนล้านนาปรากฏแว่นแคว้น ๒ แห่ง คือ บริเวณแอ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำกก สาย อิง และโขง(เชียงราย- เชียงแสน) มีแคว้นหิรัญนครเงินยางแห่งราชวงศ์ลวจักราช (ลัวะ) และบริเวณแอ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง (เชียงใหม่-ลำพูน) มีแคว้นหริภุญชัยแห่งราชวงศ์จามเทวี (มอญ)   อาจกล่าวได้ว่าอาณาจักรล้านนากำเนิดขึ้นจากการผนวกรวมของสองดินแดน ผู้คน และวัฒนธรรม โดยพญามังรายสถาปนาเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง   เมืองเชียงใหม่ หรือ ตำนานเขียนว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ชื่อนี้มีความหมายและที่มาคำว่า เชียง  ตามพงศาวดารไทใหญ่และพงศาวดารไทอาหม (อาหมบุราญจี) หมายถึงชุมชนหรือหมู่บ้าน ส่วนคำว่า เวียง ตามความหมายของพงศาวดารไทอาหม แปลว่าค่ายและเมืองมีกำแพงล้อมรอบ มักเป็นที่ตั้งขององค์กรทางการปกครอง (๑)  คำว่า  นพบุรี  (นพ แปลว่าเก้า หรือ แก้วอัญมณี  บุรี แปลว่า เมือง ) ตำนานสุวรรณคำแดงเขียนเล่าเป็นนิทานว่าบริเวณเชิงดอยสุเทพเป็นที่อยู่ของชาวลัวะ ๙ ตระกูล  (๒) คำว่านครพิงค์ มาจากชื่อแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านเมืองเชียงใหม่ ภาษาบาลีเขียนว่า พิงค์  หรือ ระมิง มีความหมายว่า “แม่น้ำของชาวรามัญ” (๓) สอดคล้องจามเทวีวงศ์เรียกชาวลุ่มน้ำปิงว่า “เมงคบุตร” (๔)  ดังนั้น แม่น้ำปิง หรือ แม่ระมิง คือ แม่น้ำที่ชาวมอญหรือเมงอาศัยอยู่นั่นเอง ดังนั้น ชื่อเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่จึงแฝงความหมายสื่อถึงถิ่นที่อยู่ของชาวลัวะบริเวณเชิงดอยสุเทพ และชาวมอญในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง เป็นกลุ่มคนเจ้าของถิ่นเดิมที่อยู่มาก่อนการสถาปนาอาณาจักรล้านนา  ถ้าจะกล่าวว่าทั้งลัวะและมอญเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมล้านนาในสมัยต่อมาก็คงไม่ผิดนัก  ดังเช่นความเชื่อดั้งเดิมที่ตกทอดจากอดีตเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษของชาวเชียงใหม่ปัจจุบัน ยังคงมีพิธีไหว้ผีปู่แสะย่าแสะ” คือ ผีบรรพบุรษของชาวลัวะและพิธีฟ้อนผีมดผีเม็ง คือ ผีบรรพบุรุษของชาวมอญ ตราบทุกวันนี้    เวียงกุมกาม  : รากฐานจากวัฒนธรรมมอญเป็นที่ยอมรับกันว่าในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ นั้นเป็นยุคทองของหริภุญชัย ในช่วงนี้อารยธรรมมอญ-ทวารวดีปรากฏเด่นชัดที่สุด ซึ่งสะท้อนออกมาทางด้านศิลปวิทยาการ สถาปัตยกรรม โดยเฉพาะด้านอักษรศาสตร์ ซึ่งยังคงหลงเหลือร่องรอยในปัจจุบันอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่เหล่าบรรดาศิลาจารึกจำนวน  ๗ หลักที่พบในจังหวัดลำพูน ซึ่งจารึกด้วยอักษรมอญเป็นภาษามอญ และอักษรมอญภาษาบาลีซึ่งมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙   ในเวลาต่อมาพญามังราย ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ลวจักราช แห่งเมืองหิรัญนครเงินยางบ้านเมืองในแอ่งที่ราบเชียงราย-เชียงแสน ได้เข้ายึดครองผนวกรวมเมืองหริภุญชัย ตามหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ.๑๘๒๔   พญามังรายประทับอยู่ที่หริภุญชัยเป็น เวลา ๒ ปี  แล้วจึงสร้างเวียงแห่งใหม่ คือ เวียงกุมกาม ขึ้นในปีพ.ศ.๑๘๒๙  (๕)  เมืองหริภุญชัยจึงถูกลดบทบาทลงเป็นเมืองหน้าด่านแต่ยังคงเป็นศูนย์กลางของพระศาสนาและศิลปวิทยาการ เวียงกุมกาม หรือ เวียงกุ๋มก๋วม  ตั้งอยู่ในบริเวณที่แม่น้ำปิงไหลผ่านทางด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันออก และคาดว่ามีการขุดคูเวียง ๓ ด้านให้แม่น้ำปิงเป็นคูธรรมชาติทางด้านทิศเหนือ ก่อกำแพง ๔ ด้าน มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง ๖๐๐ เมตร ยาว ๘๕๐ เมตร อาจด้วยเหตุว่าเวียงกุมกามตั้งอยู่ที่ราบลุ่มบริเวณคุ้งน้ำ จึงมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง เป็นเหตุให้พญามังรายสร้างเวียงใหม่ในบริเวณที่ราบเชิงดอยสุเทพ ซึ่งมีชัยภูมิเหมาะสม  พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ในปีพ.ศ.๑๘๓๙  แต่เวียงกุมกามก็ไม่ได้ร้างไปทันที ยังคงได้รับทำนุบำรุงอยู่เสมอมาอีกหลายร้อยปี จนกระทั่งร่วงโรยจากเหตุอุทกภัยเนื่องจากแม่น้ำปิงเปลี่ยนทางเดินจากที่เคยจะไหลผ่านทางด้านทิศเหนือและตะวันออก มาเป็นด้านทิศตะวันตกอย่างทุกวันนี้ จากอุทกภัยน้อยใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า ได้พัดตะกอนดิน ทราย กรวดทับถมเป็นชั้นหนาหลายเมตร   เวียงกุมกามในปัจจุบันจึงมีสภาพเสมือนเมืองโบราณใต้ดิน  ซึ่งหายไปจากความทรงจำและหน้าประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ในสมัยอยู่ใต้การปกครองของราชวงศ์ตองอู  (พ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗)  จนกระทั่งสมัยต้นรัตนโกสินทร์พระเจ้ากาวิละได้ทำการฟื้นฟูบ้านเมืองหลังจากปลดแอกจากการปกครองของพม่ามาหลายร้อยปี มีการใช้นโยบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ทำให้ผู้คนกลับเข้ามาอาศัยอยู่ในเชียงใหม่มากขึ้นรวมทั้งบริเวณเวียงกุมกามด้วย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕   มีบันทึกชัดเจนว่ามีผู้คนเข้าไปก่อตั้งเป็นชุมชนขนาดเล็กที่ “บ้านช้างค้ำท่าวังตาล” (๖)เวียงกุมกามได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังจากมีการค้นพบในปีพ.ศ.๒๕๒๗ เป็นต้นมา กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจ ขุดค้น บูรณะแซมโบราณสถานหลายสิบแห่ง ทำให้ซากสิ่งก่อสร้างที่จมอยู่ใต้ดินมานานปรากฏขึ้นอีกครั้ง ปัจจุบันเวียงกุมกาม อยู่ในเขตปกครองตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี และตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่มาทางทิศใต้ประมาณ ๕ กิโลเมตร จากการดำเนินงานที่ผ่านมามีโบราณสถานจำนวน  ๒๗  แห่ง  ที่ได้รับการขุดศึกษาแล้ว ได้แก่ วัดอีค่าง (วัดอีก้าง) วัดหัวหนอง วัดหนานช้าง  วัดพันเลา วัดพญามังราย  วัดพระเจ้าองค์ดำ วัดปู่เปี้ย วัดบ่อน้ำทิพย์ วัดโบสถ์ วัดธาตุน้อย วัดธาตุขาว  วัดเจดีย์  วัดกานโถม (ช้างค้ำ) วัดเจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ)  วัดกู่อ้ายหลาน วัดกู่อ้ายสี วัดกู่ริดไม้ วัดกู่ไม้ซ้ง  วัดกู่มะเกลือ วัดกู่ป้าด้อม วัดกู่จ๊อกป๊อก วัดกู่ขาว วัดกุมกามทีปราม วัดกุมกามทีปรามหมายเลข ๑  วัดกุมกาม  วัดกุมกามหมายเลข ๑ วัดกอมะม่วงเขียว(๗) ซึ่งส่วนมากมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑  แต่จากศึกษาทางโบราณคดีทำให้ทราบว่าบริเวณเวียงกุมกามนั้นเคยเป็นชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัยมาก่อน คือ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗  ร่วมสมัยกับเมืองโบราณในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง เช่นเวียงท่ากาน เวียงมโน เวียงเถาะ รวมทั้งเวียงเจ็ดลินบริเวณที่ราบเชิงดอยสุเทพด้วย เจดีย์ประธานวัดกานโถม (ช้างค้ำ) เวียงกุมกามจากหนังสือโบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกามของสำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่ กรมศิลปากรเวียงกุมกามในสมัยหริภุญชัย หลักฐานอยู่ที่ วัดกานโถม (ช้างคำ)  ได้ค้นพบพระพิมพ์ดินเผาสกุลช่างหริภุญชัย ได้แก่ พระสาม พระคง พระแปด พระสิบสอง ฯลฯ และภาชนะดินเผาแบบหริภุญชัย และที่สำคัญได้ค้นพบชิ้นส่วนของจารึกภาษามอญโบราณที่คล้ายไปทางอักษรมอญที่พบในเมืองหริภุญชัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จารึกภาษามอญโบราณเวียงกูมกาม (จารึกวัดกานโถม ชิ้นที่ ๓)จารึกภาษามอญโบราณเวียงกูมกาม(จารึกวัดกานโถม ชิ้นที่ ๕)ชิ้นส่วนศิลาจารึกวัดกานโถม (ช้างค้ำ) ได้จากการขุดค้นซากวิหารกานโถมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗   จำนวน ๕ ชิ้น สลักบนหินทรายสีแดง เดิมคงเป็นจารึกอยู่ในหลักเดียวกัน จารึกอยู่ทั้ง ๓ ด้าน หรือ ๔ ด้าน และจารึกในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน   ข้อความในจารึกกล่าวถึงอุโบสถ  พระพุทธรูป  คนที่ให้เฝ้าพระพุทธรูป และคำอธิษฐาน จากการศึกษาชิ้นส่วนของจารึกทั้ง ๕ ชิ้น โดย ดร. ฮันส์ เพนธ์(๘) พบว่ามีลักษณะอักษร อยู่ ๓ ชนิด คือ ๑. อักษรมอญและภาษามอญ ซึ่งเป็นอักษรที่เก่าที่สุดประมาณว่าจารึกขึ้นในราว พ.ศ. ๑๗๕๐ - ๑๘๕๐   (จารึกวัดกานโถมชิ้นที่ ๕ )๒. อักษรที่มีลักษณะระหว่างอักษรมอญกับอักษรไทย   คืออักษรมีลักษณะของอักษรมอญและอักษรสุโขทัยอยู่รวมกัน  ถือได้ว่าเป็นอักษรไทยยุคต้นนับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นแรกที่ยังไม่เคยพบที่แห่งใดมาก่อนที่แสดงวิวัฒนาการของอักษรไทย ประมาณว่าคงจารึกในราว พ.ศ. ๑๘๒๐ -  ๑๘๖๐  ( จารึกวัดกานโถม ชิ้นที่ ๓)๓. อักษรสุโขทัย และอักษรฝักขามรุ่นแรก อยู่รวมกัน  เป็นจารึกครั้งหลังสุดก่อนประมาณ พ.ศ. ๑๙๔๐ วิหารวัดกานโถม (ช้างค้ำ) เวียงกุมกาม บริเวณที่ค้นพบจารึกภาษามอญโบราณ จากหนังสือโบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกามของสำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่ กรมศิลปากรนอกจากหลักฐานด้านจารึกภาษามอญแล้ว รูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบหริภุญชัยก็แสดงให้เห็นที่ เจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ) โดยถ่ายแบบมาจากเจดีย์ประธานของวัดจามเทวี (กู่กุด) จังหวัดลำพูน  นอกจากเวียงกุมกามจะได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมมอญโดยตรงจากหริภุญชัยแล้ว ยังได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมมอญผ่านพม่าด้วย  ดังมีหลักฐานว่า หลังจากพญามังรายเข้ายึดครองหริภุญชัยได้ไม่นาน ต่อมาก็ได้ยกทัพไปเมืองหงสาวดีและเมืองอังวะ ซึ่งขณะนั้นกำลังอ่อนแอจากการถูกโจมตีจากกองทัพมองโกล เจ้าเมืองทั้งสองยอมอ่อนน้อมขอเป็นไมตรี และถวายพระธิดา และข้าทาสรวมทั้งช่างฝีมือจำนวนกลับมาอยู่ที่เวียงกุมกาม(๙)  เหตุที่ผู้เขียนกล่าวว่าศิลปะและสถาปัตยกรรมของเวียงกุมกามนั้นรับอิทธิพลวัฒนธรรมมอญผ่านพม่านั้น เนื่องจากศิลปวิทยาการต่างๆของพม่าเองก็รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมมอญแทบทั้งสิ้น  ในสมัยนั้นทั้งมอญและพม่ามีการผสมกลมกลืนกันจนยากที่จะแยกแยะ อาจกล่าวว่าศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่เวียงกุมกามเป็นผลงานของฝีมือช่างแบบมอญ หรือ ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมมอญก็คงจะได้เช่นกันเจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ) : ศิลปกรรมมอญเมื่อแรกสร้างจนกระทั่งซ่อมแซมเจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ)เจดีย์เหลี่ยมหรือ กู่คำ  (๑๐) ตั้งอยู่ภายในวัดเจดีย์เหลี่ยม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียงกุมกาม เจดีย์เหลี่ยมนั้นเป็นเจดีย์องค์แรกที่พญามังรายสร้างขึ้นเมื่อย้ายจากเมืองจากหริภุญชัยมาสร้างเวียงกุมกามเมื่อแรกที่ผู้เขียนเข้ามาทำงาน องค์เจดีย์เหลี่ยมมีสภาพชำรุดทรุดโทรม สภาพโดยรวมคร่ำคร่าหม่นหมอง ปูนฉาบก็เสื่อมสภาพ ปูนปั้นก็หลุดร่วง แถมยังถูกตะไคร่น้ำคุกคาม ฉัตรใหญ่ยอดเจดีย์ ถูกกัดกร่อนด้วยสนิม  ฉัตรเล็กประดับสถูปประจำมุมหักหายไป  แต่ทว่าภายใต้ความชำรุดทรุดโทรม ก็ยังคงส่อเค้าความสง่างามทางสถาปัตยกรรม  เอกสารทางประวัติศาสตร์หลายฉบับได้กล่าวถึงการสร้างเจดีย์เหลี่ยม อันได้แก่ พงศาวดารโยนก ปรากฏข้อความเกี่ยวกับการเจดียเหลี่ยม(กู่คำ) ว่า “ลุศักราช ๖๕๐ ปีชวด สัมฤทธิศก เจ้ามังรายให้เอาดินที่ขุดต่างหนองต่างมาทำอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ในเวียงกุมกามให้เปนที่บูชาแก่ชาวเมืองทั้งหลาย”ตำนานมูลศาสนา ก็กล่าวไว้ตอนหนึ่งเมื่อพญามังรายตีเอาเมืองลำพูนได้แล้ว ว่า“ถัดนั้นพระยามังรายออกมาตั้งที่เวียงกุมกามแปงบ้านอยู่ ๒ แห่ง แห่งหนึ่งชื่อว่าบ้านกลาง แห่งหนึ่งชื่อว่าบ้านแหม นั้นก็อยู่เสวยสมบัติในที่นั้น ท่านยินดีในศาสนาพุทธเจ้า จังใครกระทำบุญอันใหญ่เป็นต้นว่าการสร้างเจดีย์นั้น จึงให้อามาตย์ทั้งหลายเอาหินมาแล้วก่อเป็นเหลี่ยมแต่ละด้านให้มีพระพุทธเจ้า ๑๔ องค์ แล้วใส่คำแต่ยอดลงมาดูงามนัก ใส่ชื่อว่ากู่คำ และให้ฉลองถวายมหาทาน กับตั้งเครื่องอัฐบริขาร แก่พระสงฆ์เจ้ามากนักแล”นอกจากนี้ยังปรากฏประวัติกล่าวถึงในโครงนิราศหริภุญชัย จารึกวัดศรีอุโมงค์คำ เป็นต้น ในปัจจุบันยังคงถกเกถียงกันในหมู่นักวิชาการ ว่า เจดีย์เหลี่ยม(กู่คำ) เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด บางท่านก็เชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของบุคคลสำคัญ แต่บางท่านก็เชื่อว่าน่าจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสาริกธาตุของพระพุทธเจ้า (กระดูกมือข้างขวา)  หลังจากนั้นเอกสารกล่าวถึงเจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ) อีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕  ในปี พ.ศ.๒๔๕๑ ระบุว่าเจดีย์เหลี่ยมได้รับการบูรณะครั้งใหญ่โดยหลวงโยนการวิจิตร (มองปันโหย่ อุปโยคิน) หรือ ที่เรียกกันทั่วไป ว่า “พระยาตะก่า” คหบดีชาวมอญ ที่เข้ามาค้าขายอยู่ภายในเมืองเชียงใหม่ สมัยพระเจ้าอินทวิ ไชยานนท์จนได้รับพระกรุณาแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงได้มีศรัทธาทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์เหลี่ยมด้วยการใส่ฉัตรใหญ่ ฉัตรเล็ก ก่อซุ้ม พระนั่งประจำทิศที่ฐานทั้งสี่ด้าน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นก่อปิดทางเข้าอุโมงค์ของเจดีย์ เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายหรือขโมยเข้าไปหลบซ่อนอาศัย นอกจากนี้ยังมีการซ่อมแซมลวดลายปูนปั้นที่ประดับองค์เจดีย์ใหม่โดยฝีมือช่างมอญ (พม่า)ในปีพ.ศ.๒๕๓๘-๒๕๓๙ เกิดน้ำท่วมขังเจดีย์เหลี่ยมและเวียงกุมกาม ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก กรมศิลปากรจึงได้ทำการขุดค้นศึกษาและบูรณะเสริมความมั่นคงเจดีย์เหลี่ยมอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ผู้เขียนในฐานะนักโบราณคดีได้ทำการขุดค้นศึกษาเพื่อศึกษาประวัติการก่อสร้าง และรูปแบบทางสถาปัตยกรรม ดังนี้ลักษณะทางสถาปัยกรรม เจดีย์เหลี่ยม(กู่คำ)มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีฐานเขียงกว้างด้านละ ๑๗.๔๕ เมตร มีความสูงจากส่วนล่างของฐานเขียงจรดปลียอด ๓๐.๗๐ เมตร เจดีย์มีลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยมซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆหลดหลั่นกัน ๕ ชั้น แต่ละชั้นที่ซ้อนกันเรียกว่าเรือนธาตุ ในชั้นเรือนธาตุแต่ละด้านประดับด้วยซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปด้านละ ๓  องค์  รวมพระพุทธรูป ๖๐ องค์และเพิ่มเป็น ๔ องค์ เป็น พระนั่งประจำทิศที่ฐานทั้งสี่ด้านในสมัยหลวงโยนการวิจิตร  เรือนธาตุชั้นที่ ๕ เป็นส่วนปลียอดประดับฉัตรยอดเจดีย์  บริเวณมุมเรือนธาตุทุกชั้นประดับสถูปจำลองยอดฉัตร  ที่มุมฐานเขียงประดับสิงห์ (สิงห์ประจำมุม)  จากการขุดค้นทำให้ทราบว่าบริเวณลานประทักษิณและกำแพงแก้วมีการก่อสร้างทับซ้อนกัน ๗ ครั้ง ซึ่งการก่อสร้างครั้งที่ ๖ เป็นการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ในสมัยหลวงโยนการวิจิตร (พระยาตะก่า)พระพุทธรูปภายในซุ้มจระนำ ซ่อมแซมสมัยหลวงโยนการวิจิตรพระพุทธรูปภายในซุ้มจระนำที่เหลือเพียงองค์เดียวที่มีเค้าพระพักตร์เช่นเดียวกับพระพุทธรูปในซุ้มจระนำเจดีย์กู่กุด จ.ลำพูนจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ปรากฏในปัจจุบัน ประกอบกับหลักฐานทางเอกสาร ได้แก่ ตำนาน พงศาวดาร และจารึก ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมมอญหริภุญชัย เมื่อพญามังรายตีเมืองลำพูนได้สำเร็จ พระองค์ได้สร้างเวียงกุมกาม และรับอิทธิพลวัฒนธรรมมาด้วย อันได้แก่ ศาสนา  อักษรศาสตร์ ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม โดยรูปทรงและลักษณะของเจดีย์เหลี่ยมเป็นการถ่ายแบบมาจากเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน และจากการขุดค้นได้พบโบราณวัตถุ เช่น เศษภาชนะดินเผาแบบหริภุญชัย เครื่องถ้วยจีน ภาชนะดินเผาจากเตาสันกำแพง เตาศรีสัชนาลัย ตะปูจีน กระเบื้องมุงหลังคา สำหรับชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมเช่น  ปูนปั้นลวดลายช่อกนก ชิ้นส่วนพระพักตร์พระพุทธรูปปูนปั้น และพระพุทธรูปในซุ้มจรนำของเรือนธาตุชั้นที่ ๑ ด้านตะวันออกของเจดีย์เหลี่ยม ซึ่งเหลืออยู่เพียงองค์เดียวที่มีเค้าพระพักตร์คล้ายคลึงกับพระพุทธรูปที่ประดิษฐานในซุ้มจระนำของเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี  อาจกล่าวได้ว่าเจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ) ได้รับต้นแบบจากเจดีย์กู่กุดทั้งทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมมอญจากหริภุญชัยมาพร้อมกันสิงห์ประจำมุมเจดีย์ (ระหว่างการบูรณะ ปี พ.ศ.๒๕๓๙)ปัจจุบันศิลปะดั้งเดิมเมื่อแรกสร้างเจดีย์ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องด้วยมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยหลวงโยนการวิจิตร มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบศิลปะ เช่นลวดลายปูนปั้นประดับซุ้มจระนำ พระพุทธรูป การประดับฉัตร การสร้างสิงห์ประจำมุมและซุ้มพระประจำทิศ  เนื่องจากหลวงโยนการวิจิตรท่านเป็นชาวมอญรูปแบบทางศิลปกรรมในการปฏิสังขรณ์จึงเป็นแบบมอญด้วย   แต่ที่ผ่านมานักวิชาการมักใช้ว่าศิลปะพม่า ซึ่งแท้จริงแล้วด้วยศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของพม่าเองนั้นได้รับการถ่ายทอดจากมอญอีกต่อหนึ่ง  ในเรื่องนี้ผู้เขียนได้เคยอธิบายไว้ครั้งหนึ่งแล้วว่า  ในการศึกษาวิชาการประวัติศาสตร์ศิลปะนั้นมิใคร่จะมีนักวิชาการกล่าวถึงหรือให้ความสำคัญกับศิลปะมอญเท่าที่ควร  ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดแบบรัฐชาติมีอิทธิพลต่อการกำหนดแบบอย่างของศิลปกรรม เช่น ศิลปะพม่า ศิลปะชวา (อินโดนีเซีย)  ศิลปะขอม (กัมพูชา) รวมทั้งศิลปะจีนและอินเดียด้วย  ราวกับว่าศิลปะใดๆก็ตามต้องอิงกับความเป็นรัฐชาติ ซึ่งมอญไม่มีประเทศหรือไม่มีความเป็นรัฐชาติคำว่า “ศิลปะมอญ”   มักจะถูกนำไปผนวกรวมกับศิลปะพม่าเสมอ  ดังนั้นศิลปะมอญกับศิลปะพม่าคือแบบอย่างเดียวกันตามการรับรู้ของคนทั่วไป ในประเด็นนี้สำคัญอยู่ที่ว่าจะเลือกมองจากมุมไหนเท่านั้นเอง พระยาตะก่าคหบดีชาวมอญผู้ปฏิสังขรณ์เจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ) หลวงโยนการวิจิตร (มองปันโหย่ อุปโยคิน) หรือ พระยาตะก่า  (๑๑)  เดินทางเข้ามาเมืองเชียงใหม่เมื่ออายุ ๓๐ ปี ประกอบอาชีพครั้งแรกเป็น “หมอนวด” อยู่ในคุ้มของเจ้าอินทวิไชยยานนท์ เป็นที่โปรดปราน เพราะเป็นคนดีมีความประพฤติเรียบร้อย ขยันขันแข็ง และมีลักษณะดี จึงทำให้เจ้าอินทวิไชยยานนท์ และเจ้าหญิงอุบลวรรณสนับสนุนให้ทำสัมปทานป่าไม้ โดยบริษัทบอมเบย์ ที่มารับสัมปทานผูกขาดทำอยู่ในป่าแม่แจ่ม หลังจากหมดสัญญากับบริษัทบอมเบย์ แล้วจึงมารับทำงานป่าไม้ของเจ้าอินทวิไชยยานนท์ที่อำเภอแม่สะเรียง จากนั้นจึงมารับช่วงสัมปทานป่าไม้จากบริษัทบอเนียวทำป่าไม้ในเขตท้องที่อำเภอฝาง กิจการเจริญรุ่งเรืองจากความสามารถของตนเอง และแรงสนับสนุนจากเจ้านทวิไชยยานนท์ และพระธิดา จนมีช้างทำงานถึง ๓๐๐ เชือก ซึ่งถือว่าผู้ที่มีความสามารถและมีกำลังทรัพย์เท่านั้นถึงจะมีได้ กิจการขยายตัวออกไปอีกมาก คือการ ขอสัมปทานป่าของเจ้าบุญวาทย์ วงศ์มานิต เจ้านครลำปาง และได้สัมปทานป่าแม่ต้าน เขตเมืองลอง (จังหวัดแพร่ปัจจุบัน) ชื่อเสียงของหลวงโยนการวิจิตร จึงแพร่หลายไปทั่วภาคเหนือไม่เพียงแต่เศรษฐีป่าไม้ด้วยกันเท่านั้น แต่ก็รู้จักกันทั่วไปทั้งหมู่บ้าน ข้าราชการใหญ่น้อย ประชาชนชาวเมือง ตลอดถึงชาวป่าชาวเขา ลูกจ้าง คนงานป่าไม้ทั่วไปด้วย หลวงโยนการวิจิตรยังเป็นที่นับถือในหมู่ชาวมอญ พม่า เงี้ยว ฯลฯ ที่อยู่ในบังคับกงสุลอังกฤษ เห็นได้จากในเวลาต่อมามิสเตอร์แบร๊กเกต (บิดาของ ยอห์น แบร๊กเกต นายช่างผู้เชี่ยวชาญทางเครื่องยนต์ดีเซล) กงสุลใหญ่อังกฤษสมัยนั้น  เสนอให้หลวงโยนการวิจิตร มีตำแหน่งเฮดแมนหรือผู้แทนชุมชนชาวพม่าในเชียงใหม่ ได้รับพระราชทานขันน้ำพานรองทองคำเป็นเกียรติยศ เมื่อเริ่มมีทรัพย์สินเงินทองมากขึ้น หลวงโยนการวิจิตร จึงทำกุศลโดยบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆและสร้างสาธารณูปโภคเป็นทาน และให้การสนับสนุนทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อคราวเกิดจลาจล พวกเงี้ยวที่เมืองแพร่ (พ.ศ.๒๔๕๔)  ได้ช่วยเหลือทางการเงิน และให้ช้างเป็นพาหนะขนส่งเครื่องยุทโธปกรณ์ของราชการอย่างเต็มกำลัง  เมื่อเสร็จสิ้นจากการปราบปรามกบฏเงี้ยว พระยาสุรสีห์ ข้าหลวงมณฑลพายัพ จึงกราบบังคมทูลความดีความชอบต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงแต่งตั้งเป็นหลวงโยนการวิจิตร รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในปี พ.ศ.๒๔๕๐ ต่อมาอีก ๓ ปี คือ พ.ศ. ๒๔๕๓ ก็ได้รับพระราชทาเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกเป็นเกียรติยศ หลวงโยนการวิจิตรมีภรรยา ๓ คน คือ คุณแม่แก้ว คุณแม่จิ้น และคุณแม่หน้อย มีบุตรธิดาจากภรรยาทั้ง ๓ คน ทั้งหมด ๑๔ คน และได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “อุปโยคิน” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙   หลวงโยนการวิจิตรถึงแก่กรรมด้วยโรคชราเมื่ออายุ ๘๔ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ หลังจากได้เฝ้าถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือไม่กี่วัน และนอกจากวัดเจดีย์เหลี่ยม(กู่คำ)แล้ว หลวงโยนการวิจิตรได้สร้างบูรณปฏิสังขรณ์อีกหลายวัดในเชียงใหม่ เช่น วัดชัยมงคล วัดแสนฝาง และวัดอุปคุต (พม่า) เป็นต้นรายการอ้างอิง(๑) รณนี เลิศเลื่อมใส , ฟ้า-ขวัญ-เมือง จักรวาลทัศน์ดั้งเดิมของไท : ศึกษาจากคัมภีร์โบราณไทอาหม.โครงการประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไทย, ม.ป.พ.๒๕๔๑, หน้า ๒๐๔ อ้างถึงใน คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ , วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดเชียงใหม่ ,กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔ หน้า ๒๗-๒๘.(๒) สงวน โชติสุรัตน์ , ตำนานสุวรรณคำแดง ในประชุมตำนานล้านนาไทย เล่มที่ ๑ , กรุงเทพฯ : ป.พิศนาคะ, ๒๕๑๕ หน้า ๑๔๘.อ้างถึงใน เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๘.(๓)วินัย พงษ์ศรีเพียร, (บรรณาธิการ) , ปาไป่สีฟู ปาเตี้ยน, กรุงเทพฯ: รุ่งแสงการพิมพ์, ๒๕๓๙.หน้า ๓๕. อ้างถึงใน เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๘. (๔)พระยาปริยัติธรรมธาดา (แปล) , จามเทวีวงศ์ พงศาวดารเมืองหริภุญไชย.เชียงใหม่ : นครพิงค์การพิมพ์,๒๕๓๐ หน้า ๓. อ้างถึงใน เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๙. (๕)พระยาประกิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) ,พงสาวดารโยนก,กรุงเทพ,๒๕๑๕,หน้า ๒๙๘. อ้างถึงใน กรมศิลปากร, เวียงกุมกาม, (รายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะโบราณสถาน หน่วยศิลปากรที่ ๔ เชียงใหม่ กองโบราณคดี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๒)  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สมาพันธ์,๒๕๓๔,หน้า ๒๓. (๖)“ เวียงกุมกาม : ราชธานีเริ่มแรกของล้านนา”   http:// dvthai5.tripod.com/old-town2.htm   วันที่  ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๑ และ” แว่นแค้นแห่งลุ่มน้ำแม่ระมิงค์” http://www.thai-tour.com/thai-tour/North/Chiangmai/data/pic_vieng-kumkam.htm วันที่ ๒๕ มีนาคม  ๒๕๕๑. (๗) กรมศิลปากร, โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม, กรุงเทพฯ: ถาวรกิจกรพิมพ์,๒๕๔๘ หน้า ๕๐- ๑๐๕. (๘)ฮัน เพนธ์ ,จารึกวัดกานโถม (ช้างค้ำ) เชียงใหม่.นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๓  (กรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๓๒) หน้า ๔๑-๔๘. และดูเพิ่มเติมใน ก่องแก้ว วีระประจักษ์,ศิลาจารึกพบใหม่ที่เจดีย์เหลี่ยม และการศึกษาวิเคราะห์จารึกเวียงกุมกาม ใน กรมศิลปากร,  โบราณคดีล้านนา, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สมาพันธ์,๒๕๔๐ หน้า ๒๗๑-๒๙๓ (๙)เวียงกุมกาม : ราชธานีเริ่มแรกของล้านนา”   http:// dvthai5.tripod.com/old-town2.htm   วันที่  ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๑ (๑๐) สุกัญญา เบาเนิด, “เจดีย์เหลี่ยมนอกเวียงกุมกาม” นิตยสารศิลปากรฉบับที่ ๔๑ ฉบับที่ ๓ (พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๔๑) หน้า ๗-๒๑. (๑๑) กรมศิลปากร , โบราณคดีล้านนา, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๔๐ หน้า ๑๗๘-๑๗๙. ขอขอบคุณคุณวัชรี ชมพู ภัณฑารักษ์ ประจำพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ที่อนุเคราะห์ข้อมูล และภาพถ่ายจารึกวัดกานโถม(ช้างค้ำ) เวียงกุมกามคุณชินณวุฒิ วิลยาลัย  นักโบราณคดี ที่แนะนำและให้ความเห็นเกี่ยวกับโบราณคดีประวัติศาสตร์ล้านนา
ฐาปนา
“...ทว่าการเคลื่อนย้ายกระบวนทัศน์ครั้งนี้ต้องอาศัยปัญญามหาศาล ความกล้าหาญมหึมา และความมุ่งมั่นเหลือคณา เพราะความกลัวจะจู่โจมถึงแกนกลางของแนวคิดนี้ และป่าวร้องว่าผิดพลาด ความกลัวจะกัดกินเข้าไปยังแก่นแห่งสัจธรรมล้ำเลิศและแปลงให้เป็นเรื่องเท็จเทียม ความกลัวจะบิดเบือน และทำลาย ฉะนั้นความกลัวจะเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุด ทว่าเธอไม่อาจมีและไม่อาจสร้างสังคมที่ปรารถนาและใฝ่ฝันมาช้านานจนกว่าจะเห็นปัญญาและกระจ่างชัดถึงปรมัตถ์สัจจ์ที่ว่า สิ่งที่เธอทำแก่ผู้อื่นเธอก็ได้ทำแก่ตัวเอง สิ่งที่ไม่ได้ทำให้ผู้อื่น เธอก็ไม่ได้ทำให้ตัวเอง ว่าความเจ็บปวดของผู้อื่น ก็คือความเจ็บปวดของตัวเธอ ความเบิกบานของผู้อื่นก็คือความเบิกบานของเธอด้วยเช่นกัน ว่าเมื่อเธอปฏิเสธส่วนใดส่วนหนึ่งของมัน ถือว่าเธอกำลังปฏิเสธส่วนนั้นของตัวเอง...” (หน้า 313-314) ปัญหาสุดท้ายและยากเย็นที่สุดก่อนเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงสู่โลกอารยะ นั่นคือการทำให้มนุษย์มองเห็นและเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในตัวเอง กระบวนการวิวัฒน์ทางจิตวิญญาณ จะดำเนินไปตามลำดับขั้น โดยขึ้นอยู่กับพลังศรัทธาเป็นสำคัญ ขณะที่สังคมโดยรวมดูเหมือนว่า ความเจริญแห่งวิญญาณจะวิ่งสวนทางกับความก้าวล้ำของเทคโนโลยี การหยัดยืนในกระแสอันเชี่ยวกรากให้ได้จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ในความเป็นปุถุชน แม้ว่าลึกๆ จะฝันใฝ่ถึงสิ่งที่สูงส่ง ถึงชีวิตที่ดีกว่านี้ ถึงสังคมที่ดีกว่านี้ ทว่าน้อยคนเหลือเกินจะกล้าเชื่อว่า เราสามารถทำให้มันเป็นจริงได้ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง ก่อนจะแผ่ขยายไปสู่สังคม ทั้งที่จริงๆ แล้ว ในระดับของการดำรงชีวิตประจำวัน สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะหากเราไม่อาจยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น เราอาจถูกกระแสสังคมดึงให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว เมื่อเหลียวมองรอบข้าง ไม่เห็นสิ่งที่เรียกว่าความรัก ความงาม หรือความดี ความมืดบอดในใจอาจทำให้เราคิดว่านั่นเป็นธรรมดาของโลก ใครๆ ก็ต้องเอาตัวรอด แล้วเหตุใดเล่าเราจะไม่เอาตัวรอดเช่นเดียวกับผู้อื่น ด้วยความคิดที่หดตัวเช่นนี้ จึงทำให้สำนึกโดยรวมของคนทั้งโลกตกต่ำลง สังคมส่งผลต่อปัจเจก แต่ปัจเจกก็ย่อมส่งผลต่อสังคมได้เช่นกัน ในอดีต สังคมโลกโดยรวมแม้จะยังมีความโหดร้ายป่าเถื่อนไม่ต่างจากปัจจุบันนัก ทว่า น้ำใจไมตรีและการมีชีวิตที่กลมกลืนกับโลกธรรมชาติมีมากกว่าปัจจุบัน ยุคสมัยแห่งทุนที่ชี้นำให้มนุษย์สะสมความโลภ ทำให้สังคมโลกเพิ่มแรงพุ่งทะยานไปข้างหน้าฉุดดึงมนุษย์ให้ออกห่างจากความเชื่อเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวของทุกสิ่ง จิตใจที่หดแคบลงจนเหลือเพียงตัวเรา ของเรา ส่งผลต่อจิตสำนึกหมู่กลายเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบทั้งหน่วยเล็กหน่วยใหญ่ ทั้งยังมีแนวโน้มจะเสื่อมถอยลงยิ่งกว่าเดิม การหยุดยั้งหายนะของโลกซึ่งหมายถึงหายนะของตัวเราเองด้วย จึงมีอยู่เพียงวิธีเดียวนั่นคือการพยายามมองให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่ง การดำรงตนอยู่ด้วยภาวะแห่งการเกื้อกูลมิใช่เบียดเบียน มิใช่แยกตัวออกห่าง นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “การเคลื่อยย้ายกระบวนทัศน์” ที่ท้าทายมนุษยชาติมากที่สุด ไม่ใช่การอนุรักษ์ไปพร้อมๆ กับทำลายโดยอ้างว่ายั่งยืน ไม่ใช่การค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ ไม่ใช่การค้นหาความเป็นไปได้ในการดำรงชีวิตที่ดาวอังคาร ยิ่งไม่ใช่การหาทางรอดเพียงลำพังโดยไม่มองถึงสังคมโดยรวม ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งเลื่อนลอย เป็นอุดมคติชั่วกัลปาวสานที่ไม่มีวันเป็นจริง แต่หากนี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ต้องการแล้ว ยังจะมีสิ่งอื่นใดอีก ? ศานติ และความเบิกบานแห่งชีวิต ยังเป็นสิ่งที่น้อยเกินไปอีกหรือ ? และแท้จริงแล้ว ความบริบูรณ์นี้ยังจะแสวงหาได้จากที่ใดอีกหากไม่ใช่ภายในตัวมนุษย์เอง คำตอบสุดท้ายของทุกสิ่ง ไม่ว่าจะสรุปด้วยคำว่า “ความรัก” หรือ “ศรัทธา” แต่นี่ก็คือความรู้สึกสูงสุดและพลังงานมากมายมหาศาลที่สุด ที่มนุษย์มี แต่เห็นคุณค่าของมันน้อยเหลือเกิน การอ่านสนทนากับพระเจ้าเล่ม 2 แม้ประเด็นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสังคม แต่ในที่สุดแล้ว ทุกคำถามก็ทำให้ผู้อ่านต้องย้อนกลับมามองถึงคุณค่าภายในตัวเอง ความคิดสูงสุดที่แต่ละคนมีต่อตัวเอง เพราะนี่คือสิ่งที่จะกำหนดคุณค่าของสิ่งต่างๆ ในสังคม หากเราไม่ตระหนักถึงสิ่งนี้ เราย่อมไม่อาจมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ได้เลย สังคมก็จะดำเนินไปด้วยอำนาจของคนไม่กี่คน ที่ “กี๊ก” มันไว้ ไม่ยอมแบ่งให้คนอื่น นานมาแล้ว ที่ผมมักจะใช้คำแก้ตัวดาดๆ ที่ว่า “รอให้เราพร้อมเสียก่อน ค่อยช่วยคนอื่น” เพราะผมคิดว่าตนเองยังไม่ดีพอ ยังไม่พร้อมที่จะช่วยใครได้ เมื่อกลับมาคิดดูในตอนนี้ คำแก้ตัวดาดๆ นี้เป็นจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะ แม้ว่าผมจะยังไม่พร้อม แต่หากผมเห็นแก่ตัวน้อยลง ผมก็สามารถช่วยคนอื่นได้มากขึ้น แท้จริงแล้วทุกคนล้วนมีคุณค่า และสังคมก็คือภาพสะท้อนของคุณค่าที่แต่ละคนมอบให้ตนเอง คุณลงมือปลูกต้นไม้ สักวันมันก็ให้ร่มเงากับคุณ คุณลงมือก่อกองไฟ สักวันมันก็แผดเผาคุณ “ศรัทธา” ที่คุณมีให้แก่ตัวคุณเองนั้น มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่คุณคิด ******************************* ** ขอขอบคุณ คุณอัฐพงศ์ เพลินพฤกษา สำหรับหนังสือสนทนากับพระเจ้าเล่ม 2 และความปรารถนาดี เสมอมา
Carousal
คุณคะ คุณกำลังมีความทุกข์อยู่หรือเปล่าคะ? ถ้าคุณกำลังอยู่ในภาวะที่ตึงเครียด ท้อถอย วิตกกังวล ไม่มั่นใจ ไม่ว่าจะกับสิ่งที่คุณได้เลือกไปแล้วในอดีต หรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต คุณต้อนรับตอนเช้าด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งจนไม่อยากลืมตาตื่น และใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดหวั่นต่อเนื่องวันแล้ววันเล่า คุณอยากพูดคุยกับใครสักคน แต่เมื่อมองดูรอบข้างแล้ว คุณกลับไม่เห็นใครเลยที่เหมาะสมจะเป็นที่ปรึกษาพูดคุยปรับทุกข์ ในเวลาอย่างนี้ ที่เมืองในหมอกแห่งหนึ่งที่ชื่อเมืองนาซุมิ จะมีธรรมเนียมโบราณที่เรียกว่า การขอ ‘คำทำนายตรงหัวมุม’ อยู่ค่ะ การขอคำทำนายตรงหัวมุม ต้องทำในวันที่หมอกลงจัดจนเกือบมองไม่เห็นหน้าคนที่เดินร่วมทาง ออกไปยืนอยู่ที่มุมตึกสักแห่งที่ไม่มีคนพลุกพล่าน แล้วขอให้คนแรกที่เดินผ่านมาช่วยทำนายอนาคตของเรื่องที่คุณกำลังกังวลใจอยู่ให้ ไม่มีข้อจำกัดสำหรับหัวข้อเรื่อง จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ การงาน การเรียน หรือความรัก คุณอาจจะบอกรายละเอียดของเรื่อง หรือขอให้ผู้ทำนายบอกเพียงจะร้ายหรือดีเท่านั้นก็ได้เช่นกัน เงื่อนไขมีอยู่แค่ว่า ทันทีที่คุณขอให้คนอื่นทำนายอนาคตให้กับคุณ โชคชะตาของคุณก็ถูกฝากไว้ในมือของเขาแล้ว และแน่นอน ไม่แน่เสมอไปว่าคำทำนายที่คุณได้รับจากคนแปลกหน้า จะเป็นคำทำนายที่คุณอยากฟัง   นั่ั่นคือจุดเริ่มต้นของการ์ตูนเรื่อง ‘รักที่ทรมานของคนตาย’ หรือ ‘ชายหนุ่มที่สี่แยก’ ผลงานที่น่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งของ Junji Ito นักเขียนการ์ตูนสยองขวัญชื่อดัง เจ้าของซีรีส์ คลังสยองขวัญลงหลุม ที่จัดจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทยโดย Ant Comics Group. เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ในวันที่หมอกกำลังลงจัด ฟุคาตะ ริวสุเกะ เด็กชายวัยหกขวบ ได้วิ่งออกจากบ้านด้วยความโกรธเต็มพิกัด เขาเพิ่งจะได้รับข่าวร้ายว่าพ่อของเขาต้องย้ายไปทำงานต่างเมือง และตัวเขาเองก็ต้องย้ายโรงเรียนตามพ่อไปด้วยเช่นกัน ด้วยอารมณ์ของเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่ไม่อยากลาออกจากโรงเรียน ไม่อยากจากเพื่อนสนิท เขาจึงทะเลาะกับแม่อย่างรุนแรง และออกวิ่งลัดเลาะไปตามถนนในสายหมอกอย่างไร้จุดหมายเพื่อให้คลายความโกรธ ก่อนจะถูกหยุดไว้โดยผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมายืนอยู่ข้างซอกตึกเพื่อขอรับคำทำนายตรงหัวมุม ริวสุเกะคือคนแรกที่ผ่านมาตามทางนั้น เขาคือผู้ทำนายที่โชคชะตาบันดาลให้เธอได้พบ ด้วยความเสียไม่ได้ ริวสุเกะหยุดฟังเรื่องราวของหญิงสาวและความทุกข์ใจของเธอ เธอตกหลุมรักคนมีเจ้าของและตอนนี้ก็กำลังอุ้มท้องลูกของเขา หญิงสาวตัดสินใจไม่ถูกว่าเธอควรทำอย่างไร สุดท้ายจึงมาขอรับคำทำนายตรงหัวมุม ว่าความรักของเธอจะสมหวังหรือไม่ แน่นอน เด็กชายวัยหกขวบผู้กำลังหัวเสียสุดขีดย่อมไม่อยู่ในอารมณ์จะเห็นอกเห็นใจใคร เขาตะโกนใส่หน้าเธอไปว่าไม่มีทางหรอกเรื่องอย่างนั้นน่ะ ก่อนจะผละจากมา แล้ววันรุ่งขึ้น เขาก็พบว่าเธอเชือดคอตัวเองตายอยู่ตรงหัวมุมที่เขาได้พบกับเธอนั่นเอง สิบปีหลังจากเหตุการณ์สยองขวัญที่ยากจะลืมเลือนในครั้งนั้น ริวสุเกะได้ย้ายกลับมาที่เมืองนั้นอีกครั้งหนึ่ง เขาได้พบว่า ธรรมเนียมการขอคำทำนายตรงหัวมุม ไม่เพียงแต่จะยังไม่หายไป มันกลับเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้นทุกที ฝันร้ายอันเกิดจากความสำนึกบาปที่ตัวเองเป็นต้นเหตุให้ผู้หญิงที่เคยให้คำทำนายฆ่าตัวตายกลับมารุมเร้าริวสุเกะอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้รู้ความจริงว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นน้าของเพื่อนหญิงที่เขาสนิทสนมด้วย และเธอผู้ไม่รู้ความจริงว่าใครเป็นคนทำ ก็ยังเจ็บปวดกับความสูญเสียในครั้งนั้นอยู่จนทุกวันนี้ ด้วยเจตนาที่จะไถ่บาปของตน ริวสุเกะพยายามออกไปเดินในเมืองทุกครั้งที่หมอกลงจัด และเมื่อพบผู้ที่มาขอคำทำนายตรงหัวมุม เขาก็จะให้คำแนะนำอย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากชีวิตไม่ได้ง่าย และคนเราก็มีหลายประเภท ทำให้ริวสุเกะมีอันต้องพบกับหญิงสาววิปลาศ ที่เมื่อพบคนที่ยินยอมฟังเธอ ก็ติดหนึบแกะไม่หลุด ประกอบกับการปรากฏตัวของ ‘ชายหนุ่มที่สี่แยก’ ชายหนุ่มปริศนาที่กระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความพยายามของริวสุเกะ อันเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมร้ายแรงขึ้น อ่านจบแล้วคิดอะไรได้หลายอย่าง เชื่อว่าทุกคนก็คงคิดเหมือนกัน ว่าแรกเริ่มเดิมที คำทำนายตรงหัวมุมก็คงจะเป็นเพียงกุศโลบายเพื่อช่วยคลายความวิตกกังวลให้แก่กันและกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เนื่องจากคนเราทุกคนล้วนเคยมีช่วงเวลาที่อ่อนแอ และในชั่วขณะถูกรุมล้อมด้วยปัญหา แม้ว่าทางแก้จะอยู่ไกลออกไปแค่ปลายขนตากั้น ก็อาจจะมองไม่เห็นเอาเสียเฉย ๆ เพราะฉะนั้น การได้รับคำชี้แนะจากผู้ที่มองปัญหามาจากด้านนอก หรือได้รับกำลังใจแบบไม่มีเงื่อนไขจากใครสักคนก็สามารถช่วยให้คนที่กำลังทุกข์ร้อนสบายใจขึ้น มีความหวังที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่อไป แต่ถามว่า ถึงแม้ทุกคนจะรู้ แล้วทุกคนจะทำตามนั้นหรือเปล่า? คนเราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ตรงไปตรงมาตามทฤษฎี แถมยังมีนิสัยกบฎอยู่ในตัว จะมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล มีน้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะไม่เคยคิดว่า ‘ธุระไม่ใช่’ เมื่อสิ่งที่ทำนั้นส่งผลดีต่อผู้อื่นแต่ไม่ได้มีผลอะไรเลยกับตัวเอง ก็ทำไมเราจะต้องทำเพื่อคนอื่นด้วยล่ะ? แม้แต่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ต้องลงแรงหรือเสียเงินซื้อหาอย่างแค่การพูดจาอย่างมีไมตรีจิตต่อคนอื่น บางทีคนเราก็ยังเลือกที่จะไม่ทำ เพียงเพราะอีโก้ของตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว คุณเคยทำแบบนั้นบ้างหรือเปล่าคะ? เหยียบย่ำทับถมหรือใช้วาจาเชือดเฉือนคนที่คุณไม่รู้จัก เพียงเพราะคุณไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะคิดว่าเขาไม่ใช่คนที่ให้คุณให้โทษกับคุณได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำดีด้วย คุณอาจคิดว่าในกรณีของ ‘ชายหนุ่มที่สี่แยก’ นั้น หากจะถามหาคนผิดหรือคนที่ต้องรับผิดชอบกันนั้น ทุกคนในเรื่องก็คงจะเป็นคนผิดทั้งหมด ตั้งต้นไปตั้งแต่ผู้หญิงที่มาขอรับคำทำนาย ที่นอกจากจะมีรักที่ผิดศีลธรรมแล้ว ยังอ่อนแอพอที่จะเชื่อคำทำนายพล่อย ๆ ที่ออกมาจากปากเด็กอายุหกขวบจนฆ่าตัวตาย, ริวสุเกะที่เป็นคนให้คำทำนายโดยไม่คิด, ชายหนุ่มที่สี่แยกที่เอาความแค้นไปลงกับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รวมทั้งเด็กผู้หญิงทั้งหลายที่ตกเป็นเหยื่อของชายหนุ่มที่สี่แยกด้วยความหน้ามืดตามัว ฯลฯ แต่หากลองมองมุมกลับ ลองเอาตัวเองเข้าไปแทนที่คนเหล่านั้น คุณอาจต้องลังเลว่านั่นเป็นความผิดของเขาเหล่านั้นจริงหรือ สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการมีเพียงแค่คำพูดปลอบประโลม เธอเรียกร้องมากเกินไปหรือ? ตอนนั้นริวสุเกะกำลังโกรธ การที่เขาเลือกจะให้คำทำนายในเชิงลบ เป็นความผิดของเขาหรือ? การที่ชายหนุ่มที่สี่แยกแค้นเพราะโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับแม่ของเขา เป็นความใจแคบไม่รู้จักให้อภัยอย่างนั้นหรือ? การที่เด็กผู้หญิงจำนวนมากของเมืองนาซุมิถูกครอบงำจนเกิดโศกนาฏกรรมหมู่ ควรจะเป็นความรับผิดชอบของใครกันแน่? ผลสุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก็เนื่องมาจากการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนแต่ละคน เมื่อมีเหตุการณ์แรกเกิดขึ้นแล้ว เหตุการณ์ต่อ ๆ ไปก็จะเกิดตามมาเรื่อย ๆ เหมือนสายน้ำหลาก หากสามารถหยุดยั้งขั้นหนึ่งขั้นใดได้ โศกนาฏกรรมที่ปรากฏในเรื่องนี้ก็คงไม่เกิด สิ่งเดียวที่หยุดยั้งโศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้ สิ่งเดียวกับที่ริวสุเกะเลือกใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในตอนท้ายเรื่อง ก็คือสิ่งเดียวกับที่คำทำนายตรงหัวมุมคาดหวังให้คนเรามีให้กันตั้งแต่ต้น สิ่งนั้นคือกำลังใจและความปรารถนาดี คำพูดเป็นสิ่งที่มีพลัง ก่อนที่คุณจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง หรือก่อนที่จะจรดนิ้วลงบนแป้นพิมพ์คำตอบให้กับใครสักคนในอินเตอร์เนท โดยเฉพาะด้วยถ้อยคำที่บาดหู อย่าลืมคิดดูอีกทีก่อน เพราะเพียงประโยคเดียวของคุณนั้น อาจกำลังหมุนกงล้อแห่งโชคชะตาของใครสักคนอยู่โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
สุมาตร ภูลายยาว
ฉันเคยสงสัยอยู่ว่า คนเราเมื่อเดินทางไกลข้ามคืนข้ามวัน เราล้วนได้รับความเหนื่อยล้า แต่เมื่อไปถึงปลายทาง เราจะสลัดทิ้งความเหนื่อยล้าได้ยังไง คำถามเช่นนี้ไม่เคยเป็นคำตอบเลยสำหรับฉัน เพราะบ่อยครั้งที่เริ่มต้นเดินทางไกล–อันหมายถึงระยะทาง ทุกครั้งเมื่อถึงจุดหมาย ฉันหวังเพียงได้เอนตัวลงพักพอหายเหนื่อยแล้วค่อยคลี่คลายชีวิตไปสู่ทิศทางอย่างอื่น แต่นั้นก็เป็นเพียงความคิดที่วูบเข้ามา ความจริงการจะทำเช่นนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลย โดยเฉพาะกับการเดินทางครั้งนี้ หลังรถโดยสารปรับอากาศสายเชียงใหม่-อุบลราชธานี พาผู้โดยสารออกเดินทางยาวนานถึง ๑๗ ชั่วโมงจอดสงบนิ่งลงที่ท่ารถห่างออกมาจากตัวเมือง ยามเช้าแสงแรกแห่งวันยังไม่เยี่ยมกรายมาเยือน แต่สรรพชีวิตก็ถูกปลุกให้ตื่น หลังจากรถจอดสงบนิ่งแล้ว ผู้โดยสารทยอยลงจากรถ เสียงถามไถ่จากคนขับรถรับจ้างดังมาไม่ขาดสาย บางคนลงจากรถแล้วแต่จุดหมายปลายทางของเขายังอีกไกล แต่บางคนก็ได้กลับบ้านไปพักผ่อน เพราะเหนื่อยล้ากับการเดินทางมาทั้งคืน หากนับรวมผู้โดยสารที่ต้องเดินทางต่อไป ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น  ปลายทางของฉันอยู่ที่หมู่บ้านใกล้แม่น้ำมูน ว่ากันว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไกลออกไปจนถึงเส้นขอบแดนประเทศ และปลายทางที่ฉันจะไป ที่นั่นเราจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในประเทศ