Skip to main content
ภู เชียงดาว
อยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนคนหนึ่งส่งเรียงความ เรื่องวันเด็ก ของ ด.ช.ภูภู่ มาให้ แถมยังย้ำบอกอีกว่าต้องอ่าน อืมม...ใช่ พออ่านแล้วฮาเลยนะครับ ผมว่าอารมณ์ขัน แสบ มัน ฮา อย่างนี้ น่าจะเขียนส่ง ต่วยตูน นะเนี่ยไม่รู้ว่าใครได้อ่านกันหรือยัง ขออนุญาตนำมาแปะให้อ่านกันตรงนี้แล้วกันครับ...ขอย้ำ- -โปรดเขย่าอารมณ์ขันก่อนอ่าน...
พันธกุมภา
มีนา    ถึง พันธกุมภา ฉันต้องขอบคุณ พันธกุมภา ที่เชื้อเชิญ และพยายามดึงฉันออกมาเขียน แม้ว่าจะถูกบอกว่า "น่าจะเป็นนักเขียนได้..." แต่ฉันยังไม่...แม้แต่ลงมือทำ จะเป็นได้อย่างไร หน้านี้...และหน้าที่นี้ ต้องเป็นความต้องการของพันธกุมภา ที่จะดึงฉันออกมาจากะลาเดิมเป็นแน่ สำหรับฉันแล้ว การเดินทางไปวัดป่าสุคะโต เพื่อพบหลวงพ่อเทียนของเธอ แทบจะไม่เกี่ยวข้องอะไร หากเราไม่ใช่กัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน ฉันสนับสนุนให้เดินทางเพื่อไปเรียนรู้ ให้จิตอยู่กับกาย คนสมัยนี้...ฉันเองก็เป็นคนสมัยนี้ ไม่ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันของตนเอง ฉันเคยสังเกตตัวเองเมื่อต้องทำงาน ต้องเดินทางไปทำงาน หรือไปในที่ๆ เราไม่รู้จัก ฉันมักกังวลเสมอ แม้ว่าจะใช้การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ ถึงอย่างไรเขาก็ต้องพาผู้โดยสารทั้งหมดไปส่งที่จุดหมายปลายทางของแต่ละคน ฉันเห็นตัวเองเมื่อฉันไม่รู้จักสถานที่นั้น ซึ่งจริงๆ อาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงกว่าจะเดินทางถึง ทั้งๆ ที่ไปกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ ฉันก็ยังกังวลใจกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงคือจุดหมายปลายทาง ฉันรู้สึกว่าฉันไม่สามารถควบคุมมันได้ ฉันไม่สามารถวางแผนแล้วเป็นไปอย่างที่ฉันวางไว้ได้ สิ่งใดก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ ข้อธรรมที่ฟังมาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบันก็ไม่ช่วยได้ หากฉันหรือเธอไม่เริ่มปฏิบัติ ด้วยการเริ่มวางมัน เมื่อฉันเห็นตัวเองดังนั้นแล้ว การเดินทางอีกครั้งของฉันบนรถโดยสารเช่นเดิม กับเพื่อนกลุ่มเดิม แต่ในสถานที่ใหม่จึงเริ่มขึ้นฉันเริ่มดูตัวเอง...อืม...ฉันยังกังวลอยู่ แล้วฉันก็เริ่มมามองดูที่ลมหายใจของตัวเองว่ากำลังหายใจเข้า หรือ หายใจออก สักพักฉันก็มาชื่นชมกับต้นไม้ข้างถนน รถ ผู้คนที่เดินไปมา บางที่ๆ ผ่านแทบจะไม่มีคนเลย บางที่ก็เป็นตลาด เออ...หนอ พอเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว ความสุขใจ มันช่างหาง่ายจริงๆ ความกังวลใจที่เคยมีมันมลายหายไปตอนไหน...ไม่รู้ เท่าที่ฉันสัมผัส คนอย่างเราๆ มักวางกายไว้ที่หนึ่ง...ที่นี่ ใจลอยไปอยู่กับอนาคต...สิ่งที่มาไม่ถึง ลึกๆ แล้วมันคือความกลัว ที่การศึกษาและชีวิตสมัยใหม่จับมันใส่สมองส่วนคิดเรามาตลอดว่า คนต้องหา ความมั่นคง ...บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าความมั่นคงมันคืออะไร แปลว่า ความสุขหรือเปล่า อนาคตจะเป็นอย่างไร หลายคนวางแผนเป็นอย่างดี ดังเช่น งาน การนัดหมายงาน มีแผนปี แผน 2 ปี แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึง แผนทั้งหลายกลับพลิก ฝนอาจจะตกอย่างแรง น้ำท่วมทำให้เดินทางหรือไปทำงานได้ทันตามที่วางแผนไว้ เหตุการณ์ที่ร้ายแรงก็อาจจะมีคนที่เรารักสูญเสียชีวิต เจ็บ หรือป่วย สิ่งเหล่านี้ ทำให้เราต้องล้มเลิกแผนที่วางไว้ ไม่ว่านานแค่ไหนก็ตาม อันเนื่องจากการที่เราเห็นคุณค่าของชีวิต ความสุข มากไปกว่า "ความมั่นคง" เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือสิ่งตอบแทนใดๆ  หลายเสียงคงบอกว่าอยู่ที่เงิน ถ้าเรามีเงินมากๆ จะทำให้เรามั่นคงได้ สิ่งนั้นเป็นความจริงหรือเป็นจริงหรือไม่ ฉันไม่อาจรู้และไม่อาจตอบแทนใครได้ ฉันรู้เพียงว่า หากวันนี้ฉันมีเงินมากๆ ฉันต้องรับผิดชอบมากขึ้น ต้องทำงานมากขึ้น ร่างกายของฉันคงรับกับโรค ความเจ็บป่วยไม่ไหว จิตใจก็คงเครียด ....ฉันคงป่วยจิตและป่วยกายไปพร้อมๆ กัน ขณะที่คนทำงานเพื่อสังคม แรกเข้ามาต่างมาด้วยความพยายามที่จะเปลี่ยนสังคม อย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน การเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเกิดกับสิ่งใดก็ตาม ย่อมส่งผลกระทบและย้อนกลับมาที่ตัวเรา ทั้งในสิ่งดีและสิ่งที่ไม่ดี แม้ว่าเราจะมีอุดมการณ์เพื่อช่วยชาวบ้าน ช่วยเด็ก ช่วยคนทุกข์ อย่างยากลำบาก ลงมือทำทั้งแรงกายแรงใจ โดยไม่สนใจว่าตนเองจะเจ็บป่วยหรือทุกข์เพียงใด ขอให้คนทุกข์ยากเหล่านี้ได้มีชีวิตที่ดี คนเหล่านี้เขาขอให้เราทำหรือ? ไม่? ถ้าเขาขอ เราทำแล้วมีความสุข ก็อย่าลืมดูแลจิตใจตนเอง ... เราไม่รู้ว่า วันนี้เราดีสำหรับคนอื่น แต่เราไม่เห็นดีในตัวเอง ถ้าเขาไม่ขอ เราทำ...เราคาดหวังให้เขาขอบคุณเราหรือ...เพื่อชื่อเสียงที่จะอยู่กับเราไปจนตายหรือ แล้วเรามีตรงไหนที่เรารักและดูแลตัวเอง อย่างไม่เบียดเบียนต่อสรรพสิ่ง หากคำตอบออกมาว่าเรามีความสุขจากที่ชาวบ้านขอบคุณเรามากมาย เราเองอาจไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย...นอกจากคนอื่นที่รู้จักชื่อและหน้าตาของเรา...เท่านั้น เมื่อความทุกข์และความเจ็บป่วยมาเยือน หลายคนที่ทำงานเพื่อคนอื่น ทำงานเพื่อสังคม มักย้อนถามตัวเองว่า เราทุ่มเทมานาน เราทำไปเพื่ออะไร ทำไมเราไม่ได้สิ่งตอบแทน การเดินทางเข้าวัดป่าสุคะโต อาจเป็นจุดเริ่มต้อนของพันธกุมภา...ในฐานะเพื่อน ฉันได้แต่เอาใจช่วยว่า เมื่อไปถึงแล้วเธอจะได้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น เรื่องง่ายๆ ที่ทำยากสำหรับคนสมัยนี้...ให้กายกับจิตอยู่ด้วยกัน ...อยู่กับปัจจุบัน... เมื่อทำงาน เราเองก็เหมือนกับคนทั่วไป ยังต้องดูแลตนเองด้วยการ ดูแลกาย ดูแลจิต ความห่วงใยที่มีต่อคนใฝ่ปฏิบัติธรรมก็เป็นแบบหนึ่ง คนที่มีอุดมการณ์ทำงานเพื่อสังคมก็เป็นแบบหนึ่ง อย่าท้อใจ...ที่จะเริ่มต้น เริ่ม...จากการมองเห็นตัวเอง เห็นจิตของตนเอง
พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ
  2 - 3 วันมานี้มีโอกาสอ่านบทความเชิงวิเคราะห์ เกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นเร็วๆ นี้ หลายต่อหลายชิ้น ที่เห็นพ้องกันว่า... สุดท้าย..พรรคแกนนำก็คงเป็น "พลังประชาชน"โดยมีพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็ก เข้าร่วมด้วยทั้งหมดยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นพรรคการเมืองอีกฟาก... คอลัมนิสต์บางรายเชื่อว่านี่เป็นผลมาจาก "คณิตศาสตร์การเมือง" เกี่ยวกับจำนวน ส.ส.และความน่าจะเป็น ของชัยชนะจากการเลือกตั้ง และเลือกตั้งซ่อมตลอดจนสัดส่วน ของการแบ่งสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่พรรคพลังประชาชนสามารถตอบสนองได้ดีกว่าประชาธิปัตย์ แถมยังน่าจะมั่นคงกว่าเกี่ยวกับอนาคตของรัฐบาลผสม... บางคนบอกว่านี่เป็น "ธรรมชาติ" ของ "การเมืองไทยๆ"ซึ่งเชื่อมโยงอยู่กับผลประโยชน์ และอำนาจ ของผู้เกี่ยวข้องเป็นด้านหลักแทนที่จะเชื่อมโยงไปถึงผลประโยชน์ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือประชาชน และสังคมโดยรวม... ดูเหมือนทุกอย่างจะสามารถอธิบายได้ขอเพียงเราละวางมโนธรรมสำนึก และจริยธรรมทางการเมืองตลอดจนหัวใจและเป้าหมายของระบอบประชาธิปไตยไปเสีย ไม่ต้องคิดไปถึง "ธรรมาธิปไตย" ดอกนั่นมันเกินระดับสติปัญญาของใครต่อใคร ที่เป็น "นักเลือกตั้ง" มากเกินไป และขณะเดียวกัน พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายถึงใครดีใครเลว ในระดับพรรค หรือกลุ่มการเมืองเพียงแต่ภาพที่ปรากฏมันแสดงออกว่าไม่อายและไร้สัจจะ อย่างที่กล่าวไว้เมื่อหาเสียง เพียงชั่วระยะไม่กี่วันเท่านั้นเอง... ถึงจุดนี้ "ข่าวการเมือง" ดูจะเป็นเรื่องผะอืดผะอมไปอย่างสิ้นเชิงและ "นักการเมือง" กลับกลายเป็นจำอวด หรือปาหี่ราคาถูกไปตามๆ กัน ดีไม่ดี ก็ยิ่งแย่กว่าก่อนนี้เสียอีก... ชาวบ้านบางคนถึงกับกล่าวว่า...ยังไม่ทันไร ฝนก็ตกชะขี้หมูไหล ให้ใครต่อใครมารวมกันเสียแล้วชนิดแทบจะหน้าไม่อายกันเอาเลย... ข่าวคุณเสนาะ คุณบรรหาร คุณสุวัจน์คุณสุรเกียรติ์ คุณสมศักดิ์ และใครต่อใคร หันไปซุกชนิดรวมมุ้งเพื่อหวังพึ่ง "ศักยภาพ" ของคุณทักษิณทั้งด้าน "โอกาส" และ "กำไร"บ่งบอกสภาพการณ์ทางการเมือง ชนิดไม่ต้องกล่าวคำใดๆ อีก เช่นเดียวกับ "ข้าราชการ" ที่เริ่มชะเง้อชะแง้เหลียวแลเบิ่งหา ว่าใครจะสวมหัวโขนมาเป็นนายอย่างน้อยก็จะได้ดักทางถูก หรือจัดแถวของตนเองกับเพื่อนๆให้สอดคล้องกับ "นาย" ที่กำลังจะมาอยู่รำไร... แน่ล่ะ...คำและนิยามของ "คุณธรรม" - "จริยธรรม"ทั้งทางรัฐกิจและการเมือง คงเลือนๆ ไป และอาจจะถูกกล่าวถึงอีกครั้ง เมื่อเราจะไล่ใครออกไปสักคนหรือจะมีการเลือกตั้ง และมีการหาเสียงในแต่ละท้องถิ่น เช่นเดียวกับ"ความจงรักภักดี" และ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"ที่ดูจะเป็นเครื่องมือ ซึ่งหน้าตาท่าทางละม้ายกันเหลือเกินขึ้นอยู่กับว่าในที่สุด ใครจะใช้ และใช้กับใคร...เท่านั้นเอง ฝ่ายวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า...นักการเมืองที่เอ่ยชื่อมาข้างต้นอายุค่อนข้างมากและดูท่าว่าหลายคนก็รู้ดีว่ายามชราภาพ ตนเองคงไร้พื้นที่ ที่จะพักพิงอิงอาศัยในฐานะรัฐบุรุษ(รัฐบุรุษโดยนิยาม หาใช่โดยการแต่งตั้งไม่)จึงพากันกระโดดขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย อย่างไม่กลัวเกรงสิ่งใดอีก ชนิดใครจะติเตียนหรือจะตำหนิ แล้วด่าซ้ำ อย่างสาดเสียเทเสียก็ยังยอมขอเพียงได้ร่วมรัฐบาลเป็นพอ... นี่ก็เป็นตลกร้ายที่ออกจะน่าขมขื่นไม่น้อย .............................................. อีกไม่นาน...พวกเราก็จะมีตำนานหน้าใหม่เช่นเดียวกันกับบันทึกของประวัติศาสตร์ที่จำหลักเรื่องราวร้อยแปดไว้รอใครสักคน(หรือหลายคน)มาค้นพบ และยอมรับฟัง เพียงเพื่อเราจะมั่งคงและมั่นใจขึ้น ในการไม่เดินซ้ำรอยเดิม ............................................... ตลาดความดีงามวายเสียแล้วเช่นเดียวกับตลาดของสัจจะ หลักการและความถูกต้อง... กล่าวอย่างถึงที่สุดผู้ใช้สิทธิ์ และผู้สมัครรับเลือกตั้งตลอดจนรัฐบาล กกต. และพรรคการเมืองช่วยกันเล่นอะไรอยู่? ประชาชนได้อะไรจากการเลือกตั้งประชาชนได้อะไร จากระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนและกฏหมายแม่บทอย่างรัฐธรรมนูญ...ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่เช่นเคย... และตอบยากยิ่งขึ้นทุกที ว่าเราจะมีรัฐบาลใหม่ไปทำไม?จะปฏิรูปการเมืองไปทำไม? ... ... ... 
นาโก๊ะลี
เรื่องเล่าจีนแต่โบราณเรื่องหนึ่ง  เล่ากันมาว่า  ผู้เฒ่าเซียนหมากล้อมขณะกำลังนั่งเดินหมาก เด็กหนุ่มที่เดินหมากอยู่ด้วยถามขึ้นว่า ผู้เฒ่าท่านรอบรู้ทุกเรื่องหรือเปล่า  ผู้เฒ่าบอกไม่รู้  ท่านรู้เรื่องการปกครองหรือเปล่า ผู้เฒ่าบอกไม่รู้  รู้เรื่องกฎหมายหรือเปล่า  ผู้เฒ่าบอกไม่รู้ รู้เรื่องดาราศาสตร์หรือเปล่า ผู้เฒ่าบอกไม่รู้  รู้เรื่องศิลปะศาสตร์หรือเปล่า ผู้เฒ่าบอกไม่รู้  แล้วท่านรู้เรื่องอะไรบ้าง ผู้เฒ่าบอก รู้เรื่องเดินหมาก  เราไม่รู้อะไรนอกจากเรื่องเดินหมาก  มนุษย์ควรมีสิ่งที่ศึกษาอย่างลึกซึ้ง จนแตกฉาน  หากรู้ทุกเรื่อง อย่างละนิดอย่างละหน่อยแล้วก็จะไม่แตกฉานสักเรื่อง  ในที่สุดก็กลายเป็นคนตื้นเขิน.....นั่นอาจเป็นอุปมาอุปมัยเรื่องเล่าปรัมปรา ประวัติศาสตร์ เล่าชวนหัว นิทาน อะไรทั้งหลายเหล่านี้ที่ส่งผ่านมาจากอดีต  ทำให้เราพบว่า  ปวงปราชญ์บัณฑิตทั้งปวงในกาลสมัยนั้นๆ ล้วนดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเวลา  พวกท่านทั้งหลายเหล่านั้นล้วนมีการงานที่มีไว้หล่อเลี้ยงชีวิตเพียงน้อยนิด  และพวกท่านก็ลึกซึ้งในความรู้ที่มี  อย่างนั้นเอง ด้วยภาระที่น้อย ก็ทำให้ท่านทั้งหลายนั้น มีสิ่งที่สำคัญที่สุด  นั่นก็คือเวลา  และอีกส่วนที่สำคัญก็คือท่านเหล่านั้น หรือยุคสมัยนั้นเอื้อให้ชีวิตสัมผัสอยู่กับธรรมชาติ ดิน น้ำ  ต้นไม้ใบหญ้า ป่าเขา ลำธาร  และนั่นคือวิถีแห่งปราชญ์  นอกจากเรื่องของคน  สิ่งประดิษฐ์  บ้านช่องเรือนชาน ถ้วยโถโอชาม ของใช้ไม้สอย สร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง ธรรมชาติที่งาม  ข้าวของเครื่องใช้ที่งาม  นั่นไยจะไม่ใช่หนทางที่นำพาชีวิตไปสู่ความงาม  และด้วยกิจภาระที่น้อยนั้นเอง เวลาจึงมีเหลือเฟือ  นอกจากการสร้างข้าวของเครื่องใช้วิจิตรอลังการแล้ว  ผู้คนยังสามารถสร้างงานศิลปะล้ำค่า ที่ความงามของงานเหล่านั้นบางส่วนยังคงอยู่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ โน้มนำความดีความงามของผู้คนแม้ปัจจุบัน งานที่บริสุทธิ์ หัวใจผู้สร้างบริสุทธิ์  งานยิ่งใหญ่ราวถูกสร้างจากเทพเทวดา  และบางส่วนเราจะพบว่า งานเหล่านั้นปราศจากลายเซ็นเวลาที่ไม่เร่งรีบบีบคั้น  ทำให้คนได้มีเวลามองฟ้ามองดิน และรวมถึงมองเห็นผู้คนตามที่เป็นจริง  และแน่นอนว่าการสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามนั่นเองที่ทำให้หัวใจคนอ่อนโยน  หัวใจที่อ่อนโยนทำให้เรามองเห็นการดำรงอยู่อย่างเชื่อมโยง เกื้อกูลของสรรพสิ่ง  มองเห็นความเชื่อมโยง ทำให้เกิดความเข้าใจ  และเมื่อเข้าใจแล้ว หัวใจก็ก่อเกิดความรัก  ความรักจึงก่อให้เกิดการงานเพื่อรับใช้  อย่างนั้นเองที่มนุษย์จึงได้สร้างความงามที่ยิ่งใหญ่ไว้ประดับโลก  คลื่นพลังของยุคสมัย  เป็นคลื่นของการไม่มีเวลา  ผู้คนพูดคำนี้วันละหลายๆ รอบ  การจะพบกันของผู้คนกลายเป็นเรื่องที่ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขมากมาย  การสนทนาของผู้คนกลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการวางแผนล่วงหน้า  ผู้คนให้ความสำคัญกับบางอย่าง  ที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร (เป็นงานหรือเปล่า ไม่แน่ใจ เพราะบางครั้งผู้คนยังไม่มีเวลาให้กับงาน)  และเป้าหมายในชีวิตของผู้คนก็สลับซับซ้อน และมากมายเกินไป   ความจริง.....ความจริง...ลึกลงไปในหัวใจมนุษย์  ต่างก็โหยหาความงาม  ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามมีผู้คนมากมายบอกเล่าเรื่อง เวลา ว่าง และความงาม  คล้ายใช่ว่าผู้คนจะไม่เห็น ผู้คนจะไม่รู้สึก  และใช่ว่าผู้คนจะไม่ใส่ใจ  เพราะเพียงแต่มองดู  เราจะพบว่ามนุษย์ ต่างกำลังแสวงหาเวลา  เพื่อที่ว่า เวลานั้นจะเปิดพื้นที่ให้มนุษย์เข้าไปสัมผัสความงามอย่างแท้จริง   และแน่นอนว่า มีผู้คนอยู่มากมายในวิถีแห่งการแสวงหาเวลา ที่ได้พบเวลา  และพวกเขาก็พบชีวิตที่งดงาม 
โอ ไม้จัตวา
ตีนฟ้ายกแล้ว แมวยังหลับใหลอยู่บนกองผ้าห่มอบอุ่น ใกล้เวลานัดสำหรับการออกไปดูโลกสีชมพูที่ได้ยินเสียงนักเดินทางต่างถิ่นกลับมาบอกเล่าเรื่องราวอยู่เสมอ  “ใกล้แค่นี้เอง” ฉันบอกเพื่อนร่วมทาง หลังจากชักชวนกันเมื่อคืน ว่าดอกพญาเสือโคร่งกำลังบานที่บ้านม้งขุนช่างเคี่ยน หลังดอยสุเทพนี่เอง เราออกจากบ้านเจ็ดโมงเช้า แวะกาแฟวาวีร้านกาแฟสาขาถนนนิมนานเหมินท์ที่เปิดตั้งแต่เจ็ดโมง แต่ก็ต้องรอเครื่องร้อนอีกครู่หนึ่ง ออกจากถนนนิมมานฯ เข้าสู่ถนนห้วยแก้ว ถนนสายหลักของนักท่องเที่ยวที่ต้องขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ และยังเป็นถนนสายหลักในหัวใจของชาวเชียงใหม่ เนื่องจากดอยสุเทพเป็นศูนย์รวมความเคารพและศรัทธาของชาวเหนือ ถึงดอยสุเทพ ถนนหน้าวัดยามเช้าดูสงบ เศษขยะสองข้างทางยังมีให้เห็น อบต.สุเทพ ผู้รับผิดชอบการเก็บขยะบนดอยยังคงทำงานหนักกับภาระการเก็บขยะจำนวนมาก ขณะภาคีคนฮักเชียงใหม่กำลังเริ่มรณรงค์ เรื่อง”เอาสิ่งใดขึ้นไป เอากลับลงมาด้วย” ปัญหาขยะยังคงเป็นเรื่องขยะที่แก้ไม่ตก แสงแดดสาดมาที่วัด ที่สร้างตามคติหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใครจะรู้บ้างว่าพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยสุเทพนั้นก็งามไม่แพ้ที่ไหน เมื่อยืนอยู่บนยอดดอย มองลงไปพื้นราบที่ตั้งของนครเชียงใหม่ยามเช้า หมอกเรี่ยบางเบา มีดวงตะวันโผล่ขึ้นที่ขอบฟ้าด้านหน้า อยู่เชียงใหม่มา 20 ปี มองเห็นความงามและความเปลี่ยนไปของเมืองที่จะเละตุ้มเป๊ะยังไง ก็ยังเคารพสายตาที่มองเห็นความงามของผู้สร้างเมือง ภูเขา แผ่นดิน แม่น้ำ และผู้คน หลอมรวมกันเป็นเมืองเชียงใหม่ พ้นวัดดอยสุเทพ ผ่านหน้าพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เวียงวังที่ดูเงียบเศร้ากับการจากไปของสมเด็จพระพี่นางฯ ผ่านหน้าพระตำหนักไปทางดอยปุย เมื่อถึงทางแยกสู่ดอยปุยจะมีป้ายบอกบางเลี้ยวขวาไปบ้านม้งขุนช่างเคี่ยน  ถนนช่วงนี้เล็กแคบมีต้นไม้ปกคลุมคล้ายเส้นทางไปอ.แม่แจ่ม แสงแดดลอดยอดไม้ลงมาเหมือนไฟจากดวงอาทิตย์ส่องลงบนโลกนี้ที่คือโรงละครแห่งชีวิตขับไปเรื่อย ๆ ผ่านสถานที่พักกางเต๊นท์ เลยไปอีกหน่อยจะเห็นภาพตรงหน้านี้!
เด็กใหม่ในเมือง
จริงๆ แล้วผมตั้งใจจะประเดิมคอลัมน์ใหม่นี้ ด้วยการเขียนถึงหนังเรื่อง "รักแห่งสยาม" (ที่เขียนเสียช้าขนาดนี้ ก็เพราะผมเพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้จากรอบพิเศษที่ชาว pantip.com ร่วมกันจัดขึ้น) แต่ก็มีเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจกระทันหัน เหตุผลที่ว่านั่นก็คือการยุติรายการของคลื่นวิทยุ 99.5 The Radio ครับ ถ้าใครได้ติดตามแวดวงวิทยุในกรุงเทพฯ (หรือถ้าไม่ได้ตามในกรุงเทพฯ จะฟังวิทยุทางเนตก็เช่นกัน) รวมถึงเป็นนักฟังเพลงสากลอยู่บ้าง คงจะรู้จักรายการนี้ในฐานะที่เป็นแหล่งรวมนักจัดรายการระดับ "เทพ" ของวงการวิทยุเมืองไทย ตั้งแต่คุณหมึก - วิโรจน์ ควันธรรม, คุณมาโนช พุฒตาล, คุณเดือนเพ็ญ สีหรัตน์,ป้าแต๋ว - วาสนา วีระชาติพลี ฯลฯ นักจัดรายการเหล่านี้ เป็นตัวแทนของดีเจ. ในยุคที่วงการวิทยุอุดมไปด้วยดีเจ. ต้องมีความรู้-เข้าใจในตัวเพลงที่เปิด ประกอบกับความสามารถในการดึงคนฟังให้อยู่หมัด สิ่งที่เราได้ยินจาก The Radio จึงแตกต่างจากรายการวิทยุประเภท "ฟังเพลงต่อเนื่อง 50 นาที" ตรงที่เราจะได้ฟังเพลงพอประมาณ ในขณะเดียวกันดีเจก็ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นผู้พูดเข้ารายการกับปิดท้ายเพลงเพียงเท่านั้น หลายๆ ครั้งที่เราจะได้ยินเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเพลงที่เปิดอยู่ รวมถึงเรื่องราวสัพเพเหระต่างๆ จนบางครั้งสิ่งที่ดีเจพูด น่าสนใจกว่าตัวเพลงที่เปิดเสียอีก (ถ้าใครเคยฟังพี่ซัน - มาโนช พุฒตาล จัดรายการจะเข้าใจเรื่องนี้ดีครับ เพราะหลายๆ คนที่ฟังช่วงที่พี่ซันจัดก็เพื่อรอลุ้นว่าวันนี้พี่ซันจะพูดอะไร และจะคว้า "ไอ้จู๊ด" - กีตาร์ตัวโปรดขึ้นมาเล่นสดๆ ในรายการช่วงไหน) The Radio แสดงให้เราเห็นว่าดีเจไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เป็นผู้พูดเปิดรายการ, เข้าเพลง, ปิดรายการ และหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการช่วยขายของให้กับสปอนเซอร์ของคลื่นด้วย (ฮา...) แต่ดีเจยังนำเสนอความคิด, ประสบการณ์ และรสนิยมทางดนตรีมาคลุกเคล้าแล้วนำเสนอไปกับวิธีการพูดที่น่าฟัง (ซึ่งสิ่งนี้บรรดาดีเจหน้าหล่อรุ่นหลังๆ ทำไม่ค่อยเป็น) ทำให้แม้จะไม่ได้เป็นคลื่นวิทยุสังกัดบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่รายการนี้ก็มีผู้ฟังมากพอสมควร และเป็นที่กล่าวขวัญแบบปากต่อปากมากขึ้นเรื่อยๆ (ได้ยินมาว่าแม้กระทั่งในออฟฟิศของประชาไทเอง ก็มีแฟนๆ เดอะเรดิโออยู่หลายคนเหมือนกัน)แต่แม้ว่ารายการนี้จะมีผู้ฟังเยอะขนาดไหน แต่จำนวนสปอนเซอร์กลับไม่ได้เยอะตามไปด้วย จนในที่สุด นายทุนเลยถอดใจ เปลี่ยนรูปแบบรายการเป็นเน้นเพลงป๊อปเอาใจวัยรุ่น (ทั้งๆ ที่ได้ยินมาว่าหลังช่วงปีใหม่ จะมีสปอนเซอร์อีกหลายเจ้าเข้ามาสนับสนุน แต่ก็ดูว่าจะไม่ทันกาลเสียแล้ว)เอาเข้าจริงสิ่งที่เกิดขึ้นกับ The Radio ก็เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับหลายๆ รายการวิทยุชั้นดีในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นรายการที่ผสานการเป็นคลื่นวิทยุขวัญใจวัยรุ่นกับรายการวิทยุคุณภาพได้ลงตัวอย่าง Smile Radio FM 88.0 หรืออย่าง 89.0 Pirate Rock ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของคลื่นขวัญใจคออินดี้อย่าง Fat Radio ในปัจจุบัน (แม้กระทั่งพี่หมึก – วิโรจน์ ควันธรรมเองก็เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนในสมัย 94.5 Love FM.)เพราะทุกรายการที่ผมกล่าวมานั้น ต่างเป็นรายการที่มีกลุ่มคนฟังเหนียวแน่นพอสมควร และต่างก็รับคำกล่าวขวัญจากผู้ฟังในด้านคุณภาพ แต่ก็ไม่สามารถรักษาคลื่นวิทยุของตัวเองไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลจากการหาโฆษณาไม่ได้, ไม่ได้ต่อสัญญาสัมปทานกับทางคลื่น เพราะมีเจ้าอื่นที่เงินหนากว่ามาประมูลได้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนเริ่มรู้สึกว่า การทำรายการวิทยุให้ถูกใจคนฟัง อาจไม่สำคัญเท่ากับการทำรายการวิทยุให้ถูกใจเอเจนซี่โฆษณา ซึ่งบรรดาเอเจนซี่เหล่านี้นะแหละ ที่เป็น “มือที่มองไม่เห็น” ที่คอยกำหนดชี้เป็น ชี้ตายให้กับวิทยุ (เอาเข้าจริง มันก็โอบคลุมไปทั้งวงการวิทยุ, โทรทัศน์, นิตยสาร... หรือให้ง่ายกว่านั้น สื่อทุกประเภทกำลังถูกมือข้างนี้ค่อยๆ บีบทีละน้อย...)ในขณะที่คนเสพได้แต่มองตาปริบๆ ด้วยความเสียดายผมควรจะจบเรื่องนี้ด้วยการสรุปแบบเศร้าๆ ว่า “นี่คืออีกหนึ่งคลื่นวิทยุดีๆ ที่ต้องจากไปเพราะกระแสทุนเป็นใหญ่”...แต่มันยังจบไม่ได้ครับเพราะว่ามีคนนำเรื่องการยุติรายการของ The Radio ไปโพสต์ลงในเวบบอร์ดในห้อง “เฉลิมไทย” ของเว็บไซต์ Pantip.com (http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6178823/A6178823.html)  ซึ่งผลที่ได้ก็คือมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นถึง 934 ความเห็น (ในขณะที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้อยู่) ซึ่งความเห็นจำนวนมากนั้นมีความเห็นของพี่หมึก และทีมดีเจหลายๆ ท่านของ The Radio รวมอยู่ด้วยจากความเห็นเหล่านั้น จุดประกายให้ทีมงาน The Radio เลือกที่จะลองหาทางเคลื่อนไหวอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นการทดลองจัดรายการออนไลน์บนอินเตอร์เน็ต หรืออาจจะเป็นการจัดกิจกรรมพบปะแฟนๆ รายการ (ใครอยากทราบรายละเอียดจริงๆ ลองสอบถามไปที่ theradiolive@hotmail.com ดูแล้วกัน)ผมเริ่มเห็นสัญญานอันดี ที่ “มือที่มองไม่เห็น” จะถูกทดสอบโดยพลังของผู้ฟัง – ผู้เสพสื่อจริงๆ สักทีซึ่งแม้จะยังไม่รู้ว่า The Radio จะ “เกิดใหม่” ได้อีกครั้งหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าถ้าพวกพี่ๆ สามารถทำได้ การเกิดใหม่คราวนี้จะเป็นเหมือนนกฟินิกซ์ที่เกิดขึ้นจากกองไฟที่เผาร่างตัวเองมันจะไม่ตายง่ายๆ แน่นอนครับ
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
อุทยานแห่งชาติ ไม่ได้หมายถึง แหล่งนันทนาการเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้นการท่องเที่ยวอุทยาน คือ การสัมผัสถึงการมีอยู่ของแต่ละชีวิตในธรรมชาติ เผ่าพันธ์ร่วมโลก เพื่อทำความรู้จัก เข้าถึงและอยู่ร่วมกันโดยเบียดเบียนกันให้น้อยที่สุดภูกระดึง จึงกลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ไม่ต้องการยานพาหนะและกระเช้าไฟฟ้า แม้ว่าจะพอมีร้านเช่า Mountain bike สนองอารมณ์นักแคมป์ปิงในอัตราวันละ 350 บาท ก็ตามเพราะฉะนั้น สำหรับภูกระดึง การเดินด้วยเท้าจึงเป็นเรื่องง่ายและดีที่สุด... ยามเช้า อากาศสดใส แดดหน้าหนาวตกกระทบลงบนกิ่งสน เกิดเป็นแฉกฉูดฉาด อาบไล้ ปลุกเร้าให้นักแคมป์ปิงออกมาค้นหาเรื่องราวตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ กวางตัวใหญ่ สีน้ำตาลเทา เฉิดฉายไปมาท่ามกลางกลุ่มคนที่ไปหาข้าวลงท้อง หลายคนหยุดยืนดู เก้ๆ กังๆ ให้อาหารมันอย่างไม่คุ้นเคย ผิดกับมันที่ดูคุ้นเคยกะเราอย่างไม่แปลกหูแปลกตาคน ค่น ค้น ค๊น ค๋น...ภูกระดึง มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ หากใครต้องการดูพระอาทิตย์ขึ้น ต้องรีบตื่นตั้งแต่ตี5 เพื่อเดินเท้าไปถึงผานกแอ่นกับเจ้าหน้าที่ หากใครต้องการดูพระอาทิตย์ตก ต้องเดินเท้าตามเส้นทางเรียบผาไปยังผาหล่มสักแต่ขากลับต้องเดินฝ่าความมืดกลับศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางเป็นระยะทาง 14 กิโลเมตรเส้นทางเลียบผา เดินเท้าจากผาหมากดูกเลาะเรื่อยไปจนถึงผาหล่มสัก จะมองเป็นตัวอำเภอโพธิ์ศรีฐาน สลับกับขุนเขาเขียวกลางสายหมอกสีเทา มองเห็นเป็นสีเขียวเทา ทัศนียภาพของโลกในมุม 180 องศาเส้นทางน้ำตกและใบแดงฉานของใบเมเปิล น้ำตกถ้ำใหญ่ ลึกล้ำ เสียแต่หน้าหนาวน้ำน้อยไปสักนิด..เดินพอเหงื่อชุ่มและพักกินข้าวกลางวันให้พอหมาดเหงื่อแล้วลุยต่อไปเส้นทางป่าดิบ ที่ถูกกันเอาไว้ให้เป็นที่อยู่ของต้นไม้และสัตว์ป่า หากคิดจะเดินต้องติดต่อพิเศษเพื่อการศึกษาและเผยแพร่กับทางอุทยาน ..ลานหินพระแก้ว ลานหินพระพุทธเมตตาและกระดิ่ง สัญลักษณ์อีกอย่างที่สำคัญของภูกระดึง เล่าย้อนกันไปว่า ทุกค่ำคืนของวันพระและวันอากาศแจ่มใส คนบ้านศรีฐานจะได้ยินเสียงกระดิ่งดังลงมาจากภู นักท่องเที่ยวหลายคนเห็นชอบร่วมกันว่า น่าจะเอากระดิ่งไปแขวนไว้ให้พลิ้วไหว แกว่งไกวเสียงดังกรุ๋งกริ๋งกลางสายลมหนาว คราวนี้จะได้เห็นกันจะจะว่าเสียงมาจากที่ไหนสระอโนดาด น้ำสีเขียวใสไหลออกมาจากหิน กลางแอ่งลึก ท่ามกลางทุ่งหญ้าสลับป่าสนแน่นขนัด ใสเสียจนให้คนได้ลงวักน้ำนั่งจ้องมองตัวภายในตน...ทั้งหมด ได้มาด้วยหงาดเหงื่อและสองเท้าที่ก้าวเดิน ครับองค์รูปพระแก้ว ใต้ท้องฟ้าสีคราม ยามเช้า หลังจากกลับจากดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นพืชชนิดนี้จะเห็นได้ทั่วไปบนผืนทราย บนยอดภูกระดึง มีมากจริงๆ ครับวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของนักท่องเที่ยว จะนำไม้ซี่เล็กๆ ไปวางคล้ายกับพยุงไม่ให้หินใหญ่มันร่วงลงมาดอกสีม่วงลออตา ออกจากกลีบหนาๆ สีน้ำตาลสายน้ำตกถ้ำใหญ่ น้อยในฤดูหนาวเธอ พยายามเก็บภาพใบเมเปิลแดงที่น้ำตกเพ็ญพบบริเวณสระอโนดาด น้องนักเรียนคนนี้เดินทางมาจากภาคใต้ มากับกลุ่มเพื่อนๆ และคุณครูบริเวณผาหล่มสัก เหล่านักท่องเที่ยวรอดูพระอาทิตย์ตกระหว่างทางเดินกลับจากผาหล่มสัก ร้านรวงริมผาจะเปิดไฟรอนักท่องเที่ยวอย่างนี้
แสงดาว ศรัทธามั่น
คืออาจารย์ ..”อานันท์  กาญจนพันธุ์”งามรังสรรค์จิตวิญญาณมิเคยหลอกลวงลื่นไหลสู้เพื่อโลกชีวิตเพื่อความเป็นไทสู้ด้วยหัวใจเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน แห่งชีวี...เป็นนักคิดนักเขียน นักวิชาการกล้า แกร่ง หาญ นั้นเหลือที่พร้อมรำฟ้อนสู้เพื่อพี่น้องชนเผ่า ณ ปฐพีแล สู้ เพื่อ ผู้ถูกกดขี่... นิรันดร์ไป“ของหน้าหมู่” คือวิถีชีวิตของส่วนรวมโลกบวมบิดเบี้ยวก็ด้วยเพราะจิตวิญญาณมิเคยหยิบยื่นให้มี อวิชชาบ้าบอดในหัวใจ จึ่งทำลายโลกชีวิตธรรมชาติ พินาศพลัน...อาจารย์”อานันท์”และผองเพื่อนนักวิชาการจึงเหิญหาญ มิดูดายร่วมสร้างสรรค์ร่วมคิด – ร่วมรบ – ร่วมสู้ – ร่วมผูกพันโอ.. โลกเอกภพจักรวาล พร้อมใจกัน...อวยพรชัยให้วิถีชีวันแกร่งชีพงาม!ด้วยคารวะ + พลังใจอ้ายแสงดาว  ศรัทธามั่น ประพันธ์ในนาม  เพื่อนพ้อง น้อง พี่  คราจัดงานวิชาการ  มุทิตาจิตแด่..อาจารย์อานันท์ฯต้นฤดูหนาว 5 มกราคม 2551 ล้านนาอิสระ  เจียงใหม่“ของหน้าหมู่” เป็นคำศัพท์ของอาจารย์อานันท์ฯ หมายถึงสถานที่ส่วนรวม ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น ดิน น้ำ ป่า ห้วย หนอง คลอง บึง ฯลฯ 
สวนหนังสือ
‘นายยืนยง’  ชื่อหนังสือ      :    วิมานมายา  The house of the sleeping beautiesประเภท         :    วรรณกรรมแปลจัดพิมพ์โดย    :    สำนักพิมพ์ดอกหญ้าพิมพ์ครั้งที่ ๑   :    มิถุนายน ๒๕๓๐ผู้เขียน          :    ยาสึนาริ คาวาบาตะ ผู้แปล           :    วันเพ็ญ บงกชสถิตย์   
ที่ว่างและเวลา
‘ลีนาร์’ “ยามเมื่อเราต่างพูดถึงความสุข จะเกิดพลังขึ้นและสร้างคุณค่าขึ้นมาได้”คำกล่าวจากใบหน้ายิ้มแย้มของ ลิซ่า คาเมน เจ้าของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง H-FACTOR: where is your heart? ที่เธอและลูกสาวสำรวจธรรมชาติของความสุขของผู้คนข้ามทวีปผ่านคำถามง่าย ๆ ‘ความสุขของคุณคืออะไร’ย้อนไปในวันหนึ่ง ขณะที่ลิซ่าปั่นจักรยานผ่านตอนเหนือของประเทศอินเดีย เธอฉุกคิดขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรให้ชาวอินเดียจะแสดงออกถึงความสนุกและความสุขอย่างแท้จริงท่ามกลางความอัตคัดขัดสนที่ยังคงดำเนินอยู่ในเวลานั้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหัวข้อหลักของสารคดีซึ่งเธอและเคย์ล่า ลูกสาววัย 9 ขวบของเธอ ร่วมกันแบกกล้องค้นหารูปแบบความสุขของผู้คนหลากหลายเพศ วัย อาชีพ และสถานะ จากทั่วอินเดียจนถึงสหรัฐอเมริกา โดยมีเวลาให้แต่ละคนเพียง 60 วินาทีที่จะตอบคำถามนี้ออกมาอย่างอิสระ ซึ่งหลายคนยอมรับว่าไม่เคยปล่อยให้คำถามนี้เข้ามาในความคิดตัวเองเลยแม้ครั้งเดียว และคำถามหนึ่งคำถามนั้นก็นำมาซึ่งหลายคำตอบ ด้วยอิสระทางความคิดของผู้คนทำให้เราสามารถมองเห็นความสุขในหลาย ๆ แง่มุม มีคนจำนวนมากที่สามารถหาความสุขได้จากรอบ ๆ กาย โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ๆ เพียงแต่ปล่อยให้อะไรต่าง ๆ คงอยู่ในแบบนั้น มีหลายคนที่ตอบว่ามีความสุขเพราะได้ทำให้คนอื่นยิ้มหรือหัวเราะ การได้พูดคุย ท่องเที่ยว สร้างสัมพันธไมตรีกับผู้อื่นหรือได้อยู่ใกล้คนที่รัก ทั้งพ่อ แม่ พี่ น้อง และคนรัก ก็เช่นเดียวกัน มีจำนวนมากที่ชี้ไปหาคนใกล้ตัวและบอกว่านี่คือความสุขที่สุดในชีวิต ทั้งนี้ รวมถึงการได้ทำสิ่งที่รักด้วยเช่นกันศาสนาก็เป็นอีกหนึ่งหนทางของผู้คนที่นิยามความสุขเป็นความสงบที่ได้จากการพูดคุยกับพระเจ้า รวมถึงการเข้าใจหลักธรรมและปฏิบัติตาม เพื่อเป้าหมายทั้งความสงบในจิตใจและเป้าหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตามมีจำนวนไม่น้อย ที่ตอบว่าความสุขคือการมีเงินมาก ๆ เพื่อนำไปปลดเปลื้องทุกข์จากความยากจน ความลำบากต่าง ๆ ซึ่งคงทำให้ความสุขแท้จริงเกิดขึ้นได้ในชีวิตของพวกเขานักจิตวิทยาคนหนึ่งบอกว่า เงินซื้อความสุขได้ หลายคนคงเถียงคำพูดนี้ เพราะเราต่างเคยได้ยินว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่นักจิตวิทยาก็บอกเพิ่มว่า นั่นเป็นเพียงความสุขระยะสั้น ความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ในสภาพสังคมทุกวันนี้ที่การดำรงชีวิตอยู่มีเงินมาเป็นส่วนหนึ่ง และก็เป็นส่วนสำคัญในชีวิตใครหลายคนจริง ๆ นอกจากความสุขที่หาได้จากรอบ ๆ ตัวแล้ว ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ความสุขเกิดจากข้างใน ความสุขที่ไม่ต้องสร้างแรงบันดาลใจจากที่ไหน แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปและอยู่ร่วมกับทุกสิ่งได้ ความสุขก็จะบังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหลายครั้ง ที่เราอาจคิดว่าหากมีหรือไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้เราก็จะมีความสุข เช่น “ถ้าเรามีบ้าน มีลูก มีครอบครัว ได้ท่องเที่ยวรอบโลก ก็คงจะมีความสุขนะ”   สิ่งเหล่านี้ ทั้งนักจิตวิทยาและพระที่ ลิซ่าสัมภาษณ์กล่าวว่า การคิดในรูปแบบนี้จะสร้างความคาดหวังให้กับตัวเอง และยามเมื่อยังไม่บรรลุผลตามที่ต้องการ ความสุขก็ยังไม่อาจเกิดขึ้น แม้จะเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่แน่นอนว่าจะทำให้เกิดความสุขได้ตลอดไปหรือไม่ ดังนั้น ความคิดว่า “ถ้าเรามี” หรือ “ถ้าเราไม่มี” จึงเป็นการสร้างทุกข์ให้ตัวเองมากกว่าเดิมพูดง่าย ๆ ก็คือ หากเราพยายามมีความสุข เราก็ไม่อาจมีได้อย่างแท้จริง เพราะการคาดหวังนี้ หากเราผิดหวัง หรือยังไม่ได้ตามที่ต้องการ เราก็ยังไม่มีความสุขเสียที และไม่แน่ว่าเมื่อเราได้อย่างนั้นแล้ว ความสุขจะเกิดขึ้นกับเราและคงอยู่ตลอดไปดังนั้น เราควรปล่อยให้อะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น และมีชีวิตร่วมกับสิ่งเหล่านั้น หรือที่ภาษาอังกฤษบอกว่า “Let it be” นั่นเองนอกจากภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ลิซ่ายังเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้ถ่ายทอดและแบ่งปันความสุขกันผ่านเว็บไซต์ www.whatisyourhappiness.com เพราะเธอถือว่ายังคงมีความสุขมากมายหลงเหลืออยู่ในโลกนี้ เพียงแต่เราต่างมองไม่เห็นเท่านั้นเอง 
กิตติพันธ์ กันจินะ
ลมหนาว ยังไม่จางหาย....วันเด็กแห่งชาติเพิ่งจัดเสร็จไปไม่กี่วัน จนถึงวันนี้ วันเด็ก เสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ยังคงมีการจัดมาอย่างสม่ำเสมอทุกๆ ปี นับตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2499 ในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ ได้มอบคติเตือนใจสำหรับเด็กๆ ปีละ 1 คำขวัญ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบเนื่องจนถึงปัจจุบันวันเด็กที่ผ่านมา ผมได้ร่วมกิจกรรมที่ศูนย์เพื่อน้องหญิง จ.เชียงราย ภายในงานจัดกิจกรรมในแนวว่า “ข้างหลังภาพ” ทำนองว่า ทำงาน ทำกิจกรรม กันมามากมาย ทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุ วันนี้น่าจะมาดูกันว่าได้ทำอะไรกันมาบ้าง ซึ่งเด็กๆ ก็ได้เตรียมจัดกิจกรรมในบู๊ธของตนเอง มีการเล่นเกม จัดนิทรรศการ การเรียนในเรื่องเอดส์ เพศ สิทธิเด็ก ส่วนผู้สูงอายุก็เตรียมของใช้ในอดีตมาแสดงให้เด็กๆ ดู เช่น เครื่องปั่นฝ้าย ที่จับปลา เป็นต้นมีผู้ปกครองพาเด็กๆ ตัวเล็กๆ เข้ามาร่วมกิจกรรม มีน้องคนหนึ่งถามผมว่า “วันเด็กมีจัดกี่ที่” ผมเงียบไปสักพัก แล้วก็บอกว่า “น่าจะมีหลายที่นะครับ” “แล้วประเทศอื่นมีวันเด็กไหม...” น้องผู้หญิงอีกคนถามผม ผมตอบว่า “ไม่รู้ครับ” เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าประเทศอื่นมีการจัดกิจกรรมวันเด็กแบบเมืองไทยไหม หรือถ้ามีก็คงจะไม่ใช่วันเดียวกัน แต่อาจเป็นวันอื่นๆ ก็ได้ พอนึกถึงเรื่องประเทศอื่น ก็นึกถึงเรื่องชาติขึ้นมา ..... เรื่องชาติ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในชาตินี้ แต่ไม่มีสัญชาติ เป็นคน “ทุกข์” เรื่องสัญชาติ ซึ่งก็คือ เด็กๆ เพื่อนๆ พี่น้องอีกหลายคนที่เกิดบนแผ่นดินไทย แต่ไร้ซึ่งสัญชาติไทยอย่างงานวันเด็กไร้สัญชาติ ก็ได้มีการจัดมาแล้วหลายครั้ง และแต่ละครั้ง ก็มีกระแสผลักดันให้ภาครัฐดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติของเด็ก เพราะเด็กๆ หลายที่ที่ไร้สัญชาตินั้น จะขาดหลักประกันในการเข้ารับการศึกษา หรือการบริการสาธารณสุขของรัฐ ทั้งนี้แม้ว่า ภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการต่างๆ เช่น ในเรื่องสัญชาติ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ประเทศไทยลงนามเป็นภาคี เมืองปี 2535 และได้ตั้ง ข้อสงวนไว้ สอง – สาม ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือเรื่อง “สัญชาติ” โดยความคืบหน้าปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอว่า ให้รัฐบาลดำเนินการ ถอนข้อสงวนข้อ 7 เรื่องสถานะบุคคล โดยการแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ เพื่อไม่ให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยของพ่อและแม่ต่างด้าวเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายเรื่อง มาตรา 7 ทวิ ตามพรบ.สัญชาติ พ.ศ. 2535 ได้เปิดโอกาสให้คนที่ไร้สัญชาติสามารถร้องขอสัญชาติไทยต่อกระทรวงมหาดไทยเป็นรายๆ ได้ตามกฎหมาย แต่ก็ยังพบว่ายังมีเด็กไทยบางส่วนที่ประสบปัญหาเรื่องเอกสารการเกิด ทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนการเกิดและไม่ได้รับสัญชาติไทยด้วยเช่นกันแน่นอนว่าสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการที่เด็กๆ ไม่ได้รับสัญชาติ บางส่วนเนื่องจากประชาชนที่ไม่มีสัญชาติไทยไม่รู้กฎหมายและระเบียบขั้นตอนในการดำเนินการแจ้งเกิด หรือไม่เห็นประโยชน์ของการแจ้งเกิด หรืออุปสรรคในการเดินทางก็ตาม แต่สาเหตุที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐบางส่วนไม่อำนวยความสะดวก หรือเลือกปฏิบัติยังคงมีอยู่ เช่น การเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ หรือเรียกหลักฐานประกอบมากเกินความจำเป็น ฯลฯ ก็ถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์เข้าตนบนความเดือดร้อนของผู้อื่นทั้งนี้อย่างไรก็ตาม คณะทำงานที่ติดตามเรื่องอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของประเทศได้มองว่าในเรื่องสิทธิที่จะมีชื่อ สัญชาติ และสถานะบุคคล (identity) นั้นรัฐจะต้องส่งเสริมการประกันให้เด็กที่เป็นคนไร้รัฐ (stateless) มีสิทธิที่จะมีสัญชาติ (รวมถึงสัญชาติไทย) และสามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ ได้ นอกจากเรื่องแก้กฎหมายแล้ว จะมีการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กไร้สัญชาติส่วนเด็กผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาแหล่งพักพิง บัญญัติกฎหมายเพื่อคุ้มครองเด็กผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาแหล่งพักพิง และประกัน การเคารพหลักการไม่ผลักดันกลับ (non-refoulement) โดยเฉพาะเด็กที่เคยเป็นทหาร รวมทั้งพิจารณาเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และพิธีสาร ค.ศ. 1967หรือแม้แต่ (ร่าง) พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ...... ก็ได้ระบุว่า “ให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีสิทธิได้รับการจดทะเบียนรับรองการเกิด การพัฒนา  การยอมรับ การคุ้มครองและโอกาสในการมีส่วนร่วมตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม การศึกษาอบรม ความคิดเห็นทางการเมือง การเกิดหรือสถานะอื่นของเด็กและเยาวชน บิดามารดา หรือผู้ปกครอง”ฉะนั้นแล้ว ถือได้ว่าเรื่องของสัญชาติของเด็กนั้นไม่ควรจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการทางสังคมต่างๆ อย่างที่ได้เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา และเป็นเรื่อง “สิทธิ” ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนจริงๆ ซึ่งเมื่อย้อนกลับมายังวันเด็กที่เกิดขึ้นนั้น ก็อาจบอกได้ว่า ควรจะเป็นวันเด็กของเด็กๆ ทุกคน ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะมีหรือไม่มีสัญชาติ ควรจะเป็นวันเด็กทุกสัญชาติ ที่ไม่แค่เฉพาะเด็กที่มีทุกข์จากเรื่องสัญชาติเพียงเท่านั้น..........ผมยังจำเรื่องของ มึดา นาวานารท เพื่อนเยาวชนจากแม่ฮ่องสอน ได้ว่า เธอเป็นเด็กคนเดียวร้องไห้หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันเด็กหลายปีก่อน เพราะนายกทักษิณเมื่ออดีต หนีพวกเธอออกทางหลังทำเนียบฯ ตอนนั้นเธอเล่าว่าที่ไปทำเนียบนั้นเพื่อจะไปบอกเล่าความรู้สึกและปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองและเพื่อน ๆ เนื่องจากประเด็นไร้สัญชาติเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยแก้ไข การได้รับสถานะความเป็นคนไทย คือ ของขวัญสำหรับเด็ก ๆ ที่ไม่มีสัญชาติมึดา เคยเสนอว่า “นายกรัฐมนตรี คือ คนที่มีอำนาจในการจัดการเรื่องสัญชาติสูงสุด หันมาสนใจเรื่องสัญชาติสักนิดก็จะดี แม้จะเป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือในประเทศไทย แต่อยากให้คิดว่าพวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้อยากให้ลองเข้าหาคนรากหญ้าจริง ๆ เดินเข้าหาประชาชนที่ประสบปัญหาจริง ๆ มาดูกันว่าข้อเท็จจริง คือ อะไร มีอะไรที่ซ่อนอยู่ในนั้นบ้างเราน่าจะมาเปิดโอกาสคุยกันหรือเปล่า เปิดอกคุยกันดีกว่าจะปล่อยเอาไว้แบบนี้ หากยืดเยื้อไม่ยอมแก้ไข ปัญหาจะเรื้อรังขึ้นหรือเปล่าและอย่าแก้ไขที่ปลายเหตุ โยนเงินลงมาให้หรือส่งออกไปประเทศโลกที่สาม แก่นของปัญหาจริง ๆ ไม่ได้รับการเปิดออกมา”วันเด็กปีนี้ แม้ว่าจะมีการแจกขนมอบกรอบต่างๆ มากมาย คละคลุ้งไปกับกลิ่นโชยแห่งความอาดูร ในการสูญเสียสมาชิกของราชวงศ์ แต่ปัญหาของเด็กทุกๆ คน ไม่ว่ามีหรือไม่มีสัญชาติยังคงเกิดขึ้นดั่งสายลมที่พัดพาความเยือกเย็นหนาว ผ่านมาและผ่านไป ทุกขณะ ...รัฐบาลแล้ว รัฐบาลเล่า.....--------แหล่งข้อมูล: 1. รายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทย ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ฉบับที่ 2 เสนอต่อคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ โดย คณะอนุกรรมการเรื่อง “สิทธิเด็ก” คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ 2. บทสัมภาษณ์มึดา นาวานารท เข้าถึงได้ที่ http://www.thaingo.org/man_ngo/muda.htm  
วาดวลี
1.อากาศยามเช้าหนาวไอเย็นแผ่วเบา พัดมาจากภูเขาสูงผ่านทางไกล ใกล้รุ่งฝ่าหมอกคลุ้งสีเทา-เทา