บล็อกกาซีน ประชาไท
กิตติพันธ์ กันจินะ
กาลชีวิตของผมเดินทางผ่านมาแล้วอีกหนึ่งปี และคงจะเดินทางต่อไปตามเข็มนาฬิกา สายน้ำ สาดลม แสงแดด เช่นนี้อีกเรื่อยๆ ตราบที่ยังคงมีลมหายใจอยู่...เมื่อปีที่แล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้น อันเกี่ยวข้องกับเยาวชน คนหนุ่มสาวในประเทศนี้มีมากมายทั้งร้ายดี โดยส่วนตัวแล้ว เห็นความพยายามของผู้ใหญ่หลายภาคส่วนที่เข้ามาสนับสนุนการทำกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมของเยาวชนอยู่มากมายหลายหลากโครงการพัฒนาเยาวชนจำนวนมาก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจ ล้วนมุ่งเน้นให้เยาวชนคนหนุ่มสาวเข้ามาทำกิจกรรมทางสังคมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างที่ได้รับรู้มาดังเช่น โครงการเยาวชนไทยไม่ทอดทิ้งสังคม ที่เครือข่ายเยาวชน 14 กลุ่ม ได้ดำเนินการภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, โครงการ Youth Venture โครงการที่ทางมูลนิธิอโชก้า ประเทศไทย ดำเนินการขึ้นเพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ในการทำกิจกรรมตามที่ตนถนัด, โครงการของภาคธุรกิจ เช่น โครงการที่มูนนิธิซีเมนต์ไทยสนับสนุน โครงการชั่วโมงนี้เพื่อเด็ก ที่ทางสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนฯ ดำเนินการ หรือแม้แต่โครงการแบ่งปันฯ ที่ทางเครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับภาคีดำเนินการ ฯลฯลักษณะโครงการตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น มีเป้าหมายเพื่อให้เยาวชนเข้ามาทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็น “มือใหม่” หรือ “มือปานกลาง” หรือ “มือเก่า” ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางให้เยาวชน ในการเข้ามาขอรับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ ได้ทั้งสิ้นกล่าวสำหรับเยาวชนมือใหม่ ที่ออกมาทำกิจกรรมเพื่อสังคม ตามที่โครงการเยาวชนไทยไม่ทอดทิ้งสังคม หรือ ชื่อสั้นๆ ว่า “เยาวชนพันทาง” นั้น ก็ได้ดำเนินการสนับสนุนเยาวชนมือใหม่มากกว่า 300 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่เยาวชนได้คิดเองและดำเนินการเองภายใต้งบประมาณสนับสนุนไม่เกินโครงการละ 8,000 บาท ทั่วประเทศจากที่ได้รับฟังความรู้สึกของเยาวชนมือใหม่ที่เข้ามาทำกิจกรรมเพื่อสังคม ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น สอนหนังสือให้ น้อง อาสาสมัครตรวจสอบการเลือกตั้ง ค่ายพัฒนาทักษะ ละครสัญจร ปลูกป่า อนุรักษ์น้ำ เป็นต้น เยาวชนหลายคนต่างมองว่าการทำกิจกรรมทางสังคมนี้ เป็นการทำให้ตัวเองเห็นคุณค่าและประโยชน์ของตัวเองในการทำเพื่อผู้อื่น และยังช่วยทำให้เกิดความรัก ความหวงแหนต่อชุมชนหมู่บ้านของตนมากขึ้นคือได้ฝึกคิด ฝึกทำ ไปด้วยพร้อมๆ กันเมื่อย้อนกลับมามองที่ตัวเอง, ผมจำได้ว่า ตอนเมื่อก่อนที่แรกเข้ามาทำกิจกรรมทางสังคม กิจกรรมเยาวชนนี้ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าใดนัก จะมีเพียงแต่องค์กรพัฒนาเอกชนที่สนับสนุนการทำกิจกรรม และอีกอย่างที่พบก็คือลักษณะกิจกรรมที่บางองค์กรที่สนับสนุนให้เยาวชนทำก็เป็นกิจกรรมประเภทการประชุม เอาเด็ก มานั่งฟังผู้ใหญ่บรรยาย แต่ไม่ได้สร้างการเรียนรู้มากเท่าที่ควรช่วงเมื่อก่อนจำได้ว่ากว่าจะเรียกตัวเองได้ว่าเป็นเด็กกิจกรรมนั้นต้องผ่านการอบรม เคี้ยว เค้น ฝึกทักษะ ลงสนามต่างๆ นานา กว่าจะได้มานำกระบวนการ ชวนคุยในวงใหญ่ ได้แสดงละครตามที่ต่างๆ ต้องใช้เวลานานหลายเดือนหลายปี แต่สมัยนี้เยาวชนนักกิจกรรมรุ่นใหม่ๆ มักเข้ามาโดยผ่านการจัดเวทีประชุม เพื่อนำเสนอความคิดเห็นมากกว่า ดังนั้นในช่วงหลังๆ จึงมักได้ยินคำพูดของรุ่นพี่หลายๆ คนว่า “เด็กกิจกรรมสมัยนี้พูดเป็น แต่คิดไม่เป็น” เมื่อฟังคำพูดและมองสิ่งที่กำลังเป็นไปอยู่ในทุกวันนี้ ผมเห็นว่ามีเวทีต่างๆ มากมายที่ผู้ใหญ่ให้เยาวชนเข้าร่วม ให้เยาวชนออกมามีส่วนสำคัญในการแสดงพลัง แต่มักเป็น ลักษณะเวทีพูดมากกว่าเวทีคิด หลายครั้งเราจะพบว่าเยาวชนพูด นำเสนอเก่ง แต่คิดหรือวิเคราะห์ไม่ค่อยได้(เรื่อง) ซึ่งทำให้ขาดมุมมอง เนื้อหา ประเด็นจากประสบการณ์จริงๆ เข้ามาช่วยสนับสนุน คือถ้าพูดตรงๆ คือ พูดลอยไปลอยมา มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ เทือกนั้นๆ(เยาวชนหลายคนที่เข้าร่วม “สภาเด็กและเยาวชน” ระดับจังหวัด ของที่ต่างๆ น่าจะทราบดีว่า กิจกรรมแบบที่ให้เยาวชนเข้ามาร่วมแบบผ่านๆ นั้น เกิดผลกระทบต่อตัวเยาวชนอย่างไรบ้าง หรือ เยาวชนที่ไม่ทำกิจกรรมกับสภาเยาวชนจังหวัด แต่เป็นกลุ่มที่ทำกิจกรรมในพื้นที่ ก็จะพบและรู้ว่าการทำงานในพื้นที่แบบจริงๆ จังๆ นั้น ช่วยให้ตัวเองคิด วิเคราะห์เป็นมากน้อยเพียงใด) นอกจากนี้อีกมุมที่เห็นคือ การพัฒนาเยาวชนให้เป็นนักกิจกรรมที่เกิดขึ้นช่วงหลังๆ มักเป็นกิจกรรมที่เอื้อเฉพาะเยาวชนที่ผู้ใหญ่มองว่าดี และเป็นเวทีพูดมากกว่าคิดนี้ ผมเข้าใจดีว่า ผู้ใหญ่เองมีความมุ่งหวังที่อยากจะทำกิจกรรมกับเยาวชนแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คือ ไม่รู้ว่าจะทำกิจกรรมอะไรกับเยาวชน และไม่รู้ว่าจะเข้าถึงกลุ่มเยาวชนต่างๆ ที่หลากหลายได้อย่างไร โดยเฉพาะผู้ใหญ่ระดับ “องค์การบริหารส่วนตำบล” ที่ต่อไปจะต้องทำงานกับเยาวชนมากขึ้น ยิ่งปัจจุบันกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ก็กำลังจะมีการประกาศใช้ ซึ่งจะส่งผลให้ทุกตำบลต้องมีศูนย์เยาวชน, ทุกอำเภอ ต้องมีสภาเด็กและเยาวชนอำเภอ, ทุกจังหวัดต้องมีสภาเด็กและเยาวชนจังหวัด, และรวมทั้งประเทศก็จะมีสภาเด็กและเยาวชนระดับประเทศไทยด้วยทีนี้กลับมาว่า เมื่อนโยบายพร้อมสนับสนุน แต่คนทำงานยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ก็เป็นบทบาทจำเป็นอย่างยิ่งของผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กและเยาวชนว่านอกจากจะคิดหรือกำหนดนโยบายในการพัฒนาเด็กและเยาวชนแล้ว ต้องพัฒนาแนวทางในการพัฒนาคนทำงาน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลและโรงเรียน ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนอย่างมากในท้องถิ่นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในห้วงต่อไป คือความท้าทายของคนทำงานกับเยาวชนและเยาวชนนักกิจกรรมทั้งหลายที่จะดำเนินงานร่วมกัน, ท้าทายเช่นว่าจะสร้างเยาวชนให้มีความคิด วิเคราะห์ พูดเป็น ทำเป็น ได้พร้อมๆ กันอย่างไร โจทย์ใหญ่นั้นน่าจะอยู่ตรงจุดนี้ การที่ผู้ใหญ่จะทำอะไรเพื่อเยาวชนแบบที่ผู้ใหญ่ต้องการตอนนี้คงจะใช้ไม่ค่อยได้ เพราะแนวทางที่ดีระดับหนึ่งคือ ถ้าจำอะไรเพื่อเยาวชน ต้องถามที่เยาวชน และใช้โอกาสนั้นๆ สร้างการเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้เยาวชนพูดเป็น คิดเป็น ทำเป็น พร้อมๆ กัน ...ให้เยาวชนทำได้มากกว่า “พูด”
นาโก๊ะลี
ติช นัท ฮันห์ เล่าไว้ในหนังสือยองท่านตอนหนึ่งว่า มีคนถามว่า เวลาใดเป็นเวลาที่คนเราจะมาความสุขมากที่สุด ท่านตอบว่า เวลานี้ไง เพราะว่าเมื่อเวลาผ่านไปสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า เราจะรฤกถึงวันนี้อย่างมีความสุข นี่เองมันจึงหมายความว่า ทุกวันล้วนเป็นวันแห่งความสุข สิ้นปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ความจริงมันก็คงเป็นวันเหมือนกับวันอื่นๆ ผ่านมาและผ่านไป คงมีผู้คนส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ตื่นเต้น กับเทศกาลปีใหม่ ปีนี้ คราวนี้ ขณะที่ผู้คนต่างหา และเฉลิมฉลองตามแบบตนช่วงเทศกาล พวกเราหลายคน นัดกันที่กลางทุ่งนา หนองจ๊อม แม่โจ้ เชียงใหม่ ทุ่งนาผืนสุดท้ายที่อยู่ใกล้เมืองที่สุด อ้ายไพทูรย์ พรหมวิจิตรว่าไว้อย่างนั้น เมื่อสองปีก่อน ปีนี้ เราเห็นป้ายประกาศขายที่ดิน และข่าวคราวที่มีการขายที่นามากขึ้น ต่อไปผืนนาก็อาจจะไม่มีอีกแล้ว แล้วยังมีตึกรามใหม่ๆ ผิดโผล่ขึ้นมาในละแวกนี้มากขึ้น เมืองรุกถึงกลางทุ่งแล้ว แต่....อย่างไรก็ตาม วันนี้ ทุ่งนายังอยู่ ..... ค่ำนี้....ฝูงนกกระยางยังบินตัดผ่านฟ้าแม้เราจะเห็นเพียงฝูงเดียวไม่เหมือนเมื่อสองปีก่อน ที่มากันเต็มฟ้า หลายฝูง หรือบางตัวก็ผ่านมาเพียงลำพัง ไม่มีฝูง แต่เรายังเห็นนก แม้ว่าเราจะรู่ว่า อีกไม่นานมันอาจหายไป สองปีก่อนผู้คนมากมายแวะเวียนมา ตลอดช่วงเวลาสี่สิบวัน รอยต่อของปีเช่นกันที่พวกเราปักหลักอยู่ที่นี่ ศิลปินน้อยใหญ่ มิตรสหายผู้ใกล้ชิดกับเจ้าของสถานที่ แสงดาว ศรัทธามั่น ถึงปีนี้เราอยู่กันไม่กี่คน กับภารกิจ ซ่อมสะพาน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเงียบเหงานัก เสียงกบ เขียด แมลงกลางคืนยังอยู่ คืนที่กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนศักราช เสียงเพลง แสงเสียงพลุ แสงโคม กึกก้องกระจายอยู่รอบตัวเอา ยังเหมือนเมือสองปีก่อนสองปีมานี้ สถานที่นี้ต้อนรับผู้คนมากมาย บนชั้นมีภาพใหม่ๆ ทั้งภาพถ่าย ภาพเขียน และบทกวี อันเป็นผลงานของผู้มาเยือน ลานหน้าบ้านที่เมื่อสองปีก่อนเราใช้เป็นที่กางเต้นท์ หรือก่อไฟ ตอนนี้มีต้นไม้และหญ้ารก จากที่เคยกางเตนท์นอน คราวนี้ต้นไม้บางต้นสามารถผูกเปลได้แล้ว เนื่องด้วยการได้ตอนรับผู้คนมาหมายนี่เองมันจึงมีเรื่องราวมากมายที่ปราศจากการบันทึกมีบ้างก็คงเป็นภาพถ่าย และบทกวี แต่เรื่องเล่า และการสนทนาส่วนใหญ่ก็หายไปในทุ่งนี้ คราวนี้ก็ดั่งเดียวกัน เรื่องราวการสนทนาก็ดำเนินไป หลายครั้งหลายหนเรามักจะวกเข้ามาถึงเรื่อง บรรยากาศ ของที่นี่ เมื่อสองปีก่อน แน่นอน...เราพูดถึงมันด้วยความสุขมีคำหนึ่งที่ผุดโผล่ขึ้นมาในใจ “ซากปรักหักพังของกาลเวลา” วูบแรกรู้สึกอยู่ว่ามันมีความหมายเป็นลบ ก็เลยพยายามหาความหมายของ คำ ซากปรักหักพัง ดั่งโบราณสถานทิ้งซากปรักหักพังเอาไว้ บอกเล่าความงาม และเรื่องราว เช่นนั้นซากปรักหักพังของกาลเวลาก็คงเช่นกัน มันหักพังเพื่อบอกเรื่องราว และความงาม ด้วยว่า เมื่อมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น สิ่งเก่าก็ต้องผุพังไป แล้วมันก็คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เพราะความงามมันก็ปรากฏอยู่เสมอ ทั้งในความใหม่ และในความเก่า หรือความงามในความทรงจำในซากปรักหักพังนั้นบ้านดินรักดาว....ณ เวลานี้ ก็ไม่พ้นไปจากความธรรมดาสามัญนั้น ขณะที่ต้นไม้โตขึ้น ลานก็หายไป บ่อที่เคยขุดดินย่ำสร้างบ้านก็เก่าแก่ไม่มีใครก้าวลงไปสัมผัสมันอีก มันจึงเพียงทิ้งรอยเท้ามากมายในทรงจำ ฝนที่สาดซัดมาแล้วสองฤดูฝนทำให้บางมุมบ้านสีผุกร่อน ผนังดินที่สร้างไว้นอกบ้าน เปื่อยสลายไปบ้าง สะพานพังไปเป็นแถบ ต้องค่อยๆ ปะ เพื่อพอใช้งานได้ ..ชั่วคราว นี่ยังไม่รวมถึงวัยของผู้คนที่มากขึ้น แล้วที่สุด ก็มีเด็กเล็ก เกิดใหม่เพิ่มขึ้นที่จะแวะมาเยือนมีหลายคนที่เขียนถึง สถานที่และเจ้าของสถานที่นี้ ในหลายที่หลายโอกาส เมื่อคราวที่ครบวาระหนึ่งปีผมก็อยู่ที่นี่ โดยไม่คาดหมาย วาระสองปีก็ได้กลับมาอีก คิดอยู่ว่า ปีหน้าจะมาอยู่ที่นี่อีกหรือเปล่าหนอ นอกจากเยี่ยมคารวะเจ้าของสถานที่แล้ว ก็ยังได้กลับมาเสพทรงจำที่ดีงามเนื่องด้วยการสร้างสถานที่นี้นั้นมีผู้คนเกี่ยวข้องด้วยมากมาย และนั่นคือเวลาที่เราต่างมีความสุข ......คารวะเจ้าของสถานที่ ผู้ที่ผมเรียกจนติดปากว่า ท่านผู้เฒ่า แสงดาว ศรัทธามั่น
Carousal
คุณคิดอย่างไรกับการใช้เครื่องสำอางเสริมความงาม และการแต่งหน้าบ้างคะ?อันที่จริง ฉันเป็นคนไม่แต่งหน้าเลยค่ะ นอกจากผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาด เช่น ยาสีฟัน สบู่ แชมพูที่ใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ฉันไม่แตะต้องเครื่องสำอางประเภทอื่นอีกเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกสีสันที่เอามาป้ายหน้า ไม่มีทาง! ในชีวิตนี้ฉันแต่งหน้านับครั้งได้ (นอกจากงานโรงเรียนสมัยประถมที่ให้เด็ก ๆ ออกไปร้องรำทำเพลงแล้ว ก็มีแค่รับปริญญาอีกงานเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ถูกอาจารย์บังคับจับแต่ง) มาสคาร่าใช้ทำอะไร แตกต่างอย่างไรกับอายแชโดว์ฉันก็ไม่รู้ ถ้าเอาเครื่องสำอางมาวางเรียงตรงหน้า ฉันก็เรียกชื่อมันไม่ถูก ในความรู้สึกของฉัน หน้าที่แต่งแล้วมันหนัก ให้ความรู้สึกว่าหายใจไม่ออก สิ้นเปลือง แล้วเวลาเทรนด์ไหนเกิดฮิตขึ้นมา เด็กสาว ๆ ก็จะแต่งตาม ๆ กันไปตั้งแต่หัวถนนจนท้ายถนน เหมือนกันเปี๊ยบอย่างกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน มันน่าสะพรึงออกจะตาย!แต่นั่นเป็นความคิดที่มาจากมุมมองของคนที่ไม่เคยได้เข้าไปสัมผัสกับข้อดีของการใช้เครื่องสำอางด้วยตัวเองเท่านั้นค่ะ
การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์
สวัสดีปีใหม่ค่ะ ไม่ได้เขียนคำทักทายคุยกันเสียนาน เป็นไงกันบ้างคะ :-) ปีใหม่ มีอะไรใหม่ๆ ไหมคะ สำหรับเราชีวิตก็ปกติดีค่ะ ไม่มีปาร์ตี้ ไม่มีงานเลี้ยงฉลองอะไรเป็นพิเศษ เรื่องใหม่ๆ ที่สุดในชีวิตเห็นจะเป็นการพัฒนาของแมวค่ะจากปกติ ที่มานั่งข้างหน้าต่างรอให้เปิด ตอนนี้สามารถผลักมุ้งลวดเลื่อนเองได้แล้ว และด้วยเหตุนั้นจึงเป็นอิสระในตัวเองอย่างยิ่ง จะเข้าออกหน้าต่างบานไหนก็ได้ในบ้าน วันๆ จึงเห็นแมวตัวนึงแว้บไป แว้บมาอยู่ตามหน้าต่างรอบๆ บ้านค่ะ ดูจิตๆ อย่างไรไม่ทราบ ปัญหาคือ เปิดได้แต่ไม่ปิดกลับไงคะ ยุง ยุง ยุง บินว่อนเต็มไปหมด กลุ้มค่ะ จะด่าแมวรับปีใหม่ก็นะ...เกรงใจอืม...ชวนคุณเล่นๆ ไรหน่อยดีกว่า ฮา สมัยก่อน (เอ๊ะ หรือสมัยนี้ก็มี) นิตยสารสีสันน่ะค่ะ จะชอบชวนคนดังมาเขียน 5 ข้อชอบ ไม่ชอบ ในรอบปี (บอกเรื่องและเหตุผล) เรานะช้อบชอบอ่าน สนุกดีออก ว่าแล้วมาเล่นกันหน่อยเถอะ เดี๋ยวโพสต์ต่อแล้วกันนะคะ น่า...สังสรรค์กันทางความคิดและความรู้สึก อิอิอ้อ อมาวสีครั้งใหม่ วันที่ 8 มกราคม 2551 ค่ะ
กวีประชาไท
แก้ไขสี จากต้นฉบับ http://www.flickr.com/photos/poakpong/491087791/ ( ๑ ) หลับใหลแล้วเห่ให้ ที่ทุกข์ล้ำย้ำกราย หลับแล้วตื่นดั่งสาย ที่มิ่งขวัญคืนครั้น ลับหายอย่างนั้นหยุดดอก ไม้พันธุ์หวั่นคร้ามข้ามคืน ฯ ( ๒ ) เพื่อชีพตื่นอยู่ย้ำมาอยู่ปรนปรับเหมือนเพื่อสัมผัสน้อมเตือน มามิ่งใจกายคล้อย เยี่ยมเยือนชีพน้อยกรายสู่เคลื่อนครั้งจรัสจรูญ ฯ ( ๓ ) แสงธรรมคูณค้ำแม่ กระจ่างจำรัสฝันแสงศรีนพคุณครัน กระจ่างเหตุก่อแก้ ผู้สรรค์ สร้างเอยใฝ่แท้บรรสพทุกข์ล้ำกล้ำกราย ฯ ( ๔ ) จากสายหยุดกลิ่นเช้า สายบ่ายเช้างมงายจากหยดกลั่นหยาดหมายสายเสน่หาฉ่ำแล้ง จางสลาย ชื่นมาหม่นแจ้งคืนค่า ชีพฤๅวาดต้องละอองถึง ฯ ( ๕ ) เทียมซึ้งจริงเท็จทั้ง โลกอยู่ร้อยเสน่หาเทียมสายหยุดชื่นวา -โลกคติเผยอ้าง สวรรยาโศลกสล้างจาหนึ่งผ่องไว้เผยวาร ฯ. ณรงค์ยุทธ โคตรคำ
นาลกะ
วันเวลาเคลื่อนคล้อยไปจนใกล้สิ้นปี สายรุ้งและแม่ผ่านวันเวลาร่วมกันมาอย่างกล้าหาญ เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางลมพายุ รู้จักการโอนเอนตามแรงลมเมื่อพายุกระหน่ำหนักในขณะที่รากนั้นยึดเกาะดินไว้อย่างมั่นคงสายรุ้งมีอายุเพิ่มมากขึ้นอีกปี การผ่านวันเวลาไปจนมีอายุเพิ่มขึ้นหนึ่งปีนั้นอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับคนอื่น ๆ แต่สำหรับแม่ของสายรุ้งแล้ว เธอรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีความหมาย และความสำคัญอย่างยิ่งยวด เธอตระหนักถึงคุณค่าของแต่ละวินาที และรู้ว่ากาลเวลาในหนึ่งวินาทีของเธอกับของคนอื่นนั้นแตกต่างกันด้วยเหตุว่าเธอมีมาตรวัดความยาวนานของเวลาต่างออกไป ส่วนสายรุ้งอาจยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจในเรื่องนี้ “ปีใหม่ลูกอยากได้อะไรเป็นพิเศษหรืออยากให้แม่พาไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่า”“ไม่ครับแม่” สายรุ้งตอบ “ผมมีความสุขดีอยู่แล้ว ของเล่นผมก็มีเยอะแล้ว ไม่อยากได้อะไรอีก แต่ผมอยากไปเที่ยวครับ เอาไว้หลังปีใหม่เราค่อยไปเที่ยวก็แล้วกันเพราะผมรู้ว่าแม่ไม่ชอบออกไปไหนตอนเทศกาลที่มีคนเยอะ ๆ” “ถ้างั้นเราจัดงานเลี้ยงรับปีใหม่กันที่บ้านดีไหมลูก” “ดีครับ แลกของขวัญกันด้วย ผมจะชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาด้วย” “เอาสิลูก แม่กับน้ามลจะเตรียมอาหารไว้ให้”วันสิ้นปีมาถึงแล้ว ไปที่ไหนก็ได้ยินแต่เสียงอึกทึก เสียงร้องเพลงดังอยู่ทั่ว สายรุ้งพลอยรู้สึกคึกคักไปด้วย แต่บางทีสายรุ้งก็รู้สึกสงสัยเมื่อเห็นคนเมาเหล้าทั้งชายและหญิงโซซัดโซเซเหมือนคนเสียสติ สายรุ้งสงสัยว่าคนที่อยู่ในสภาพนี้จะมีความสุขได้อย่างไร
ชาน่า
ส่งท้ายปลายปี ความหนาวเข้ามาเยือนเหมือนใจหวิว ๆ หลายคนเปรียบเปรยถึงความอ้างว้างว้าเหว่ ในช่วงฤดูหนาว ช่างเข้ากันนัก แต่ที่นี่ในต่างแดนเขตทะเลแคริบเบี้ยน สำหรับคนท้องถิ่นไม่รู้จักคำว่าหนาวเหน็บนอกจากอากาศเย็น ๆ ณ วันนี้ที่เกาะท้องฟ้ามืดมน ตั้งเค้าฝนจะตก บ่อยครั้งที่ฝนฟ้าและอากาศเป็นใจมักจะปล่อยใจฝัน แบบบิวด์อารมณ์ได้ไม่ยากนักสำหรับหัวโปกไร้นม อารมณ์เกินหญิงของเกย์อย่างเรา ฉันนั่งอยู่บาร์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งของเกาะ Antigua and Barbuda เขตทะเลแคริบเบี้ยน หลังจากที่เราสามคนเกย์เพื่อนรัก พากันออกจาก รีสอร์ทหรูราคาสี่ร้อยล้านเหรียญ หรือที่รู้จักกันดี “เรือสำราญ” ซึ่งมาจอดเทียบท่าแต่ละเมืองที่พาผู้โดยสารท่องเที่ยวเราเดินช้อปปิ้ง สักพักเพื่อนสองคนขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนจะตะบี้ตะบันเสิร์ฟเดือนแสน ตามวิถีสาวเสิร์ฟอินเตอร์ ลูกเรือสำเริงสำราญทำงานระบมอย่างเรา ๆ อารมณ์อยากนั่งคนเดียวจึงทำให้นึกถึงอะไร ๆ หลายอย่างในช่วงปลายปีเหมือนเป็นการสรุปและทบทวนชีวิตของตัวเองต่างๆ นานาในหนึ่งปีที่ผ่านไป ทำให้นึกถึงสองสามประโยคที่สนทนากับเพื่อนเมื่อก่อนหน้านี้
เมธัส บัวชุม
คุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พูดถึง “มือสกปรก” และ “มือที่มองไม่เห็น” ที่พยายามสอดเข้ามาจุ้นจ้านแทรกแซงการเมืองเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล คุณสมัคร สุนทรเวชบอกว่าเป็นมือที่อยู่ “นอกวงการเมือง” เป็นมือที่จะเข้ามาทำลายระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมาก โดยมีความต้องการที่จะขัดขวางพรรคพลังประชาชนไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล“ไอ้มือสกปรกที่อยู่ข้างนอก ที่จะยื่นมาทำให้การเลือกตั้งล้มเหลวนั้น ผมขอแถลงว่า เราต้องทำอย่างนี้ เพื่อรักษาเกียรติยศ เกียรติคุณของ กกต.ไม่ให้ท่านโดยอำนาจมืดมาบีบบังคับ มาทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นการเฉไฉ ทั้ง 4 พรรค เราได้ตกลงกันแล้วว่า เราจะดำเนินการตั้งรัฐบาล ซึ่งตั้งได้แน่นอน” (มติชน 31 ธันวาคม 50)บางคนอาจจะรู้ว่าเจ้าของ “มือสกปรกที่มองไม่เห็น” นี้เป็นใครเพราะคุณสมัคร สุนทรเวช บอกเป็นนัยไว้แล้ว และบุคคลที่เป็นเจ้าของ “มือสกปรก” นี้ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่อาจจะมองไม่เห็น “มือตนเอง” หรือไม่รับรู้ว่า “มือของตนเอง” นั้น “สกปรก” เพราะเขาและมือเขา “อยู่ในที่มืด” และเป็นเพราะว่ามือของเขา “ไม่เคยสะอาด” มาก่อนเลยนั่นเอง สมัคร สุนทรเวช กล่าวถึงบุคคลผู้นี้ว่า “เมื่อตนไปหาเสียงที่ภาคอีสาน เจอหนังสือวางขาย ตนเห็นรูปที่หน้าปก เห็นชื่อ ตำแหน่ง แล้วข้างใต้ชื่อเขียนว่า 'ก้อนกรวดในรองพระบาท' เห็นแล้วก็ใจหายวูบ ไม่กล้าแม้จะเปิดอ่าน ตนแค่เล่าให้ฟังเท่านั้นเอง วันนี้ก็จะเล่าเพียงเท่านี้ ใครจะถามเท่าไหร่ ก็จะไม่พูดอีก ไปหาอ่านเองก็แล้วกัน มีวางขายอยู่ทั่วไป ป่านนี้ถ้าใครเก็บแล้วก็ไม่ทราบได้” (มติชน 31 ธันวาคม 50)
วาดวลี
กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่า กำลังถูกประทับด้วยตราปั๊มสีแดงเพื่อบอก “อนุญาต” ให้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไปยังพม่า ผู้คนจำนวนนับร้อยนับพัน ต่อแถวกันอยู่ที่ท่าขี้เหล็กในเขตแม่สายด้วยใบหน้ารอคอย ตั้งแต่ขั้นตอนการทำบัตร ชำระเงิน ตรวจเอกสาร จนกระทั่งพวกเขาจะได้ข้ามพ้นประตูด่านของเจ้าหน้าที่เมื่อนั้น ใบหน้าที่บึ้งตึงก็จะเปลี่ยนเป็น “โล่งอก”ฉันและเพื่อนยืนรออยู่ที่ทำบัตรเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ขณะที่เพื่อนกำลังวาดฝันว่าเขาจะซื้ออะไรบ้างจากฝั่งพม่า ไม่ทันที่จะอ้าปากพูดว่า “เกาะกันไว้นะเดี๋ยวหลง” เพราะคนเยอะขนาดจนมีประกาศหาคนตลอดเวลา ไม่ทันไรฉันก็ถูกดันจากคนข้างหลังให้ขยับเข้าไปข้างหน้า ทั้งที่แถวมันเต็มแล้ว คนที่ดันเข้าไปพูดอย่างอารมณ์เสียว่า“ทำไมมันช้าแบบนี้ รีบๆ หน่อย จะได้เร็วๆ”เมื่อการต่อแถวกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญ พวกเขาก็เริ่มแตกแถว แทรกมาจากทางซ้ายที ขวาที คนทำดีแต่ต้นเริ่มไม่พอใจ ต่างกระทบกระทั่งกันทั้งด้วยวาจา และร่างกาย เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงขั้นตอนการรับบัตรผ่าน ผู้คนแยกย้ายกันไปกรอกชื่อ เซ็นเอกสาร เราก็จะไปแออัดยัดเยียดกันอีกครั้ง ณ ประตูผ่านข้ามแดนแรกเริ่มเดิมที ฉันตั้งใจว่า เมื่อมีโอกาสแวะมาฝั่งพม่าแล้ว จะใช้บริการรถโดยสารไปเที่ยวที่วัด และตลาดของชาวบ้าน เพื่อนที่เคยไปแล้วบอกฉันไว้ว่า มองหารถสองแถวก็ได้ สามล้อก็มี หรือจะมอเตอร์ไซค์ ค่าโดยสารไม่เกินคนละ 50 บาท อยากไปที่ไหนก็บอกเขาได้ แต่ไปได้ไม่เกิน 5 กิโลเมตร และต้องกลับออกมาก่อนพลบค่ำ ฉันใช้เวลาระหว่างยืนต่อแถว ชะเง้อชะแง้หารถโดยสารที่ว่า มองผ่านผู้คนทะลุเข้าไปอีกฝั่ง ด้วยหวังว่า จะได้ไปเที่ยวก่อนกลับมาซื้อของ“มันมีแต่รถแบบนี้เหรอ” ชายคนหนึ่งส่งเสียงมา ฉันหันขวับไปดู เขาถือเอกสารไว้เป็นกำ เดินนำหน้าคณะญาติมิตรของเขา พลางใช้ร่างกายใหญ่โตนั้นเบียดเสียดคนเพื่อเร่งเร้าเจ้าหน้าที่ ทั้งที่เรายังอยู่ห่างจากด่านอีกตั้งหลายสิบเมตร“นั่นไงๆๆ ตรงโน้นมีรถแท็กซี่” อีกคนชี้ชวนให้ดู ชายร่างใหญ่ทำหน้าครุ่นคิด“เออ น่าสนใจๆ เพราะคนขับแต่งตัวดี น่าจะเป็นคนไทย จำไว้นะอย่าไปกับพม่า!”อ้าว ทำไมล่ะ ก็เรากำลังข้ามไปพม่าไม่ใช่เหรอนี่เป็นเสียงของฉันภายใต้ความคิด สงสัยพลังจิตเราจะสื่อถึงกัน เขาก็พูดออกมาอีก“พวกพม่าไว้ใจไม่ได้ อย่างมากเราก็ไปกับไทยใหญ่ เผลอๆ มันเอาไปปล่อยแล้วไม่ให้ออก เรียกเงินเพิ่มอีกจะลำบาก”อ้อ อย่างนี้นี่เองหรือ? ฉันนิ่งงันในความคิด ถามตัวเองว่า มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ ย้ายสายตามามองผู้คนที่ต่อแถว ใกล้จะถึงคิวแล้ว ไม่น่าจะเกิน 10 คน“ผู้ถือบัตรอยู่ชิดซ้ายมือ รวมเอกสารกันได้ คนไม่ถืออยู่ขวามือค่ะ”เสียงประกาศจากด่านตรวจดังผ่านไมโครโฟน คณะทัวร์ของชายร่างใหญ่หัวเราะคิกคักๆ ในเสียงพูดไม่ชัดของเธอ เขาแอบล้อเลียนเสียงพม่ากันอยู่ในกลุ่ม ขณะที่สังเกตเห็นคนหนึ่งในนั้นมีสีหน้าสุดเซ็ง หัวหน้าทีมโยนคำปลอบใจ“ไม่ต้องเซ็งน่า รออีกนิดเดี๋ยวก็ได้เข้าแล้ว”“ถ้ารู้คนเยอะขนาดนี้จะไม่มาเลย” “อย่าคิดมากน่า เดี๋ยวเข้าได้แล้วก็อารมณ์ดี เพราะของโคตรถูกมาก เดี๋ยวซื้อเหล้าให้ขวดหนึ่งอะ”“จิงอะ”“จริ๊งง ซื้อไปแจกยังได้เลย ไม่งั้นไม่ข้ามมาหรอก”“อ้อ แต่ว่าบุหรี่อย่าซื้อนะ มันของปลอม ที่พวกพม่าหิ้วๆ มาน่ะอย่าซื้อ เดี๋ยวพาไปซื้อร้านคนไทย ส่วนนาฬิกาก็ต่อเยอะๆนะ มันขาย 400 นี่ขอไปเลย 60 ยังไงมันก็ขายให้”“เดี๋ยวเขาด่าตาย” อีกคนออกความเห็น“มันด่าเราก็ไม่รู้เรื่อง ช่างมันเถอะ นี่เรานำเงินมาให้เขานะตั้งเท่าไหร่ ดูคนสิ”อาจจะจริงอย่างเขาว่า เงินจำนวนมากคงสะพัดอยู่ในบริเวณนี้ ในอากาศที่มองไม่เห็นนั้นเต็มไปด้วยความต้องการ เฝ้ารอ ปรารถนา ตื่นเต้น และเบื่อหน่าย ขณะเดียวกัน ในฝั่งที่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวนั้น จะมีความคิดใดบ้างอยู่ภายใต้ชุดผ้าถุง กระบุงหาบ หรือท่าด่านจะมีก็แต่การแลกเปลี่ยนเงิน หรือว่าเราไม่อาจจะแลกเปลี่ยนอย่างอื่นแก่กันได้ ไม่ว่าจะวัฒนธรรมหรือทัศนคติใดใด?
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ดูเหมือนว่า ภูกระดึงจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ใครๆ หลายคน คิดว่าอยากจะไปเยือนสักครั้งการเดินทาง เป็นเรื่องของการตัดใจ หากทำได้เพียงแต่คิด ทุกสิ่งคงเป็นได้เพียงแค่หมอกควันของอารมณ์ชั่วคราวที่ค่อยๆ บรรเทาเบาบางก่อนจะจางหายไปในที่สุดแต่นั่นแหละกล่าวกันว่า การอ่านเป็นการเดินทางที่ง่ายและถูกที่สุดอย่างน้อยผมก็เชื่อเช่นนั้น…จากหมอชิตเดินทางถึงผานกเค้าในเช้าวันใหม่ ท้องฟ้าเริ่มสาง ไม่ต้องเป็นกังวลหรือหวาดหวั่น เราจะได้พบเพื่อนร่วมทางมากมาย กลุ่มนักศึกษากลุ่มใหญ่ เจี๊ยวจ๊าวเต็มคันรถ บันทึกถ่ายทำวีดีโอไปตลอดการเดินทาง กระทั่งพนักงานต้อนรับคนงามต้องบอกว่า“เดี๋ยวพี่จะปิดไฟแล้วน้องต้องเงียบและเตรียมตัวหลับกันได้แล้วนะคะ เพราะพรุ่งนี้น้องๆ ต้องระกำลำบากกันจนลืมไม่ลงทีเดียว” รอยยิ้มของเธอคล้ายกับคุณครูฝ่ายปกครองผู้หวังดีผมได้ยินใครรำพันมาจากข้างหลัง...จากผานกเค้า เราจะต้องเดินทางต่อรถสองแถวแดง(ทำไมต้องแดง อันนี้คงต้องถามกรมขนส่งทางบกประจำประเทศไทย)เพื่อต่อไปยังบริเวณอุทยาน ในอัตราหัวละ 20 บาท รับได้เต็มคันราว 12 หัว บริเวณผานกเค้า เราสามารถกระทำภาระกิจยามเช้า ตั้งแต่ เข้าห้องน้ำห้องท่า ล้างหน้าล้างตา โด๊ปการแฟ ไข่ลวกหรือกระทั่งหาข้าวแกงราคากรุงเทพฯ กิน ที่ร้านเจ๊กิมและต้องจองตั๋ววันกลับเดี๋ยวนั้น มิฉะนั้น อาจจะหมดสิทธิ์กลับได้เจ๊กิม แกคงเป็นร้านเก่าร้านแก่ เปิดรอรับนักเดินทางมาตั้งแต่ยุคสมัยไหน ..กล่าวกันว่า นักเดินทางพวกแรกๆ ที่มาภูกระดึงก็เป็นอันต้องใช้บริการเจ๊กิมแล้ว .....ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ลมเย็นๆ พัดผ่าน ผานกเค้าตะหง่านเงื้อม มาคิดๆ ดู มีข้อสันนิษฐานได้ 2 ข้อ ข้อแรก คือ มีนกเค้าอาศัยอยู่มากมาย ข้อสอง หน้าตาของหน้าผาดูคล้ายนกเค้า ซึ่งวันนี้ รอบๆ บริเวณตีนผาบ้านเรือนกลายสภาพเป็นร้านค้าขายของที่ระลึก มะขามหวาน ผ้าทอพื้นเมือง หมวกกันหนาวและถุงมืออะไรๆ ที่ป้องกันความหนาวได้ ขายหมด“ใครที่ดื่มเหล้า ซื้อตุนไปได้นะครับ บนภูไม่มีขาย” ชายหนุ่มผิวขาว รูปร่างท้วมแบบหุ่นเถ้าแก่ ตะโกนบอกนักท่องเที่ยวที่เดินเข้ามาภายในร้านเจ๊กิม ในความหมายว่า ทางอุทยานไม่อนุญาตให้ขายเหล้าข้างบนซึ่งในภายหลังถึงได้มาเห็นความจริงกับตาตัวเอง เมื่อขึ้นถึงยอดภูกระดึงว่า บน shelf ในร้านค้าบนภู เต็มไปด้วยกระป๋องเบียร์และเหล้าหลากยี่ห้อ ราวกับเซเว่น อีเลฟเว่น มาเองทีเดียวเชียวแหละ...สองแถวสีแดง มาส่งเราถึงหน้าอุทยานแห่งสวรรค์ กล่าวกันว่า ภูกระดึงถูกค้นพบโดยนายพรานระดับชาวบ้านๆ คนหนึ่งจากหมู่บ้านโพธิ์ศรีฐานที่ติดตามรอยกระทิงขึ้นไปตามทางเดินขึ้นภูจากซำแฮ่กถึงซำแคร่ผ่านหลังแป ถึงได้รู้ว่า ภูเขาแห่งนี้มียอดตัดเป็นที่ทุ่งราบกว้างใหญ่ หญ้าระบัดใบเสียดยอดอ่อนขึ้นมาจากผืนดิน เก้งกวางและเล็มอย่างเอร็ด ลูกน้อยยืนประชิดติดแม่ เคี้ยวเอื้องอยู่ข้างๆ อย่างรู้สึกถึงความอบอุ่น ตรงลูกน้อยนี่ผมเติมลงไปเองนะครับเพื่อให้เห็นภาพ จริงๆ ข้อมูลไม่มีบอก แต่คิดว่า คงมีภาพอย่างนี้บ้างแหละน่าหลังจากนั้นนานนับสิบๆ ปี หากพรานคนนี้ยังอยู่ คงได้รับรู้ว่า ภูกระดึงกลายเป็นที่อยู่อาศัยของ คนคน ค่น ค้น ค๊น ค๋น...“พี่กัน ขาตั้งกล้องไปไหน” ยาดาถาม“...” ตายห่ _ ลืมเอาไว้บนรถสองแถวแดงภูมิภาพทุ่งราบกว้าง, ฤดูหนาว ทุ่งกว้างมองเห็นเป็นสีน้ำตาล มองดูแปลกตาไปอีกแบบมองผ่านดอกหญ้าใกล้ๆเมเปิล, สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของภูกระดึงกำลังเปลี่ยนสีน้ำตกดูแดงฉานด้วยใบเมเปิลดอกหญ้าชนิดนี้มองเห็นได้ทั่วไประหว่างทาง, สนสองใบ ทรายละเอียดและพรมใบสนร่วงตามฤดูกาล, งามราวภาพวาดยามเช้าที่ผานกแอ่น, ต้องตื่นแต่เช้า รอเวลาฟ้าสางกระดิ่ง, สัญลักษณ์อีกชนิดของภูกระดึง
แพร จารุ
ฉันรู้สึกว่ามันเป็นช่วงปีใหม่ที่ไม่รู้สึกสดชื่นนัก ดูเหงา ๆ วังเวง ในท่ามกลางงานเลี้ยงรื่นเริงที่มีอยู่และเป็นไปตามวาระของมัน ความรู้สึกอย่างนี้มันอยู่ลึกลงไปแต่ฉันสัมผัสได้อย่างเย็นเยียบจริง ๆ ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกหรือไม่ หรือว่าฉันรู้สึกอยู่คนเดียว ว่าเป็นปีใหม่ที่ไม่มีความรื่นเริงอยู่จริง มันหดหู่อยู่ภายในหัวใจอย่างไรไม่รู้ คล้ายรู้สึกว่า ความเศร้ามารอคอยเคาะประตูอยู่หลังบ้าน... หลังจากงานรื่นเริงจบลงฉันถามตัวเองหลายครั้งว่าความรู้สึกนี้เป็นจริง หรือว่าฉันกำลังจะป่วยด้วยอาการกลัวหรือกำลังจะเป็นโรคซึมเศร้า อะไรทำให้ฉันคิดอย่างนั้น หรือเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจของตัวเอง แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะครอบครัวเราผ่านความยากจนมาจนเคยชินแล้ว จนเรามีความยากจนเป็นสมบัติของเราแล้ว หรือเป็นเพราะสภาพทั่วไปของสังคม เราอยู่ในสังคมที่น่ากลัว โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดตั้งแต่ช่วงมีขบวนการขับไล่ผู้นำรัฐบาลชุดเก่า ไปจนถึงทหารยึดอำนาจสู่รัฐบาลทหาร และมาถึงวันเลือกตั้งใหม่ สองพรรคการเมืองใหญ่ที่แบ่งแยกประชาชนอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเพิ่มบรรยากาศการขัดแย้งชัดเจนความขัดแย้งตั้งแต่ระดับ บุคคลไปจนถึงชุมชน จังหวัด และระดับภาค เช่น กลุ่มภาคเหนือ กลุ่มภาคใต้ กลุ่มภาคอีสาน แรกฉันคิดว่าปีนี้ คงจะอยู่เงียบ ๆ อยู่กับบ้าน นั่งอ่านเขียนหนังสือแต่หาได้ทำเช่นนั้นเลย นอกจากมีงานเลี้ยงตั้งแต่ปลายเดือนแล้ว ยังมีญาติ มีเพื่อน ๆ หลาน ๆ เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองเหนืออีกหลายกลุ่ม ซึ่งต้องออกไปกินข้าวในเมืองบ้าง รอรับที่บ้านบ้าง รอรับหลานที่บ้านสองชุดสองวัน หลานชุดแรกกลับไปแล้วก่อนหน้านี้สองวัน เธอมากันสามคน ท่องเที่ยวแถว "ปาย" และแวะมาค้างหนึ่งคืน บ่นกันว่า ผู้คนที่ปายมากเหลือเกิน ค่าที่พักหกร้อยบาท แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ และสรุปว่าเหมือนถนนข้าวสารที่กรุงเทพฯหลานชุดที่หนึ่งเป็นหลานอา หลานชุดที่สองมาใหม่เป็นหลานน้า ทีมนี้ไปเชียงรายก่อน แล้วค่อยมาเชียงใหม่ มาถึงมุ่งตรงไปที่ดอยอินทนนท์ ฉันไม่ลืมที่จะบอกหลานว่า ให้ไปดูที่สร้างหอดูดาวบนยอดดอยด้วย เธอกลับมาในช่วงสาย ๆ รีบลงมาเพราะกลัวรถติดตอนเย็น พร้อมกับบอกเล่าแบบเดียวกันคือคนเยอะเหลือเกิน รถติดบนดอยด้วย และไม่มีที่พักต้องกางเต๊นท์ติด ๆ กัน ค่ากางเต๊นท์สามร้อยบาทและไม่ได้ดูอะไรเลย ไม่ได้ดูสถานที่สร้างหอดูดาว แต่เธอคิดว่าไม่เหมาะสมที่จะสร้างอะไรแล้วดูมันแน่นไปหมด เธอว่าทั้งที่ฉันยังไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเลย เธอว่าอย่างนั้นจริง ๆ เธอไม่รู้เรื่องที่ว่าต้องเอาน้ำจากชั้นใต้ดินที่มีอยู่ไม่มากมาใช้ เธอไม่รู้หรอก ว่าที่สูงเช่นนั้นเอาน้ำมาจากลำธารไม่ได้ และเธอก็ไม่รู้เรื่องนกหรือพืชเฉพาะถิ่น แต่เธอชอบดอยอินทนนท์ เพราะเป็นดอยสูงที่รถขึ้นได้ เธอชอบสองข้างทางที่รถผ่าน เธอว่าการเดินทางมาที่ดอยนี้เหมือนมาเติมพลัง พวกเธอพากันหัวเราะเมื่อฉันบอกว่า บนดอยสูงที่ไปอยู่กันแน่นจนไม่มีที่นอน มาจากเมืองหลวงและจังหวัดอื่น ๆ ผู้คนพร้อมที่ใช้ที่จะเสพความสุขใจสุขกายจากธรรมชาติ แต่ไม่เหลียวแล และคิดว่าธุระไม่ใช่ หรือไม่ใช่เรื่องของคนที่อื่น เป็นเรื่องของคนเชียงใหม่ อย่างนี้เห็นทีจะไมได้แล้ว ธรรมดาเมื่อใคร ๆ มาถึงบ้านเรา (บ้านทุ่งเสี้ยว) เรามีที่นำเที่ยวก็มีอยู่อยู่สองแห่ง ยามเย็นไปเดินในโรงเรียนบ้านทุ่งเสี้ยว เดินออกกำลังกาย หรือเดินดูดอกไม้ ต้นไม้ และดูอาคารศิลาแลง พร้อมกับอธิบายให้ฟังว่า อาคารเรียนหลังนี้อายุเก่าแก่เกือบจะร้อยปีแล้ว หลังจากนั้นก็จะเดินต่อไปตลาดตอนเย็นข้างถนนไปกินโรตีเจ้าอร่อยของพ่อหลานซึ่งเป็นคนอินเดียที่ทำโรตีอร่อยและที่สำคัญคือสะอาดมาก ๆ และใช้ของดีในการปรุง ไม่ว่าจะเป็นแป้ง น้ำมัน และอื่น ๆ ที่เป็นส่วนประกอบในการทำโรตี เรียกว่าภูมิใจนำเสนอ จบรายการยามเย็น ยามเช้ามืด ๆ ก่อนสว่าง พวกเธอและเขาก็จะได้เดินไปเที่ยวตลาดเช้า ที่มีของขายสารพัด แวะดื่มกาแฟแบบดั้งเดิม ยิ่งกว่าโบราณอีก แก้วละสิบบาทกาแฟใส่นมข้นหวาน กินกับข้าวเหนียวสังขยาห่อละห้าบาท หรือจะกินกับขนมครกแบบดั้งเดิม ที่ไม่ใส่น้ำตาลหรือต้นหอมในน้ำกะทิ คือมีแต่แป้งกับกะทิ และมีน้ำตาลทรายไว้ต่างหาก ห้าบาทเหมือนกัน หรือจะกินข้าวหลามที่ย่างเผาอยู่ตรงนั้นก็ได้หลังจากนั้นซื้อผักพื้นบ้านไปทำกับข้าว เช่นแกงแค ผัดถั่วงอก มีถั่วงอกอยู่เจ้าหนึ่ง คนชายเป็นผู้ชายเขาเพาะถั่วงอกโดยไม่ใช้สารฟอกขาว ไม่ขาวอวบไม่อ้วน จึงต้องนำเสนอ และ ซื้อดอกไม้ ที่ชาวเขาเอามาขายกำละสิบบาท หลังจากนั้นกลับมาทำกับข้าวกินที่บ้าน กินข้าวนอนเปล อ่านหนังสือ จบ...เรามีที่เที่ยวแค่นี้แหละ...เพื่อนของหลานบอกว่า มาครั้งนี้ไปมาหลายแห่ง แต่ที่นี่ดีที่สุด ไม่มีคนมาก รู้อย่างนี้มาที่นี่ตั้งแต่วันแรกหลังจากส่งแขกกลุ่มสุดท้ายกลับไปแล้ว คืนที่ผ่านมาฉันรู้สึกหดหู่เป็นที่สุด และบอกกับตัวเองว่า โชคดีจังที่พวกเขากลับไปหมดแล้ว เพราะแถบบ้านเริ่มมีหมอกควันแล้ว ยามหัวค่ำเต็มไปด้วยควันไฟฟุ้งกระจายจนแสบตา เริ่มมีการเผา เผา และเผาแล้ว ส่วนหนึ่งเขาเผาเพื่อว่าจะกำจัดไม่ให้เกิดเพลิงไหม้ในฤดูแล้ง เรียกว่าชิงเผาเสียก่อน และส่วนหนึ่งเพื่อเปลี่ยนสภาพนาข้าวเพื่อปลูกพืชอย่างอื่น และส่วนหนึ่งคือเผาปกติเหมือนเช่นที่เคยเผา เช่นเผาขยะตามบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการ โรงเรียน หรือวัด ก็กำจัดขยะด้วยการเผา แน่นอนว่า กลุ่มควันที่เผาไปรวมกับกลุ่มควันต่าง ๆ เช่นท่อไอเสียรถยนต์ที่เข้ามามากมาย กับกลุ่มควันจากโรงงานขนาดเล็กขนาดกลางที่ระจายอยู่ทั่วไป ฟันธงได้เลยว่า ร้อนปีนี้ที่เมืองเหนือ เมืองแอ่งกระทะรับศึกหนัก เป็นเมืองในหมอกควันแน่นอนหากเป็นไปเช่นนี้ และไม่มีมาตรการอะไรออกมาตอนนี้ ต่อไปเด็ก ๆ จะเป็นภูมิแพ้มากขึ้น หรือรับโรคภูมิแพ้เป็นรางวัล เพื่อนที่เป็นพยาบาลบอกว่า ต่อไปมีแนวโน้มว่าจะเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เป็นทารกเลยแหละ ใครไม่มีลูกก็ถือว่าโชคดีไป ดังนั้นคนมีลูกต้องเตรียมพร้อมกันหน่อย ...ขอบอก
ฐาปนา
หากให้ลองย้อนคิดดูว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไปเราได้ทำอะไรไปบ้าง คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะระบุให้ครบถ้วน เพราะการกระทำเป็นรูปธรรม มีผลลัพธ์ชัดเจน มีร่องรอยที่ติตตามได้แต่หากให้ลองย้อนคิดดูว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไป เราได้ "พูด" อะไรไปบ้าง ต้องไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ เว้นเสียแต่ว่า วันนั้นเราจะพูดน้อยจนนับคำได้คำพูด คือความคิดที่แสดงออกเพื่อสื่อสาร ซึ่งเนื้อแท้ของสิ่งที่ต้องการสื่อสารนั้นก็คือ ความรู้สึก ความรู้สึกคือภาษาของวิญญาณ เป็นหัวใจเป็นแก่นแกนกลางของการสื่อสารทุกชนิด แต่เราก็มักจะหลงลืมหัวใจของการสื่อสารนี้ไป และไปให้ค่ากับคำพูดเสียมากกว่าฉะนั้น หากเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไป เราได้สื่อสารด้วยความรู้สึกใดบ้าง บางทีเราอาจระลึกได้ง่ายกว่า เพราะที่สุดแล้วความรู้สึกที่มนุษย์แสดงออกในแต่ละวันมีเพียงความรักและความกลัว เท่านั้นแต่คำถามที่สำคัญที่น่าสนใจที่สุดคือคำถามที่ว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไป เราได้ "คิด" อะไรไปบ้าง?หนึ่งวันอาจจะมากเกินไป เอาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงที่ผ่านไป เราก็ไม่สามารถระบุได้เสียแล้วว่าเราได้คิดอะไรไปบ้างความคิดเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนมาก เพียงหนึ่งวินาที อาจมีความคิดเกิดขึ้นพร้อมกันได้นับสิบเรื่อง ทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งที่เราสั่งการได้ และทั้งที่เราสั่งการไม่ได้ ขณะที่เรากำลังคิดสิ่งหนึ่ง อาจมีความคิดเบื้องหลังกำลังทำงานอยู่อีกร้อยความคิด และเบื้องหลังของความคิดร้อยความคิดอาจมีอีกพันความคิดกำลังขับเคลื่อนให้กระบวนการแห่งความคิดนี้ดำเนินต่อไปแต่ละวันที่ผ่านไป มีความคิดที่เกิดขึ้นทั้งที่เราตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว อาจมากถึงหลายพันหรือหลายหมื่นเรื่องความคิดคือพลังงาน ความคิดขับเคลื่อนทุกคำพูด ทุกการกระทำของเรา แต่ด้วยความซับซ้อน และเกิดดับอย่างรวดเร็วของมัน จึงทำให้ความคิดกลายเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากกว่าคำพูดและการกระทำ เราเคยชินกับการปล่อยให้ความคิดทำงานแทบจะไม่ได้หยุดพัก ยกเว้นเวลานอน หรือหลายครั้งที่แม้แต่เวลานอน เรายังคงปล่อยให้ความคิดทำงานต่อไป การจะให้ความคิดหยุดอยู่กับที่ จดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด กลับกลายเป็นเรื่องยากโดยปกติแล้ว ความคิดของเรา หากไม่หยุดอยู่กับปัจจุบัน ก็จะกระโดดไปมาระหว่างอดีตและอนาคต ไม่คิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ก็คิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง"...หากแต่จิตของเรานั่นเองเป็นทาสของความเคยชิน มันคอยแต่จะวิ่งวนอยู่กับสิ่งที่ล่วงไปแล้ว หรือมิฉะนั้นก็วิ่งไปหาสิ่งที่ยังมาไม่ถึง โดยไม่ไม่ต้องการที่จะอยู่กับปัจจุบันเลย นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จิตของเรา มีแต่ความปั่นป่วนเร่าร้อนอยู่เสมอ ทั้งนี้ก็เพราะมันไม่รู้จักวิธีการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน..."(ธรรมบรรยายหลักสูตร 10 วัน โดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า : มูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์)หากไม่สามารถหยุดคิดได้ ความคิดของเราก็จะยิ่งฟุ้งซ่าน สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก หนักๆ เข้าก็ส่งผลต่อพฤติกรรม ต่อคำพูด ต่อการกระทำ บางครั้งคนเราจึงจำเป็นต้องหยุดการใช้ความคิด แล้วหันไปทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความคิด หรือกิจกรรมที่ทำให้จิตเป็นสมาธิจดจ่อ ไม่ฟุ้งซ่านเสียบ้าง ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าการพักผ่อน จุดประสงค์สำคัญก็คือการออกไปจากความคิดของตัวเรานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬา การทำงานบ้าน การทำกิจกรรมใช้แรง เช่น ขุดดิน ตัดหญ้า หรือ การมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งบันเทิงต่างๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ร้องเพลง ดูหนัง เล่นเกม หรือ แม้แต่การนั่งสมาธิแต่แท้ที่จริงแล้ว แม้จะไม่ทำกิจกรรมใดๆ เราก็สามารถที่จะออกจากความคิดของเราได้ด้วยตัวเราเอง เพียงแต่เรามีสติรู้ตัวในสิ่งที่เรากำลังทำ โดยไม่ย้อนกลับไปจ่อมจมอยู่กับความคิด เราก็สามารถที่จะออกจากความคิดได้ทุกเวลาที่เราต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ การหยุดคิดเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่ง เพราะจิตเป็นธาตุที่ไม่อาจหยุดนิ่งได้นานๆ จะต้องวิ่งไปวิ่งมาอยู่ตลอดหากเราไปเพิ่มกำลังให้จิตด้วยการใส่ความคิดเข้าไป จิตก็จะยิ่งวิ่งเร็ว ซับซ้อน สับสน แต่เมื่อใดที่เราถอยออกมาจากความคิด และมุ่งไปที่การกระทำกิจกรรมใดๆ จิตก็จะวิ่งช้าลง ฉะนั้น เมื่อเราทำกิจกรรมใดซ้ำๆ จนกระทั่งไม่ต้องใช้ความคิด หรือใช้ความคิดน้อยมาก ก็เท่ากับเราได้ออกจากความคิด และปล่อยให้จิตได้พักผ่อนในแต่ละวันที่เราต้องใช้ความคิดมากมาย จิตต้องวิ่งวุ่นตลอดเวลา จึงควรจะมีเวลาสักช่วงหนึ่งของวันที่เราได้ออกจากความคิด โดยไม่ต้องเอาอารมณ์ ความรู้สึกใดๆ ไปขับเคลื่อน อาจแค่นั่งเฉยๆ ฟังเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัว อาจเพียงแค่มองสิ่งต่างๆ ผ่านไป หรืออาจเฝ้าดูลมหายใจเข้าออกของตนเอง เพียงแต่ขอให้อยู่กับปัจจุบันเท่านั้นสังคมแห่งข่าวสารข้อมูล ชี้นิ้วบังคับให้คนต้องใช้ความคิด คิดเสียจนฟุ้งซ่าน เหน็ดเหนื่อย ไม่สามารถหยุดคิดได้ กระทั่งติดอยู่ในการจ่อมจมอยู่กับความคิดของตนเอง ออกจากความคิดกันบ้างเถิด จะได้มีมีที่ว่างให้ความสงบบังเกิดขึ้นในใจบ้าง