Skip to main content
เมธัส บัวชุม
ผมรู้สึกประหลาดใจ คาดไม่ถึง เหลือเชื่อ รับไม่ได้ ต่อบทความของศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน 2550  ผมอ่านอย่างตั้งใจทีคำ ทีละประโยค  เมื่ออ่านจบแล้ว ได้แต่ส่ายหัว บ่นงึมงัมอยู่คนเดียวว่านิธิ เอียวศรีวงศ์ได้เขียนอย่างที่เขียนไปแล้วได้อย่างไร เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า นิธิ  เอียวศรีวงศ์ ในวัยชรา ได้ทำลายตัวเองด้วยการเขียนบทความอันน่าสะอิดสะเอียนเพื่อชื่นชม คุณอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างหน้ามืดตามัว เขาเขียนว่า“คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแสดงความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป (ภายใต้สภาวการณ์ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คือภายใต้ระบบราชการซึ่งมีกองทัพเป็นผู้นำ) มาอย่างน้อยสามเรื่องแล้ว คุณอภิสิทธิ์เสนอให้ยกเลิกกฎอัยการศึกเสีย เมื่อจะจัดให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม,คุณอภิสิทธิ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงและสัญญาว่าจะแก้ไขเมื่อได้เป็นรัฐบาล และไม่กี่วันมานี้ คุณอภิสิทธิ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับ กกต.ที่แนะนำมิให้นักการเมืองใช้ 111 อดีตผู้บริหาร ทรท.เป็นสื่อในการหาเสียง”นิธิ  เอียวศรีวงศ์ เชื่อจริงๆ หรือว่า ทั้งสามเรื่องข้างต้นอันเป็นการแสดงถึง ความสง่างามและความเหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นิธิ  เอียวศรีวงศ์ไม่ถามตัวเองเลยหรือว่าทั้งสามเรื่องข้างต้นนั้นเป็น “ความตั้งใจ” ของอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ จริง ๆ  หรือเป็นแค่โวหารประชาธิปไตยเพื่อเรียกคะแนนชื่นชมเท่านั้น ?  นอกจากให้สัมภาษณ์ไปตามเรื่องตามราวตามแผนการตลาดแล้ว ที่ผ่าน ๆ มา นิธิ  เอียวศรีวงศ์ เคยเห็นคนอย่างอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เคลื่อนไหวเรียกร้องอะไรเพื่อประชาธิปไตยมาก่อนบ้างหรือไม่ ? นิธิ  เอียวศรีวงศ์ ลืมไปแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยสร้างผลงานอะไรไว้หรือไม่เคยสร้างผลงานอะไรไว้บ้างในอดีต นิธิ เอียวศรีวงศ์ จำไม่ได้หรือว่า คนอย่างอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นั้นเคยให้การสนับสนุนการยึดอำนาจของทหารจากรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้ง เป็นผู้สนับสนุนมาตรา 7  ที่เปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และสนับสนุนรัฐธรรมนูญปี 2550 อันเป็นรัฐธรรมนูญบัดซบที่นิธิ  เอียวศรีวงศ์ ได้คัดค้านอย่างแข็งขัน!อย่างไม่ปิดบัง นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบทความชิ้นนี้ออกมาก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม 2550  เขาแสดงจุดยืนของเขาออกมาแล้วว่าต้องการให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีหรือพรรคใดควรจะเป็นรัฐบาล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบทความชิ้นนี้ถูกเขียนด้วยรสนิยมทางการเมืองที่แย่เอามาก ๆ และทำลายหลักการอย่างร้ายแรงไม่ต่างอะไรกับที่พรรคประชาธิปัตย์และคมช.กระทำต่อประชาธิปไตยอันที่จริงการแสดงจุดยืนหรือรสนิยมทางการเมืองของตัวเองออกมาเป็นเรื่องธรรมดา ถือเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ แต่การเชียร์อย่างมืดบอดแบบนี้ของนิธิ  เอียวศรีวงศ์ นับเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจกระทั่งสมควรประณาม และเมื่อคิดว่านิธิ  เอียวศรีวงศ์เป็นนักวิชาการอันดับต้น  ๆ ของประเทศ ที่พูดหรือเขียนมีคนฟังคนอ่านและคนคล้อยตาม เป็นนักวิชาการที่ถูกคาดหวังว่ามีความเป็นกลางหรืออย่างน้อยก็ยึดควรหลักการ ไม่โอนเอียงไปฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง แต่แล้วนิธิ  เอียวศรีวงศ์ ก็แสดงตัวตนออกมาไม่ต่างอะไรจากนักการเมืองมากไปกว่าการแสดงจุดยืนแบบปัจเจกชนของนิธิ  เอียวศรีวงศ์ การเขียนบทความผ่านสื่อ คือการโน้มน้าวชักจูงใจ(อาจเรียกได้ว่าหลอก)คนอ่าน ตลอดจนศิษยานุศิษย์ของเขาให้คล้อยตามเห็นดีเห็นงามไปกับเขาว่าคุณอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ มีความเหมาะสมกว่าใครอื่นในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนิธิ  เอียวศรีวงศ์ ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องหิริโอตตัปปะเลยสักนิดเดียว ดังนั้นเขาจึงดั้นด้นเขียนต่อไปว่า“นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องกล้าเผชิญกับแรงกดดันจากกองทัพ รวมทั้งแรงกดดันจากองค์กรอิสระอีกมากที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น อย่างอาจหาญและมีศักดิ์ศรีด้วย ดังที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้แสดงให้เห็นอย่างนุ่มนวล แต่สง่างามในครั้งนี้ความนุ่มนวลก็มีความสำคัญ” คำกล่าวข้างต้นอาจทำให้ผู้อ่านสำรอกได้เลยทีเดียว เพราะนิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เสกคาถาให้คุณอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ กลายเป็นบุคคลที่ “อาจหาญและมีศักดิ์ศรี” กับ “นุ่มนวลแต่สง่างาม” แบบไม่ต้องคิดมากไปแล้วในพริบตา  อันที่จริงหากจะมองหาความดีของใครสักคนแล้วนำมายกย่องเทิดทูนนั้น คนทุกคนสามารถที่จะถูกยกย่องได้หมด  เพราะคนทุกคนย่อมมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีในชีวิตปะปนกันไป ไม่เว้นแม้แต่โจร ไม่เว้นแม้แต่คุณทักษิณ  ชินวัตร และคุณอภิทธิ์  เวชชาชีวะ การที่นิธิ  เอียวศรีวงศ์มองเห็นแต่ความดีของอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  และมองเห็นแต่ความไม่ดีของคุณทักษิณ  ชินวัตร นั้นหมายความว่าอย่างไร?มันคงไม่ได้หมายความว่าอย่างไร นอกจากหมายความว่านิธิ  เอียวศรีวงศ์ ชอบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็เท่านั้นเอง  แม้ว่าจะต้องเขียนบทความเชียร์ที่เต็มไปด้วยอคติอย่างน่าเกลียด เขาก็ยอมทำในท้ายยบทความ นิธิ  เอียวศรีวงศ์ ชื่นชมคุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแขวะคู่แข่งอย่างคุณสมัคร สุนทรเวชไปพร้อมกันว่า“แม้ว่าการปลดปล่อยการเมืองไทยออกจากระบบราชการ และกองทัพเป็นภารกิจเร่งด่วนและสำคัญสุดยอด แต่เราควรหลีกเลี่ยงการปะทะนองเลือดกับกองทัพอย่างที่เคยเกิดมาแล้วในเหตุการณ์ 14 ตุลาและพฤษภาทมิฬ ทั้งสองครั้งที่ผ่านมาล้วนอยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนของกองทัพเอง ซึ่งทำให้หลีกเลี่ยงการปะทะได้ยากขึ้น ความนุ่มนวลแต่แกร่งกล้าของคุณอภิสิทธิ์อาจช่วยให้คุณอภิสิทธิ์สามารถนำทหารกลับกรมกองโดยสงบ และสร้างระบบราชการให้เป็นเครื่องมือที่ซื่อสัตย์และมีประสิทธิภาพ เพื่อสนองนโยบายที่ประชาชนสร้างขึ้นผ่านกระบวนการทางการเมืองได้ และนี่เป็นข้อได้เปรียบของคุณอภิสิทธิ์เหนือคู่แข่งที่แสดงอาการแข็งกร้าวหยาบคาย เพราะโอกาสที่เราจะดันทหารกลับกรมกองโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อนั้นมีอยู่”ถ้าคุณยังคิดว่านักวิชาการเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และน่าเชื่อถือศรัทธา อ่านบทความของนิธิ  เอียวศรีวงศ์ ชิ้นนี้แล้วคุณจะรู้ว่าความคิด ความเชื่อในเรื่องนี้นั้นไม่ถูกต้องเอาเสียเลย ตรงกันข้ามทีเดียว นักวิชาการเป็นกลุ่มที่สมควรประณามเป็นอันดับต้น ๆ ในบางกรณีนั้นสมควรถูกประณามมากกว่านักการเมืองเสียอีก. 
แพร จารุ
ฉันได้รับหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า อาหารบ้านฉัน  เป็นสูตรอาหารพื้นถิ่น ของกินจากป่าหลังบ้าน และที่สำคัญกว่านั้น เขียนว่าอร่อยไปถึงหัวใจ “ฉันเติบโตมาจากอาหารที่หลังบ้าน เธออยากรู้ไหมว่า อาหารบ้านฉันอร่อยแค่ไหน  เธอไม่ต้องกลัวหรอก บ้านฉันมีอาหารมากมาย กินกันอย่างไม่หมด” หนังสือเล่มนี้ มีผู้ร่วมดูแลหรือผู้ร่วมทำงานด้วย เขาคือ ธนภูมิ อโศกตระกูล เป็นคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านอาหาร โดยเฉพาะอาหารสุขภาพ การกินอยู่แบบง่าย ๆ เช่น จานอร่อยปลอดเนื้อ มหัศจรรย์แห่งเต้าหู้ เจไม่จำเจ เป็นต้นธนภูมิ อโศกตระกูลเขาเล่าว่า “ได้เข้ามาเที่ยวในแม่เหียะใน เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว หลังจากนั้นผมก็ได้ไปเที่ยวที่นั่นบ่อย ๆ และได้รู้จักกับปวีณา พรหมเมตจิต และได้ทำกับข้าวกินกัน มีความประทับใจในบรรยากาศของสถานที่และชีวิตผู้คน ผมเข้าไปบ่อยมาก ๆ โดยส่วนตัวผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องอาหารอยู่แล้ว และรู้ว่าปวีณา เรียนคหกรรมที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ แล้วน้องเขาเป็นคนที่ชอบทำอาหารก็เลยชวนให้น้องรวบรวมสูตรอาหารของหมู่บ้านที่เกิดที่กินมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยและเขียนขึ้นมาเราทดลองทำอาหารที่รวบรวมรายชื่อขึ้นมาได้ที่ละอย่างสองอย่าง แม่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนในหมู่บ้านพวกป้า ๆ น้า ๆ มาชวนทำช่วยชิมและเล่าเรื่องอาหารต่าง ๆ เช่น กินไปคุยไป ป้าดวนบอกว่า ตำน้ำพริกแล้วไม่ละเอียดก็จะหาผัวไม่ได้ และยังมีเรื่องเล่าในอาหารอีกมากมาย  ดังนั้น นอกจากมีสูตรอาหารแล้วเราพบว่าในอาหารมีเรื่องราวมากมาย ผมได้ช่วยดูแลต้นฉบับน้อง และได้ติดต่อสำนักพิมพ์ แรกคิดว่าจะพิมพ์เป็นหนังสือตำราอาหารธรรมดา แต่เมื่อมาดูต้นฉบับแล้วพบว่า มันออกมาเป็นเชิงสารคดีมากกว่าตำราอาหารธรรมดาอีกคนหนึ่งที่ชวนน้องทำงานคือ คำ ผกา นักเขียนหญิงคนเชียงใหม่คนหนึ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมอาหารเดียวกับเธอ ได้ช่วยเขียนคำนิยมให้น้อง เธอเขียนถึงวัฒนธรรมการกินอาหาร ตั้งแต่ปู่ย่าตายายที่กินอยู่ตามธรรมชาติ ทำอาหารจากมือแม่บ้าน จนถึงยุคที่ปัจจุบันที่ผู้คนต้องรู้จักอาหารเสริมกับวิตามิน กระเทียมอักเม็ด สารสกัดจากพืชผักต่าง ๆ รวมทั้งซุปสำเร็จรูป หรือน้ำมันปลาโอเมก้า 3 เป็นต้น และเธอยังเขียนถึงเพื่อนร่วมวัฒนธรรมของเธอที่ทำเป็นไม่รู้จักรังเกียจอาหารบ้าน ๆ เช่น ถั่วเน่า น้ำปู๋ และนำไปสู่ขบวนการที่ทำให้คนท้องถิ่นอ่อนแอปวีณา ไม่เพียงแต่ยืนยันในศักดิ์ศรีและปัญญา เธอยังพยายามจะบอกว่าอาหารไม่ได้มาจากตลาดหรือซุปมาร์เกตและไม่ได้มาจากการเพาะปลูกเท่านั้นแต่เป็นของขวัญของธรรมชาติ และบอกว่าแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์นี้อาจจะถูกทำลาย เพราะจะถูกแปรเป็นแหล่งท่องเที่ยว  การสูญเสียผืนดิน สูญเสียน้ำ เป็นเสียงเล็ก ๆ ของเด็กที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่**************คำ ผกาสำหรับฉัน เคยเข้าหมู่บ้านแม่เหียะสองสามครั้ง ครั้งแรกถูกชวนไปปลูกป่ากับชาวบ้านแม่เหียะใน เป็นการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในปี 2549 ช่วงนั้นดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องเมกะโปรเจ็กที่พ่วงมากับไนท์ซาฟารีคือมีการจะสร้างอุทยานช้างในพื้นที่บ้านแม่เหียะในเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ดอยสุเทพ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เคยซุกตัวอยู่อย่างสงบและเดียวดาย แต่มีผืนป่าที่ดี  เป็นผืนป่าใกล้เมืองจริง ๆ นี่แหละหัวใจของเมืองเชียงใหม่ นั่นคือวันแรกที่ฉันรู้จักบ้านแม่เหียะใน และบ้านหลังหนึ่งที่กำลังปรุงอาหารเพื่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านและแขกที่มาช่วยกันปลูกป่า ฉันได้พบปวีณา พรหมเมตจิต ผู้นำเสนอสูตรอาหารพื้นบ้าน ของกินจากป่าหลังบ้าน  เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นิ่ง ๆ และพูดน้อย ยิ้มแทนคำพูดปวีณา  พรหมเมตจิตปวีณาอยู่ที่บ้านแม่เหียะในมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด  บ้านเธออุดมสมบูรณ์ เธอเดินขึ้นเขาลงห้วยเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้มาตั้งแต่เล็ก  การเขียนหนังสือเล่มนี้นอกจากเป็นคำบอกเล่าเรื่องอาหารของบ้านเธอแล้ว เธอยังร้องขออยู่กลาย ๆ ว่า ขอแหล่งอาหารไว้ให้บ้านฉันเถอะเพราะเมื่อสองปีที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ เข้ามาในหมู่บ้านแม่เหียะในซึ่งกระทบต่อแหล่งอาหารของหมู่บ้าน เรื่องราวในสูตรอาหารของเธอ ควบคู่ไปกับเรื่องเล่าในสังคมหมู่บ้านที่เธออยู่ได้อย่างกลมกลืน  เช่น ชีวิตผู้คนผูกพันอยู่กับป่าหลังบ้าน การทำมาหากินของคนในชุมชน ความรักในท้องถิ่นของตัวเอง ความสุข ความทุกข์และความหวังท้ายที่สุด เธอชวนเชิญไปกินข้าวที่บ้านและบอกว่า บ้านเธอนั้นกินอยู่อย่างไรก็ไม่หมดมาเถอะมากินอาหารที่อร่อยไปถึงหัวใจ และช่วยฉันด้วยว่า ทำอย่างไรดีถ้าแหล่งอาหารบ้านฉันถูกทำลายไปปล. มาเที่ยวบ้านฉัน "งานเปิดตัวหนังสือ อาหารบ้านฉัน และคุยกันเรื่อง "กินอยู่อย่างไรไม่ให้หมด" โดย เทพศิริ สุข โสภา คำผกา และปวีณา พรหมเมตจิต ที่ศาลารวมใจ บ้านแม่เหียะใน อ.เมือง เชียงใหม่ สี่โมงเย็น  
กานต์ ณ กานท์
ผมไม่มีปัญหาอันใดกับ ‘ข้อเสนอ’ ของกลุ่ม ‘ปีกซ้ายพฤษภาฯ’ ในบทความ ‘12 เหตุผลที่ต้องเลือกเบอร์ 12 (และอย่าลืมเบอร์ ส.ส.เขตของ พปช.)’ [1] ซึ่งเขียนโดยคุณหมอกิติภูมิ จุฑาสมิต [2]
วาดวลี
1. ผืนดินปกคลุมไปด้วยต้นหญ้า และเป็นต้นหญ้าชนิดที่มีดอกสีขาว ฉันชะงักจอบเสียบที่เตรียมมา ด้วยความอาลัยอาวรณ์ต่อดอกหญ้าที่พากันบานสะพรั่งอวดสายลมหนาว ก็มันสวยขนาดนี้ ฉันจะขุด ตัดมันไปได้อย่างไรกันวางจอบลง แล้วนั่งยองๆ ฉันคว้ากล้องถ่ายรูปมาถ่ายเก็บเอาไว้ นอกจากดอกหญ้าที่บานเต็มที่แล้ว ยังมีต้นกล้าที่เพิ่งถือกำเนิด มันน่ารักดีจัง ฉันยิ้มให้กับต้นหญ้า แม้จะเคาะเขินคนข้างๆ อยู่บ้างที่ทำตัวอ่อนหัดแบบนี้ แต่เขาคงเข้าใจ คนโหยหาผืนดินอย่างฉัน“หญ้าก็คือหญ้า ถ้าไม่ตัดมันทิ้ง เราจะปลูกผักได้ยังไง”เธอช่วยเตือนสติ ฉันกลับมาโลกความจริง นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องถางมันทิ้ง “รกจะตาย” เธอว่า ฉันหัวเราะคิกคัก แค่เดินฝ่าเข้าไปก็ยากแล้ว   2.ฉันเป็นคนไม่ชอบเหยียบต้นหญ้า  อย่าว่าแต่สนามกว้างๆ ของใครต่อใครเลย  แม้จะข้างถนน ที่มีทางลัดไปยังที่ต้องการได้ใกล้กว่า ฉันจะเดินอ้อมเสมอ เมื่อครั้งไปเที่ยวในอุทยานแห่งหนึ่ง  มีร้านอาหารอยู่ไกลมาก เขาคงทำทางเดินไว้ให้คนออกกำลังกายกระมัง แต่ยามหิว คนคงไม่อยากคิดอย่างอื่น แค่ลัดต้นหญ้าไปเขายังว่าไกล มีฉันคนเดียวที่เดินอ้อมก็ยังถูกหาว่าบ้า “บ้าก็บ้านะ” ฉันยอมรับเสียในตอนนั้นแล้วก็กลับมาพิจารณาดอกหญ้าสีขาวตรงหน้า ชาวสวนมือใหม่ดึงจอบขึ้นสูง ทิ้งน้ำหนักลงไป ต้นเล็กต้นน้อยถูกตัดขาด บางต้นถูกถากออกมาพร้อมราก นี่คงหนักกว่าการเหยียบดอกหญ้าอีก ก็ฆ่ามันให้ตายอยู่นินะ แต่ก็แปลกดีจัง ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย เวลาเหยียบสนามหญ้าทีไรรู้สึกผิดกว่านี้เยอะ หรือเพราะมันมีเจ้าของ เพราะมันเติบโตจากความตั้งใจของคนอื่น มันร้องขอการมีชีวิตที่ควรทะนุถนอมจากแรงงานที่ถ่ายเทลงไป แต่ดอกหญ้าไม่มีสิทธิ์ร้องขอแบบนั้นใช่ไหมนะดูสิ ถางไปเกือบหมดแล้ว!  3. “จบศิลป์เกษตรมาเหรอ”คนข้างๆ แซว ทำเอางงไปชั่วครู่ สมัยมัธยมมีแต่วิชาเลือก ศิลป์-ภาษา และศิลปะ-คำนวณ ฉันทำหน้าเลิกลั่ก“มีด้วยเหรอวิชานี้”“ไม่มีหรอก ก็นึกว่าทำไม่ได้ไง แต่พอหยิบจอบเท่านั้นแหละ ดูสิ นี่มันมืออาชีพชัดๆ ไปเอาแรงมาจากไหนเยอะแยะ”เขาหัวเราะร่วน ฉันหันไปมองรอบๆ ถางหญ้าไปเยอะแล้ว ไล่เก็บก้อนหินออก จากนั้นก็ขุดดินให้ลึกๆ แล้วพรวนให้ดินร่วน พลิกฟื้นดินสีดำด้านล่างให้ขึ้นมาอยู่ด้านบน“อ๋อ ตอนเด็กๆ เคยทำน่ะ นึกว่าจะทำไม่เป็นแล้วเหมือนกัน วิญญาณแม่เข้าสิง”ดูคนข้างๆ จะอึ้งยิ่งกว่าเดิม เมื่อฉันเริ่มพลิกดินให้นูน ทำเป็นแปลงๆ วาดดินมากองให้เป็นสามเหลี่ยม จากนั้นก็ทำร่องตรงกลาง เพื่อรดน้ำและใส่ปุ๋ย เป็นไงล่ะ ท่วงท่าไม่น้อยหน้าใครเลยล่ะ“เรายังไม่ต้องใส่ปุ๋ยดีไหม เป็นการทดสอบดิน เราว่าที่ใกล้น้ำแบบนี้ ปลูกอะไรก็ขึ้น ไม่งั้นดอกหญ้าจะงามขนาดนี้เหรอ ว่าปะ”เออออ ห่อหมก เอาเอง แล้วก็วางจอบไปคว้าบัวรดน้ำมารดๆ เอาไว้  เพื่อปรับปรุงความชื้นให้ดิน ทิ้งไว้ไม่นาน เราก็คงจะหยอดเมล็ดพืชลงไปได้แล้ว ผักที่ฉันเลือกปลูกมีคะน้า ผักชีลาว และพาสเลย์ ดูเหมือนไม่เข้ากันเลย แต่ทำไงได้ล่ะ อยากปลูกนินา  4.ในบรรดาคนชอบกินผักทั้งหลาย ไม่มีใครเกินพี่นก แฟนสาวของเพื่อน เห็นหน้ากันทีไร เธอชวนทำกับข้าวกินเอง หมูกระทะ เอาหมูน้อยๆ ผักเยอะๆ หรือเวลาไปกินข้าวกัน เธอจะบอกว่า ขอผักเพิ่มอีก 1 จาน เสมอๆดูเธอจะตื่นเต้นกว่าฉันอีก เมื่อฉันบอกว่าเริ่มปลูกผักไว้แล้ว“ผักบุ้งปลูกเยอะๆ นะ ขึ้นง่าย ผักกาดขาวอีก พี่ชอบกินมากๆ  คะน้าก็กินได้นะ ว่าแต่มันอายุเท่าไหร่เหรอ ถึงจะโตพอ”“ก็ข้างซองเขาบอกว่า 7 วันก็เห็นต้นแล้วนะ มันโตเร็ว อีก 3  สัปดาห์เราก็น่าจะกินได้”อย่าให้ได้ยินน้ำเสียงของฉันเลย โอ้อวดเสียยังกับเป็นเจ้าของสวนผักขนาดใหญ่ แถมยังอวดอ้างสรรพคุณไปด้วยว่า “เป็นผักปลอดสารพิษ เราจะได้กินสบายใจ นี่ถ้ามันขึ้นเยอะๆ กินไม่ทันนะ ก็จะแบ่งให้ชาวบ้านแถวนั้นมาเก็บได้เลย เราจะได้บอกเขาว่าผักนี้มันดียังไง”“ไม่ขายเหรอ” พี่ผู้หญิงท้วงถาม“เอ่อ ก็ถ้าเขาจะซื้อก็ได้นะ ก็อาจเก็บเงินนิดหน่อย พอซื้อเมล็ดพืชต่อ”ฉันมุ่งมาดไว้แบบนั้น ดวงตาคงปิดไม่มิด ใครต่อใครพากันยิ้มแป้น ให้กำลังใจพร้อมนัดแนะว่าอีก 2 สัปดาห์ เราจะมาปาร์ตี้ผักกินกันที่บ้าน  5. “เธอว่ามันคือคะน้าไหม”ไม่รู้ทำไม คนข้างๆ ทำหูทวนลม เวลาที่ฉันถามเรื่องนี้ ต้นกล้าจำนวนหนึ่งขึ้นมาแล้ว บนแปลงผักทั้งหมด แต่หน้าตาของคะน้า ผักชี และพาสเลย์ เหมือนกันไม่มีผิด“ตอนมันเด็ก ดูยากว่าเป็นต้นอะไร มันคงขึ้นแล้วแหละ”จากคนที่สบประมาทเอาไว้ ว่าฉันปลูกผักไม่เป็น กลับกลายเป็นคนให้กำลังใจ ฉันเพียรรดน้ำแปลงผักทั้งเช้า และเย็น เอาไม้จิ้มๆ พรวนดินไปตามประสา จนผ่านไปหลายสัปดาห์ ต้นกล้าเหล่านั้นก็ประจานการไม่ใส่ปุ๋ยด้วยการทำตัวแคระแกรนเสียจนน่าสงสาร“ก็มันหมักปุ๋ยไม่ทันนินา เราอยากใช้ปุ๋ยชีวภาพ”“เขาก็มีขายไม่ใช่เหรอ ถุงน้อยๆ คิดว่าอาหารคงไม่พอ ก็โตช้าหน่อย”ฮื่อ นี่เป็นบทเรียนนินะ แปลงผักทดลองออกผลได้ขนาดนี้ก็ดีใจแล้ว เอาล่ะ รดน้ำเข้าไป ปล่อยไว้อย่างนั้น จวบจนเช้าวันหนึ่งในเดือนธันวาคม ต้นกล้าก็ออกสะพรั่งเต็มแปลงผัก“ดูสิๆๆ มันโตแล้ว มากมาย น่ารักจังเลย ใบมันหยักๆ คงเป็นพาสเลย์ ส่วนต้นโตนี่คงคะน้า”ฉันตื่นเต้น ระหว่างถือบัวรดน้ำที่อยู่ตั้งไกล เดินมารดไปหลายๆ รอบ คนข้างๆ คงสงสาร จึงมีไอเดียว่า เราน่าจะต่อน้ำจากแม่น้ำหลังบ้าน เข้ามารดผัก โดยใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้“ไหนๆ ไปดูท่าน้ำหน่อย ต้องดึงสายมาไกลไหม”  6.พากันฝ่าดงหญ้าที่เหลือเข้าไปในสวน ก่อนจะคำนวณระยะสายยาง และราคาเครื่องสูบนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็น ต้นกล้ากะจิดริดที่งอกงามผลิใบอยู่ริมตลิ่ง“เอ เธอว่าหน้าตามันคุ้นๆ ปะ”ฉันเอียงคอ นั่งยองๆ ลงใกล้ต้นไม้เหล่านั้น“ไม่คุ้น แต่เหมือนเลย เหมือนในแปลงผักเลย”เขาว่า ฉันก็อึ้งๆ ไป“แสดงว่า ในแปลงผัก มันก็คือต้นนี้สินะ มันคือต้นหญ้า”ใช่แล้ว มันคือหญ้าทั้งนั้น ที่เติบโตสวยงามท่ามกลางการดูแลของฉันตั้งแต่เช้าจรดเย็น“อยากปลูกแปลงหญ้าก็ไม่บอก” เขาหัวเราะเบาๆ ฉันไม่หัวเราะตาม ทำหน้าสลดไปชั่วครู่ ไม่สิ ไม่ได้เสียใจ แต่ก็ยอมรับว่าผิดหวังกับการทดลองของตัวเองคนใกล้ชิดเอื้อมมือมาลูบหัว ใบหน้ากลั้นหัวเราะเต็มที“เคยบอกว่าทุกที่มีครูสอนไม่ใช่เหรอ ปลูกผักแต่ได้ต้นหญ้า แสดงว่ายังไงนะ”เขาเล่นต่อคำอีกแล้ว ฉันหายใจยาวๆ นิดหน่อย ก่อนจะยืดตัวขึ้นมาอีกครั้ง“อืม ใช่ เขาสอนเราว่า บางทีปลูกผักก็ได้หญ้า เหมือนอะไรที่หวังผลอีกอย่างแต่ได้อีกอย่าง ก็แบบนี้แหละนะ โลกนี้ใช่มีอะไรตามคาดเสมอไป”ฉันสรุปเสียอย่างดูดี ได้ยินเขาคนนั้นทวนคำย้ำๆ ไปมา“ไม่มีอะไรตามคาดเสมอไป อืมมม”...
กิตติพันธ์ กันจินะ
มาจนถึงวันนี้ผมยังไม่ได้พาตัวและตาของตนไปดูภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม" เลย แม้ว่าจะมีเพื่อนๆ หลายคนได้เชื้อเชิญแจ้งแถลงชวนให้ไปดูหลายเวลา หลายคราก็ตาม ผมก็ยังไม่ได้ไปดูเสียทีโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้เป็นคนปฏิเสธโรงภาพยนตร์นะครับ เพราะภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่จะทำให้ผมไปดูได้นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ผมมีเพื่อนไปดูด้วย คือ ถ้าไปคนเดียวผมคงไม่ไปครับ เพราะไม่เคยดูหนังคนเดียว และยิ่งไม่รู้ว่าต้องซื้อตั๋ว ซื้ออะไรยังไงบ้าง เพราะปกติเวลาไปเพื่อนๆ จะเป็นคนซื้อตั๋วและขนมขบเคี้ยวเข้าไปให้สำหรับ "รักแห่งสยาม" ถือเป็นภาพยนตร์ที่มีผู้คนกล่าวถึงค่อนข้างมาก และกล่าวถึงในหลายแง่มุม เช่น เรื่องดังกล่าวนี้ส่อให้เห็นเรื่องวัยรุ่นรักเพศเดียวกัน บางคนมองว่าแสดงถึงความหวานแหววของวัยรุ่น หญิงชาย บางคนก็ชื่นชมว่าสะท้อนสัญลักษณ์เรื่องเพศในสังคมได้ดีทีเดียว บางคนมองว่าเป็นหนังหลอกเด็ก บางคนถึงกลับยกย่องให้เป็นหนังแห่งปี ฯลฯรักแห่งสยาม - ภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร เรื่องราวในเรื่องดำเนินแบบไหน ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าจะสามารถเล่าออกมาได้มากน้อยเพียงใด แต่หากใครที่อยากรู้ อยากดู ก็น่าจะลองเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์หรือไม่ก็รอให้แผ่นวิดีโอซีดีออกมาแล้วค่อยซื้อมาดูก็ได้ทั้งนี้ สิ่งที่ผมสนใจ คือ ชื่อภาพยนตร์ที่ว่า "รักแห่งสยาม" นั้น ดูเสมือนว่าไม่ใช่แค่เป็นภาพยนตร์ที่ดำเนินเนื้อเรื่องในแหล่งวัยรุ่นอย่างสยามสแควร์หรือเซนเตอร์พ้อยท์เท่านั้น หากยังสามารถอธิบายให้เห็นถึงความรักของชนสยามในอดีตได้อย่างน่าสนใจ อย่างในสังคมสยามอดีตที่ผ่านมา กรอบความคิดเรื่องเพศวิถีเป็นเรื่องที่มีความเปลี่ยนแปลงมาตลอด สิ่งที่เคยปรากฏในอดีตนั้น อาจารย์ปรานี วงษ์เทศ ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ชี้ให้เห็นถึงความคิดเรื่องเพศวิถีในอดีตว่า "สังคมไทยในอดีตไม่เหมือนสังคมตะวันตก หรือสังคมอินเดีย ที่เน้นความแตกต่างของบทบาททางเพศและมีความเหลื่อมล้ำกันมาก โครงสร้างสังคมมีลักษณะเป็นแบบให้ความสำคัญกับแม่ ในฐานะศูนย์รวมของครอบครัวมาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการปกครองที่ชายเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นลักษณะโครงสร้างสังคมในอดีตหรือในสังคมชนบท จึงมีลักษณะที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิง หรือผู้หญิงมีความสำคัญมากในครอบครัวและมีบทบาทสำคัญในชุมชนด้วย ไม่ใช่อย่างที่เห็นในปัจจุบันที่เป็นภาพของการพัฒนาที่เน้นสังคมแบบอุตสาหกรรมหรือทุนนิยมที่ให้การยกย่องเพศชายเป็นใหญ่ในการตัดสินชี้นำอำนาจ ควบคุมนโยบายต่างๆ ที่เน้นการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยผู้ชาย ทำให้บทบาทของผู้หญิงลดน้อยหายไป"วิถีชีวิตทางเพศในสังคมสยาม เมื่ออดีต จึงให้ความสำคัญกับเพศหญิง หรือเพศแม่ ในฐานะศูนย์รวมของครอบครัวและสังคม การทำงานของผู้หญิง อาทิ งานบ้าน เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเท่าเทียมกับงานของผู้ชาย อีกทั้งระบบเศรษฐกิจยังเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเป็นเจ้าของที่ดินหรือทรัพย์สินอีกเช่นกัน ส่วนเรื่องความหลากหลายทางเพศของสยามเมื่ออดีตนั้น อาจารย์มองว่า "สังคมแต่เดิม การมีเพศที่สามหรือเพศทางเลือกเป็นสิ่งที่มีและรับรู้กันอยู่ แม้อาจไม่ถึงกับชื่นชมยกย่อง หากแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ในฐานะมนุษย์ที่มีความเท่าเทียมกัน สังคมก็ปล่อยให้ทำงานที่พวกเขาถนัด ไม่มีการกีดกัน หรือห้ามไปคบ คนที่เป็นกะเทยในหมู่บ้านอยากทำงานผู้หญิง ชุมชนก็ปล่อยให้ทำงานของผู้หญิงได้ หรือผู้หญิงที่ชอบทำงานของผู้ชายก็จะทำไป ไม่ได้คิดว่าเป็นตัวอย่างที่ผิด การสลับบทบาททางเพศยังเห็นได้แม้กระทั่งในการเข้าทรง ผู้ชายบางคนเข้าทรงก็จะแต่งเป็นหญิง ผู้หญิงก็จะแต่งเป็นชาย เหมือนเช่นการปรับเปลี่ยนบทบาทในการทำงานในบ้านและนอกบ้านในสังคมชาวนาที่ทั้งหญิงชายทำแทนกันได้ เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนบทบาทจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้"(นอกจากนี้ในคัมภีร์โบราณที่ปรากฏในสังคมไทย อาทิ คัมภีร์ปฐมมูลมูลี ก็ยังกล่าวถึงว่า เพศมิได้มีแค่สองเพศ หากแต่มีเพศซึ่งไม่เป็นหญิงและไม่เป็นชายด้วยเช่นเดียวกัน)จากข้อมูลที่ได้รับฟัง ทำให้เห็นว่า รักแห่งสยาม เมื่อคราอดีตนั้นไม่ได้มองเพศแค่ชายกับหญิงเท่านั้น แต่ปัจจุบันเรื่องเพศวิถีของคนมีความเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น คือมองแค่ว่ามีหญิงชาย มีความรักเฉพาะของคนรักต่างเพศเท่านั้น และมีกรอบกำหนดว่าชายหญิงควรปฏิบัติตัวอย่างไร ผู้ชายทาแป้ง แต่งหน้า ใส่เสื้อรัดรูป เดินจับมือกัน หรือจูบปากกัน - เป็นสิ่งที่คนรักต่างเพศ มองหรือรับไม่ได้เท่าใดนัก ยิ่งเมื่อพฤติกรรมทางเพศของคนรักเพศเดียวกันอย่างชายรักชายปรากฏออกมาผ่านภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม" แล้ว ยิ่งเป็นการท้าทายระบบความคิด วิถีปฏิบัติของคนในสังคมต่อความหลากหลายทางเพศครั้งหนึ่ง ผมเคยถูกคนที่เป็นชายรักชายเข้ามาจับมือและกอด ตอนนั้นผมรู้สึกแย่มาก บอกไม่ถูก รู้สึกว่าทำไมเขาต้องมาทำกับเราแบบนี้ด้วย แม้ว่าบางทีคนจะมองว่า ผมดูเหมือนชายรักชาย เพียงเพราะชอบทาแป้ง ไม่มีแฟน แต่ภาพที่ปรากฏทำให้ผมถูกมองเป็นชายรักชาย จนมีเกย์คนหนึ่งเข้ามาสวมกอดโดยที่ผมไม่ได้ยินยอมหรือยินดีเลยหลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านมาหลายเดือน ผมเริ่มมองชายรักชายหรือคนรักเพศเดียวกันในมุมที่เข้าใจ คือ เข้าใจวิถีชีวิตทางเพศ เข้าใจพฤติกรรมทางเพศ ผมมองว่าท้ายที่สุดแล้วเราควรมองคนๆ หนึ่งในฐานะที่เขาเป็น "คน" เหมือนเรา และเมื่อเป็นคนเหมือนกัน ไม่ว่า ใครจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน แต่งหน้าตาอย่างไร รักเพศเดียวกัน หรือรักต่างเพศ เราก็ไม่ควรมองว่าคนๆ นั้นจะเป็นคนรักต่างเพศ หรือรักเพศเดียวกัน แต่เราควรเคารพ เชื่อมั่น ยอมรับ และเข้าใจ เขาในฐานะคนๆ หนึ่ง ทั้งนี้ คนกับคนก็ไม่ควรจะละเมิดสิทธิของคนอื่น ไม่ว่าคุณหรือผมหรือเราจะเป็นใคร เพศไหน นับถือศาสนาอะไร เชื้อชาติใด อายุเท่าไหร่ ก็ตามวันหนึ่ง ผมและเพื่อนนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟ แล้วเพื่อนคนนี้ก็ถามผมว่า พี่ผู้ชายคนที่เขาแอบชอบนั้น เป็นชายรักชายหรือชายรักหญิง ผมยิ้มและตอบกลับไปว่า "เขาเป็นคน" "ถ้าเราจะรักใครสักคน มันจำเป็นด้วยเหรอที่จะเลือกรักว่าเขารักเพศเดียวกัน หรือรักต่างเพศ ถ้าเราจะรักใครสักคน ก็น่าจะรักในสิ่งที่เป็นเขาและเป็นสิ่งที่เขาเป็น" ผมพูดประโยคนี้ทิ้งท้ายพลางหยิบโปสเตอร์หนังรักแห่งสยามขึ้นมา...
สุมาตร ภูลายยาว
ตะวันสายแดดส่องฟ้า เรือหาปลากับชายชรากำลังเดินทางออกจากท่า เพื่อหาปลาอีกครั้ง ในแสงแดดยามสาย ชายชรากำลังสลัดคราบไคร้ที่เกาะติดเบ็ดออก เพื่อทำความสะอาดให้มันกลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้งสายน้ำลดระดับลงอีกครั้งหลังโถมถั่งในหน้าฝน สายน้ำเชี่ยวกรากกลับกลายเป็นแผ่วเบา และลดความเกรี้ยวกราดลง วันนี้ไม่แตกต่างจากหลายวันในช่วงเริ่มต้นฤดูหนาว ชายชรายังคงดำเนินชีวิตไปตามปกติในครรลองของคนกับเรือเหนือสายน้ำอันกล่าวได้ว่าคือสายชีวิตของชายชราด้วยสายลมแห่งเดือนมกราคมพัดมาเยือกเย็น ริมฝั่งน้ำตรงกระท่อมหาปลา ชายชรานั่งเงียบงันอยู่ข้างกองไฟ ๒ วันมาแล้วยังหาปลาไม่ได้ ช่วงนี้จึงมีเพียงกุ้งติดฟดริมฝั่งน้ำเท่านั้น กุ้งเหล่านี้แม้มันจะตัวเล็กกว่าปลา แต่ในยามหาปลาไม่ได้ นอกจากมันจะเป็นเหยื่อเบ็ดเพื่อล่อเอาปลาแล้ว มันยังกลายมาเป็นอาหารในบางมื้อสำหรับชายชราอีกด้วยคนเคยกินแต่ปลาตัวใหญ่ พอมากินกุ้งที่ตัวเองคิดเพียงว่ามันเป็นเหยื่อล่อปลา ในห้วงแห่งความรู้สึกเช่นนี้ของชายชรา แกจะรู้สึกอย่างไร เสียใจ ดีใจหรือว่าแกไม่ได้คิดอะไรเลย เรื่องราวเหล่านี้มีเพียงชายชราเท่านั้นจะเฉลยมันออกมาหลังกลับมาจากหาปลาในตอนใกล้ค่ำ วันนี้ก็เหมือนเดิมกับเมื่อวาน เมื่อลงมือทำอาหารชายชราก็มุ่งหน้าลงไปยังท่าน้ำ เพื่อเอากุ้งมาทำเป็นอาหาร หลังได้กุ้งพอกับความต้องการ ชายชราก็นำกุ้งมาคดเอาแต่ตัวขนาดนิ้วหัวแม่มือ เพราะถ้าเอากุ้งตัวใหญ่มันก็จะไม่เปลืองมาก แต่ถ้าเอากุ้งตัวเล็กมา เราก็ต้องใช้กุ้งเยอะ ชายชราเองก็ไม่แน่ใจนักว่าหลังจากไม่ได้ปลาอาจจะไม่ได้กุ้งด้วย เพราะกุ้งจะติดฟดก็ในช่วงข้างขึ้นเท่านั้น การดักฟดกุ้งก็ไม่ได้ต่างจากการลอบหมึกในทะเลเท่าใดนัก ในช่วงที่กุ้งได้เยอะก็ได้เยอะ แต่ในช่วงที่ไม่ได้เลยแม้แต่จะพอเอาให้แมวกินก็ยังยาก เมื่อกลับขึ้นมาถึงกระท่อม ชายชรามุ่งหน้าไปยังเตาไฟ ไม่นานนักไฟก็สว่างขึ้นมา หลังจากชายชราง่วนอยู่กับกองไฟ พอไฟสว่างโพลงขึ้นมา ฟืนชิ้นเล็กไปจนถึงชิ้นใหญ่ก็ถูกใส่เข้าในกองไฟ จากไฟกองเล็กก็กลายเป็นไฟกองใหญ่ ขณะไฟจากท่อมฟืนกำลังคุได้ที่ชายชราก็เดินไปยังถังน้ำแล้วกลับมาพร้อมกับหม้อหนึ่งใบที่มีกุ้งอยู่ในนั้น พอมาถึงชายชราก็จัดแจงเอาหม้อขึ้นวางบนก้อนหินที่วางอยู่ข้างกองไฟ หลังหม้อเดือด ชายชราก็หยิบเกลือมาใส่ลงไปในหม้อ หลังใส่เกลือลงไปไม่นาน ชายชราก็ยกหม้อออกมาวางไว้บนพื้น ก่อนจะเดินไปหยิบจานมาใส่กุ้งคั่วเกลือ อาหารทุกอย่างถูกจัดแจงมาวางบนพื้นระเบียงกระท่อม เมนูหลักเป็นกุ้งคั่วเกลือ เมนูรองลงมาเป็นน้ำพริกกับผักกาดลวกที่เหลือจากตอนเช้า แล้วมื้อค่ำของชายชราก็เริ่มขึ้น หลังจากมื้อค่ำผ่านไป ชายชราก็ออกมานั่งม้วนบุหรี่ดูดอยู่ตรงระเบียงกระท่อม หลังดีดก้นบุหรี่ทิ้งไป ชายชราก็นั่งเหม่อมองออกไปนอกกระท่อม ไม่มีใครรู้ว่าในห้วงเวลาเช่นนี้ชายชราคิดเรื่องใดอยู่ในใจลมหนาวพัดเข้ามาวูบหนึ่ง ชายชราก็ขัยบตัวลุกขึ้นเดินถือตะเกียงเข้าไปในกระท่อม จากนั้นก็จัดที่หลับที่นอนให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะสวดมนต์ไหว้พระ เมื่อสวดมนต์ไหว้พระเสร็จสิ้น แสงตะเกียงก็ดับวูบลง ทุกอย่างในกระท่อมจึงเดินทางไปสู่ความมืดเมื่อจมลงสู่ความหลับไปเนิ่นนาน ชายชราก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ในลมดึกนั้น ชายชราลุกขึ้นมานั่งทบทวนความฝันที่เพิ่งเกิดขึ้น มันเป็นความฝันที่ชายชราไม่เคยฝันเลยแม้แต่ครั้งเดียว และชายชราจึงคิดว่าความฝันที่เกิดขึ้นเป็นความฝันประหลาด ชายชราฝันไปว่า มีปลาใหญ่รูปร่างประหลาดมาติดเบ็ด ปลาใหญ่ตัวนั้นมันดิ้น เพื่อจะให้ตัวเองหลุดจากเบ็ด ทุกครั้งที่มันดิ้น น้ำจะแตกกระจายขึ้นไปในอากาศ รูปร่างของปลาตัวนี้ชายชราไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนหัวของมันสีขาวคล้ายปลาเลิม ส่วนตัวมีลายคล้ายหินอยู่เต็มตัว มีหางคล้ายปลากระทิง เมื่อลากเส้นผ่าสูญกลางผ่านมุมปากเส้นผ่าสูญกลางจะผ่ากลางดวงตาของปลาตัวนี้พอดี ในฝันนั้นชายชราเห็นตัวเองกำลังดึงปลาตัวนั้นเข้าฝั่ง ทุกครั้งที่ดึงมันเข้าฝั่ง มันก็จะดึงชายชรากลับลงไปในน้ำ ชายชรากับเจ้าปลาประหลาดตัวนั้นต่อสู้กันเนิ่นนาน แต่ไม่มีผู้ใดยอมแพ้ เมื่อตะวันสายโด่ง ความร้อนได้ทำให้ชายชราเหนื่อยหอบ เรี่ยวแรงเคยมีก็ค่อยๆ หายไป ขณะชายชรานั่งพักเหนื่อยอยู่ริมฝั่ง ปลาประหลาดตัวนั้นก็กระโดดขึ้นเหนือสายน้ำ ก่อนมันจะตกลงไปในน้ำ สีของมันได้เปลี่ยนเป็นสีทอง เมื่อมันจมลงสู่น้ำ ก็เป็นเวลาที่ชายชราหายจากการตกตะลึง เมื่อตั้งสติได้ ชายชราก็แก้เชือกสายเบ็ดและลองดึงเจ้าปลาประหลาดตัวนั้น หลังชายชราใช้มือสาวเชือก ๒-๓ ครั้ง เชือกสายเบ็ดเบาโหวง แรงดึงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นหลังสาวเชือกขึ้นมาบนฝั่งจนหมด ชายชราก็พบว่า ตรงปลายเชือกผูกเบ็ดมีเพียงเบ็ดดวงเดียว ปลาประหลาดตัวนั้นหายไปแล้ว ขณะชายชราตะลึงงันอยู่ ลมหนาววูบใหญ่ก็พัดมาอย่างแรง ลมนั้นพัดชายชราจนล้มลง เมื่อนอนกองอยู่กับพื้นความทรงจำของชายชราก็ดับวูบลง หลังคววามจำสุดท้ายดับวูบลง ชายชราก็สะดุ้งตื่น...สิ้นเสียงไก่ขันครั้งที่ ๒ ของค่ำคืน ชายชราก็ตัดสินใจลุกจากที่นอน เพราะหลังจากความฝันประหลาดผ่านพ้นไป ชายชราก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ เมื่อตื่นขึ้นมาชายชราก็นั่งเรียบเรียงความฝันประหลาดนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชายชรามึนงงกับความฝันเป็นอย่างมาก ในชีวิตแกไม่เคยฝันอะไรแปลกประหลาดอย่างนี้ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งมึนงงสับสน เมื่อความมึนงงสับสนไม่มีทีท่าว่าจะหาย สุดท้ายชายชราจึงหยุดคิดถึงความฝันประหลาด หลังความมึนงงสับสนหายไป ชายชราก็ลุกออกจากกระท่อมเดินไปท่าน้ำ เมื่อไปถึง ชายชราก็เดินขึ้นไปบนเรือ และพายเรือออกไปจากท่าน้ำตะวันสายโด่งแล้ว ชายชรากับเรือหาปลาได้เดินเข้ากลับเข้าฝั่ง หลังจากออกไปเก็บกู้เบ็ด สีหน้าของชายชราหม่นเศร้าลง เพราะไม่มีปลาแม้แต่ตัวเดียวติดเบ็ด เมือเรือเข้าถึงฝั่ง ชายชราก็ผูกเรือกับเสาไม้ไผ่ เมื่อผูกเรือเรียบร้อย ก็ลุกขึ้นเดินไปปลดเครื่องยนต์ตรงท้ายเรือ จากนั้นก็ยกขึ้นบนบ่า ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากเรือขึ้นไปบนกระท่อมหลายวันมาแล้วที่หาปลาไม่ได้ วันนี้ชายชราจึงตัดสินใจกลับบ้าน หลังจากเก็บของทุกอย่างบริเวณกระท่อมไว้อย่างดีแล้ว ชายชราก็แบกถุงปุ๋ยใส่เสื้อผ้าเดินจากกระท่อมขึ้นมาตามทางเดินแคบ และชันไปบนถนน เพื่อรอรถโดยสารกลับบ้านบรรยากาศของพลบค่ำเริ่มมาเยือน ท้องฟ้าในฤดูหนาวมืดเร็วกว่าฤดูอื่น ขณะตะวันใกล้ลับตา ผมได้รู้จากแม่เฒ่าว่าชายชรากลับมาแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจไปหาชายชรา เพราะยากได้ปลาไปลาบสักตัวอยู่พอดี พอเดินไปถึงบ้าน ชายชราก็ชวนนั่งบนเตียงหน้าบ้าน ถัดมาจากผมและชายชราไป แม่เฒ่ากำลังล้างทำความสะอาดปลา เพื่อทำอาหารเย็น หลังผมนั่งลงเรียบร้อย ชายชราก็ยกน้ำใสแจ๋วออกมา ชายชราบรรจงรินมันใส่แก้วใบเล็กแล้วยื่นให้ผม หลังรับมาผมก็ยกครั้งเดียวหมด หลังน้ำใสแจ๋วผ่านลำคอ ไปสู่กระเพาะ ความร้อนจากแรงดีกรีก็เริ่มทำงาน เมื่อผลยื่นแก้วกลับไปให้ชายชราผมก็ถามชายชราว่า “วันนี้ได้ปลาอะไรบ้างพ่อเฒ่า”“ได้ปลาสะโม้ตัวเดียว ขายไปแล้ว ตอนแรกว่าจะไม่ขายแต่กลัวไม่มีค่าน้ำมันเรือขึ้นไปเก็บกู้เบ็ดก็เลยขาย ปลานี่มันใจเสาะตายเร็วถ้าได้มาต้องรีบขาย หรือไม่ก็เอาแช่น้ำไว้ ถ้าตายมันได้ราคาไม่ดี ปลาอะไรไม่รู้พอได้มาเราต้องรีบเอาไปทำอย่างอื่น จับปลาเหมือนจับไฟเลย มันคงร้อนตอนอยู่ในมือเรา มันก็เลยให้เรารีบปล่อยมัน ถ้าไม่ปล่อยมันตายเลย”“ได้เงินมาเท่าไหร่พ่อเฒ่า”เมื่อผมถามถึงจำนวนเงินจากการขายปลา ชายชราไม่ตอบ แต่ลุกเดินไปหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อออกมาให้ดู“ได้เท่านี้แหละ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้ปลาหรือเปล่าหรือจะกลับมามือเปล่าอีกก็ไม่รู้”พอพูดคำนี้ออกมา แกก็หันหน้าไปทางอื่นไม่ยอมหันมาสบตากับผม ในแววตาของชายชราหม่นเศร้าลงชั่วขณะ “พรุ่งนี้จะขึ้นไปหาปลาอยู่หรือเปล่า”“ไปอยู่ ตอนแรกว่าจะไม่ไป พอคิดไปคิดมา ถ้าเราไม่ไปใครจะเปลี่ยนเหยื่อเบ็ดให้”“แล้วไปเช้าไหมพ่อเฒ่า”“เช้าอยู่ แต่ถ้าไปครั้งนี้พรุ่งนี้ไม่ได้ปลาอีกจะไม่เอาเรือลงมาแล้ว จะมากับรถโดยสาร มันถูกกว่า เอาเรือมาจ่ายค่าน้ำมันทั้งไปและกลับแพงกว่าค่ารถโดยสารเท่าตัว”“ถ้าว่างก็ขึ้นไปเที่ยวหาสิ” เสียงของแม่เฒ่าเชิงแสดงความคิดเห็นดังเล็ดลอดออกมาจากในครัว หลังจากปลาปิ้งเริ่มส่งกลิ่นหอมเมื่อแม่เฒ่าพูดจบ ผมก็ตอบแม่เฒ่ากลับไปว่า“พรุ่งนี้ผมจะขึ้นไปเที่ยวหาพ่อเฒ่าอยู่บอกแกแล้ว”ตอนนี้เสียงทำอาหารในครัวเงียบลงแล้ว ตรงหน้าประตูห้องครัว แม่เฒ่ากำลังถือจานปลาปิ้งเดินออกมา หลังวางจานปลาปิ้งลง แม่เฒ่าก็เดินกลับไปในครัวอีกครั้ง แล้วก็กลับออกมาพร้อมด้วยกระติ๊บข้าวและถ้วยน้ำพริก มื้อเย็นสำหรับสองผู้เฒ่าในวันนี้คือ ปลาตากแห้งปิ้งกับน้ำพริกปลาร้าแม่เฒ่าชวนผมกินข้าวด้วย แต่เพราะความเกรงใจผมจึงบอกปฏิเสธ และขอตัวกลับบ้าน ก่อนจะกลับ ชายชราได้ยื่นแก้วใบเดิมมาให้ ผมรับแก้วมาจากชายชราแล้วยกขึ้นแก้วขึ้นดื่มน้ำในแก้วรวดเดียวหมด หลังน้ำในแก้วหมด ผมก็ยื่นแก้วกลับคืนไปให้ชายชรา จากนั้นก็เดินจากบ้านหลังนั้น และผู้เฒ่าทั้งสองมาตามถนนกลับไปสู่บ้านพักเมื่อวงข้าวเริ่มต้นขึ้น ผมจึงตัดสินใจร่ำลาผู้เฒ่าทั้งสอง เพื่อปล่อยให้บรรยากาศแห่งความสุขในยามค่ำคืนของผู้เฒ่าทั้งสองกลับมาอีกครั้ง เพราะวันพรุ่งนี้คนหนึ่งต้องเดินทางออกจากบ้าน เพื่อไปทำมาหากิน และไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ ผู้เฒ่าทั้งสองจะได้ร่วมวงกินข้าวมื้อเย็นด้วยกันอีกหรือไม่ หลังผมกลับมาถึงบ้านพักก็หวนคิดถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่บอกว่า หากเราไม่จากกัน เราคงไม่ได้พบกัน ในยามจากถึงแม้เราต้องเดินทางไปส่งกันไกลเพียงไหน สุดท้ายเราก็ต้องจากกันอยู่ดี และความจริงก็คงเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะกับผู้เฒ่าทั้งสองคน เมื่อยามเช้าเดินทางมาถึง ห้วงยามแห่งการจากลาระหว่างก็จะเดินทางมาถึง ในความจริง ยามเช้าอาจหมายถึงการเริ่มต้นในหลายๆ สิ่ง แต่ในขณะที่บางคนต้องตื่นมาพบกับยามเช้าอันจบลงด้วยการพรัดพราก หากว่ายามเช้าคือความเศร้าของชีวิต โลกยามเช้าจะเป็นโลกชนิดใด จังหวะชีวิตอันเกิดขึ้นจากโลกอันโศกเศร้าจะเป็นเช่นไรคงยากจะคาดเดาได้...
ฐาปนา
 ผมเพิ่งจะไปเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพมาครับ หลังจากไม่ได้ไปมาเป็นเวลาร่วมสิบปี  ครั้งสุดท้ายที่ขึ้นไปคือตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย พอย้ายมาอยู่ทางเหนือก็ไม่ได้โอกาสเสียที มาสบโอกาสเอาก็ตอนลมหนาวเริ่มมาเยือนนี่เอง ขับมอเตอร์ไซต์ขึ้นดอยตอนเช้า อากาศเย็นสบาย ใช้เวลาสัก 20-30 นาทีเท่านั้นวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสถานที่อันดับแรกที่ใครต่อใครที่มาเชียงใหม่จะต้องมาเยือนมาชม มากราบไหว้ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง ที่นี่จึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายตลอดเวลา ยิ่งในช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว ดูเหมือนว่า ดอยสุเทพคือสถานที่แรกที่ทุกคนต้องมา ก่อนจะไปที่อื่นชาวต่างประเทศอาจต้องการชมความงามของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่ ชาวไทย ชาวพุทธ ก็คงต้องการมากราบไหว้บูชาพระบรมธาตุ ที่มีจุดประสงค์อื่นก็ไม่น้อย มาทำธุรกิจ มาแจกของ มาขอรับบริจาค ฯลฯ แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร “วัด” ยังคงเป็นสถาบันหลักของสังคมไทยเสมอวันที่ผมขึ้นไปนั้นเป็นวันอาทิตย์ ขณะที่ขับรถตามทางขึ้นดอยไปเรื่อยๆ ก็มีรถวิ่งสวนขึ้นสวนลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งรถส่วนตัว รถทัวร์ รถตู้ รถมอเตอร์ไซค์ รถจักรยาน แม้แต่คนที่เดินขึ้นก็ยังมี เมื่อขึ้นไปถึงก็พบกับรถจำนวนมากแทบจะเต็มลานจอดรถ กับผู้คนมหาศาลราวกับกำลังมีงานเทศกาล ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องปกติสำหรับที่นี่ขณะที่พิจารณาจำนวนรถและจำนวนคน ผมก็คิดของผมไปเรื่อยว่า ในสถานะหนึ่ง ที่นี่คือวัด แต่อีกสถานะหนึ่งที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ถ้าว่ากันตามความน่าจะเป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ควรจะเป็นที่ๆ เต็มไปด้วยความสงบเงียบ แต่ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป เราก็ต้องยอมรับความต่างนี้ในที่สุด นานๆ ไปเราก็เริ่มชินกับสถานภาพที่แตกต่างแต่มาอยู่รวมกัน ทว่าเมื่อเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากความลักลั่นอักเสบ เราก็อาจสูญเสียความสามารถที่จะแยกแยะความเหมาะกับไม่เหมาะไปเสียแล้ว สิ่งเหล่านี้เราไม่ใช่ผู้กำหนดขึ้น เราเพียงแต่อยุ่ในระบบที่เป็นมาและเป็นไปเท่านั้นเดินขึ้นบันไดพญานาคทดสอบกำลังกายกำลังใจกันแล้วก็ขึ้นไปถึงลานด้านหน้า ซึ่งมีรูปปั้นของ ครูบาศรี วิชัย นักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา ผู้นำในการสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพ เป็นจุดแรกที่คนส่วนใหญ่จะมาจุดธุปเทียนสักการะบูชาผมเดินวนไปทางซ้ายเที่ยวชมสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ  สังเกตว่า สัดส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทยกับชาวต่างชาติแทบจะครึ่งต่อครึ่ง และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวชาติจะให้ความสนใจกับทุกสิ่งทุกอย่างมากกว่าคนไทย แม้แต่ต้นไม้ ดอกไม้ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่าง เขาก็ดูจะตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจไปเสียทั้งหมด  เพราะหากว่าเราไปเที่ยวเมืองนอกเราก็คงไม่ต่างจากเขา แต่สิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่สนใจก็มีอยู่เหมือนกัน ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า ผู้ที่เรียกตัวเองว่า ชาวพุทธ น่าจะให้ความสนใจไม่น้อยกว่าสิ่งอื่นป้ายพลาสติกสีแดงเป็นภาษาบาลีและมีคำแปลเป็นภาษาไทยที่ติดอยู่ราวเหล็กกั้น คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ใครจะหันมอง จะเป็นเพราะมันไม่สะดุดตา ไม่มีใครมาจุดธูปเทียนกราบไหว้ หรือ จะเป็นเพราะความเคยชินไปที่ไหนก็เจอ หรือจะเป็นเพราะอ่านไปก็ไม่เข้าใจและไม่คิดจะเข้าใจ หรือจะเป็นเพราะเหตุอื่นใด ผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่สิ่งที่ผมแน่ใจคือ ข้อความเหล่านี้ คือ “ธรรม” อันสำคัญยิ่ง ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติอยู่เหนือพ้นจากความทุกข์ได้ และการไปให้พ้นจากความทุกข์คือเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธทุกคนมิใช่หรือ ?ขนตี ปรม ตโป ตีติกขาความอดทนคือความอดกลั้นเป็นธรรมเผาบาปอย่างยิ่งนิพพาน ปรม วทนติ พุทธาพุทธบุคคลทั้งหลายย่อมกล่าวถึงพระนิพพานว่า เป็นธรรมชาติอันสูงสุดผมยืนอ่านอยู่พักหนึ่ง หวังว่าอาจจะมีใครให้ความสนใจมาหยุดอ่านเช่นเดียวกับผม แต่ก็ไม่มี ผมจึงเดินต่อไป ชมพิพิธภัณฑ์,จุดชมวิวเมืองเชียงใหม่,ตัวมอม และจุดตีฆ้องใหญ่ (ซึ่งมีป้ายระบุว่า อย่าตีแรง และ ห้ามลูบฆ้อง) ก็เข้าไปในบริเวณลานรอบองค์พระธาตุฯ องค์พระธาตุดอยสุเทพเมื่อสะท้อนแสงแดด เหมือนจะเปล่งแสงสีทองออกมาอาบทั่วบริเวณ หลังจากสักการะบูชาแล้ว หากใครได้ลองหยุดนั่งพิจารณาสักครู่จะรู้สึกได้ถึงความสงบและความอิ่มเอมที่เกิดขึ้นภายใน  รอบองค์พระธาตุ มีพระพุทธรูปตั้งเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งองค์ใหญ่องค์เล็ก ทั้งที่อยู่ในตัวอาคารและที่อยู่นอกตัวอาคาร ความแตกต่างก็คือ พระพุทธรูปที่อยู่ในตัวอาคาร จะมีผู้คนเข้าไปกราบไหว้อยู่ตลอดเวลา ส่วนพระพุทธรูปที่อยู่นอกตัวอาคาร แทบจะไม่มีคนให้ความสนใจเลยผมเกิดคำถามขึ้นในใจอะไรคือความต่างของพระพุทธรูปเหล่านี้ ที่ทำให้คนเลือกที่จะเคารพบูชา ?  ขนาด, ที่ตั้ง, มีชื่อ-ไม่มีชื่อ, เสียงเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์, พุทธลักษณะ  ฯลฯและแท้จริงแล้วเรากราบไหว้อะไรในพระพุทธรูป ? ตัวแทนของพระพุทธเจ้า, ความศักดิ์สิทธิ์ในเชิงปาฏิหาริย์, ความเชื่อว่าจะได้บุญ หรือเพราะเคยทำมาก็ทำต่อไปอย่างที่ไม่ต้องการจะตั้งคำถามผมตั้งคำถามเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะจิตใจที่มืดดำหรือต้องการจะหมิ่นศาสนาอย่างที่ใครบางคนอาจกำลังคิดว่าผมกำลังจะทำ ผมเพียงแต่เกิดความสงสัยว่า คำว่า “พุทธะ” ในความหมายที่แท้จริงนั้นคือสิ่งใดกัน  พุทธะ อาจไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ พระพุทธเจ้า หรือ พระพุทธรูป ธรรมะ อาจไม่ใช่แค่คำบาลีในพระไตรปิฎก และ สังฆะ(สงฆ์) ก็ไม่อาจใช่แค่นักบวชในศาสนาพุทธ  หากพิจารณาถึงความหมายที่ว่า พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ขอบเขตนิยามของคำว่า พุทธะ ธรรมะ และสังฆะ น่าจะกว้างมากกว่านั้น บางที อาจจะเป็นนามธรรมในลักษณะของปัจเจกด้วยซ้ำไป ทว่า ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางศาสนา ไม่อาจวิเคราะห์อะไรเป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ เพียงแต่ความรู้สึกนั้นบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง แท้จริงไม่ใช่อยู่ภายนอก แต่อยู่ภายในตัวเรานี่เองคำสอนสำคัญอันหนึ่งของพระพุทธเจ้าคือ คำสอนที่ว่า ให้เราพึ่งตนเอง ไม่ใช่พึ่งสิ่งภายนอก แต่ดูเหมือนทุกวันนี้เราจะไม่เชื่อกันว่า “พุทธ”เกิดจากภายใน แต่กลับจะเชื่อว่าพุทธะนั้นอยู่ภายนอก เราจึงมุ่งแสวงหาคำตอบของโลกและชีวิตจากภายนอก แต่ไม่เคยคิดว่าคำตอบทั้งหมดนั้นอยู่ภายในตัวเราผมกลับลงมาจากดอยสุเทพด้วยคำถามในใจหลายข้อ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยมีคำถามอย่างนี้ อาจเป็นเพราะวัยที่เปลี่ยน ความคิดที่เปลี่ยน คำถามของผมไม่ได้มีเจตนาจะลดทอนหรือทำให้คุณค่าของศาสนาด้อยลงแม้แต่น้อย เพียงแต่คิดว่า หากมองด้วยขอบเขตที่กว้างกว่า อาจทำให้เรามองทะลุความซับซ้อนและเปลือกหนาไปจนเห็นแก่นที่เรียบง่ายและยิ่งใหญ่ได้ศาสดาและบรมครูผู้ยิ่งใหญ่แห่งศาสนาพุทธ ค้นพบหนทางพ้นทุกข์และมุ่งหวังให้ผู้คนได้ข้ามพ้นสังสารวัฏ พ้นการเกิด การดับ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบคือสัจจะ คือความจริงสูงสุดของธรรมชาติ และเมื่อพระองค์นำมาเผยแพร่ พระองค์ก็สื่อด้วยความเรียบง่าย เข้าถึงคนหมู่มาก ทำให้ผู้คนต่างลัทธิ ต่างความเชื่อ ต่างยอมรับในธรรมด้วยความจริงเช่นนี้ ผมจึงเชื่อว่า แท้จริงแล้ว เราทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ในการพ้นทุกข์ได้ตามระดับความเข้าใจและการปฏิบัติของแต่ละคน ในเมื่อ “ธรรม” นั้นมีอยู่ตามธรรมชาติ ดังนั้น หากเราแสวงหา เราย่อมจะมองเห็นหนทาง แต่หากเราไม่แสวงหาเราก็ไม่อาจมองเห็นคนที่มาเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพ แม้ดูเหมือนจะมีจุดประสงค์เดียวกัน คือมาเที่ยว แต่ผมคิดว่า ประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับอาจแตกต่างกันมาก บางคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เป็นเพียงสถานที่หนึ่งที่เคยไปเยือน แต่บางคนอาจซึบซับบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ภายในเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยที่สุด หากศรัทธาจากการสักการะบูชา จะทำให้เราได้หวนคืนสู่หนทางแห่ง “พุทธะ” ได้บ้าง แรงและเวลาก็คงไม่เสียเปล่า แน่นอน ศรัทธาเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากไม่เป็นไปเพื่อสร้างปัญญา หนทางแห่งความพ้นทุกข์จะมีประโยชน์ต่อเราหรือ ?ผมไม่รู้แสงสีทองจากองค์พระธาตุจะส่องเข้าไปถึงใจใครได้บ้าง
มาลำ
พ่อหลับอยู่อย่างนั้นทั้งคืน มีเพียงเสียงหายใจและเสียงพลิกตัวเท่านั้นบอกเราว่า พ่อยังหลับอยู่ พ่อไม่ได้พูดอะไรที่ฉันฟังไม่เข้าใจอีกแล้ว พ่อหลับเงียบแน่นิ่ง ถึงกระนั้นฉันก็นั่งเฝ้าพ่อแบบตาไม่กระพริบ พ่อหลับโดยที่มีฉันนั่งจ้องพ่ออยู่อย่างนั้น นอกเหนือจากการเช็ดตัวให้พ่อ ดูยาที่หยดลงในสายน้ำเกลือ วัดความดันเลือดแล้ว ฉันไม่ได้ทำอย่างอื่นอีก นอกจากจ้องมองพ่อ   บางเวลาที่ดึกมากๆ ฉันง่วงมาก เผลอหลับฟุบลงบนเตียงพ่อ ข้างๆ มือที่มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง  ฉันหลับอยู่ในท่านั้นจนสะดุ้งตื่น ทันที่ที่รู้สึกตัว ฉันลนลานจ้องมองพ่อ ดูที่หน้าอกพ่อว่าขยับเคลื่อนไหวหายใจอยู่หรือเปล่า หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบออกมานอกอก เห็นว่าพ่อยังหลับอยู่เหมือนเดิม ฉันจึงค่อยๆนั่งลง ถอนใจ บอกตัวเองว่าอย่าหลับอีกเลยนะ แล้วฉันก็นั่งอยู่อย่างนั้นจนแดดมาเยือน ทั้งที่ง่วงแสนง่วงจนปวดหัวไปหมด แต่ตาของฉันยังจับอยู่ที่หน้าพ่อตลอดเวลาหลังเช็ดตัวให้พ่อในตอนเช้า เปลี่ยนผ้าปูและเสื้อผ้าชุดใหม่ พ่อดูหน้าตาสดชื่นแม้อยู่ในอาการหลับ แม่เป็นคนรูดม่านเก็บเมื่อมาถึงในเช้ามืด แม่ถามฉันว่าเป็นอย่างไรบ้างลูก ไม่ได้นอนเลยหรือ ตาลูกเขียวลึกเลยหล่ะ พ่อเป็นอย่างไรบ้าง ฉันตอบแม่ว่าพ่อหลับตลอดเวลา ความดันเลือดดีขึ้นมาก หมอคงหยุดยาเพิ่มความดันได้ ที่สำคัญพ่อไม่ได้เพ้อเหมือนที่ผ่านมา พ่อหลับเงียบแน่นิ่ง  วันนี้พ่อคงจะตื่นเสียที  ลูกเลยไม่กล้าหลับเลยใช่ไหมเมื่อคืน แม่ถามฉัน ลูกกลัวที่เห็นพ่อหลับอย่างนั้นหรือเปล่า ฉันยิ้มและเงียบ รู้สึกปวดหัวและกระบอกตาจนบอกไม่ถูกฉันเดินสะโหลสะเหลไปที่โรงอาหาร ร้านอาหารเจเจ้าเดียวในโรงอาหารของโรงพยาบาลเป็นร้านเดียวที่ฉันนั่งตลอดมานับตั้งแต่พ่อป่วย เจ้าของร้านเป็นมุสลิมที่ทำอาหารเจแบบปักษ์ใต้ขาย ฉันนั่งลงก้มหน้าก้มตากิน เจ้าของร้านเอากับข้าวมาวางให้ พร้อมเอ่ยถามว่าใครไม่สบายหรือ พี่เห็นน้องเฝ้าอยู่นานเป็นเดือนแล้ว ฉันยิ้มให้พลางบอกว่า พ่อถูกรถชน ที่จริงดีขึ้นและกลับบ้านแล้ว กลับมานอนใหม่  ดีขึ้นแล้วเหมือนกัน  จริงๆ แล้วฉันกลับไปแล้วหนึ่งรอบคราวนี้มาใหม่สงสัยหลายวันอีกเหมือนกัน  เธอบอกนับว่ายังเป็นโชคดีของพ่อยังมีลูกสาวอย่างฉันมาเฝ้า ขอให้พ่อหายเร็วๆ นะ ฉันยิ้มให้เธอพร้อมคำขอบคุณกลับจากโรงอาหาร ฉันเดินไปดูพ่อ พ่อยังหลับอยู่อย่างนั้น หมอยังเดินมาไม่ถึงเตียงพ่อ  ฉันจึงเลือกที่จะมานอนอยู่ตรงระเบียงตึกที่พ่อนอนอยู่ เพราะไม่อยากกลับไปนอนที่บ้านพักน้องชายอีกแล้ว ฉันรู้สึกว่ามันทำให้ฉันกับพ่อห่างไกลกัน หลังปูเสื่อลงไปบนระเบียง  เอาผ้าคลุมหัวไว้แล้วฉันก็หลับลงไปในทันทีที่ล้มตัวลงนอน ฉันตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายมากแล้ว แดดบ่ายร้อนแรงส่องมากระทบบนเสื่อที่ฉันนอนอยู่ทำให้ฉันลุกมานั่งอย่างงงๆ หลังรู้ตัวว่านอนอยู่ไหน ฉันลุกเดินอย่างรวดเร็วไปยังเตียงของพ่อ  พ่อส่งยิ้มให้ฉันมาแต่ไกล หน้าตาพ่อสดชื่น สายน้ำเกลือและสายออกซิเจนหายไปแล้ว เหลือเพียงจุดฉีดยาเล็กๆที่ข้อมือ เข่าขวาของพ่อปิดผ้าก็อสใหม่  หมอว่าพ่อดีขึ้นมากแล้วลูก หมอมาทำแผลแล้วบอกพ่ออย่างนั้น วันนี้พ่อหายเพลีย หายเหนื่อยสบายขึ้นมากๆเลย  พ่อให้แม่เดินไปดูลูกเห็นหลับสนิทเลยไม่ได้กวนใจ พ่อรู้ว่าลูกไม่ได้หลับเลยในเวลากลางคืน พ่อเห็นลูกนั่งจ้องพ่ออยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ฉันยิ้มให้พ่อ  แสดงว่ามีบางเวลาที่พ่อตื่นมาดูฉัน อย่างน้อยพ่อก็ไม่ได้หลับตลอดเวลาอย่างที่ฉันคิด ลูกคงเพลียน่าดู  พ่อพูดต่อ พ่อกลัวลูกจะไม่สบายไป พ่อดีขึ้นมากแล้วคืนนี้กลับไปนอนกับน้องชายเถอะ พ่ออยู่คนเดียวได้แล้วแข็งแรงขึ้นมากแล้วลูก  ฉันยิ้มให้พ่อแล้วบอกว่า พรุ่งนี้ก็แล้วกันพ่อจ๋า วันนี้ขอนอนอยู่ใกล้ๆพ่ออีกคืน ไม่เป็นไรหรอก ลูกเคยชินแล้วกับการนั่งหลับ คงเหมือนพ่อ ลูกไม่เคยเห็นพ่อนอนเลยตลอดมา พ่อทำงานหนักตลอดเวลา ตอนนี้มีเวลานอนแล้วนะพ่อ เวลาที่เป็นของเราแล้ว ดีแล้วที่พ่อได้หลับยาวนานอย่างนี้ สามวันสามคืนของการนอนหลับของคนที่ไม่เคยได้หลับอย่างแท้จริง  พ่อคงสบายขึ้นมากแล้วแล้วฉันก็พยุงพ่อออกเดินในตอนเย็น  เราหัดเดินกันตรงริมระเบียงของตึกใกล้ที่ๆฉันปูเสื่อนอนตอนเช้า  แดดอ่อนตอนเย็นโรยลงบนทางเดิน ลมเย็นโชยมาพร้อมใบไม้ที่ปลิวผ่านหน้า พ่อหายใจแรงขณะยกที่ช่วยพยุงเดินไปทีละก้าว  พ่อดูเหนื่อยอ่อน หายใจหอบจนต้องหยุดเมื่อเดินได้เพียงสองสามก้าว ฉันจับแขนของพ่อไว้ กล้ามเนื้อของพ่อเริ่มเหี่ยวแห้งลง ฉันมองหน้าพ่อแล้วมองอีก ในใจของฉันนึกย้อนไปแสนไกลภาพพ่อหาบข้าวผ่านหน้าฉันไป แสกหาบเป็นหวายสูงกว่าหัวฉันอีกเมื่อจับแสกยืนขึ้น ทั้งที่ข้าวเต็มหาบ แต่พ่อแบกเหมือนมันไร้น้ำหนัก พ่อเดินผ่านหน้าฉันไปเหมือนมีวิชาตัวเบา แต่เสียงเอี๊ยดอ๊าดของหาบ ผ่านหูเมื่อพ่อมาอยู่ใกล้ทำให้ฉันรู้ว่ามันหนักเหลือเกิน เมื่อพ่อกองข้าวที่หาบมาฉันรู้ว่ามันเกือบสูงท่วมหัวฉัน  เลียงข้าวที่พ่อเรียงบนแสกบานเหมือนกลีบดอกไม้สี่กลีบ มันสวยจับใจ  พ่อหาบข้าวแสกแล้วแสกเล่า วันแล้ววันเล่าจนกองข้าวที่นาทั้งหมดมาอยู่ที่ลอมข้าวตรงหน้าฉันในโรงที่พ่อทำมันขึ้นเพื่อเก็บข้าวที่เรากินทั้งปี  ฉันเป็นคนโยนเลียงข้าวให้พ่อจากกองที่หาบมาเป็นลอมข้าวที่พ่อวางเรียง ลอมข้าวจะสูงใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆในขณะที่กองข้าวที่หาบมาจะเล็กลงไปเรื่อยเช่นกัน เมื่อลอมข้าวสูงขึ้นจนท่วมหัวฉัน ฉันต้องออกแรงจนสุดเพื่อโยนเลียงข้าวให้ถึงมือพ่อบนลอมข้าวนั้น  ในตอนนั้นฉันหอบหายใจจนตัวโยน ภาวนาให้เลียงข้าวหมดก่อนที่ฉันจะหมดแรง แล้วมันก็เสร็จลงจนได้เมื่อเรี่ยวแรงของเราไม่มีเหลือ แล้วฉันนอนลงมองลอมข้าวที่สูงลิบเหนือหัวของฉันสองสามช่วงตัว ในใจฉันนึกแปลกใจที่สุด พ่อทำมันเพียงลำพังได้อย่างไร พ่อก่อลอมข้าวที่สูงใหญ่ขึ้นด้วยสองมือ  ก่อนพลบค่ำของวันนี้  เมื่อเราต่างหยุดเดินฉันพยุงพ่อนอนบนเตียง แล้วจับมือพ่อไว้  วันนี้ของเราดีหนักหนาพ่อจ๋า เราได้เดินอยู่ด้วยกันและพ่อกำลังแข็งแรงขึ้นแล้ว เป็นสิ่งที่ฉันดีใจที่สุดแล้ว ไม่ว่าพรุ่งนี้ของเราจะหนักหนาอย่างไร เราจะมีกำลังใจนะพ่อ แล้วฉันกอดพ่อไว้ด้วยหัวใจที่เข็มแข็ง บอกตัวเองว่าแม้จะเหนื่อยหนักอย่างไรฉันจะไม่หวั่น เหมือนพ่อก่อกองข้าวไว้ให้พวกเราทุกคน กองไว้ในใจฉันเสมอมา
ชิ สุวิชาน
หลังจากดูสารคดีด้วยกันจบ “ผมอยากฉายสารคดีชุดนี้สู่สาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่คนทั่วไปในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมอยากให้คุณมาร่วมเล่นดนตรีด้วย คุณ โอ เค มั้ย” เขาถามผมผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เพราะผมไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร  ผมรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ  ผมบอกกับตัวเองว่า เพียงแค่เห็นใจและเข้าใจอาจไม่เพียงพอ   หากสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสื่อสารเรื่องราวของผู้ทุกข์ยาก โดยเฉพาะคนชนเผ่าเดียวกันได้  มันก็ควรทำไม่ใช่หรือหลังจากผมตอบตกลงเขา เราทั้งสองได้พูดคุยประสานงานกันเกี่ยวกับงานอยู่เรื่อย ๆ จนเวลาลงตัวในวันที่ 21 ธันวาคม ศกนี้ ณ สมาคม AUA เชียงใหม่ ในหัวข้อ “ดนตรีและหนังสารคดีเพื่องานบรรเทาทุกข์”  ผมอยากเชิญชวนประชาชน  ผู้รักประชาชนด้วยกัน  ประชาชน ผู้เข้าใจประชาชนด้วยกัน ประชาชน ผู้ทนทุกข์ภัยใต้อำนาจของชนชั้นปกครองด้วยกัน เผื่อเกิดแรงกระตุ้นที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อประชาชนด้วยกันผมขออนุญาตนำเสนอรายละเอียดของงาน ทั้งเวลาและสถานที่ตามโปสเตอร์ข้างล่างนี้แล้วเจอกันในงานนะครับ มาดูสารคดีและ ฟังดนตรีเพื่องานบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนร่วมกันต่าบลื๊อ ครับ
แสงพูไช อินทะวีคำ
ที่ ESCUDERO, ประเทศ Philippines“ไปทานข้าวกันเถอะ!”..............เธอเป็นคนค่อนข้างอ้วนท้วน  ยักไหล่เบาๆ...ปล่อยคำทักทายเหมือนกับเธอมีอำนาจสูงสุด ใช่จริงด้วยเพราะเวลานี้มันเลยเที่ยงไปแล้ว หลายคนท้องร้อง คอยให้ผู้รับผิดชอบงานสัมมนาบอกให้หยุดพักได้“วันนี้ไปรับประทานอาหารในสถานที่แปลกๆ กันนะ”....เธอร้องบอก ขณะที่ทุกคนเร่งเดินออกจากห้องประชุมมุ่งหน้าไปที่ร้านอาหาร......“เขาบอกว่าจะทานข้าวบนผิวน้ำ!”....หนุ่มฟิลิปปินส์คนหนึ่งเดินเข้ามาพูดกับผม“อ้าว! จะไปทานได้ไงล๋ะ?”“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”ผมมองหน้าเขา แล้วหนุ่มคนนั้นก็มองหน้าผม ในที่สุดเราทั้งสองก็หัวเราะ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรอีก เมื่อมันแปลกถึงขั้นนั้น. ผมและเขาเดินขนานกันไป แล้วผมก็เลี้ยวช้าย เขารีบมาดึงแขนผมไว้“ไม่ใช่ที่ร้านอาหาร...ไปทางนี้”แกบอกพร้อมดึงมือผมไปเบาๆ.......ที่นั้น....ต้องเดินลงตามบันไดคอนกรีต พอถึงริมน้ำ ผมทอดสายตามองรอบๆ นี่คือลานหินที่กว้างมาก โดยเจ้าของร้านใช้ไม้มาทำเป็นเสาค้ำ ด้านบนมีแผ่นสี่เหลี่ยมรองพื้นเพื่อใช้วางจานอาหาร ผู้คนที่มาทานอาหารจะต้องเดินค่อยๆ เดินอย่างระมัดระวังไปตามลานหินที่มีน้ำไหลลื่น...ผมถอดรองเท้าออก ค่อยๆ เดินลงสู่ผิวน้ำบนลานหิน ค่อยๆ ทอดน่องไปข้างหน้า จิกนิ้วเท้าลงกับลานหินเพื่อกันลื่น เมื่อได้อาหารแล้วก็ค่อยๆ เดินไปหาที่นั่ง ทานอาหารไป สายตาก็มองไปรอบๆ  หลายคนหัวเราะเบาๆ....บางคนหัวเราะชอบใจเมื่อมองเห็นคนลื่นลงไปที่พื้นลานหินใต้ผิวน้ำผมทานข้าวไป นึกถึงภาพของหลายๆ คนที่ลื่น หลายคนล้มลง แขนกระแทกกับหินทำให้แขนหัก หลายคนล้มหัวกระทบกับหินจนหัวแตก มองดูสายน้ำที่มีหยดเลือดสีแดงเข้มปะปน เพื่อนบางคนต้องช่วยเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ช่วยอยู่นั้นตัวเองก็ล้มลง เข่ากระแทกกับหินจนเข่าแตกไปอีก...“นี่...คุณคิดอะไรถึงดูเศร้าสร้อยขนาดนั้น?”“ไม่มีอะไรหรอก......” ผมเงยหน้ามองเพื่อนแล้วตอบเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณ“มองดูหน้าคุณ มันฟ้องให้เห็นว่า คุณกำลังมีปัญหา...”“โอ...งั้นหรือ?”...ผมเดินออกจากร้านอาหารบนผิวน้ำ โดยไม่รอใครเลย แม้กระทั้งเพื่อนชาวอินโดนีเซียที่สนิทที่สุด เดินไปก็คิดไปด้วย“เอ่อ....กูบ้าหรือเนี่ย.....ทำไมต้องคิดอย่างนั้นด้วย”“ไม่....กูไม่ได้บ้า....”  คิดตอบเอง“ถ้างั้น....ผมบ้าหรือเปล่า?.......”
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเป็นคนที่วิตกกังวลกับทุกสิ่งทุกอย่าง ผมวิตกว่าตัวผมผอมไป วิตกว่าผมจะร่วงจนหมดศีรษะ กลัวไปว่าแต่งงานแล้วจะหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ไม่พอ กลัวว่าจะเป็นพ่อที่ดีของลูก ๆ ไม่ได้ และเพราะเหตุที่ตัวผมเองมีชีวิตไม่ค่อยเป็นสุขนัก ผมจึงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาพพจน์ของตัวเองที่ปรากฏต่อคนอื่นเพราะความวิตกกังวล ทำให้ผมเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ผมทำงานไม่ไหวอีกต่อไปต้องหยุดงานอยู่กับบ้าน ผมวิตกกังวลมากเกินไปจนเลยขีดขั้นจำกัด คล้ายกับหม้อน้ำเดือดที่ปราศจากวาล์วปิดกั้น จนทำให้ผมต้องเป็นโรคประสาทอย่างหนัก ผมไม่สามารถพูดกับใครได้เลย แม้แต่กับคนในครอบครัวของผมเอง ผมควบคุมความคิดของตัวเองไม่อยู่ และรู้สึกหวาดกลัวไปหมด ผมสะดุ้งสุดตัวแม้เพียงได้ยินเสียงเบาที่สุด และคอยหลบหลีกการเผชิญหน้ากับใคร ๆ ทุกคนในบางครั้ง ผมร้องไห้ออกมาโดยไม่มีเหตุผลใด ๆ เลย ผมรู้สึกราวกับถูกทุก ๆ คนทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว และอยากจะจบชีวิตด้วยการกระโดดลงแม่น้ำให้จมหายไป...วันหนึ่งผมจึงตัดสินใจออกเดินทางไปฟลอริดา โดยหวังว่า การเปลี่ยนสถานที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ขณะที่กำลังจะขึ้นรถไฟ พ่อของผมได้ยื่นจดหมายให้ฉบับหนึ่ง และสั่งผมไม่ให้เปิดออกอ่านจนกว่าจะถึงฟลอริดา ผมมาถึงฟลอริดาในขณะที่กำลังเป็นหน้าท่องเที่ยว ผมจึงหาโรงแรมพักไม่ได้ ต้องอาศัยเช่าโรงรถแห่งหนึ่งอยู่ผมพยายามหางานเป็นคนส่งของอยู่นอกเมืองไมอามี่ แต่ก็ไม่ได้งาน ดังนั้นผมจึงใช้เวลาอยู่ที่ชายหาด  ผมรู้สึกย่ำแย่มากกว่าอยู่ที่บ้านเสียอีก ดังนั้นผมจึงเปิดจดหมายพ่อออกอ่าน ข้อความในจดหมายมีว่า“ลูกเอ๋ย ตอนนี้เจ้าอยู่ห่างจากบ้านถึง 1500 ไมล์ แต่เจ้าก็ยังไม่รู้สึกดีขึ้นเลยใช่ไหม พ่อรู้ว่าเจ้าจะต้องรู้สึกเช่นนั้นแน่ เพราะเจ้าได้นำเอาตัวการที่ทำให้เจ้าไม่สบายใจติดตัวไปด้วย นั่นก็คือตัวเจ้าเองยังไงละ ไม่มีอะไรผิดปรกติเกิดขึ้นกับร่างกายหรือจิตใจของเจ้าหรอก ไม่ใช่สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้หรอก แต่ความคิดที่เจ้ามีต่อสถานการณ์พวกนั้นต่างหาก ที่ทำให้เจ้าต้องเป็นทุกข์ ดังนั้นเมื่อเจ้าได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้แล้ว พ่ออยากให้เจ้ากลับบ้าน แล้วหายจากอาการเหล่านั้นเสียที ”จดหมายของพ่อทำให้ผมโกรธมาก เพราะผมหวังว่าจะมีใครสักคนสงสารผม ไม่ใช่มาสั่งสอน ผมโกรธมากจนตัดสินใจจะไม่กลับไปบ้านอีกเลย ในคืนนั้นเอง ขณะที่ผมกำลังเดินอยู่บนถนนในไมอามี่ ผมได้มาถึงโบสถ์ซึ่งกำลังมีการทำพิธีกันอยู่ เนื่องจากผมไม่มีที่จะไปอยู่แล้ว จึงแวะเข้าไปในโบสถ์นั้น เพื่อฟังบทเทศน์ในบทที่กล่าวว่า“ผู้ที่เอาชนะใจตนเองได้นั้น ยิ่งใหญ่กว่าผู้รบชนะได้เมืองทั้งเมือง”เมื่อเข้ามานั่งในโบสถ์และได้ยินคำสอน เช่นเดียวกับที่พ่อผมได้กล่าวไว้ในจดหมาย ทำให้ผมได้คิดอย่างมีเหตุผลเป็นครั้งแรกในชีวิต ผมช่างเป็นคนโง่เขลาอะไรเช่นนั้น ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงโลกและมนุษย์ทุกคน ในขณะที่มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนนั่นคือทัศนคติการมองโลกของผมนั่นเองเช้าวันต่อมาผมจึงจัดของลงกระเป๋าเดินทางกลับมาบ้าน และอีกอาทิตย์หนึ่งต่อมา ผมก็ได้งานทำ ต่อมาอีกเดือนหนึ่ง ผมได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ผมเคยหวาดกลัวว่าจะต้องสูญเสียเธอไป ซึ่งขณะนี้เรามีชีวิตครอบครัวที่ผาสุกร่วมกัน พร้อมกับลูก ๆ อีกห้าคน โลกดูสดใสและเป็นมิตรยิ่งขึ้น ผมมีความสุขกับชีวิตขณะนี้อย่างมาก และเมื่อใดก็ตามที่ผมเริ่มไม่รู้สึกสบายใจขึ้นมา ผมจะบอกกับตัวเองว่า ให้ปรับทัศนคติ เกี่ยวกับสิ่งนั้นเสียใหม่ และทุกอย่างก็จะกลับดีเช่นเดิมผมอยากจะบอกคุณตามตรงว่า ผมดีใจที่ได้เคยเป็นโรคประสาท เพราะสิ่งนี้ทำให้ผมได้ค้นพบว่า ความคิดและจิตใจของมนุษย์เรานั้นมีพลังเหนือร่างกาย ตอนนี้ผมสามารถใช้ความคิดทำประโยชน์ให้กับตัวเอง แทนที่จะทำให้มันต่อต้านผม พ่อพูดถูกที่ว่าสถานการณ์ภายนอกทั้งหลาย ไม่ได้เป็นต้นตอของความทุกข์ทรมานของผม และในทันทีที่ผมได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ผมก็ได้หายจากอาการทุกข์ทรมาน และอยู่เป็นสุขมาจนบัดนี้คุณผู้อ่านครับเรื่องจดหมายของพ่อ ที่คุณผู้อ่านได้อ่านนี้ ไม่ใช่เรื่องราวของผม ผู้เขียนคอลัมน์นี้หรอกครับ แต่เป็นเรื่องเล่าของลูกศิษย์คนหนึ่งในชั้นเรียนของ เดล คาร์เนกี นักเขียนเชิงจิตวิทยาที่เก่าแก่และโด่งดังคนหนึ่งของโลก ได้เล่าเอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของ เดล คาร์เนกี ที่ชื่อว่า “วิธีกำจัด ความวิตกกังวลและมีชีวิตที่ผาสุก” ที่แปลและเรียบเรียงโดย เรณู สุเสวี ซึ่งตีพิมพ์ โดยสำนักพิมพ์ วลัยลักษณ์ เมื่อเดือน มีนาคม 2532 บรรณาธิการโดย แดนอรัญ แสงทอง ที่โปรยปก ถัดลงมาจากชื่อรวมเล่มเอาไว้ว่า “แบบฉบับของหนังสือคู่มือ ในการจัดการปัญหาชีวิต ขายไปแล้วกว่า หกล้านเล่ม”ผมตัดทอนเรื่องนี้นำมาเผยแพร่ที่นี่ (และขออนุญาตคุณเรณูผู้แปลและเรียบเรียงในที่นี้ด้วยนะครับ) ก็เพราะเดือนเต็ม ๆ ที่ผ่านมา ผมมีเรื่องต้องวิ่งเข้า ๆ ออก ๆ ทั้งโรงพยาบาลและคลินิกเกี่ยวกับโรคจิตและประสาท เพื่อส่งพี่น้องของผมคนหนึ่งไปทำการบำบัดรักษา อาการป่วยทางจิตประสาท ที่มีอาการเช่นเดียวกับเจ้าของเรื่อง “จดหมายของพ่อ” ที่เนื่องมาจากความวิตกกังวลในชีวิตมากเกินไป จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า ย้ำคิดย้ำทำ หวาดกลัวไปหมดทุกอย่าง แม้แต่ความคิดของตัวเอง จนต้องเอาปืนไปฝากเพื่อน เพราะกลัวว่าตัวเองจะคิดฆ่าตัวตาย แล้วลงมือทำจริง ๆตอนนี้ หลังจากหอบหิ้วกันไปรักษาอย่างต่อเนื่องที่คลินิกเฉพาะทางแห่งหนึ่ง อาการของเขากลับคืนมาสู่สภาพปกติเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว คิดว่าอีกสองสามวันคงกลับไปทำงานได้ตามปกติ ที่ผมนำเรื่องจดหมายของพ่อมาลง ก็เพราะต้นเหตุแห่งความวิตกกังวลจนเกินเหตุของเขาที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้ ผมฟัง ๆ ดูจากการวิเคราะห์ของหมอ ผ่านคำบอกเล่าของเขา ก็คือเรื่องทัศนคติในการมองโลกแบบทำร้ายตัวเอง เช่นเดียวกับเจ้าของเรื่องจดหมายของพ่อนั่นเองผมจึงนำเรื่องนี้มาลงเพื่อยังประโยชน์ประการใดประการหนึ่งแก่ท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบัน คุณหมอเจ้าของคลินิกที่ผมหอบหิ้วเขาไปบำบัดรักษาจนผมเกือบจะประสาทแดกไปกับเขาได้บอกว่า คนเป็นโรคนี้กันเยอะมาก และเผื่อถึงคิวของเราบ้าง เราจะไม่ได้เสียเวลาวิ่งเข้าไปหาหมอผิดที่ผิดทาง หรือก่นด่าตัวเองเหมือนลูกศิษย์ของ เดล คาร์เนกี ด่าตัวเองว่า“ผมช่างเป็นคนโง่เขลาอะไรเช่นนี้ ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงโลกและมนุษย์ทุกคน ในขณะที่มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะต้องเปลี่ยน นั่นคือทัศนะคติในการมองโลกของผมนั่นเอง”                                                                     5 ธันวาคม 2551กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่** ภาพประกอบจากหนังสือ ไม่รักไม่บอก 
ชนกลุ่มน้อย
พะเลอโดะพูดกับพวกเราว่า  ถ้าไม่มาถึงในเดือนกันยายน  เราคงไม่ได้เห็นน้ำโข่โละโกรเต็มฝั่ง   แล้วยังพูดถึงแม่น้ำใหญ่อีกว่า  ดูราวอวัยวะภายในขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรกลโบราณ  ท้องไส้เต็มไปด้วยโขดหินแหลมคม  ประกอบขึ้นเป็นผนังแม่น้ำ  เครื่องกลโบราณที่มีอายุใช้งานเก่าแก่เต็มที  พัดน้ำปั่นหมุนน้ำวนขึ้นผิวน้ำเป็นรูปดอกเห็ดบานเต็มที่  วนไหลต่อเนื่องดอกต่อดอกสะพรั่งตามน้ำไปอย่างน่าเกรงขาม  ท้องไส้ภายในโข่โละโกรบิดเกลียวไปตามท้องร่องอันเต็มไว้ด้วยซากไม้ตาย   ท่อนซุงไร้สัญชาติ  หินไหล กรวดทรายปลิว   ซากศพคนนิรนามตามน้ำ  ปลาหน้าตารูปร่างประหลาดเหมือนแมงมุมหากินอยู่ใต้ท้องน้ำหมุนวนแรง    ใครบางคนเปรียบเทียบโข่โละโกรเช่นซากศพคนตาย  ไม่มีใครปรารถนาให้มันฟื้นคืนชีพเพื่อบอกที่มาที่ไปของตัวเอง   ปล่อยให้ไหลไปอย่างคลุมเครืออย่างนั้น  มิหนำซ้ำกลับอุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตประเภทกินซาก  ผ่านมาเก็บกินซากเน่าๆ  กินไม้  กินปืนสงคราม  กินข้าวสาร  กินเกลือ  กินน้ำตาล  เป็นอย่างนั้นมาหลายศตวรรษ  ผมไม่รู้หรอกว่าแสงไฟหน้ารถ  จะไปหยุดลงที่ใด   ผมเห็นแต่ทางเป็นร่องดินน้ำขังเป็นทางยาว  แสงไฟสะท้อนน้ำเป็นเส้นแสงคู่ขนาน  อย่างกับรางรถไฟที่ปราศจากไม้หมอน  ปล่อยให้โบกี้ตกจากรางอย่างที่พะเลอโดะพูดจริงๆ  มันค้างเติ่งอยู่ริมน้ำ  นานวันเข้า  โบกี้ยาวเหยียดจึงงอกรากออกมาค้ำโบกี้ไม่ให้ตกน้ำ  พะเลอโดะบอกว่า  รากงอกยาวขึ้นลงตามระดับน้ำ  ชุมชนแห่งนี้จึงไม่มีวันตกลงน้ำได้ง่ายๆพอแสงไฟรถเบี่ยงลงต่ำ  พลันปรากฏลำน้ำเล็กๆสะท้อนกับแสงไฟ  มันดูราวกับไม่มีตลิ่ง  ไหลมาบนกรวดทรายและส่งเสียงดังมาก  หัวรถพุ่งไปเสียบไว้กลางดงสาปเสือ ดับเครื่องยนต์  ดับไฟรถทุกดวง   พะเลอโดะเดินฝ่าความมืดไปยังบ้านไม้หลังหนึ่ง  ซึ่งซ่อนลึกอยู่ในความมืด  พอเสียงรถเงียบลง  เราทั้งหมดก็กลายเป็นแมลงไม่รู้อิโหน่อิเหน่  เกาะนิ่งเหนียวหนึบอยู่ตามพื้นรถ  ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดอีกแล้วนอกจากเสียงน้ำพะลอโดะกลับมาพร้อมร่างตะคุ่มๆ  ในมือถือไฟฉายส่อง   ผมเห็นร่างนั้นอย่างกับสัตว์เสียเปรียบในนิทานอีสป สัตว์เล็กเสียเปรียบทุกทาง  สงบปากสงบคำ  กล้าๆกลัวๆ  แม้มันจะเป็นฝ่ายถูกต้องชอบธรรมเพียงใดก็ตาม  ไม่แคล้วโดนขู่ตะปบทำร้ายจากสัตว์ใหญ่จนถึงแก่ชีวิต   สุดท้ายนิทานอีสปมักจะบอกเพียง เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...  ผู้แข็งแรงย่อมมีชัยเหนืออธรรม ...  ผมเพ่งตามองร่างดำๆเตี้ยๆเคลื่อนไหวเงอะงะอย่างคนไม่สมประกอบ  ราวกับว่าถ้าไม่มีความมืด  เขาคงไม่กล้าออกมาปรากฏตัว   ในช่วงเวลานี้เอง  พื้นรถใต้หน่อมะพร้าวก็เคลื่อนไหวขึ้นครั้งแรก   พลันปรากฏสองร่างค่อยๆบิดตัวแทรกขึ้นมาท่ามกลางข้าวของอย่างเหนื่อยหน่ายผมไม่แปลกใจ  แต่ลุงเวยซายังเชื่อเต็มเปี่ยมว่าศาลเจ้าช่วยเอาไว้คนละมือมือช่วยกันหยิบฉวยข้าวสาร   เกลือ  หน่อกล้วย  มะพร้าวแตกหน่อ  และพันธุ์ไม้อื่น  เดินตามกันไปในความมืด   ผมไม่รู้อะไรเป็นอะไรอีกแล้ว  นอกจากเดินตามแสงไฟฉาย  ในหูผมได้ยินแต่เสียงพูดคุยเป็นภาษาอื่น  ฟังดูเหมือนคนโหวกเหวกโวยวาย   พะเลอโดะพูดได้กลมกลืน   เหมือนว่าดินแดนลับๆขยายหดสั้นยาวได้  ตราบเท่าที่ภาษาประหลาดนั้นยังอยู่ตะเกียงน้ำมันก๊าดลุกแดงขึ้น  ผมเห็นใบหน้าชายเตี้ยม่อต้อเจ้าของบ้านเป็นครั้งแรก  เขามองมาด้วยสายตาขลาดๆ  ไม่สบตานาน  มองพวกเราผ่านๆ  พะเลอโดะกวาดตามองผ่านความมืด  เหมือนมีสิ่งเคลื่อนไหว  มองจ้องเหล่าผู้มาใหม่เราวางสิ่งของลงบนพื้นกระดาน   เมล็ดพันธุ์เดินทางไปถึงปลายทาง    แต่จะนำไปปลูกที่ไหนนั่นหรือ   ผมยังนึกไม่ออก  ตลอดการเดินทางมา  ผมเห็นแต่ความมืด  ผมรู้มาเพียงว่าภูเขาต่อภูเขาต่อเนื่องไม่สิ้นสุด   ยังมีที่ราบอยู่อีกหรือพอนึกถึงริมฝั่งแม่น้ำ  เหมือนมีบางอย่างกระเพื่อมไปตามเนื้อตัว  ต้องตื่นเช้าๆแล้วเดินไปหา  เก็บรูปให้หนำใจ  คิดได้แค่นั้นฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่  ตกต่อเนื่องจนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ  ผมทิ้งตัวลงนอนฟังเสียงฝน  มองไฟตะเกียงที่มีคนนั่งรุมล้อม  สองคนในนั้นเป็นพะเลอโดะกับลุงเวยซา   กะฌอกับซอมีญอหายตัวไปฝนตกถึงเช้า  ทุกอย่างรอบตัวซึมเซาอยู่ในม่านสีเทา  เสียงน้ำในลำห้วยไหลแรง  แต่รถบรรทุกยังแล่นข้ามผ่านมาได้  ผมนั่งมองรถบรรทุกหกล้อหุ้มตาข่ายแล่นมาช้าๆ  พอข้ามฝั่งมาได้ก็ดับเครื่อง  มีคนสองคนออกมาจากรถ  ก้มๆมองๆไปใต้ท้องรถ  ปีนดูในคอกไม้บรรทุก“เขามาทำอะไร”  ผมพูดเปรยๆ“วัว” ..เสียงชายเตี้ยม่อต้อที่มองดูอยู่ด้วยตอบด้วยน้ำเสียงไม่ตื่นเต้น  ผมถามอีกว่าวัวจากไหน  จะไปไหน  คราวนี้พะเลอโดะช่วยตอบแทน“พม่า  พ่อค้าวัวมารอซื้อวัวควายกันที่นี่  วัวบางส่วนมาไกลจากอินเดีย  บังคลาเทศ   ขายต่อกันมาเป็นทอดๆ  ไปโรงฆ่าสัตว์ทั้งนั้น” ราวกับว่ารถไฟกำลังจะมา  นายสถานียกธงให้รถไฟหยุดโบกี้ยาวเหยียดไปตามฝั่งแม่น้ำ  อันที่จริงทุกอย่างน่าจะผ่านไปด้วยดี  แต่นายสถานีในชุดพลางนั่นสิ  เรียกลุงเวยซาให้หยุด  ลุงเวยซาพูดเสียงดัง  ผมได้ยินแต่เสียงโข่โละโกรๆ  พะเลอโดะต้องรีบเดินเข้าไปหา  พร้อมกับบอกยืนยันว่า  มาด้วยกัน  ผู้เฒ่ามาจากแม่น้ำเงา  อยากมาดูน้ำโข่โละโกรสักครั้ง  สายๆก็กลับไปแล้ว“ทำไมเขาทำอย่างนั้น”  ผมนึกสงสัย“อยากแสดงอำนาจมั้ง  งานพวกเขาก็อยู่กันอย่างนี้  คอยดูคนเข้าคนออก”  พะเลอโดะพูดตรงๆ ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่ปกติ  ผ่านสถานีมาได้ก็เข้าสู่ร้านค้าเรียงรายอยู่ในโบกี้  เปิดประตูโบกี้ออกกว้างขวาง  สารพัดสารเพวางขาย  ของคาวหวาน  เสื้อผ้า  น้ำมันพืช  รองเท้า  พริก  เกลือ  เชือก  ของเล่นเด็ก ฯลฯ พูดง่ายๆก็คือร้านค้าหัวเมืองมีอะไรบ้าง  ในโบกี้ก็มีไม่ต่างกันราวกับว่าหัวรถจักรเสียมาหลายสิบปี   จอดแน่นิ่งตากแดดตากฝน  มันกำลังเดินไปสู่ของเก่า   ไม่นานก็กลายเป็นซากอีกชิ้นหนึ่ง  รอช่างซ่อมที่ไม่อาจคาดเดาว่าจะผ่านมาเมื่อไหร่   ลุงเวยซาเดินล่วงหน้าไปก่อน  เราเดินตามไปห่างๆ  เหมือนพะเลอโดะจะรู้ว่ากะฌอกับซอมีญออยู่ที่ไหน  พะเลอโดะบอกผมแต่เพียงว่า  เดี๋ยวคงตามมาหากจะมีเสียงเพลงบรรเลงผ่านมายามนี้  ผมนึกถึงเสียงร้องบ่นฮึมฮัมด้วยเสียงโทนต่ำ  ดังสลับกับก้าวย่างไปบนพื้นดินแฉะ  ข้างในผมเพริดออกหน้าออกตา  ยามเห็นโข่โละโกรเต็มฝั่ง  อย่างที่พะเลอโดะพูดไว้จริงๆ  โข่โละโกรเต็มฝั่งเดือนกันยายนหินก้อนใหญ่ริมน้ำ  เหมือนถูกจัดวางไว้ถูกที่ถูกทาง   ลุงเวยยืนนิ่งด้วยอัศจรรย์ใจอยู่ตรงนั้น  ยืนมองแม่น้ำใหญ่ยักษ์ไหลเย็นไหลนิ่ง