Skip to main content

นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักวิชาการเหล่านี้มักสร้างรายได้จากประสบการณ์ชีวิตของประชากรผู้ถูกกดขี่ทั้งผู้ที่อยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ชนชั้นนำที่ฝังรากลึก และระบบทุนนิยมแบบเอารัดเอาเปรียบ

นักวิชาการตะวันตกจำนวนไม่น้อยสร้างชื่อเสียงทางวิชาการโดยมุ่งศึกษาประเทศที่ถูกเรียกด้วยคำแบบยุโรปเป็นศูนย์กลางว่า “ซีกโลกใต้” (global south) เช่น เมียนมา โดยใช้ภาษาว่าด้วย “การปลดแอกจากอาณานิคม” เพื่อปกปิดสิ่งที่ในทางปฏิบัติแล้วคือปมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior complex) และพลวัตเชิงอาณานิคมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นักวิชาการเหล่านี้มักให้คำปรึกษาและฝึกอบรมแก่ชนชั้นนำท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์เพียงพอจะรับรู้ถึงเส้นทางอาชีพในสาขาอย่างเช่น สตรีศึกษา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา ขณะที่ชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่แทบไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่าสาขาเหล่านี้มีอยู่และสามารถเป็นอาชีพได้

ในเมียนมา การมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองทั่วไป รวมถึงผู้ที่มีภูมิหลังมาจากชนชั้นกลาง เต็มไปด้วยความเสี่ยงในระดับที่กระทบต่อความเป็นความตาย (existential risk) การก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองมักถูกมองว่าเป็นเส้นทางสู่การถูกจองจำ หรือเลวร้ายกว่านั้นด้วย ด้วยเหตุนี้ คนชั้นแรงงานส่วนใหญ่จึงมุ่งหวังไปสู่อาชีพที่ถือว่าปลอดภัยและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากกว่า เช่น แพทย์ วิศวกร นักบัญชี หรือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งประกอบอาชีพในงานใช้แรงงาน การค้าปลีก หรือการค้าส่ง โอกาสในการเข้าสู่อาชีพด้านการเมืองและการพัฒนาโดยมากจำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนและทายาทของพวกเขา ซึ่งได้รับการหล่อหลอมให้รู้จักและเข้าถึงเส้นทางเหล่านี้ตั้งแต่วัยเยาว์ ช่องว่างทางความรู้และความเหลื่อมล้ำทางรายได้เช่นนี้ไม่อาจมองข้ามได้ในการทำความเข้าใจสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเมียนมา

สำหรับคนที่ขาดการตระหนักรู้ทางการเมือง แบรนด์สินค้าอย่างกุชชี่ และหลุยส์ วิตตอง ทำหน้าที่เป็นเพียงสัญลักษณ์ภายนอกของสถานะทางสังคมและรายได้ อย่างไรก็ตาม ในแวดวงนักกิจกรรม นักวิชาการตะวันตกกลับมีบทบาทกีดกัน (gatekeeping) ในลักษณะคล้ายกัน นักวิชาการผิวขาวเหล่านี้มักสร้างรายได้จากประสบการณ์ชีวิตของประชากรผู้ถูกกดขี่ ทั้งผู้ที่อยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ชนชั้นนำที่ฝังรากลึก และระบบทุนนิยมที่เอารัดเอาเปรียบ กลุ่มปัญญาชนฝ่ายซ้ายและนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว มักทำให้ฝ่ายก้าวหน้าท้องถิ่นและนักกิจกรรมระดับรากหญ้าถูกลดความสำคัญลง โดยตอกย้ำภาพลักษณ์ว่านักเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ และไม่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรทางวิชาการตะวันตก เป็นผู้ด้อยทางปัญญา ในขณะเดียวกัน นักเคลื่อนไหวท้องถิ่นต้องเสี่ยงต่อการถูกปราบปรามเพียงเพราะการประท้วงในระดับเล็กน้อย แต่บรรดานักวิชาการต่างชาติกลับได้ประโยชน์ในวิชาชีพจากการบันทึกการต่อสู้นั้น ไม่ว่าจะโดยการตีพิมพ์บทความเชิงความเห็นหรือทำวิจัยเพื่อเสริมสร้างคุณวุฒิของตน

ความขัดแย้งเชิงลึกปรากฏชัดในคำกล่าวอ้างต่อต้านทุนนิยมของนักวิชาการเหล่านี้ ขณะที่พวกเขาวิพากษ์ระบบทุนนิยมโลก แต่กลับอาศัยอยู่ในที่พักอาศัยซึ่งเกินเอื้อมของแรงงานในประเทศโลกที่สาม อพาร์ตเมนต์หรูที่แม้จะเก็บเงินดาวน์ด้วยความเสียสละอย่างที่สุด แรงงานเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถครอบครองได้ ความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเสแสร้ง แต่ยังชี้ให้เห็นการเอารัดเอาเปรียบเชิงระบบต่อความทุกข์ยาก[ของผู้อื่น]เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นักวิชาการจำนวนไม่น้อยยังคงพึ่งพาความลำบากของผู้อื่นเพื่อรักษาความสำคัญของตนไว้ หากปราศจากเรื่องราวเหล่านี้ คุณค่าทางวิชาชีพของพวกเขาอาจลดลงจนต้องหันไปทำงานในสายอาชีพทั่วไป ทว่าพวกเขากลับรักษาท่าทีเหนือกว่าทางสติปัญญาและศีลธรรม วางตนเป็นผู้ตีความประวัติศาสตร์และการต่อสู้ของต่างถิ่นเพียงผู้เดียว ซึ่งนี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ “จิตสำนึกแบบอาณานิคม” (colonial mentality)

แม้สถานการณ์นี้จะพบได้ทั่วไป แต่ข้อยกเว้นก็มีอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น บุคคลที่ให้การสนับสนุนต่อสวัสดิการในภูมิภาคอย่างแท้จริงอย่าง เจมส์ ซี. สก็อตต์ (James C. Scott) ซึ่งแม้จะมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในช่วงแรกเริ่มกับหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ (CIA) และข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เขาได้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อเมียนมาอย่างจริงใจ และครอบครัวของเขายังได้จัดให้มีการส่งความช่วยเหลือทางการเงินถึงเมียนมาในงานศพของเขาด้วย 

ตรงกันข้ามมีนักวิชาการผิวขาวบางคนที่มีปมผู้กอบกู้เชิงเหยียดเชื้อชาติ และคอยชี้นิ้วสั่งให้คนนั้นคนนี้ทำอะไรตามใจตน (คนที่ถูกสั่งบางคนมีรายได้ต่ำกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำของเมียนมาร์ตามข้อมูลของคณะกรรมการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแห่งชาติ ปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 2.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ขณะที่ตนเองอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรู ใช้สถานะในฐานะ “พาสปอร์ตโบ" (passport bros) หาเงินและสร้างอาชีพด้วยการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเมียนมาและอื่นๆ

เพจเฟซบุ๊ก Yangon Informer ซึ่งก่อตั้งร่วมโดย เคิร์ต มาวเสิร์ต มาร์กซิสต์–เลนินนิสต์ที่รู้กันว่าชอบแสดงปมผู้กอบกู้เชิงเหยียดเชื้อชาติออกมา ได้ถูกวิจารณ์จากนักวิชาการและนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายท้องถิ่นบางส่วน เนื่องจากมีถ้อยคำเหยียดหยามต่อความเป็น “ชาติพันธุ์พม่า” และ “ความเป็นพุทธ” รายงานระบุว่ามาวเสิร์ตเคยเรียกคนชั้นแรงงานพม่าทั่วไป ซึ่งหลายคนมีรายได้น้อยกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ว่า “โง่” และ “เหยียดเชื้อชาติ” โดยเหตุผลของเขามาจากความเชื่อที่ว่าชาติพันธุ์พม่าเป็นสัญลักษณ์ของการครอบงำทางการเมืองและ “ความขาว” (whiteness) ภายในภูมิทัศน์ทางสังคม–การเมืองของเมียนมา

อย่างไรก็ดี การตีความเช่นนี้สะท้อนถึงความไม่เข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองของเมียนมาร์อย่างลึกซึ้งเพียงพอ การเชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นพม่ากับการกดขี่เชิงระบบนั้นมองข้ามแรงจูงใจทางอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังระบอบการปกครองในอดีต แม้รัฐบาลทหารจะอ้างว่าตนเป็นตัวแทนของชนกลุ่มใหญ่ แต่การกระทำของพวกเขาที่มีลักษณะเป็นเผด็จการและใช้ความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อย สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์มากกว่าการยึดถือความเหนือกว่าทางเชื้อชาติ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ระบอบทหารในเมียนมาต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างต่อเนื่องจากทั้งชนชั้นแรงงานและนักศึกษา ผู้คนเหล่านี้ได้ลุกขึ้นจัดตั้งขบวนการต่อต้านเผด็จการซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางอันตรายร้ายแรงนานา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขนบการต่อสู้ระดับรากหญ้าและความกล้าหาญในฐานะพลเมือง (civic courage) ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

กรอบการวิเคราะห์ของคนเหยียดเชื้อชาติที่มีปมผู้กอบกู้ผิวขาวอย่างมาวเสิร์ต ทำให้ความจริงอันซับซ้อนเหล่านี้เรียบง่ายเกินไป และสุดท้ายก็บิดเบือนทั้งประสบการณ์ชีวิตและบริบททางประวัติศาสตร์ของประชากรชนชั้นแรงงานอันหลากหลายของเมียนมา (กล่าวจากมุมมองของผู้ที่มีเชื้อสายผสม ทั้งกะฉิ่น พม่า และไทใหญ่ และเกิดในครอบครัวที่ถูกเนรเทศจากบังกลาเทศ) ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 1959 เป็นต้นมา รัฐบาลทหาร รวมถึงรัฐบาลในยุคหลังได้รับเอกราชก่อนหน้านั้น ต่างก็อ้างตนว่าเป็น “ตัวแทนชาติพันธุ์พม่า” เพราะเป็นชนกลุ่มใหญ่ แต่ความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้นมีแรงขับเคลื่อนจากอุดมการณ์มากกว่า การที่กองทัพเมียนมาอ้างเป็นตัวแทนชาติพันธุ์พม่าได้นำไปสู่การก่ออาชญากรรมสงครามต่อชาวกะเหรี่ยง (Karen) กะฉิ่น (Kachin) โรฮิงญา (Rohingya) และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ดังนั้น คนเหยียดเชื้อชาติที่มีปมผู้กอบกู้ผิวขาวอย่างมาวเสิร์ต และบรรดาสหายชนชั้นนำกระฎุมพีน้อย ที่พยายามก้าวเข้าสู่อาชีพในเส้นทางเดียวกับนายผิวขาวของตน กำลังมอบสิ่งที่กองทัพเมียนมาพยายามอ้างมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 (และอาจย้อนไปถึงรัฐบาลยุคก่อนหน้านั้น)

มีความแตกต่างอย่างลึกซึ้งระหว่างคนที่แสดงปมผู้กอบกู้เหยียดเชื้อชาติ ซึ่งมักสืบต่อความรู้สึกว่าตนรู้ดีกว่าผู้อื่นซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นอันตราย กับผู้ที่เป็นพันธมิตรอย่างแท้จริงและใช้สิทธิพิเศษของตนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย ศาสตราจารย์ฌอน เทิร์นเนลล์ เป็นตัวอย่างของกลุ่มหลัง แม้แนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจของเขาอาจสอดคล้องกับหลักอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวา (right-libertarian) แต่แนวทางของเขายังคงมีลักษณะเชิงปฏิบัติและมุ่งเน้นผลลัพธ์ในโลกจริง แม้เขาจะถูกจองจำโดยรัฐบาลทหารเมียนมาเนื่องจากมีส่วนร่วมในความพยายามปฏิรูป แต่หลังจากได้รับการปล่อยตัว เขายังคงสนับสนุนและปกป้องประชาชนเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ควรยอมรับและวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ต่อความผิดพลาดของเขา เช่น การจัดการประเด็นโรฮิงญา ซึ่งเขาได้แสดงความเสียใจต่อสาธารณะและรับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดนั้น 

ในทางตรงกันข้าม บุคคลอย่างเคิร์ต มาวเสิร์ต กลับเป็นตัวแทนของปมผู้กอบกู้เหยียดเชื้อชาติซึ่งขัดขวางความก้าวหน้าอย่างแท้จริง การวิพากษ์วิจารณ์พรรค NLD ของเขาในประเด็นโรฮิงญา กลับหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อสหภาพนักศึกษาฝ่ายซ้ายและกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่เขามีความใกล้ชิด แสดงท่าทีต่อต้านโรฮิงญาในลักษณะเดียวกัน การถูกเนรเทศของเขาไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทหาร แต่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาล NLD อันเป็นข้อเท็จจริงที่เขานำมาอวดราวกับเป็นเกียรติยศ ทว่าหากมองจากมุมประวัติศาสตร์และการเมือง เหตุการณ์นี้กลับสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะคนโง่ที่มีประโยชน์ (useful idiot) ต่อความพยายามของฝ่ายค้านสายที่สอดประสานกับกองทัพ การเปรียบเทียบเช่นนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการแสดงกิจกรรมทางการเมือง (performative activism) กับการเป็นพันธมิตรอย่างแท้จริง มรดกทางการเมืองของมาวเสิร์ตควรลงไปอยู่ในถังขยะประวัติศาสตร์ การกระทำของเขากลายเป็นประโยชน์โดยไม่ตั้งใจต่อกองทัพเผด็จการ ฟาสซิสต์คอมมิวนิสต์เหยียดเชื้อชาติอย่างเคิร์ต มาวเสิร์ต ผู้แสดงพฤติกรรมที่สะท้อนองค์ประกอบของลัทธิเผด็จการและการครอบงำแบบคุณพ่อรู้ดีเชิงเชื้อชาติ ถูกขับออกจากเมียนมาในสมัยรัฐบาล NLD การปรากฏตัวของเขากลายเป็นอุปสรรคในช่วงเวลาที่การปฏิรูปประชาธิปไตยและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ซึ่งขับเคลื่อนโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กำลังถูกบ่อนทำลายโดยกองทัพและเครือข่ายกลุ่มฝ่ายค้านที่เกี่ยวข้อง การถูกเนรเทศของเขาจึงตอกย้ำถึงความเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการขัดขวางเส้นทางสู่การปฏิรูปและการเป็นตัวแทนของประชาชนที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960

ดังนั้น เขาจึงเป็นคนโง่ที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพ และเป็นนักวิชาการผิวขาวผู้เหยียดเชื้อชาติที่ชอบออกคำสั่งควบคุมชาวเมียนมา ตรงกันข้าม ศาสตราจารย์เทิร์นเนลล์ยังคงมุ่งมั่นต่อการปฏิรูปประชาธิปไตยและเศรษฐกิจ ทำให้เขาเป็นพันธมิตรที่มีคุณค่าในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความเสมอภาคของเมียนมา และเขาไม่ได้เพียงแค่ถูกขับออกนอกประเทศ (ในสมัยรัฐบาลที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในรอบเกือบหนึ่งศตวรรษ) แต่ถูกจองจำ และกระนั้น เขาก็ยังคงต่อสู้เพื่อประชาชนเมียนมาต่อไป

นักวิชาการผิวขาวซึ่งประกาศตัวว่าต่อต้านทุนนิยม มักแอบซ่อนการมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างลึกซึ้งต่อการธำรงรักษาโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิม นักวิชาการจำนวนมากได้รับผลประโยชน์ทั้งทางการเงินและความก้าวหน้าในอาชีพจากการวิพากษ์ทุนนิยม ได้รับเงินเดือนเพื่อนำเสนอแนวคิดที่ฟังดูถอนรากถอนโคน ซึ่งในทางปฏิบัติกลับ[เป็นแนวคิดที่]แยกขาดจากความเสี่ยงจริงๆ ที่นักกิจกรรมระดับรากหญ้าต้องเผชิญ ตรงกันข้าม นักกิจกรรมที่จัดตั้งกันขึ้นมาเองในประเทศอย่างเมียนมากลับถูกจับกุมเพียงเพราะการแสดงออกทางการเมืองเล็กน้อย เช่น การแสดงภาพอองซานซูจี หรือการโพสต์เนื้อหาทางการเมืองสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติบนโซเชียลมีเดีย

ความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นจากการดำรงอยู่ของระบบทุนนิยมแบบพวกพ้อง (crony capitalism) ซึ่งมีลักษณะคล้ายระบบศักดินาเทคโนโลยี (technofeudal order) มากขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิทัศน์เช่นนี้ การแสดงกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านทุนนิยมของ NGO และวงวิชาการตะวันตกที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแรงผลักดันเพื่อการเปลี่ยนแปลง หากแต่เป็นกลไกค้ำจุนตำแหน่งอภิสิทธิ์ของตน บุคคลเหล่านี้คล้ายกับตัวอย่างทางประวัติศาสตร์อย่างสตรัสเซอไรต์ (Strasserites) ฝ่ายซ้ายภายในระบบฟาสซิสต์ ที่ภายนอกประกาศวาทกรรมปฏิวัติ แต่แท้จริงมุ่งประโยชน์ส่วนตน

ข้อสังเกตของฌอร์ฌ โซเรล ยังคงใช้อธิบายประเด็นนี้ได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ปัญญาชนมักถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจด้านความก้าวหน้าในอาชีพ มากกว่าความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชนชั้นแรงงาน และขบวนการปฏิวัติที่แท้จริงมักเป็นภัยคุกคามต่อความสะดวกสบายในเชิงสถาบันของพวกเขา ลักษณะทางเชื้อชาติและลำดับชั้นในวาทกรรมวิชาการร่วมสมัย ซึ่งถูกนำเสนอในนามของการปลดแอกจากอาณานิคม กำลังเผชิญความท้าทายจากขบวนการปลดแอกจากอาณานิคมที่แท้จริงซึ่งนำโดยชุมชนผู้เคยตกเป็นอาณานิคมในอดีต และเมื่อขบวนการเหล่านี้เชื่อมโยงกับประชากรชนชั้นแรงงานผู้ถูกกดขี่ในโลกตะวันตก ก็มีศักยภาพที่จะรบกวนโครงสร้างอุตสาหกรรม–วิชาการ (academic-industrial complex) และทวงคืนอำนาจการตีความจากผู้ที่เพียงทำให้ประสบการณ์ชีวิตของผู้อื่นกลายเป็นเพียงเรื่องกิจกรรมทางปัญญา (intellectualize others’ lived realities)

การปลดแอกจากอาณานิคมที่แท้จริงอาจเริ่มต้นเมื่อนักวิชาการผิวขาวเลิกเล่นบทผู้กีดกันในวาทกรรมการเมืองของภูมิภาคที่เคยตกเป็นอาณานิคม มันอาจเริ่มต้นเมื่อเสียงของคนท้องถิ่น ผู้มีประสบการณ์ตรงและมีความเข้าใจทางวัฒนธรรม กลายมาเป็นผู้ออกแบบองค์ความรู้หลัก แทนที่จะถูกกลบด้วยอำนาจการตีความของนักวิชาการตะวันตกที่อ้างสิทธิ์เหนือเรื่องราวของภูมิภาคนั้น การปลดแอกจากอาณานิคมยังอาจหมายถึงการสร้างพื้นที่ให้แก่นักวิชาการผิวสี ไม่ว่าจะเป็นเหลือง น้ำตาล หรือดำ ซึ่งมักต้องทำงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขับ Uber หรือขับรถส่งอาหาร ฯลฯ เพื่อหาเงินส่งเสียตัวเองเรียน ให้สามารถเลือกและเติบโตในสาขาวิชาการที่อยู่นอกเหนือสาขาวิชาเชิงประโยชน์นิยมได้อย่างอิสระ มันอาจเป็นเรื่องของการปรับลดอภิสิทธิ์ของนักวิชาการผิวขาวที่ครอบงำการสนทนาภายใต้ฉากหน้าของการวิพากษ์อันก้าวหน้า และเชิญให้พวกเขาก้าวถอยออกไป แม้จะหมายถึงการเปลี่ยนไปทำงานนอกหอคอยงาช้าง เช่น บาริสต้า บาร์เทนเดอร์ ผู้ช่วยครัว หรือพนักงานเสิร์ฟ (เว้นแต่ว่าพวกเขาจะมีทักษะในวิชาชีพอื่น เช่น วิศวกรรม แพทย์ บัญชี หรืออาชีพอื่นๆ เช่นเดียวกับชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่) เพื่อให้สอดคล้องกับคุณค่าที่พวกเขาประกาศไว้อย่างแท้จริง เมื่อการกีดกันเชิงโครงสร้างถูกแทนที่ด้วยการเสริมพลังอย่างแท้จริง การปลดแอกจากอาณานิคมจึงจะก้าวข้ามจากเพียงสัญลักษณ์ไปสู่วิถีปฏิบัติที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ

แปลจาก "Profiteering in the Name of Decolonization: White Academia’s Colonial Rebrand" by Hein Htet Kyaw (https://libcom.org/article/profiteering-name-decolonization-white-academias-colonial-rebrand)

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
บทที่ 17 ประชาธิปไตยกับภาวะปกครองไม่ได้ (Democracy and Ungovernability)
Apolitical
บทที่ 16 เสรีนิยมรูปแบบใหม่ (New Liberalism)
Apolitical
บทที่ 15 ประชาธิปไตยในความสัมพันธ์กับสังคมนิยม (Democracy as It Relates to Socialism)
Apolitical
บทที่ 14 เสรีนิยมกับประชาธิปไตยในอิตาลี (Liberalism and Democracy in Italy)
Apolitical
บทที่ 13 ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy)