จาก 'วงษ์คลำเป้า' ถึง 'หนีตามบังรอน'

 

สาวกท่านเป้า
ขณะที่กำลังตุรัดตุเหร่ในร้านหนังสือแอร์เย็นเฉียบ เพื่อตามหานิตยสารมือถือฉบับหนึ่ง บังเอิญเหลือบไปเห็นนิตยสารฉบับหนึ่งที่นำภาพโปรโมทภาพยนตร์ “วงษ์คำเหลา” มาขึ้นปก แต่เมื่อหยิบมาจึงรู้ว่าเป็นปกหลัง แต่ปกหน้าก็ยังเป็นวงษ์คำเหลาอยู่ดี จึงเริ่มรู้ตัวว่าถูกหลอกแดกเสียแล้ว มีที่ไหนวางขายนิตยสารโดยเอาปกหลังเป็นตัวชูโรง นิตยสารฉบับนั้นคือนิตยสารภาพยนตร์ของกลุ่มคนทวนกระแสที่ชื่อว่า “ไบโอสโคป”

เมื่อซื้อกลับมาพลิกอ่านก็เหมือนว่าถูกหลอกแดกเป็นครั้งที่สอง เพราะเนื้อหาแทบจะไม่มีเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ผู้เขียนลงทุนไปดูมา แต่ยังดีที่พอมีเรื่องราวของเหล่าหมู่มวลตลกคาเฟ่ทำหนัง และหนังไทยเรื่องสองเรื่องที่ผู้เขียนสนใจอยู่ในใจมาสามสี่วันนี้แล้วคือข้อเขียนสั้นๆ คือเรื่อง “สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง” และ “หนีตามกาลิเลโอ” (รวมถึงเอาคำพูดเท่ๆ ในไบโอสโคปฉบับนี้มาโคว้ทในข้อเขียนอันนี้อีกที รวมถึงข้อมูลที่เขาค้นๆ มา ถือว่ามีประโยชน์กับเงินที่ได้จ่ายไป)
“วงษ์คำเหลา” แค่ “ท่านเป้า” ก็คุ้มค่าตั๋วแล้วอย่างมากมายเลยทีเดียว
 

“ผมทำหนังไทย ผมไม่ต้องการจะโกอินเตอร์ เพราะผมโกไม่ได้ แต่จะทำทำยังไงถึงจะทำหนังไทยให้คนไทยดูแล้วได้อรรถรสของมัน เหมือนผมจะแกงป่าปลาดุกแล้วไปใส่ชีส คุณกินได้ไหมเล่า แต่บางคนกำลังพยายามทำตรงนี้อยู่ คืออายในการทำหนังแบบพวกผม อายในการทำหนังแบบหม่ำ จ๊กม๊ก แบบจาตุรงค์ แต่ถามว่าพวกผมอายมั๊ย ผมรวยอ่ะ (หัวเราะ)”

  โน้ต เชิญยิ้ม, ไบโอสโคป ฉบับที่ 92 กรกฎาคม 2552
ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้น หน้าชา เหงื่อไหลท่วมตามง่ามนิ้ว ขณะเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง เนื่องจากโปรแกรมถัดไปหลังจากการถวายความจงรักภักดีนี้ ผู้เขียนจะต้องเจอกับความฮาที่ได้คาดคิดไว้แล้ว ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของคุณหม่ำ “วงษ์คำเหลา”
ตัดฉากสลับมาที่ร้านก๋วยเตี๋ยวติดแอร์แห่งหนึ่งหลังดูวงษ์คำเหลาจบ ผู้เขียนได้ยินเสียงซุบซิบนินทาหนังเรื่องนี้ในแง่ลบ ว่าไม่ดีหยั่งงั้นหยั่งงี้อย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า)
ตัดฉากกลับมาก่อนเข้าโรง การมาดูหนังของคนกลุ่มหนึ่ง (แบบผู้เขียน) เป็นการเลือกดูหนังที่คาดหวังไว้แล้วว่ามันจะเป็นอย่างไร ถือว่าทำการบ้านสำรวจตรวจตราเงินในกระเป๋ามาพอสมควรแล้วว่าเงินที่เสียจะได้แลกมากับอะไร แน่นอนเลยทีเดียวว่าคนส่วนหนึ่ง(หรืออาจจะเป็นคนส่วนใหญ่) ที่ยอมเสียเงินย่างเหยียบตีนเข้าไปในโรงเพื่อดู “วงษ์คำเหลา” นี้นั้น มักจะเป็นแฟนพันธุ์แท้คุณหม่ำ แบบว่าแค่คุณหม่ำหันหน้าก็ฮากันอุตลุดแล้ว … เช่นเดียวกับผมและหลายคนในโรงวันนั้น
และเหตุการณ์ “ขำคุณหม่ำโดยใช่เหตุ” นี้ก็เกิดขึ้นอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) ทั้งๆ ที่คนที่เริ่มจะมาสนใจหม่ำอาจจะคาดไปไกลถึงหนังเสียดสีแบบอาร์ตๆ ให้ตีความกันได้ อย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) ซึ่งอาจจะมีบ้าง เช่น การเล่นกับความสกปรกของคนระดับไฮโซตระกูลวงษ์คำเหลา เป็นขี้กลาก เป็นชันนะตุ, การนำคำหยาบคายใส่ปากผู้ดีที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในหนังสกุลเดียวกัน เช่น ชักว่าว ขี้แตก และอีกมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) จนถึงแก่นของเรื่องที่เอาคนอีสานคนบ้านๆ มายัดในบทผู้ดีของหนังเรื่องนี้ การล้อเลียนข้ามชนชั้นเหมือนเอาตีนลูบหน้าชันชั้นดึกดำบรรพ์ในสังคมไทย หรือการล้อเลียนพล็อตเรื่องที่ตายไปแล้วแบบหนังสกุลบ้านทรายทองแท้ๆ
แต่แท้จริงแล้วคุณหม่ำนั้นได้แรงบันดาลใจในการสร้างเรื่องนี้จากหนังของตนเองคือ “แหยมยโสธร” โดยคุณหม่ำนั้นอยากทำหนังแบบ “แหยมๆ” ในเวอร์ชั่นของคนรวยบ้าง (เว็บไซต์ข่าวสด, 4 กรกฎาคม 2552)
ประเด็นที่ว่าไป (การตีความหนังเรื่องนี้ให้ดูอาร์ตๆ) อาจจะสลักสำคัญอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) สำหรับนักวิจารณ์หนังมืออาชีพ แต่สำหรับผู้เขียนที่เป็นเพียงผู้เสพย์หนังเพื่อความบันเทิง จึงไม่ได้ใส่อะไรอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) มากนักกับสิ่งที่ได้กล่าวไปนั้น ผู้เขียนเพียงสะดุดใจและเซอร์ไพรส์กับนักแสดงคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คุณหม่ำ ที่แสดงโดยเพื่อนพี่น้องและลูกทีมหม่ำโมเดลลิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคุณอาภาพร (พราวแพรว) คุณแวววาว (พลอยวรินทร์) คุณตุ๊กกี้ (หญิงนุช) คุณเฉลิมศักดิ์ (จูเนียร์) และคุณอนุวัตน์ (ท่านเป้า)
สำหรับท่านเป้าที่ผู้เขียนปลื้มเป็นพิเศษนั้นมีแบบเบ้าหลอมมาจากคนจริงๆ อย่าง “สายันต์ สัญญา” นักร้องแหบเสน่ห์ไอดอลของคนบ้านนอกสี่สิบอัพจนถึงห้าสิบ อย่างคุณธงชัย ประสงค์สันติ หรือแม้แต่คุณหม่ำเอง ซึ่งมันพาลให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงแม่บังเกิดเกล้าที่สะสมเทปของคุณสายันต์ไว้อย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) เพลงอย่าง “บัวตูมบัวบาน” ที่กรอกหูผู้เขียนมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาการคลั่งสายันต์ของวัยรุ่นบ้านนอกในสมัยที่ยังไม่มี mp 3 บรรยากาศเก่าๆ งานบวช งานแต่ง ไมโครโฟนเหลี่ยมๆ ผูกผ้าแพร และเสียงเพลงของคุณสายันต์ ..ทำไมนะ นักร้องคนนี้ถึงอยู่ในใจหลายต่อหลายคนอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า)
และถึงแม้จะมีเรื่องราวกับคุณยอดรัก ในประเด็นวิจารณ์แกล้งเป็นมะเร็ง-วงไฮโล จนถึงการโปรนายกทักษิณออกนอกหน้า ก็มิได้อาจทำให้ตำนานที่มีชีวิตอยู่คนนี้จะเสื่อมเกียรติด่างดำไปอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า)
ที่สำคัญที่สุด คุณสายันต์มีคุณูปการต่อตลกคาเฟ่อย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) เพราะผู้เขียนรับประกันได้เลยว่า ตลกคาเฟ่เกือบทุกวงในเมืองไทยล้วนแล้วแต่เอาคุณสายันต์มาล้อเป็นมุขแล้วอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า)
ผู้เขียนลองทำเสียงหล่อและแหบพร่าแบบท่านเป้าในเรื่องวงษ์คำเหลาดูแล้ว ก็รู้สึกว่าเหนื่อยอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) การแสดงเป็นท่านเป้านี้จึงใช้ “พลัง” สูงเป็นอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือ การไม่โชว์ตัวคุณหม่ำเองมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) และนักแสดงตลกที่ไม่ใช่ตลกปัญญาชนจะยังไม่ตายไปไหน ดังวลีที่ว่า “ชีวิตแสนสั้น ตลกคาเฟ่นั้นยืนยัง” และเงาของคุณสายันต์จะยังคอยติดตามประคับประคองพวกเขาไปอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า)

 
เรื่องย่อหนัง วงษ์คำเหลา
 
“ท่าน ชายเพชราวุธ” หนุ่มนักเรียนนอกผู้เงียบขรึม ทายาทผู้ดูแลธุรกิจพันล้าน “วงษ์คำเหลาจิวเวอร์รี่” และ “อภิมหาคฤหาสน์อลังการประจำตระกูล” เสาหลักที่ดูแลมวลเหล่าสมาชิกในตระกูลวงษ์คำเหลาที่ว่ากันว่าแต่ละคนล้วน เอ่อล้นไปด้วยเสน่ห์ที่แสนเจิดจรัสโดดเด่นท้าทายทุกสายตาในสังคมชั้นสูงได้ อย่างไม่เป็นสองรองตระกูลมหาเศรษฐีรายใดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น คุณหญิงแม่พราวพิลาศ คุณผู้หญิงผู้รักศักดิ์ศรีและความเป็นผู้ดีทุกอณูแห่งลมหายใจ หญิงใหญ่พลอยวรินทร์ สาวโสดทึนทึกสุดเฮี้ยบ แถมเจ้าระเบียบอย่างสุดสุด
 
หญิง เล็กพราวแพรว ขากรี๊ดปรี๊ดแตก จอมวีนตัวจริงเสียงจริง และไพฑูรย์ น้องเล็กประจำตระกูลที่มีนิกเนมว่าจูเนียร์ ชายเล็กเด็กพิเศษที่แสนซื่อ แต่แสบบริสุทธิ์อย่างร้ายเดียงสา โดยเจ้าคุณปู่พรจรัส ชายชราที่ทำตัวลึกลับ ผู้ก่อตั้งตระกูลวงษ์คำเหลา วันๆ คอยเก็บตัวอยู่บริเวณตึกในของคฤหาสน์หรือที่รู้กันว่าเป็นเขตต้องห้ามประจำ ตระกูลเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญ นี่ขนาดยังไม่รวม 2 สมาชิกอย่าง ผักบุ้ง สาวใช้ร้อยชื่อบ่าวชั่งยุของหญิงเล็กที่ดูเผินๆ นึกว่าหลุดมาจากแคทวอร์คสยองขวัญ และนายเขื่อง ผู้รับโชคสองชั้นครองตำแหน่งโชเฟอร์และการ์เดนเนอร์ (คนสวน) ประจำตระกูล ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลต่างรวมตัวกันสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสนุก สนานให้พาลบังเกิดกับทุกคนทีได้พบพาน
 
จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงครั้ง ยิ่งใหญ่ที่ผู้ใดก็หาได้คาดคิดไม่ บังเกิดขึ้นในตระกูลวงษ์คำเหลาแห่งนี้ เมื่อพิรมน ครูสอนภาษาอังกฤษประจำตัวคนใหม่ของจูเนียร์ น้องชายคนเล็กประจำตระกูล ได้ปรากฏตัวขึ้น ทันทีที่หญิงสาวผู้งามงดหมดจดทั้งรูปร่างหน้าตาและก้านสมองได้ย่างกรายเข้า มาในเขตชายรั้วของคฤหาสน์วงษ์คำเหลา ไม่เพียงทำให้ ท่านชายเพชราวุธ ชายหนุ่มผู้เก็บงำความรู้สึกของตัวเองและไม่เคยมอบหัวใจอุ่นๆ ให้กับหญิงใดกลับต้องเสน่ห์ถึงขั้นอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักอย่างจังเบอร์กับ คุณพิรมน หนำซ้ำความงามของเธอยังสะกิดต่อมดวงใจของ ท่านเป้า ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ คู่หมั้นของหญิงสาวพราวแพรว จนทำให้เกิดอาการ “ตาสว่าง” อยากเปลี่ยนคู่หมั้นแทบทันที เมื่อเกิดอาการ “รักหมดใจ” ต่อคุณพิรมนไปอีกคน
 
ในขณะเดียวกัน หญิงนุช เจ้าแม่แฟชั่นขนเฟอร์น้องสาวของท่านเป้าเองก็เกิดอาการ “แห้วรับประทาน” ที่จู่ๆ จะต้องสูญเสียท่านชายเพชร ยอดชายในดวงใจที่หมายมั่นมานามนมเป็นแน่แท้ จึงตัดสินใจแท็คทีมกับหญิงพราวแพรวที่กำลังจะสูญเสียท่านเป้าไปเฉกเช่นเดียว กันจัดแจงนัดแนะสารพัดวิธีและงัดแงะกลเม็ดสุดแพรวพราวเพื่อกันท่าและขวางลำ อย่างสุดชีวิตมิให้ “ท่านชายเพชรและพิรมน” พระเอกนางเอกของเราได้ครอบครองหัวใจของกันและกันได้สำเร็จ เพียงทว่าปัญหาเรื่องหัวใจที่นอกจากจะไม่ทั้งเข้าหรือออกหัวหงายก้อยตกไป อยู่ในมือใครแล้ว ท่านชายเพชรเองกลับตกอยู่ในสถานะภาพน้ำท่วมปากเมื่อท่านเป้ามาเอ่ยปากขอพิร มนด้วยตนเอง แถมยังมีอีกหลากหลายเรื่องราววุ่นๆ อีรุงตุงฮาที่เกี่ยวโยงผูกกันพัลวันไปหมดที่ต้องแก้ไข รวมไปถึงการค้นพบความลับบางอย่างในตระกูลวงษ์คำเหลา อันนำไปสู่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวสนุกสนานหรรษาฮาในแบบฉบับหนังรักไฮโซ สไตล์หม่ำ จ๊กม๊ก
 
 
 
 
 “คนจนหนีตามบังรอน” ส่วน “ไฮโซตะลอนหนีตามกาลิเลโอ” ใคร “ขบถกว่า”
“หนังไทยที่พูดถึงประชาชน ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องความขัดแย้งระดับบุคคล อย่างเช่น ผัวทะเลาะกับเมีย หรือ เกย์ทะเลาะกับพ่อแม่ ทั้งๆ ที่ความขัดแย้งใน 3 จังหวัดภาคใต้คือวัตถุดิบที่หน้าสนใจ แต่ไม่มีใครหยิบมาทำ ถ้าเป็นฮอลลีวู้ดหรือยุโรปคงสร้างเป็นอุตสาหกรรมหนังสกุลหนึ่งเหมือนการนำสงครามอิรัก, อ่าวเปอร์เซีย หรือเหตุการณ์ 9/11 ที่ตอนนี้มีล้นตลาด”
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์, ไบโอสโคป ฉบับที่ 92 กรกฎาคม 2552
จะด้วยปัจจัยอะไรไม่รู้ทำวัยรุ่นบ้านนอก (ที่มีตัวตนจริงๆ) กลุ่มหนึ่งหนีปัญหาชีวิตด้วยการสูบม้า ล่องลอยเหนือจินตนาการไปอย่างที่ใครหลายคนให้อภัยบ้างไม่ให้อภัยบ้าง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะมีม้าเม็ดไหนที่เขาสูบเป็นผลิตภัณฑ์ของบังรอน แต่ติ๊ต่างเอาในทางสัญลักษณ์ไปเลยก็แล้วกันว่าพวกเขาได้เข้าสู่โลกในการตามหา ศาสดาด้านม้าเม็ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยอย่าง “บังรอน” … ส่วนอีกมุมหนึ่งที่ต่างวาระต่างกรรมกัน วัยรุ่นไฮโซ (สมมติ) 2 คน หนีปัญหาจากการเรียนและเรื่องรักใคร่ไปตามประเทศเพื่อไปตามหาอะไรสักอย่างที่เขาว่ากันว่ามันเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่าง “กาลิเอโอ”
ผู้เขียนโตมาในยุคที่ไม่มีใครไม่รู้จัก กระทาชายนาย “บังรอน” ที่พึ่งรอดพ้นโทษประหารไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของมนุษย์เหนือกฎหมายที่เรียกได้ว่า “ขบถของจริง” และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ของเขา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มคนที่ดูไม่จืดแทบทั้งสิ้น

 
 
ประหารแก๊งค้ายาบ้าแสนเม็ด สารภาพจำคุก 50 ปี-ตลอดชีวิต
 
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 พฤษภาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลพิพากษาประหารชีวิต นายอัครเดช หรือบังรอน สอนพ่วง, นายเอกสิทธิ์ หรือเสี่ยวหลิง แซ่ฟุ้ง และ นายอุหมัด บุญส่ง เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน ร่วมกันมียาบ้าเพื่อจำหน่าย
 
คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 1 เป็นโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกที่ยังหลบหนี ร่วมกันมียาบ้า 100,000 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 12,425,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กทม. โดยจำเลยที่ 1 เคยถูกศาลจังหวัดสตูลพิพากษาจำคุก 6 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมียาบ้าไว้ในครอบครอง แต่กลับมากระทำความผิดซ้ำภายในเวลาห้าปี ขอศาลได้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามกฎหมายด้วย
 
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1-3 กระทำความผิดตามฟ้องจริง พิพากษาลงโทษประหารชีวิต    แต่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน เป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษนั้นศาลเห็นว่า จำเลยได้ถูกล้างมลทินเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิ่มโทษจำเลยได้
 
เว็บไซต์มติชน, 22 พฤษภาคม 2552
 
 
 
ว่ากันว่าในยุคเศรษฐกิจแฟบเพราะโรคต้มยำกุ้ง สิ่งหนึ่งที่ช่วยประคับประคองไม่ให้เศรษฐกิจไทยล่มจมก็คือ เม็ดเงินจากธุรกิจขายม้าเม็ด และการบริโภคต่อเนื่องของพ่อค้ารายเล็กรายใหญ่ ที่จับจ่ายใช้สอยสร้างบ้านแปงเมือง ซื้อรถเก๋งกะบะกันเกลื่อน
เช่นเดียวกับผู้บริโภคม้าเม็ดที่ต้องดินรนทำงานง่ายบ้างยากบ้าง (ขโมย หรือรับจ้างอย่างสุจริต หรือทำตัวเป็นผู้ประกอบการณ์รายย่อยเสียเอง) เสาะหาเงินมาบริโภคมัน .. เมื่อเงินมันหมุนไปหมุนมา เศรษฐกิจเราจึงไม่ได้ทรุดไปอย่างมากมายเลยทีเดียว (นึกว่าจะลืมวลีนี้เสียแล้ว)
จำได้ว่าขณะที่เรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนของผู้เขียนได้มีโอกาสต้อนรับเพื่อนนักเรียนชายจากสุพรรณ ที่สายข่าวปูดข้อมูลมาว่า เขาโดนไล่ออกจากโรงเรียนเก่าเนื่องจากข้อหาการเป็น “จ็อกกี้”
บอยเป็นคนขรึมๆ เรียบร้อย ไม่เหมือนจ็อกกี้เจ้าถิ่นในโรงเรียนของผู้เขียน ที่การจะเป็นจ็อกกี้นั้นจะต้องเป็นนักเลง เป็นอันทพาลก่อน และต้องเป็นควบคู่กันต่อเนื่องไปด้วย ซึ่งบอยเข้ากับพวกเขาได้ดี และเหล่าบันดาเด็กเรียน เด็กเรียบร้อยในโรงเรียนก็เริ่มเผยตัวว่าอยู่วงการนี้ออกมาทีละคน – การเป็นจ็อกกี้โดยเด็กเก๋าถูกทลายกำแพงการผูกขาดไปเสียแล้ว
อีกสิ่งที่ได้ปฏิวัติวงการจ็อกกี้ในโรงเรียนก็คือ เมื่อยามอด ยามขัดสน บอยนั้นไม่ได้ใช้วิธีนอกกฎหมายเพื่อให้ได้ม้าเม็ดมาเล่น บอยทำในสิ่งที่แปลกใหม่ แตกต่างและสร้างสรรค์กว่า คือเขานำยาแก้ปวดบูรามาดูดแทนม้า และหลังจากนั้นเขาก็ได้รับฉายาว่า “บอย บูรา”
การมาของ “บอย บูรา” ถือว่าได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญให้แก่โรงเรียน นวัตกรรมการสูบม้าได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่อาจจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะหากว่าเหล่าจ็อกกี้ทั้งหลายขัดสนเรื่องเงินทอง อาชญากรรมและการไถเงินพ่อแม่เปลี่ยนรูปไป เมื่อมีการหาอะไรต่อมิอะไรมาสูบกันเกลื่อนไล่ตั้งแต่ยาพาราไปจนถึงหญ้าแปลกๆ ที่ขึ้นตามกำแพงโรงเรียน หรือบางทีก็มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมเช่นเอายาเพื่อสุขภาพมามิกซ์ผสมกับม้าเม็ดในการดูด!
ผู้เขียนคิดว่าเหล่าจ็อกกี้เหล่านี้ไม่ได้โง่ ไม่ได้เลวร้าย แต่กลับมีความคิดสร้างสรรค์อย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) และการขบถแบบนี้ แม้มันจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับกฎเกณฑ์ของสังคม แต่ที่พูดเขียนจะเถียงไม่ได้สักแอะ ว่าจ๊อกกี้เหล่านี้ คือขบถของจริง! ขบถสุดขั้วเท่าที่ชีวิตผู้เขียนได้เคยพบปะมา
นอกจะเติบโตมาในยุคของ “บังรอน” แล้ว ผู้เขียน (คนเดียวกันนี้) ยังเติบโตมาในยุคของการแสวงหาตัวตนของวัยรุ่นในยุค “เบเกอรี่มิวสิค” อีกด้วย
เมื่อย่างเข้าวัยเขื่อง ผู้เขียนได้ไปเรียนในสถาบันอาชีวะศึกษาแห่งหนึ่งในตัวเมือง ที่เพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่จะมาจากที่ต่างๆ ใกล้ ไกล ตัวเมืองกันต่างๆ กันไป ช่วงวัยรุ่นสิ่งที่เราต้องพิสูจน์ต้องพิสูจน์ว่าเรานั้น “ไม่ธรรมดา” กว่าผู้อื่น
การที่จะไม่ธรรมดากว่าผู้อื่นนั้นเราต้อง สมาทานสิ่งไม่เหมือนคนทั่วไป เพื่อนคนนึงหันไปจับเอาวงเมทัลลิกา เพื่อนอีกคนหันไปจับดรีมเธียเตอร์ และเพื่อนอีกคนนึงไปจับเอาเพลงฮิปฮอบ ส่วนผมและเพื่อนอีกคนสองคนหันมาจับ วัฒนธรรมเบเกอรรี่มิวสิค (แต่ยังเป็นแนวร่วมกับไอ้สามตัวแรก เพราะมันผ่านการประเมินด้านความเก๋ไก๋) ค่ายเพลงที่ดูเก๋ไก๋อินดี้มากที่สุดของไทยในช่วงนั้น เราต้องฟัง บอยด์ ฟังโซล อาฟเตอร์ซิก ฟังนภ ฯลฯ ..และเราได้ทิ้งช่องว่างระหว่างเพื่อนกลุ่มที่ชอบเพลงเพื่อชีวิต อาร์เอส แกรมมี่ ไกลออกไป ค่อยๆ ไกลออกไป..
เรามีศาสดาคือ “พี่ป็อด โมเดิร์นด็อก” ขวัญใจเด็กแนวในยุคผม แกดังถึงขณะที่บริการมือถือเติมเงินยี่ห้อหนึ่งเอาแกไปเป็นตัวโฆษณาว่าด้วยการเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระเสรีอะไรสักอย่าง …จนมาถึงปัจจุบันพี่ป็อดก็ยังพอขายได้ เห็นผ่านตาว่าแกได้ไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับกอ.รมน.ในโฆษณาชุด "สู้วิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" … นี่แหละครับเทพเจ้าศิลปินอินดี้ของพวกเรา

 
 
"มาร์ค"จับมือ กอ.รมน. เดินหน้าโครงการเศรษฐกิจพอเพียง
 
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ. รมน.) เป็นประธานเปิดโครงการ "สู้วิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ดำเนินโครงการโดยกอ.รมน. โดยมีพล.อ.ประยุทธ จันโอชา เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขานุการกอ.รมน. นายวิชัย ศรีชวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมตัวแทนภาครัฐ-เอกชน ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ นายกฯได้ชมวีดีทัศน์การดำเนินโครงการ รวมทั้งหุ่นละครเล็ก คณะอักศรา ของนายเสกสรร ชัยเจริญ หรือ หนุ่มเสก ที่แสดงประจำอยู่ที่โรงแรมพูลแมน คิงส์พาวเวอร์ และการแสดงคอนเสิร์ตเพลงประจำโครงการ โดยนายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ดคาราบาว และป๊อด โมเดิร์นด๊อก 
 
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดโครงการตอนหนึ่ง ว่า โครงการดังกล่าว ครม.มีมติเห็นชอบตามที่ กอ.รมน.เสนอเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมาให้อนุมัติเงินงบประมาณ จำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลมองเห็นว่า สภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ต้องเร่งคลี่คลายและแก้ไขใน ทุกระดับ ที่สำคัญทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสแม้ความพยายามของรัฐบาลในเบื้องต้นจะมุ่ง บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย เพิ่มขีดความสามารถให้แข่งขันกับเศรษฐกิจโลกได้ แต่เรายังต้องอาศัยโอกาสจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงและปฏิรูปเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจ
 
" รัฐบาลได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขับเคลื่อนในการดำเนินการและเสริม สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยยึดสถาบันหลักของชาติคือสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิต ใจ ไม่ให้มีการล่วงละเมิด ระยะดำเนินโครงการช่วงแรก 6 เดือน ทั้งนี้ตลอดระยะกว่า 60 ปีของการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำ นิหลายโครงการ ด้วยพระอัฉริยภาพและประปรีชาสามารถ เป็นปรัชญาที่ใช้สติปัญญาผสมกับความรู้ สร้างความคุ้มค่าบวกกับคุ้มทุน สร้างความร่วมรักสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันทำ ทรงมีพระราชดำรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียงต้องเริ่มที่พออยู่พอกินก่อนมุ่งไปถึงความเจริญทางเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศต้องทำตามลำดับ ต้องสร้างความพอกินพอใช้ก่อน ทรงบอกว่าถ้าไปเร่งสร้างความเจริญอย่างเดียว อาจเกิดความไม่สมดุลขึ้น และเป็นความล้มเหลวในที่สุด รัฐบาลเองจึงดำเนินโครงการชุมชนพอเพียงโดยนำปลักปรัชญาดังกล่าวมาใช้เพื่อ รักษาความยั่งยืนและความสงบสุขของสังคมของเราเอง ในภาวะที่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจรัฐบาลเห็นว่าควรรณรงค์ให้ ประชาชนนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพื่อเป็นอีกส่วนหนึ่งในการบรรเทา ผลกระทบที่เกิดขึ้น" นายกฯกล่าว
 
 
 
ชีวิตในช่วงนั้น เราไม่มีอะไรเป็นแก่นสารมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) กิจวัตรประจำวันก็คือ แขวะเพื่อนๆ ที่เป็นพวกคนธรรมดาๆ (พวกฟังเพื่อชีวิต อาร์เอส แกรมมี่) ตามหาเสื้อผ้ามือสองเก๋ๆ อ่านนิตยสารแนวๆ อย่าง อะเดย์, แคท, มังก้าแคท (สองเล่มหลังนี่ของเบเกอรี่) หาวีซีดีหนังอาร์ตมาดูและวิจารณ์กัน ฯลฯ และเราก็รู้สึกได้ว่าคนกลุ่มอย่างพวกเรานี่มันช่างเป็นคนกลุ่มที่ถูกเลือกสรร มาให้พิเศษกว่าคนอื่น
ชีวิตผู้เขียนเริ่มไปบิดออกไปอีกแนว เมื่อไม่มีตังค์เรียนต่อ เพราะโควตาเงินกู้ยืมหมด กลับบ้านมาขายก๋วยเตี๋ยวใช้หนี้จนถึงทุกวันนี้ และแน่นอนว่าไม่มีตังค์เอาไปทำตัวเป็นอินดี้ สาวกเบเกอรี่ได้อีกตั้งแต่บัดนั้น ออกจากวงการอย่างเงียบๆ แล้วมาหาเพลงไรฟังไปตามมีตามเกิดโดยไม่เกี่ยงค่าย
ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะตามทันเรื่องที่ผู้เขียนเกริ่นก่อนเข้าเรื่องหนังสองเรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ได้อย่างไร แต่ถ้าไม่เข้าใจหรือเดาไม่ออกว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร ก็ไม่ได้ว่าอะไรผู้อ่าน เพราะนิ้วห้านิ้วยังไม่เท่ากัน บัวยังมีสี่เหล่า นับประสาอะไรกับความคิดความอ่านและรอยหยักในสมองของคน

 
“สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง” ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมเมื่อปี 2536 ในโรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เมื่อนักเรียนกลุ่มหนึ่งจำนวน 7 ชุก ติดยาบ้าอย่างหนัก ท่ามกลางเสียงก่นด่าของผู้คนว่าพวกเขาเป็น “เด็กเลวของสังคม” ครูพินิจ พุทธิวาส คุณครูธรรมดาๆ คนหนึ่งได้ลุกขึ้นประกาศกับสังคมว่า เด็กทั้ง 7 เป็นเพียงเหยื่อของความเสื่อมในสังคมเท่านั้น และเขาได้ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเด็กๆ นำเด็กทั้ง7 เข้าค่ายอดยาด้วยวิธีการของเขาเอง จนพวก เด็กๆ กลับมาเป็นคนดีของสังคมได้ในที่สุด ด้วยความเชื่อที่ว่า… “หากใครสักคนที่ได้ให้ความรักแท้จริงกับผู้ที่ประสบความล้มเหลว โดยไม่มีเงื่อนไข จะทำให้ผู้นั้นมีพลังในการเปลี่ยนแปลง” และหนังเรื่องนี้ มีแรงบันดาลใจมากจาก สารคดี “ยาม้า มหันตภัยในสถานศึกษา” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ยาบ้า) ผลิตโดย บริษัท เจเอสแอล ออกอากาศทางช่อง7 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2537 ที่ได้สร้างกระแสอันเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติ เนื่องจากเป็นตัวจุดประกายเร่งเร้าให้รัฐบาลประกาศเปรี้ยงว่าต้องรีบแก้ไข (เว็บไซต์สยามรัฐ, 6 ก.ค. 2552)
 
“หนีตามกาลิเลโอ” ปลายศตวรรษที่ 16 เมืองปิซ่า ประเทศอิตาลี “กาลิเอโอ กาลิเลอิ” นักคิด นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์หนุ่มไฟแรงแห่งยุคสมัย ทำการทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก ด้วยการโยนลูกบอลไม้จากยอดหอเอนปิซ่าต่อหน้าสาธารณะ ผลการทดลองครั้งนั้น กาลิเลโอได้ข้อสรุปว่า วัตถุ 2 ชิ้น ที่มีรูปทรงเดียวกัน และประกอบขึ้นด้วย มวลสารเดียวกัน จะตกถึงพื้นพร้อมกัน แม้ว่าจะมีน้ำหนักไม่เท่ากันก็ตาม ข้อสรุปของกาลิเลโอขัดแย้งกับแนวคิดของศาสนจักร ส่งผลให้กาลิเลโอถูกหมายหัวว่าเป็นพวก ‘จอม ขบถ’ ที่ต้องจับตาเฝ้าระวังใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลายปีต่อมา กาลิเลโอ ‘งานเข้า’ อีกครั้ง เพราะดันไปประกาศตัวสนับสนุนแนวคิด “โลกไม่ใช่ ศูนย์กลางของจักรวาล” เป็นอีกครั้งที่ข้อสรุปของกาลิเลโอขัดแย้งกับสิ่งที่ศาสนจักรปรารถนาจะให้ ใครๆ เชื่อ และครั้งนี้ ศาสนจักรก็เห็นควรต้องจัดการหมอนี่ขั้นเด็ดขาด กาลิเลโอถูกจับขัง สิ้นสูญอิสรภาพ และ ชีวิตก็ตกระกำลำบาก หาความสะดวกสบายไม่ได้นับจากนั้น
 
ปี 2009 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ห่างจากที่เกิดเหตุแรก เส้นรอบวงโลก เด็กสาว 2 คนกำลังประสบปัญหาชีวิตรุนแรงหนักหน่วงที่สุดในชีวิต “เชอรี่” นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ถูกตัดสิทธิ์สอบและสั่งพักการเรียนเป็น เวลา 1 ปีด้วยความผิด – ที่เจ้าตัวเห็นว่า - เล็กน้อย นั่นคือ การปลอมลายเซ็นต์อาจารย์ในใบขอ อนุญาตใช้ห้องเขียนแบบ “ก็แค่แบบฟอร์มโง่ๆ ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน” เชอรี่ว่า แต่ไม่ว่าเธอจะว่าอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลการลงโทษที่เธอได้รับ เชอรี่ต้องเรียนจบช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ และโอกาสที่จะทำงานหาเงินให้พ่อภาคภูมิใจ ก็ต้องถูกขยับร่น ลงไปนานถึง 1 ปี
 
“นุ่น” หญิงสาวร่าเริง น่ารัก แสนงอน ก่อนหน้านี้ท้าเลิกกับ “ตั้ม” แฟนหนุ่ม มาแล้วหลายครั้ง ทว่า ลงท้าย ตั้มเป็นต้องงอนง้อ ไม่เคยยอมเลิกกับเธอเลยสักครั้ง อย่างไรก็ตาม กับครั้งนี้ ทุกอย่างแตกต่างออกไป “เพราะฉันถามว่า ‘เลิกกันไหม’ แล้วไอ้ตั้มบอกว่า ‘เออ’ “ไม่รงไม่เรียนมันแล้ว!” เชอรี่ตะโกนก้องแบบฉุนขาด “มีไอ้ตั้มที่ไหน ไม่มีนุ่นที่นั่น” นุ่นเอาบ้าง สองสาวตัดสินใจหนีให้ไกลจากสถานที่เกิดเหตุของปัญหา จูงมือกันมุ่งหน้าสู่ยุโรป บินข้ามหลายเส้นรุ้ง และอีกหลายเส้นแวง ปลดแอกตัวเองจากแรงดึงดูดของโลกทันที ผนของทั้งคู่นั้นแสนง่าย ลงคอร์สภาษา (บังหน้า) – เสิร์ฟ เสิร์ฟ เสิร์ฟ – เก็บตังค์ เก็บตังค์ เก็บ ตังค์ – เที่ยว เที่ยว เที่ยว เป้าหมาย คือ บิ๊กธรีแห่งยุโรป ลอนดอน - ปารีส – เวนิส สโตนเฮนจ์, ทาวเวอร์ บริดจ์, หอไอเฟล, พิพิธภัณธ์ลูฟร์, โคลอสเซียม, เรือกอนโดล่า, หอเอน ปิซ่า... แลนมาร์คสำคัญๆ ของโลกถูกหมุดหมายลงในใจของทั้งเชอรี่และนุ่น ก่อนออกเดินทาง ทั้งคู่จับมือจับไม้ ทำสัญญาใจกัน กฎข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามทิ้งกัน กฎข้อสอง ห้ามแหกกฎข้อแรกเด็ดขาด! อย่างไรก็ตาม ลงท้ายมันก็เป็นอย่างที่เขาว่ากัน – ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่อง ‘เซอร์ไพรส์’ คาดไม่ถึงสารพัด เชอรี่และนุ่น คาดไม่ถึงหรอกว่า บางครั้ง คำสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะก็ถูกสั่นคลอนเสียง่ายๆ เมื่อ เจ้าของคำสัญญาเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน พวกเธอคาดไม่ถึงหรอกว่า บางที มิตรภาพยาวนานก็แทบจะถึงกาลแตกหักล่มสลายด้วยเหตุผลที่ เหมือนจะไม่เป็นเหตุผลว่า “กูเบื่อขี้หน้ามึง!” และนุ่นคาดไม่ถึงหรอกว่า เธอหนี ‘ตั้ม’ คนหนึ่งไปไกลถึงโลก เพียงเพื่อจะไปพบความ สัมพันธ์ครั้งใหม่กับ ‘อีกตั้มหนึ่ง’ เช่นกัน เชอรี่ก็คาดไม่ถึง ว่าความตั้งใจเดิมที่ออกเดินทางเพื่อพาตัวเองหลุดพ้นจากกฎโง่ๆ ทั้งหลาย ของโลกครั้งนี้ ที่สุดแล้วจะนำพาเธอไปแล่นลงจอด ณ ปลายทางของการเรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ไม่ว่าจะหนีไปไกลแค่ไหน เธอและใครๆ ต่างต้องอยู่บนกฎพื้นฐานข้อเดียวกัน ว่าเราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก เช่นเดียวกับที่ โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล อย่างที่กาลิเลโอว่าไว้ (http://thaicinema.org/kits149galileo.asp)
 
 
 
 “สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง” ภาพยนตร์เหลืองจ๋า (ที่ยังไม่เข้าโรง) ของ “ปื๊ด - ธนิตย์ จิตต์นุกูล” ที่ไฮบริดจ์แรงบันดาลใจความดีงามทั้งหมดในสังคมซึ่งคาดว่าจะฉายภาพของวัยรุ่นติดม้า มาแนว “น้ำพุ” หรือ “เสียดาย” กับ “หนีตามกาลิเลโอ” หนังเก๋ไก๋ซากเดนของคนรุ่นเบเกอรี่เจเนเรชั่น ว่าด้วยความขบถแบบเก๋ไก๋ของสังคมคนชั้นกลางค่อนข้างสูง ที่มีปัญญาหนีปัญหาไปยุโรปได้ หนังทั้งสองเรื่องแม้เรื่องแรกที่ผู้เขียนยังไม่ได้ดูและมีข้อมูลพูดถึงมันน้อยมาก กับอีกเรื่องที่พอแพลมๆ ได้ดูตัวอย่างและพอมีข้อมูลปะติดปะต่อแล้วว่ามันจะออกมาในรูปไหน และชูเรื่อง “ขบถ” เป็นจุดขาย (แต่เรื่องแรกคนทำเขาไม่ชู แต่ผู้เขียนขอชูมันเอง)ดังคำกล่าวของผู้กำกับเรื่อง “หนีตามกาลิเลโอ”
“หนังทั้งสองเรื่อง (Seasons Change และ หนีตามกาลิเลโอ) พูดถึงความขบถต่ออะไรบางอย่าง ซึ่งพอเป็นหนังวัยรุ่น สิ่งแรกที่ตัวละครขบถด้วยก็คือครอบครัว จู่ๆ เด็กผู้หญิงคนนึงมาบอกพ่อว่าจะไปอยู่เมืองนอก พ่อคงต้องถามแน่ๆ ว่าจะไปได้ยังไง จะอยู่ยังไง หรือเด็กผู้ชายบอกว่าอยากเรียนดนตรี พ่อก็มีคำถามอีกแหละว่าจบแล้วจะไปทำอะไรกิน
หรือเพราะตัวผมเองอาจจะเคยเป็นแบบนั้น ผมว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอย่างหนึ่งนะ เรามีช่วงที่ตั้งคำถามกับตัวเองกับครอบครัว เช่นที่บ้านอยากให้เป็นอย่างหนึ่ง แต่เราชอบอีกอย่างหนึ่งมันจะมีปัญหาเกิดขึ้นไหม ของผมอาจไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแต่มันเป็นความรู้สึกในใจที่เราอยากพิสูจน์ตัวเองให้ได้มากกว่า
คือตอนผมจบมัธยมกำลังจะเอ็นท์ฯ เข้ามหาวิทยาลัย แล้วพ่ออยากให้เรียนวิศวะ เพราะเขามองว่ามั่นคง แต่ผมเอ็นท์ฯ ไม่ติด ลึกๆ ก็พอรู้ตัวว่าอยากเรียนนิเทศฯ ยุคนั้นไม่ค่อยได้เรื่องอะไรในสายตาพ่อรู้สึกว่าเขาคงมีคำถามกับการตัดสินใจของเรา เพียงแต่เขาไม่เคยบังคับในสิ่งที่เราอยากทำ ผมก็เลยเอ็นท์ฯ ใหม่ ทำในสิ่งที่เราชอบให้ดีที่สุด เหมือนผมรอเวลาที่จะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าเราไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง”
(นิธิวัฒน์ ธราธร, ไบโอสโคป ฉบับที่ 92 กรกฎาคม 2552)
ทั้งนี้ผู้เขียนรอดูเรื่อง  “สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง”อย่างใจจดจ่อ ถึงรู้ว่าจะได้ดูอะไร ผู้เขียนอยากดูภาพเก่าๆ “บังรอน” “บอย บูรา” และบรรดาเหล่าจ็อกกี้ ขบถแบบบ้านๆ (และผิดกฎหมายด้วย) แต่สำหรับอีกเรื่อง ที่ผู้เขียนได้ดูตัวอย่างมาในโรงแล้วนั้น มันก็พาลให้ตนเองคิดถึงคนในวัยเดียวกัน เราเคยเป็นคนกลุ่มน้อยที่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคิดว่ามันแสนวิเศษ … ขบถจากยุคเบเกอรี่ยังไม่ตาย ทั้งๆ ซึ่งไม่ตายก็ไม่เป็นไร แต่เราก็น่าจะโตและคิดถึงเรื่องที่มากกว่าเรื่องแบบว่า “เล็กๆ นั้นงดงาม” หรือ “ขบถไม้จิ้มฟัน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” ไปได้เสียที!
 
.. แด่ “ท่านเป้า” และ “บอย บูรา”
we are the world รักกันๆ
 
หมายเหตุจากผู้เขียน
ถึงแม้ข้อเขียนชิ้นนี้อาจจะดูโปร “หนังตลก” และ “หนังบ้านๆ” ไปบ้าง และเสียดสี “หนังอินดี้ หนังอาร์ต” ไปเสียเยอะ แต่เมื่อลองละวางความพยาบาทต่อรสนิยมเท่เก๋ไก๋ที่แต่งแต้มใส่อารมณ์เหงาเศร้าสร้อย ขมุกขมัว เข้าใจยาก ของคนในอุตสาหกรรมและผู้บริโภค “หนังอินดี้ หนังอาร์ต” ไปแล้วเราจะพบว่า ทุกคนมีสิทธิชอบ แสร้งทำเป็นเคารพ และมีสิทธิ์ดูถูก รสนิยมคนอื่นได้ทั้งนั้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาอะไร
และถึงแม้ว่าผู้เขียนจะละวางสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ก็ยังยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าการเปิดใจเป็นศัตรูกับคนในอุตสาหกรรมและผู้บริโภค “หนังอินดี้ หนังอาร์ต” และตั้งหน้าตั้งตาสรรหาเรื่องมาด่าพวกเขา ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เป็นเรื่องขี้ตีนขี้ผงด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับการรัฐประหารหรือการยึดเอาศักดิ์ศรีความเป็นคนในระบอบประชาธิปไตยไป – อย่าไปซีเรียสในการจะทำร้ายจิตใจคนพวกนี้
คุณค่าของการตีความอะไรสักอย่างที่แฝงมาในงานศิลปะ ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าอรรถประโยชน์ต่อผู้บริโภคมันคืออะไร เพื่อจรรโลงสังคม เพื่อความบันเทิง หรือไม่เพื่ออะไรเลย (ศิลป์เพื่อศิลป์)
การกระแดะออกมาปกป้องหนังตลก หนังบ้านๆ หนังถ่อยสถุลไร้รสนิยมของผู้เขียนนั้นก็เป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับของการดูถูกดูแคลนก่อนหน้านี้ที่พวกเขาจะทำโดยจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม การเป็นคนส่วนน้อยในคนหมู่มากไม่ใช่จะเป็นคนที่ถูกหรือมีราคามากกว่าคนอื่นส่วนใหญ่เสมอไป ผู้เขียนคิดว่าการโปรวัฒนธรรมคนส่วนน้อย ที่ดูอาร์ตกว่า อินดี้กว่า มีระดับทางศิลปะกว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากนวัตกรรมการเคลื่อนไหวทางสังคมแนวใหม่ ของพวกเอ็นจีโอน้ำเน่า ที่ชอบต้านประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งแบบตัวแทน โปรคนชายขอบ และเกลียดทักษิณ และกลุ่มคนสองกลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าจะไปด้วยกันได้ดี เป็นสัญญาณอันตรายของสังคมไทยของการหนี mass ไปอย่างไร้หลักการ เน้นแต่ความ “เก๋ไก๋” ที่ดู “เปล่ากลวง” มันจะเป็นอันตรายอย่างมากมายเลยทีเดียว (คำของท่านเป้า) ต่อวัฒนธรรมประชาธิปไตยในผืนภิภพนี้

ความเห็น

Submitted by หมาดำ on

ชอบหมายเหตุของผู้เขียนในย่อหน้าสุดท้่ายครับ

ผู้คนในสังคมสมัยใหม่มุ่งมั่นที่จะเป็น "somebody" กันทั้งนั้น อยากที่จะแปลกและแตกต่างจากผู้อื่น แต่ในความแปลกและแตกต่างนั้นช่างเปล่ากลวงและเบาหวิวเหลือเกิน ในความคิดของผม ความแปลกและแตกต่างไม่ใช่เรื่องผิด แต่การ "พยายาม" ที่จะแปลกและแตกต่างต่างหากที่ไร้สาระเอามากๆ

Submitted by เด็กสร้างบ้าน on

การเขียนบทความนี้ในลักษณะแบบนี้ มันก็แสดงให้เห็นว่าคุณก็เป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่คุณกำลังต่อต้านเช่นกัน

Submitted by Black strawberry on

จริงๆแล้วก็แค่ไม่อยากเหมือน แต่ในความแปลกก็ไปซ้อนทับกับความอยากแปลกของคนอื่นเหมือนกัน เลยกลายเป็นเหมือนไปอีก ดังนั้นการแปลกจึงดูไม่ค่อยต่างกับเหมือนซักเท่าไหร่ มันขึ้นอยู่กับเหตุผลที่คนเอามาไส่มากกว่า ว่าจะทำให้ดูดี ได้ขนาดไหน

Submitted by คนละบัง on

น่าจะคนละบังรอนนะ รูปกะคนในข่าวน่ะ

Submitted by หมะเมียะชอบดู AV on

อ่านไปรำคาญ "ท่านเป้า" ไป ตั้งใจเขียนให้รำคาญหรือไงฟระ

Submitted by จ๊อด on

ภาษามีน้ำหนักจังเลย

Accepted เมื่อพวก 'ขี้แพ้' อยากชวนตี

 


 
 
ซาเสียวเอี้ย
 
แต่ไหนแต่ไรมา...ระบบการศึกษาในพื้นที่หลายแห่งทั่วโลกมักถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการ ‘ดับฝัน’ ของคนวัยหนุ่มสาว เพราะทำให้ความอยากรู้อยากเห็นและกระตือรือร้นที่จะ ‘เรียนรู้’ สิ่งแปลกใหม่ในวัยเยาว์ถูกลบเลือนหายไปในกรอบ-กฎเกณฑ์-เหตุผล-เงื่อนไข และข้อเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวง (ซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีโอกาสเกิดมาใช้ชีวิตบนโลกก่อนหน้าเรา...)
 
กระนั้น...ใครหลายคนก็ยังยินดีเดินตามแนวทางหรือเงื่อนไขต่างๆ ที่ถูกวางไว้แล้วโดยไม่เคยคิดตั้งคำถาม เพื่อแลกเปลี่ยนกับ ‘การยอมรับ’ จากสังคมรอบข้าง...เพื่อที่มนุษย์ทั้งหลาย (ซึ่งเป็นสัตว์สังคม) จะได้ไม่ต้องรู้สึกวุ่นวายใจไปกับความโดดเดี่ยวแปลกแยกหรือแหกคอก
 
การตั้งคำถามกับระบบการศึกษาจึงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส และไม่ค่อยมีใครกล้าลุกขึ้นมาปฏิเสธระบบกันมากนัก แม้จะมีกระแส ‘Drop Out’ ที่ชักชวนให้นักเรียนนักศึกษาหันหลังให้กับตำราและออกไปเผชิญโลกกว้างอยู่บ้างในยุคหนึ่งทางซีกโลกตะวันตก แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นอย่างบิล เกตส์ หรือสตีฟ จ๊อบส์ได้...
 
                                                                00000
 
แต่ในภาพยนตร์ตลกวัยรุ่นฮอลลีวู้ดที่ออกฉายปี 2549 เรื่อง Accepted ผลงานเรื่องแรกในฐานะผู้กำกับของ ‘สตีฟ พิงค์’ (อดีตคนเขียนบทหนัง Grosse Point Blank และ High Fidelity และผู้อำนวยการสร้างเรื่อง America Sweetheart) ได้พยายามตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะเป็นคำถามที่มาพร้อมกับลีลาโปกฮามากกว่าจะจริงจังขึงขังอะไรมากมาย แต่ก็เป็นภาพยนตร์วัยรุ่นเรื่องล่าสุดที่พูดถึงปัญหาของระบบการศึกษาออกมาตรงๆ
 
เรื่องราวในหนังเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าชะตากรรมของ ‘บาร์เทิลบี เกนส์’ (แสดงโดยจัสติน ลอง จาก Die Hard ภาคล่าสุด) เด็กนักเรียนไฮสคูลปีสุดท้ายที่ยังเคว้งคว้างไร้อนาคต เพราะไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งไหนตอบรับใบสมัครเรียนของเขาเลย ในขณะที่พ่อและแม่ต่างก็คาดหวังว่าลูกชายคนเดียวจะต้องมีอนาคตที่ดีและได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไหนสักแห่ง ทำให้บาร์เทิลบียิ่งกดดันว่าพ่อกับแม่คงผิดหวังถ้าได้รู้ว่าลูกชายกลายเป็นคน ‘ไร้อนาคต’ ไปเสียแล้ว
 
ขณะที่ ‘เชอร์แมน เชรดเดอร์’ (แสดงโดยโจนาห์ ฮิล) เพื่อนสนิทของบาร์เทิลบี และ ‘รอรี่’ (แสดงโดย มาเรีย เทเยอร์) สาวผมแดงเด็กเรียนเพื่อนร่วมชั้น ล้วนไม่ผ่านการพิจารณาจากมหาวิทยาลัยที่สมัครไปกันถ้วนหน้า ทำให้ทั้งหมดคิดแผนการขึ้นมาตบตาบรรดาพ่อแม่ว่าพวกเขาได้รับการตอบรับเข้าเรียนแล้วจากมหาวิทยาลัยที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ และพวกเขาได้สร้างเว็บไซต์แนะนำมหาวิทยาลัยอุปโลกน์ให้พ่อและแม่เข้าไปดูประกอบคำโกหกให้ฟังน่าเชื่อถือมากขึ้น
 
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยกำมะลอเกิดขึ้นได้เพราะภาพตัดต่อจากโปรแกรมโฟโตชอป แสดงบรรยากาศและอาคารสถานที่สมจริงสมจัง แถมยังมีปุ่มให้ ‘ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาต่อ’ คลิกส่งใบสมัครมาพิจารณากันอีกด้วย และนอกจากพ่อแม่ของทั้งหมดจะเคลิ้มเชื่อตามไปด้วยแล้ว ปรากฏว่านักเรียนนับร้อยคนพลาดหวังจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่เสิร์ชเจอข้อมูลปลอมๆ ในเว็บไซต์ก็ยังหลงเชื่อและส่งใบสมัครเข้ามาจริงๆ และระบบอัตโนมัติซึ่งเชอร์แมนเผลอตั้งค่าไว้ก็ดันส่งใบตอบรับเข้าเรียนไปให้คนที่ส่งใบสมัครเข้ามาทั้งหมดจริงๆ อีกเหมือนกัน!
 
ตัวการต้นคิดทั้ง 3 คนจึงต้องไปเช่าอาคารโรงพยาบาลร้างมาปรับปรุงใหม่ให้เป็น ‘สถาบันเทคโนโลยีเซาท์ฮาร์มอน’ หรือ South Harmon Institute of Technology ซึ่งใช้คำย่อว่า S.H.I.T ได้พอดี!! โดยใช้เงินทุนหลักล้านดอลลาร์ซึ่งได้มาจากค่าเทอมที่นักศึกษาบ้าจี้นับร้อยคนโอนมาให้ ก่อนที่ชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย (เก๊) จะเริ่มขึ้นอย่างทุลักทะเล
 
ด้วยพล็อตเรื่องเฮฮาและไม่เน้นความสมจริงสมจัง ทำให้หนังไม่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีเท่าไหร่เมื่อนำออกฉายในอเมริกา แต่ถ้าพูดถึงเรื่องรายได้ก็ถือว่าไม่เจ็บตัว ถึงอย่างนั้นหนังก็ไม่มีโอกาสได้ฉายในโรงหนังบ้านเราอยู่ดี ส่วนดีวีดีลิขสิทธิ์ที่ออกวางจำหน่ายก็ตั้งชื่อออกแนวเบาสมองว่า ‘จิ๊จ๊ะมหาวิทยาลัยรักแห้ว’ ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของหนังยิ่งเบาโหวงไปกันใหญ่
 
แต่ในความไร้สาระที่เคลือบอยู่ด้านนอก พอกะเทาะปลอกออกพบว่าตัวหนังยังมีแก่นแกนที่ชัดเจน แม้จะดูพยายามจนเกินไปในหลายๆ ฉาก แต่ก็เป็นการตั้งคำถามตรงไปตรงมาชวนให้คิดต่ออยู่ใช่น้อย
 
ไม่ว่าจะเป็นฉากที่บาร์เทิลบีเปิดโอกาสให้นักศึกษาของ S.H.I.T ช่วยกันเสนอหลักสูตรที่แต่ละคนอยากเรียนขึ้นมาแทนที่การ ‘กำหนดหลักสูตร’ ซึ่งยึดตามแนวทางการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาในแบบแผนดั้งเดิม ซึ่งมีกรอบชัดเจนว่านักศึกษามีสิทธิ์เลือกได้เฉพาะสิ่งที่ทางสถาบันเสนอให้เท่านั้น ทว่าไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหลักสูตรหรือแนวทางที่แตกต่างออกไป
 
รวมถึงฉากที่บาร์เทิลบีต้องไปชี้แจงหลักสูตรการเรียนรู้ของ S.H.I.T ในฐานะ ‘ผู้ก่อตั้งสถาบันฯ’ ต่อหน้าคณะกรรมาธิการพิจารณามาตรฐานสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านการรับรองคุณภาพและวิทยฐานะของสถาบันการศึกษาตัวจริง นำไปสู่การปะทะคารมว่าอะไรกันแน่ที่จำเป็นและยั่งยืนต่อการดำรงชีวิตมากกว่า ระหว่าง‘การศึกษา’ กับ ‘การเรียนรู้’ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลากหลายแนวทาง และไม่มีใครเป็นผู้ผูกขาดองค์ความรู้อยู่ฝ่ายเดียว
 
00000
 
หากประเด็นที่ Accepted วิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนที่สุดก็คือความคับแคบของระบบการศึกษาที่ปฏิเสธความแตกต่างหลากหลายทางวิธีคิดเรื่องการเรียนรู้ และกระบวนการ ‘คัดทิ้ง’ ที่ไม่ต่างจากการประทับตรา (ผิดๆ) ว่าผู้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการคัดเลือกนั้น ‘บกพร่อง’ หรือ ‘ด้อยคุณภาพ’
 

"ในความคิดคำนึงถึงระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นเพียงความสามารถหรือคุณสมบัติเฉพาะด้านเช่นนี้จะต่างอะไรจากระบบสายพานการผลิตผลไม้กระป๋องซึ่งเน้นที่การคัดเลือ 'ผลโตๆ' เป็นหลัก...ผลไม้ลูกเล็กที่ขนาดเล็ก 'ต่ำกว่ามาตรฐาน' ย่อมถูกคัดทิ้งและนำไปแปรรูปเป็นสินค้าอย่างอื่นโดยไม่ได้รับการพิจารณาหรือคำนึงถึงคุณสมบัติภายในอื่นๆ เช่น ความหวาน ความสด หรือความอร่อย แม้แต่นิดเดียว"

 
ขณะที่ในหนัง-บาร์เทิลบีมองว่าบรรดานักศึกษา S.H.I.T ไม่ได้รับการ ‘ยอมรับ’ จากสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นเพราะพวกเขาถูก ‘พิพากษา’ ไปแล้วว่าเป็นพวกขี้แพ้ไม่เอาไหน และเป็นพวกที่ถูก ‘คัดทิ้ง’ จากที่อื่น แต่นักศึกษาของ S.H.I.T ทั้งหมดก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดเรียนรู้ในสิ่งที่พวกเขายังไม่รู้...  
 
ประโยคยืดยาวของบาร์เทิลบีในฉากนี้คล้ายจะเป็นแถลงการณ์ของผู้กำกับสตีฟ พิงค์ อดีตนักกิจกรรมทางสังคมที่ทำงานเกี่ยวกับการบริการชุมชนอยู่พักใหญ่ก่อนจะผันตัวสู่แวดวงบันเทิง แต่ถ้าใครจะมองว่าหนังเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อตอบสนองจินตนาการที่ไม่มีวันเป็นจริงของพวกขี้แพ้ซึ่งอยากตอบโต้ระบบที่ตัวเองไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วม...ก็ย่อมทำได้อีกเช่นกัน
 
แต่ในชีวิตจริงซึ่งทางแก้ปัญหาไม่ได้มีแค่ ก ข ค ง หรือข้อ 1 2 3 4 บางทีการมองต่างมุมเรื่องการเรียนรู้อาจช่วยเตือนสติได้ว่าโลกยังมีอะไรที่มากกว่าและกว้างกว่าการวัดผลคะแนนสอบจากกระดาษคำตอบที่มีตัวเลือกให้เลือกแค่ไม่กี่ข้อ…

 

Charlie Wilson's War : ความตายของชายผู้ปลดปล่อยปีศาจร้าย

 


 
 
 
ซาเสียวเอี้ย
 
‘ชาร์ลี วิลสัน’ ตายแล้ว...
 
แม้การตายของเขาจะไม่ได้ทำให้โลกสะท้านสะเทือนอะไรมากนัก แต่ก็มีความหมายสลักสำคัญมิใช่น้อย เพราะบทบาทของวิลสันในสมัยที่เขายังหนุ่มแน่นและดำรงตำแหน่ง สว.รัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกา เป็นประเด็นให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ถกเถียงกันไม่สิ้นสุดว่าควรจะจดจำเขาไว้ในฐานะอะไร...
 
บ้างก็ว่า ชาร์ลี วิลสัน คือ ‘นักการเมืองเจ้าสำราญ’ เจ้าของฉายา Good Time Charlie ผู้มีชีวิตโลดโผนเต็มไปด้วยสีสัน หรือเป็น ‘วีรบุรุษชาวอเมริกัน’ ผู้ช่วยให้นักรบมูจาฮิดีนขับไล่กองทัพสหภาพโซเวียตอันโหดร้ายป่าเถื่อนไปจากอัฟกานิสถาน ขณะที่บางคนมองเขาเป็นผู้จุดชนวนสงครามในต่างแดน และเป็นผู้ปลดปล่อย‘ปีศาจร้าย’ ให้หลุดออกสู่โลกยุคหลังสงครามเย็น...
 
00000
 
แต่ที่แน่ๆ.....ช่วงชีวิตหนึ่งของชาร์ลี วิลสัน ถูกถ่ายถอดออกมาเป็นหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง Charlie Wilson’s War ซึ่งออกฉายเมื่อปี 2550 และเป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับไมค์ นิโคลส์ (The Graduate, Birdcage, Closer) พูดถึงปฏิบัติการลับของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้ความสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์แก่นักรบชาวอัฟกันที่ต่อต้านการบุกเข้ายึดครองของกองทัพสหภาพโซเวียตระหว่างปี 2522-2533 (ค.ศ.1979-1992)
 
หนังเข้าฉายในบ้านเราอย่างเงียบๆ ไม่ได้มีกระแสอะไรหนุนส่งให้โด่งดังตามสื่อต่างๆ มากนัก แต่หนังก็ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบนเวทีออสการ์ปี 2551 หลายสาขาด้วยกัน แถมยังได้นักแสดงนำที่มีภาพลักษณ์ดีอย่าง ‘ทอม แฮงค์’ มารับบท ‘ชาร์ลี วิลสัน’ ตามด้วย ‘จูเลีย โรเบิร์ตส์’ รับบท ‘โจแอนน์ แฮร์ริ่ง’ สาวสังคมอนุรักษ์นิยมซึ่งมีตัวตนจริงอีกเช่นกัน และเป็นคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการลับในสงครามอัฟกานิสถานครั้งที่ 1
 
เมื่อชาร์ลี วิลสัน ‘ตัวจริง’ เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเมื่อวันที่ 10 ก.พ.2553 ที่ผ่านมา ก็เป็นโอกาสให้ใครหลายคนได้ทบทวนประวัติศาสตร์กันอีกรอบผ่านการอ่านคำอุทิศและข่าวคราวการเสียชีวิตของวิลสันตามสื่อต่างๆ ทางฝั่งอเมริกาและยุโรป และหนัง Charlie Wilson’s War ก็ถูกหยิบยกมาวิพากษ์ใหม่ด้วย
 
เนื้อหนังบอกเล่าเรื่องราวการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง และการต่อสู้ของอุดมการณ์ต่างขั้วระหว่างเสรีนิยม-อนุรักษ์นิยมในดินแดนเสรีประชาธิปไตยนามว่า ‘สหรัฐอเมริกา’ และแนวทางการพลีชีพปกป้องมาตุภูมิของบรรดานักรบมูจาฮีดินที่ต่อสู้เพื่อดินแดนอัฟกานิสถาน แต่ที่ถูกขุดคุ้ยลึกลงไปกว่านั้นคือการชี้เป้าว่าบทบาทของสหรัฐฯ ที่เข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในประเทศต่างๆ นั้นส่งผล (หายนะ?) อย่างไร
 
ในความทรงจำเลือนลางยุคสงครามเย็น ‘สหภาพโซเวียต’ เคยเป็นเสาหลักในโลกคอมมิวนิสต์ คอยคัดง้างกับมหาอำนาจในโลกทุนนิยมอย่างสหรัฐฯ ซึ่งหวาดผวาว่ากองทัพแดงของบรรดาสหายทั้งหลายจะยึดกุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกจนคุกคามเสถียรภาพของ (ทุนนิยม) ประชาธิปไตยให้สั่นคลอน ผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคนั้นจึงพยายาม ‘เตะตัดขา’ ปิดกั้นหนทางแพร่ระบาดของลัทธิคอมมิวนิสต์ในทุกวิถีทาง
 
ไม่ว่าจะเป็นยุคอดีตประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ หรือยุคของโรนัลด์ เรแกน รัฐบาลของผู้นำทั้งสองล้วนให้ความสนใจกับการรุกคืบของโซเวียตเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียใต้ จึงได้มีการออกคำสั่งอย่างลับๆ ภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ให้หน่วยข่าวกรองและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจับตาดูความเคลื่อนไหวในอัฟกานิสถานให้ดี
 
เมื่อโซเวียตเคลื่อนกองทัพเข้าสู่อัฟกานิสถานเพื่อบุกเข้ายึดครองเบ็ดเสร็จ และจัดตั้ง ‘รัฐบาลหุ่นเชิด’ ของประธานาธิบดีบาบรุค คาร์มาล ขึ้นครองประเทศในปี 2523 ทำให้ชาร์ลี วิลสัน ซึ่งมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมค่ายผู้อพยพลี้ภัยชาวอัฟกันบริเวณชายแดนปากีสถาน เกิดความตั้งใจแรงกล้าที่จะช่วยชาวอัฟกัน ‘ขับไล่’ กองทัพโซเวียตออกไป
 
วิลสันกลายเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญในการต่อรอง จัดสรร และใช้วิธีตุกติกต่างๆ โน้มน้าวให้รัฐบาลยอมอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในอัฟกานิสถาน และได้ความสนับสนุนจากสาวสังคมคนดังในฮุสตันอย่าง ‘โจแอนน์ แฮร์ริง’ เป็นตัวกลางแนะนำให้รู้จักกับคนดังในแวดวงต่างๆ เพื่อช่วยต่อยอดภารกิจช่วยเหลือชาวอัฟกันให้สำเร็จเสร็จสิ้น
 
แต่ผู้วางแผนปฏิบัติการที่สำคัญอีกคนหนึ่งคือ ‘กัสต์ อะฟราโคโทส’ เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่ได้รับฉายา Mr.Dirty ในฐานะผู้ผลักดันให้ ‘ปฏิบัติการไซโคลน’ เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งในหนังได้ ‘ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมน’ เจ้าของรางวัลนักแสดงนำชายจากเรื่อง Capote มารับบทบาทนี้
 
00000
 
ปฏิบัติการไซโคลนถูกอ้างถึงในรายงานด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นปฏิบัติการลับครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐอเมริกา และใช้เงินไปกว่าหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่กองกำลังนักรบมูจาฮีดินซึ่งต่อต้านโซเวียต และทำสงครามในนามของพระเจ้าเพื่อนำอัฟกานิสถานไปสู่หนทางการเป็นรัฐอิสลามเต็มรูปแบบ
 
อาจเป็นไปได้ว่าในยุคที่สหรัฐอเมริกากำลังต่อสู้กับโซเวียตซึ่งไม่เชื่อมั่นศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า การให้ความสนับสนุนแก่กลุ่มนักรบซึ่งประกาศตัวว่ายอมอุทิศตนเพื่อศาสนา คงเป็นเรื่องซึ่งยอมรับได้ง่ายกว่าสำหรับคนในประเทศที่พิมพ์ข้อความลงไปในธนบัตรว่า “In God We Trust”
 
เรื่องราวในหนังทำให้เรามองเห็นการสู้รบแบบกองโจรของกลุ่มมูจาฮีดิน สลับกับวิธีเจรจาต่อรองหลอกล่อแบบนอกกรอบของวิลสัน ไม่ว่าจะเป็นการพานักเต้นระบำหน้าท้องไปร่วมวงคุยกับผู้นำการเมืองเพราะหวังเบี่ยงเบนความสนใจ หรือการโน้มน้าวให้พ่อค้าอาวุธชาวยิวยอมขายของให้กับชาวมุสลิมที่เป็นปฏิปักษ์กันมานาน และการยื่นหมูยื่นแมวกับเพื่อน สว.ให้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนอนุมัติงบช่วยเหลือชาวอัฟกัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่วิลสันจะลงคะแนนคัดค้านการตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตของอีกฝ่ายแทน
 
เราจึงได้เห็นการหลับตาข้างเดียว ทำเป็นลืมๆ เรื่องการตรวจสอบ-ถ่วงดุลย์-คานอำนาจ เพื่อให้เกิดการสมประโยชน์ทางการเมือง และเอ่ยอ้างว่าจำเป็นต้องยอมเบนหลักการเพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งในหนังเป็นการเอ่ยถึง ‘อิสรภาพ’ ของชาวอัฟกัน แม้ว่ามันจะนำไปสู่การต่อสู้ถึงเลือดถึงเนื้อยืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี 2526-2533 และทำให้ชาวอัฟกันหลายแสนคนต้องอพยพบ้านแตกไปทั่วโลก
 
ขณะที่ช่วงท้ายๆ ของหนัง (และความเป็นจริงช่วงท้ายๆ ของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต) ได้ตีแผ่ความจอมปลอมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สั่งตัดงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาชาวอัฟกันทิ้งทันทีที่โซเวียตยอมถอนทหารออกไปจากดินแดนอัฟกานิสถาน ไม่เว้นแม้แต่งบประมาณสร้างโรงเรียนหรือฟื้นฟูระบบการศึกษาทั้งที่วิลสันและอะฟราโคโทสพยายามต่อรองโน้มน้าวคนในรัฐบาลทุกวิถีทางแล้วเช่นกัน
 
ชาร์ลี วิลสัน จึงรำพึงรำพันในตอนท้ายของหนังว่า “เราทำทุกอย่างพังในตอนจบ” เพราะแทนที่จะสานต่อภารกิจให้ลุล่วงด้วยการเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างกลุ่มกองกำลังต่างๆ เพื่อหาข้อตกลงแนวทางสันติภาพที่จะนำไปสู่การก่อตั้งรัฐบาลหรือการวางรูปแบบการปกครองที่ประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วม รัฐบาลสหรัฐฯ กลับตีจากและไม่สนใจที่จะเข้าไปดูดำดูดีอะไรอีก เพราะเป้าหมายหลักในการกำจัดศัตรูตัวฉกาจอย่างโซเวียตถือว่าสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว
 
ชะตากรรมของชาวอัฟกันที่ต้องดิ้นรนกันต่อท่ามกลางเศษซากสงคราม ทำให้กองกำลังติดอาวุธ (ที่ได้มาจากสหรัฐฯ) ตั้งตัวเป็นกลุ่มอำนาจต่างๆ และแย่งชิงการเป็นผู้นำ ขณะที่กองกำลังตาลีบันและโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัล-เคดา ซึ่งกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐอเมริกายุคหลังสหัสวรรษก็เริ่มก่อร่างสร้างแนวร่วมในช่วงเวลาเดียวกันนี้...ที่ดินแดนอัฟกานิสถาน...
 
00000
 
สงครามของชาร์ลี วิลสัน ในหนังของไมค์ นิโคลส์ จบลงตรงที่ ส.ว.ชาร์ลี เป็นพลเรือนคนแรกที่ได้ขึ้นรับเหรียญเกียรติยศจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันให้สงครามอัฟกานิสถานยุติลง แต่เมื่อวิลสันตัวจริงเสียชีวิตลง บทบรรณาธิการของนิตยสารไทม์สในลอนดอนกลับกล่าวถึงบทบาทของวิลสันในฐานะที่เป็น ‘ผู้ปลดปล่อยปีศาจร้าย’ ซึ่งกำลังหลอกหลอนกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพพันธมิตรอย่างหนักจนต้องประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายมาจนถึง ณ ปัจจุบันขณะ
 
เช่นเดียวกับที่จำนวนทหารอเมริกันและทหารของกองกำลังนาโตถูกส่งไปรบใน‘สงครามอัฟกานิสถาน’ (รอบใหม่) มีจำนวนมากกว่า 150,000 นาย ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา
 
หากวิลสันเป็นผู้ปลดปล่อยปีศาจร้าย.... มีใครอีกบ้างที่ควรทบทวนบทบาทในฐานะผู้หลอเลี้ยงให้ปีศาจยังดำรงความเกลียดชังอยู่ได้ด้วยนโยบายการเมืองและต่างประเทศที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเพียงอย่างเดียว?
 

 

Air Doll: a very "human" story ความว่างเปล่าในตัวเราทุกคน

themadmon

หมายเหตุ: ข้อเขียนชิ้นนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น บทสะท้อนย้อนคิดหลังจากการชมภาพยนตร์เรื่อง Air Doll ผมในฐานะที่เป็นผู้เขียนจงใจจะหยิบเลือกประเด็น (ซึ่งผ่านการตีความของผม) โดยไม่ได้อ้างอิงอย่างชัดเจนไปสู่ตัวภาพยนตร์ในแต่ละฉากแต่ละตอน โดยหวังว่าผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์ก็สามารถอ่านได้ และผู้ที่ได้ชมภาพยนตร์แล้วจะสามารถระลึกถึงฉากต่างๆ ในภาพยนตร์ได้ด้วยเช่นกัน

 

 

หากลองพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ในสามประโยค  ผมคงพูดสั้นๆ ว่า..
“ผู้คนหลากหลาย เราต่างก็ว่างเปล่า และเหงามากมาย”
 

เพราะอะไรน่ะหรือ  เพราะผมเข้าใจว่า.. 

..ในสังคมสมัยใหม่ที่ผู้คนต่างก็แตกกระเจิงกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทางแม้จะอยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน มันคงเป็นภาพที่ฉายให้เห็นของลักษณะการเคลื่อนตัวของความคิดและการดำรงอยู่แบบปัจเจกบุคคล ในแง่หนึ่งมันสร้างอิสระ มันอาจเป็นอิสระที่จะล่องลอยและโบยบินไปไหนต่อไหน อิสรภาพนั้นอาจเป็นสภาวะที่แสนจะสวยงามเหลือเกิน แต่ในความอิสระบางครั้งมันก็เบาหวิว มันอาจเบาหวิวเกินจะทานทนเช่นกัน ปัจเจกบุคคลและความโดดเดี่ยวจึงเป็นของคู่กัน พร้อมๆ กับที่อิสรภาพและความเหงาก็คงเป็นของคู่กันเช่นกัน แต่เมื่อมันล้วนแต่บางเบามันจึงไม่มีความเศร้าและความเหงาที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับที่ไม่มีความเห็นหรืองานเขียนใดสมบูรณ์แบบ 

บางครั้งเรามองสิ่งต่างๆ ในลักษณะของการ  “แทนที่” เพื่อหวังจะทดแทนสิ่งที่เคยมี แต่แท้ที่จริงมันไม่มีอะไรแทนที่อะไรได้อย่างสมบูรณ์ มันคงมีเพียงความคล้ายบางอย่างที่เราหลงว่าต่างแทนที่กันได้ ในความเหงาเราอาจหาบางสิ่งบางอย่างมาเติมเต็ม แต่มิใช่หรอกหรือว่ามันไม่มีอะไรที่เติมเต็มได้ การเติมให้เต็มเป็นดังสภาวะที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงในตอนสุดท้าย การพยายามเติมให้เต็มเป็นกระบวนการอันไม่รู้จบต่างหาก เพราะในท้ายที่สุด มันไม่เคยมีสิ่งใดสมบูรณ์ในกระบวนการเหล่านั้น เรามักหลงละเมอเพ้อพกเพ้อฝันกันไปเองทั้งนั้นว่ามีอะไรบางอย่างเข้ามาเติมความว่างเปล่าให้เต็มได้ และสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งย้ำเตือนให้เรารู้ว่าเราต่างก็ผิดพลาดอยู่เสมอๆ ความขาดไม่มีวันจะเหือดหายไป เพราะเราต่างก็ขาดอะไรบางอย่างอยู่เสมอ  

แต่ก็ใช่ว่ามันจะสิ้นหวังไปทั้งหมดเพราะคงกล่าวได้ว่าความหมายมันเกิดขึ้นในกระบวนการเติมเต็มนั้น ในระหว่างที่เราพยายามจะเติมให้เต็ม โดยหวังว่ามันจะเต็ม แม้มันจะไม่มีทางเต็ม แต่มันก็ทำให้เรามีความหมายขึ้นมา แม้เพียงในบางขณะก็ตาม มันจึงไม่มีอะไรไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง แต่มันก็ไม่มีอะไรที่สวยงามสมบูรณ์  

จนกว่าเราจะมองมันอย่างให้คุณค่า ความดี ความไม่ดี ความสุข ความเศร้า ความเหงา ความโดดเดี่ยว ความเจ็บปวด ต่างๆ นานา ราวกับว่ามันจะเป็นขั้นตอนภายหลัง แต่เราก็ทำให้มันเกิดขึ้นเป็นจริงอย่างพร้อมๆ กัน หากเพียงเราทำความเข้าใจขั้นตอนเหล่านี้อย่างชะลอเลื่อนเวลา แม้เราจะไม่สามารถชะงักการเดินของเวลาได้จริงก็ตาม แต่มิใช่หรือว่า เวลาก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่เราให้ความหมายลงไปกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เราจะทำความเข้าใจมันผ่านสิ่งที่เราเรียกกันว่าเวลา การทำความเข้าใจอย่างละเอียดละออ มันคงทำให้เราสะท้อนย้อนคิดถึงสิ่งต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อถึงตอนนั้นเราอาจเห็นว่าเราต่างก็สร้างความหมายให้กับสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา 

และเมื่อมองย้อนหลังกลับไปเราคงพบได้ไม่ยากว่าชีวิตนั้นช่างว่างเปล่า เพราะความหมายต่างๆ ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ภายใน แต่ความหมายของชีวิตอาจอยู่กับสิ่งเกี่ยวเนื่อง อยู่กับสิ่งรายล้อม ที่ประกอบและแฝงฝังให้ตัวตนเกิดความหมายขึ้นมาได้ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แม้เราจะโดดเดี่ยวเพียงไรก็ตาม

 

 
..ในหลายๆครั้ง ไม่เพียงแต่ตัวเอง แต่เราอาจพบว่าเราให้ความหมายแก่สิ่งต่างๆ และผู้คนที่เรารู้จักพบเจอด้วย และในหลายๆ ครั้งเราก็อาจให้ความหมายแก่สิ่งต่างๆ นั้นเพียงแค่ในแง่มุมของสิ่งที่เขาหรือเธอเหล่านั้น “ทำ” หรือพูดให้กลายเป็นสิ่งของมากไปกว่านั้นคือ “ใช้งาน” อะไรบางอย่างได้ และมันไม่ใช่แค่เพียง “ใช้” ได้ แต่ในชีวิตในโลกทุนนิยมอุตสาหกรรมภายใต้วิธีคิดแบบเสรีนิยมใหม่ ของทุกชิ้นหรือคนทุกคนต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพ มันจึงเป็นสิ่งที่ “ใช้ได้” เราจึงต่างก็กลายเป็นเพียงแค่แรงงานที่สามารถสร้างความหมายให้กับชีวิตได้เพียงแค่จากงานที่ทำ หากผลิตภาพลดลง สร้างรายได้ได้น้อยลง (หรือทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น) ฯลฯ เราก็คงกลายเป็นแค่ชิ้นส่วนที่เสื่อมค่า พร้อมที่จะถูกเขี่ยทิ้งไปจากสายพาน เพื่อเปิดทางให้สิ่งใหม่หรือคนใหม่ๆ เข้ามาแทนที่อยู่ทุกอึดใจ 

ดังนั้นเมื่อเรามองสิ่งต่างๆ เพียงแค่หน้าที่  เราจึงควานหาสิ่งแทนที่ที่เราคิดว่ามันน่าจะดีกว่าสิ่งเดิมอยู่เสมอๆ เพราะเรามองสิ่งต่างๆ เพียงแง่เดียวคือในแง่ของหน้าที่การทำงานหรือเปล่าเราจึงลดทอนกันและกัน ลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เป็นแต่เพียงความสัมพันธ์ของหน้าที่ที่ทำให้แก่กัน นี่หรือเปล่าที่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราทำร้ายกัน บางทีเราอาจรู้ตัวแต่บางทีก็ไม่ แต่ในเรื่องราวเหล่านั้นเราต่างก็กัดกินกันไปตลอดเวลา ทำให้ใครต่อใครรอบกายเหงาและโดดเดี่ยวท่ามกลางการอยู่ร่วมกันตลอดเวลาเช่นกัน 

ในความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ใครหลายคนอาจเรียกว่าความรัก  แต่ละคนก็คงมีจินตภาพถึงความสัมพันธ์และความรักที่แตกต่างออกไป ใครหลายคนคงมองแต่เพียงการมีหน้าที่บางอย่างของความสัมพันธ์และคู่สัมพันธ์ คู่รักของเธอหรือเขาอาจกลายเป็นแต่เพียงผู้ทำหน้าที่บางอย่าง เคยหรือไม่ที่เราลดทอนอีกคนหนึ่งให้กลายเป็นแต่เพียงหน้าที่บางหน้าที่ และก็พร้อมที่จะเขี่ยสิ่งเดิมๆ ทิ้งไปเมื่อพบสิ่งใหม่ที่คาดว่าจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า ความสัมพันธ์และความรักในแง่มุมหนึ่งมันก็กลายเป็นแต่เพียงรูปแบบของการผลิต ที่เราพร้อมจะเปลี่ยนปัจจัยการผลิตที่เราคิดกันไปเองว่ามันน่าจะดีกว่าเพื่อมาแทนที่เพื่อให้ได้ผลิตภาพมากขึ้น  

และหากจะพูดเลยไปกว่านั้นสักนิดหนึ่ง หากในกระบวนการผลิตเราสามารถคิดคำนวณต้นทุนกำไรได้อย่างละเอียดลึก ซึ้งเห็นเป็นขั้นเป็นตอนเป็นฉากๆ แต่ในความคุ้มค่าของความสัมพันธ์หรือความรักนั้น เราเคยคิดคำนวณได้อย่างถูกต้องด้วยหรือ  เราจะแน่ใจได้มากน้อยแค่ไหนว่าอะไรบ้างที่จะเป็นตัวแปรในสมการ อะไรจะถ่วงน้ำหนักมากน้อยเพียงไร หรือเพราะสิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่จะมาคิดคำนวณกันได้ และเมื่อไรก็ตามที่เราพยายามชั่งน้ำหนักถูกผิดตรงนี้ มันอาจผิดตั้งแต่ต้นแล้วก็ได้ และในความเข้าใจกันอย่างผิดๆ หรือเข้าใจเพียงแต่ในแง่มุมของตัวเอง มันอาจทำให้เราทำร้ายกัน ทั้งโดยรู้ตัว โดยที่ไม่ทันจะรู้ตัว และโดยไม่รู้ตัว 

ขณะที่ในความสัมพันธ์และกิจกรรมทางเพศ  อวัยวะเพศชายที่สามารถแข็งชูชัน อวัยวะเพศหญิงที่ยืดขยายและมีน้ำหล่อลื่น  หรืออาจหมายถึงรูทวาร (ไม่ว่าจะของใครเพศใดก็ตาม) คงเป็น “หน้าที่” ในทำนองเดียวกัน การมีสมรรถภาพหรือความสามารถในการร่วมเพศ จึงเป็นทั้งวิถีทางและเป็นเป้าหมาย (หรือความสำเร็จและการรักษา/ยืนยันความสำเร็จ) ในตัวเอง ในชีวิตทางเพศการสามารถ/ความสามารถในการร่วมเพศคงเป็นความหมายสำคัญและคงเปรียบได้ดังกิจกรรมที่ให้ความหมายของชีวิต การไม่สามารถร่วมเพศได้ หรือสมรรถภาพที่ด้อยลงไป คงเปรียบได้กับความป่วยไข้ในชีวิตและการเดินทางสู่ความตายด้วยเส้นทางที่เจ็บป่วยและเจ็บปวด หากความหมายของชีวิตขึ้นอยู่กับการทำงาน ชีวิตทางเพศก็คงขึ้นอยู่กับการทำงานทางเพศอันหมายถึงความสามารถในการร่วมเพศได้ 

ไม่เพียงแต่ชีวิตการทำงานหรือในความสัมพันธ์ แต่ชีวิตของคนเราก็คงดำเนินไปในท่วงทำนองคล้ายๆ กัน เมื่อความตายซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยแน่นอนว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่มันก็แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนนั้นเป็นดังปลายทางของชีวิต ในการเดินทางไปสู่ความตายเราต่างค่อยๆ เสื่อมสลายไปตามเส้นทางนั้น หรือพูดอีกอย่างก็คือตั้งแต่เราถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกเราก็กำลังใกล้ความตายเข้าไปเรื่อยๆ วันเกิดและวันคล้ายวันเกิดในปีต่อๆ มามันจึงเป็นทั้งการระลึกถึงจุด เริ่มต้นและบอกเราว่าเราเดินทางมาถึงจุดไหนๆ ในหนทางที่เรียกว่าชีวิต การเฉลิมฉลองการเกิด/วันเกิดอย่างใหญ่โตมันคงเป็นทั้งความสวยงามและความน่ารังเกียจ วันเกิดจึงเป็นทั้งวันแห่งความสุขและวันแห่งความน่าสะอิดสะเอียน ในทางหนึ่งวันเกิด/วันคล้ายวันเกิดคงเปรียบได้กับการเตือนถึงสังขาร ที่เปลี่ยนแปรไปตามเวลา แต่ในอีกทางหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันมันคือสารที่พยายามจะบอกว่าเรากำลังใกล้เดินทางไปสู่ความตายมากขึ้นเรื่อยๆ 

ในแง่นี้ความตายจึงสวยงาม หรือพูดอีกแบบหนึ่งเราอาจมองได้ว่าความตายนั้นช่างสวยงามเพราะความตายอาจเปรียบกับการปลดปล่อยตัวตนที่ว่างกลวงไร้ความหมายในตัวเอง ปลดปล่อยชีวิตที่ความหมายของชีวิตต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น/คนอื่นอยู่ตลอดเวลา ปัจเจกบุคคลสมบูรณ์แบบไม่อาจเกิดขึ้นได้พร้อมๆ กับที่สัตว์สังคมสมบูรณ์แบบก็ไม่อาจมีอยู่จริง โครงสร้างสังคมอาจกำหนดเราแต่มันก็ไม่มีทางกำหนดได้สมบูรณ์ เราต่างสร้างและเสริมกันอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับที่เราต่างก็กัดกินกรีดเฉือนกันอยู่ตลอด เราจึงทั้งเหงาและเศร้าไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน แต่เราก็มีอิสระไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน ชีวิตและความตายอาจเป็นด้านตรงข้ามของกันและกัน แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน 

แต่บางทีชีวิตไม่ได้มีแค่ความหมายในเรื่องของความหมาย แต่มันยังมีชีวิตที่เป็นเนื้อเป็นหนังเป็นตัวเป็นตน มันคือความหมายในอีกแบบอีกลักษณะ เพราะคนเรามี “หัวใจ” ไม่ใช่แค่ในด้านความรู้สึก แต่คือหัวใจเป็นก้อนๆ ที่เต้นตุบๆ อยู่ในทรวงอก คอยสูบฉีดให้ชีวิตในแต่ละชั่วขณะ และมากไปกว่านั้นคือมันไม่ใช่แค่หัวใจ แต่ต้องมีลมหายใจหรืออากาศด้วยที่ทำให้คนเรามีชีวิตดำรงตนและดำเนินไป ลมหายใจและหัวใจเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถสร้างความหมายให้กับชีวิตไปได้เรื่อยๆ และความหมายของชีวิตก็ล้วนต่อเติมหรือเป็นแรงผลักดันให้เรายังคง หายใจ สองด้านของความหมายของชีวิตดำเนินไปด้วยกัน มันจึงไม่ใช่แค่ชีวิตแต่เป็นชีวิตชีวาด้วยหากการขาดอากาศหายใจทำให้เราไม่สามารถมีชีวิตต่อไป การขาดกิจกรรมที่ให้ความหมายมันก็คงเปรียบได้กับการตายในทางสังคม 

แม้ภาพยนตร์เรื่อง Air Doll ในแง่หนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการสวมใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในสิ่งของ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ฉายภาพด้านกลับให้เราเห็นว่าเราก็ต่างทำให้ผู้คนกลายไปเป็นสิ่งของด้วยกันทั้งนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นแต่เพียงเรื่องราวของตุ๊กตายางที่มีชีวิตขึ้นมา แต่ใช่หรือไม่ว่าในหลายๆ ครั้งเราก็อาจเคยทำให้คนที่มีชีวิตและเลือดเนื้อกลายไปเป็นเพียงแค่ตุ๊กตายางเป่าลมเช่นกัน ถึงกระนั้น คงมิอาจปฏิเสธว่าชีวิตเราท่านทั้งหลายก็ดำเนินไปในแบบนั้น 

 

 

ป.ล. ในทำนองเดียวกัน ข้อเขียนชิ้นนี้ก็คงหนีไม่พ้นการลดทอนให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นเพียง “สิ่ง” ที่ใช้ถูกอธิบาย และผมในฐานะผู้กระทำการเขียนก็คงถูกประเมินในกรอบของความสามารถในการถ่ายทอด ความหมายของผมในฐานะผู้เขียนข้อเขียนชิ้นนี้ก็ทั้งถูกให้และถูกลดทอนภายใต้ข้อเขียนชิ้นนี้เฉกเช่นเดียวกัน เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าผม หรือคุณ หรือใคร ข้อเขียนชิ้นนี้หรือข้อเขียนชิ้นไหนๆ รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องนี้และภาพยนตร์ทั้งหมดทั้งมวล เมื่อถูกหยิบมาพูดหรือเขียน มันก็ถูกหยิบเลือก ฉวยฉุด ยื้อยุด ทั้งหมดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ต่อคำถามเรื่องในการดำเนินชีวิตไปในโลกว่าเราจะหลีกหนี “หน้าที่” และ “การแทนที่” ไปได้หรือไม่อย่างไร คงเป็นคำถามที่เราท่านคงต้องขบคิดกันต่อไป หรือกระทั่งว่าจะหลีกหนีไปเพื่ออะไรก็คงเป็นคำถามสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

 

ขงจื๊อ (Confucius) : แดนมังกรในอาภรณ์สีคราม

 


บริวารเงา

 

ขงจื๊อ เป็นชื่อหนึ่งที่ผมได้ยินมาเนิ่นนาน ถ้าจำไม่ผิดอาจจะเป็นหนังจีนกำลังภายในสักเรื่องหนึ่งที่อ้างชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อพูดถึงปรัชญาในเรื่องคุณธรรมน้ำมิตร ผมมารู้จักเขาอีกครั้งในห้องสมุดช่วงที่กำลังสนใจพวกวิชาปรัชญา จิตวิทยา วรรณกรรม ฯลฯ  แต่ผมกลับไปชอบปรมาจารย์จีนอีกคนคือ เล่าจื๊อ เสียมากกว่า เพราะว่าแกมีความคิดที่ 'แนว' ดี (อารมณ์ของวัยรุ่นเช่นนี้แล) อีกนัยหนึ่งก็ดูเพี้ยน ๆ อีกนัยหนึ่งก็มีอารมณ์ศิลปินกว่าขงจื๊อ

ขณะที่ผมเห็นว่าขงจื๊อเอาแต่พร่ำบ่นอะไรที่เป็นหลักจริยธรรมน่าเบื่อ ๆ ซึ่งความน่าเบื่อนี้ไม่ใช่ความผิดของขงจื๊อเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะหลักจริยธรรมทั้งหลายเหล่านี้มันถูกกรอกหูอยู่ทุกวันในชั้นเรียน และในสื่อต่าง ๆ จน 'วัยรุ่นเซ็ง' ในโลกความจริงที่พวกเขาพบเจอมันไม่เห็นมีอะไรงดงาม ๆ อย่างที่พร่ำสอนไว้เลย

ชีวิตผมดำเนินต่อมาเรื่อย ๆ ผ่านพ้นอะไรมาหลายอย่าง ผาดโผนบ้างน่าเบื่อบ้างเหมือนชีวิตหลาย ๆ คน พบเจอชื่อใหม่ ๆ ที่ผมต้องไปค้นในห้องสมุดหรือตามอินเตอร์เน็ตจนแทบจะลืมชื่อขงจื๊อไปแล้ว มาพบชื่อเขาอีกครั้งจากป้ายโฆษณาภาพยนตร์ในห้างจนความสงสัยผมพุ่งพรวดว่าคนที่มีแนวคิดน่าเบื่อขนาดนี้ถูกนำมาสร้างเป็นหนังได้ด้วยหรือ!?

ถ้าให้พูดแบบแฟร์ ๆ หน่อยล่ะก็ ขงจื๊อเป็นคนที่มีอิทธิพลทางความคิด จิตใจ ของชาวเอเชียตะวันออกอยู่มากที่เดียว โดยต้องนับรวมไปถึงชาวเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในที่อื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องการนับถือบรรพบุรุษ เรื่องการนับถืออาวุโส เรื่องการรู้จักหน้าที่ของตนเอง ฯลฯ ทั้งหลายเหล่านี้สืบทอดมาทั้งในรูปแบบของคำสอน พิธีกรรม และวิถีปฏิบัติ ที่คาดว่าชาวไทยเชื่อสายจีนทั้งหลายคงคุ้นเคยกันดี

ผมไม่ค่อยแปลกใจนักที่รู้ว่าผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้คือสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่กำลังเป็นมังกรผงาดในทางเศรษฐกิจโลก และกำลังพยายามประกาศตนให้โลกรู้ด้วยศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย นอกจากภาพยนตร์ของจางอี้โหมว พิธีเปิดกิฬาโอลิมปิก และภาพยนตร์มังกรสร้างชาติแล้ว จีนแผ่นดินใหญ่ยังเคยพยายามสร้างขบวนการ 5 สี แข่งกับญี่ปุ่นมาแล้ว แต่งานโปรดักชั่นนี้ยังไม่ถึงขั้นของญี่ปุ่นแน่ ๆ ล่ะ

ตัดเรื่องขบวนการ 5 สี ออกไป งานภาพยนตร์โรงใหญ่ของจีนนี้คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามาพร้อมกับความอลังการณ์แน่นอน คอภาพยนตร์แนวเดียวกันคงจำ "Hero" กันได้ ซึ่งนอกจากเรื่องความอลังการณ์ จังหวะการเล่าเรื่องบางช่วงแล้ว เรื่อง ขงจื๊อ ก็มีการ 'เล่น' กับโทนสีเช่นเดียวกับ Hero เหมือนกัน (ซึ่งไว้จะพูดถึงต่อไป)

แน่ะ ๆๆๆ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนพอได้ยินว่ามันเป็นเรื่องจีนแผ่นดินใหญ่เข้าคงพากันสงสัยแน่ ๆ ว่ามันจะเป็นภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่ออีกหรือไม่ ตัวผมเองรู้เต็มอกว่ามันต้องมีโฆษณาชวนเชื่อแฝงมาอยู่แล้ว แต่ผมไม่สนใจ ยังไงผมก็จะดู และอยากจะให้ลองมองกันแฟร์ ๆ กว่านี้หน่อยว่า ไม่ว่าภาพยนตร์จากชาติไหน ภาษาไหน ใครสนับสนุนมันก็มีโฆษณาชวนเชื่อทั้งนั้นแหละครับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอภาพชีวประวัติของขงจื๊อ หรือที่รู้จักกันในยุคสมัยนั้นว่า 'ขงฉิ่ว' ผู้ที่เกิดเมื่อ 551 ปีก่อนคริสตกาลจากชีวประวัติวัยเด็กซึ่งตัวภาพยนตร์ไม่ได้เล่า ขงฉิ่วสูญเสียพ่อซึ่งเป็นนักรบไปเมื่ออายุ 3 ปี และอาศัยอยู่กับแม่ท่ามกลางความยากจนแต่ก็สนับสนุนให้เขาได้เรียนหนังสือ โดยในเรื่องนี้เริ่มต้นเล่าในฉากที่ขงฉิ่วอยู่ในวัยผู้ใหญ่ที่รับราชการมีลูกมีเมียแล้ว

และสิ่งที่เราจะได้เห็นจากขงจื๊อฉบับภาพยนตร์ คือภาพของขงจื๊อในฐานะมนุษย์ปุถุชน มากกว่าภาพของปราชญ์ต้นแบบที่ดูเลิศเลอ ไม่เชิงว่าตัวขงจื๊อที่แสดงโดยโจวเหวินฟะ จะละทิ้งความเป็นนักอุดมคติไปทั้งหมด แต่ในช่วงครึ่งแรกที่ขงฉิ่วต้องต่อกรกับ 'กลุ่มผู้มีอำนาจ' เขาไม่ได้เอาอุดมคติลุ่น ๆ เข้าไปเสยคาง แต่มีการใช้วาทศิลป์ ใช้เล่ห์กลตบตา จนคนที่เคยซึมซับแต่คำสอนของเขามาคงนึกไม่ออกว่าจะได้เห็นขงจื๊อในภาพที่ดูเป็น 'นักการเมือง' แบบนี้ (ถึงจะเป็นเรื่องเล่าก็เถอะ)

เรื่องนี้คงเหมือนกับการที่รัฐบาลจีนนำเสนอเรื่องราวของขงจื๊ออีกครั้งนั่นแหละครับ ทั้งที่ในสมัยก่อนพรรคคอมมิวนิสท์จีนต่อต้านขงจื๊อจะเป็นจะตาย มองว่าเป็นแนวคิดแบบศักดินาบ้าง อะไรบ้าง มีการยกเลิกพิธีพรรมรำลึกถึงขงจื๊อ แต่พอถึงช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาก็ค่อยรื้อฟื้นมาอีกครั้ง และในปัจจุบันพวกสื่อบันเทิงทั้งหลายของจีนก็เริ่มตามกระแสโลกมากขึ้น การจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มันก็ต้องรู้จักหาอะไร 'จับใจ' คนด้วย จริงไหม

แต่บทเรียนอย่างหนึ่งที่จีนควรรู้ไว้คือ การแข่งขันทางธุรกิจบันเทิงนี้ผู้บริโภคเขาก็อยากมีตัวเลือกหรืออยากบริโภคอะไรที่มันดู Globalized หรือดูเป็นสิ่งที่คนอื่น ๆ ทั่วโลกเขาดูกัน ฉะนั้นการไปจำกัดโรงฉายเรื่อง Avatar เพื่อเอาเรื่องขงจื๊อมาฉายจึงถูกชาวจีนก่นด่า ต่อต้าน ทำให้เรื่องขงจื๊อเสียคะแนนไปปล่าว ๆ ปลี้ ๆ เพราะคนเกิดอคติไปก่อนเสียแล้ว

เท่าที่ผมลองสำรวจบทวิจารณ์ของชาวจีนในเน็ตมา หลายคนดูจะไม่ชอบภาพยนตร์ขงจื๊อเท่าไหร่ เช่น บล็อกเกอร์จีนที่ชื่อ Han Han เขียนวิจารณ์ไว้ในบล็อกว่าหนังเรื่องขงจื๊อไม่ได้สามารถทำให้คนดูรู้สึกซาบซึ้งกับมันได้เท่าที่โจวเหวินฟะเคยคุยไว้ (โจวเหวินฟะถึงขั้นเคยบอกเลยว่า "ถ้าดูเรื่องนี้แล้วไม่ร้องไห้ ก็ไม่ใช่คนแล้ว")

อีกบทหนึ่งที่ท้าทายการแสดงของโจวเหวินฟะมากคือบทตอนที่ขงจื๊อแกต้องเผชิญกับสภาพความขัดแย้งระหว่างแนวคิดอุดมคติของเขากับโลกของความจริง อีกฉากหนึ่งที่ผมค่อนข้างประทับใจคือฉากที่หนานจื่อ พระชายาจากแคว้นหนึ่ง ที่ตัวหนังฉายภาพเป็นหญิงร้ายคอยใช้เสน่ห์เป่าหูผู้นำ เธอได้พบกับขงจื๊อ และประชันบทบาทกันอย่างกระชั้นชิด ก่อนจะทิ้งท้าย ด้วยคำพูดที่บาดความรู้สึกอย่าง "ฉันเข้าใจความเจ็บปวดลึก ๆ ในตัวคุณ"


...และหลังจากนั้นภาพยนตร์ก็ฉายภาพ 'ความเจ็บปวด' ของ ขงจื๊อที่เขาต้องหะหกระเหิน ไปพร้อมกับเหล่าลูกศิษย์ลูกหา ภาพของขงจื๊อที่ดูรุ่งโรจน์และเป็น 'นักการเมือง' ที่ประสบความสำเร็จในช่วงแรก ๆ เริ่มกลายเป็นภาพของวีรบุรุษตกอับ (Tragic Hero) ที่ยังคงยืนยันวิถีทางความเชื่อของตนเอง และสั่งสอนผู้คนโดยไม่สนว่าจะถูกต่อต้าน

เนื้อเรื่องในช่วงหลังนี้ ผมว่าภาพยนตร์ยังสื่อออกมาไม่ได้อารมณ์เท่าช่วงแรก ๆ หลายบทหลายตอนดูไม่ปะติดปะต่อ และทำให้รู้สึกถึงความอิหลักอิเหลื่อของการพยายามอิงประวัติดั้งเดิมกับการเสริมแต่งจินตนาการที่ไม่ได้เน้นไปทางใดทางหนึ่ง จนทำให้คนที่ดูเพื่อ 'เอาประวัติ' ก็ไม่ได้ประโยชน์ คนที่ดูเพื่อความบันเทิง (เช่นผม) ก็จะไม่ได้รับรสชาติความเป็นหนังอย่างเต็มที่

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือการที่ภาพยนตร์พยายามเน้นโทนสีน้ำเงิน/คราม อย่างมากทั้งฉากและเครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะฉากที่มีขงจื๊ออยู่ ถ้าว่าตามหลักศิลปะแบบซื่อ ๆ แล้ว สีน้ำเงินเป็นสิ่งที่สื่อถึงความสุขุม สติปัญญา และความสุภาพ ขณะเดียวกันก็เป็นวรรณะสีเย็น

ขณะที่ดูเรื่องนี้อยู่ก็ไพล่นึกไปถึงปราชญ์จีนอีกคนที่ชื่อเล่าจื๊อซึ่งผมได้พูดถึงตอนต้น จากหนังสือต่าง ๆ ที่ผมอ่านมารู้สึกว่าทั้งเล่าจื๊อและขงจื๊อ ต่างก็เป็นปรัชญาคนละสาย คนละขั้ว ขงจื๊อออกจะเน้นเรื่องคุณธรรมน้ำมิตร เรื่องในเชิงรัฐศาสตร์และจริยศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ขณะที่เล่าจื๊อเน้นพูดถึงปรัชญาที่จับต้องไม่ค่อยได้ แต่ก็มีความหมายลึก ๆ บางคนถือว่าเล่าจื๊อเป็นนักเสรีนิยม หรือนักคิดแนวอนาธิปไตยคนแรกทีเดียว

แต่อย่างที่ขงจื๊อบอกไว้ว่า เล่าจื๊อสำหรับเขาแล้วเปรียบเหมือนมังกร ซึ่งยากจะเข้าถึงและใช่จะได้เห็นในชีวิตปกติ ผมหวังว่าจะได้เห็นฉากวิวาทะทางปรัชญาของปราชญ์สองท่านนี้อยู่เหมือนกัน ไม่โดยทางตรงก็ทางอ้อม แต่ตัวหนังก็นำเล่าจื๊อออกมาในฉากหนึ่ง ที่แต่งด้วยเทคนิคภาพจนดูเหมือนเป็นเทพอะไรสักอย่างโผล่มาชี้แนะขงจื๊อ และขงจื๊อก็น้อมรับฟัง เราเลยอดดู 'ดราม่า' ไป

เนื้อหาของภาพยนตร์ยังสะท้อนความขัดแย้งระหว่างแคว้นต่าง ๆ  การแย่งชิงอำนาจ รวมถึงการกดขี่จากประเพณีของผู้มีอำนาจ เช่นการต้องฝังบ่าวไพร่ไปพร้อมกับนายเมื่อนายเสียชีวิต แน่นอนว่าแนวความคิดของขงจื๊อไม่ก้าวหน้าเท่ายุคปัจจุบันที่มีเรื่องของหลักการสิทธิมนุษยชน (ที่ในบ้านเรายังดูไม่ค่อยมีมาตรฐานเท่าไหร่) เรื่องรัฐสวัสดิการ (ที่ดูลม ๆ แล้ง ๆ พิกล) ฯลฯ แต่สำหรับในยุคนั้นแล้วหลาย ๆ เรื่องก็ถือว่าก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องการศึกษาที่ขงจื๊อคิดว่าทุกชนชั้นควรมีสิทธิได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน เรื่องการละเลิกพิธีกรรมป่าเถื่อนที่ไม่เคารพคุณค่าของมนุษย์ ฯลฯ 

และการที่ได้เห็น 'พระเอก' คนนึงต่อสู้กับ 'ผู้มีอำนาจ' อยู่ในโลกภาพยนตร์ มันก็ชวนให้เอาใจช่วยอยู่ไม่น้อย (พล็อตสูตรสำเร็จแบบนี้ ตราบใดที่มันยังตอบสนองมนุษย์ได้ มันก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป)

...แม้คำว่า 'คุณธรรม' ที่ขงจื๊อ ชอบอ้างถึง ในปัจจุบันมันจะถูกนำมาปู้ยี้ปู้ยำโดยกลุ่มที่มีอำนาจตรวจสอบคนอื่น แต่ตนเองตรวจสอบไม่ได้ก็ตาม


 

ตัวอย่างภาพยนตร์