Skip to main content

ปลายปีแบบนี้หลายคนเดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวทางไกลกันมากมาย ทำให้คิดถึงเรื่องที่ผมเจอกับตัวเองเมื่อหลายปีก่อนระหว่างขับรถบนถนนสี่เลนจากนครราชสีมาหรือโคราชกลับกรุงเทพ หลังจากไปทำงาน ขณะนั้นเวลาประมาณสามทุ่ม ผมพบกับรถเก๋งติดไฟซีนอนที่พยายามแซงผมโดยตบไฟสูงไล่หลัง ทั้งๆ ที่ผมอยู่เลนที่สาม ผมชะลอและตบลงมาเลนที่สองให้เขาผ่านไป พร้อมกลับไปเลนที่สามฝั่งขวาเหมือนเดิม

 

ในระยะสองร้อยเมตรข้างหน้า ผมเห็นรถยนต์กระบะสะดุดกับอะไรบางอย่างและหักเข้าจอดไหล่ถนนฝั่งขวา ก่อนทางกลับรถ

ขณะที่รถที่แซงผมไปขับด้วยความเร็วสูง ผมเห็นร่างคนนอนคว่ำอยู่กลางถนน โดยที่รถคันนั้นแล่นผ่านไปบนตัวของเขาแล้วผ่านเลยไป ร่างคน กระเด็นออกมาจากใต้ท้องรถเหมือนเศษผ้าสีขาวๆ

ผมตั้งสติเปิดไฟฉุกเฉิน และเหยียบเบรคในระยะน้อยกว่าร้อยเมตร ในความเร็วประมาณ 100 กม. ต่อชั่วโมง

เพื่อนร่วมงานหญิงที่นั่งข้างๆ ตื่นตกใจร้องเสียงดัง ขณะที่ผมบอกเธอว่าไม่ต้องกลัว ผมมั่นใจว่าจะไม่ขับทับคน และหยุดรถได้ทันในระยะก่อนถึงร่างนั้นเพียงประมาณ 5 เมตร

ร่างนั้นยังหายใจแผ่วๆ

รถกระบะที่จอดอยู่ข้างๆ วิ่งมาหน้าตาตกใจ พร้อมรับว่าเป็นคนชนรถจักรยานยนต์เพราะถูกตัดหน้า แต่รถเก๋งคันที่แซงผมไปแล่นทับชายคนนี้ซ้ำ

เขาใส่เสื้อเหมือนหน่วยอาสากู้ภัย ขณะที่ซากรถของเขากระจุยกระจายอยู่เกลื่อนถนน

ในยามนั้น ที่ทำได้คือจอดรถขวางไม่ให้คนมาทับร่างนั้นซ้ำ ผมโทรหาตำรวจเพื่อแจ้งเหตุและหน่วยกู้ภัย แต่ในระหว่างนั้น รถยังหลั่งไหลกันเข้ามา ผมตัดสินใจถอดเสื้อจนเหลือแต่เสื้อยืดสีขาวเพื่อให้คนเห็นจากระยะไกล และโบกรถจากข้างหลังรถที่จอดไว้กลางถนน

ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ปลอดภัย แต่ก็คิดว่าเพื่อรักษาชีวิตคน ยังไงเสียก็ดีกว่าให้เขาถูกรถทับซ้ำ

แย่กว่านั้น ในรถไม่มีไฟฉาย หรือสัญญาณไฟฉุกเฉิน

คิดอย่างเดียว ไม่เพิ่มอาการบาดเจ็บให้เขา

กว่ารถกู้ภัยจะมาก็ใช้เวลาพอสมควร ผมปลอบโยนคนที่นั่งมาด้วย เพราะเธอยังตกใจอยู่

ไม่รู้ว่าชายคนนั้นจะรอดชีวิตหรือเปล่า เพราะผมทิ้งนามบัตรให้ตำรวจที่ทำคดี 
แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพ

หลังจากคืนวันนั้นไม่มีการติดต่อใดๆ จากญาติหรือตำรวจ

ได้แต่ภาวนาว่าเขาจะรอดชีวิต

ในช่วงสิ้นปี เทศกาลส่งท้ายปีเก่า เรามักฉลองกัน ออกเดินทางกัน
ได้แต่คิดว่า ขอทุกท่านให้เดินทางปลอดภัยถึงที่หมาย และมีความสุขกันถ้วนหน้านะครับ

 

บทเรียนสำคัญก็คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ให้จอดรถบนไหล่ทางข้างถนนให้เร็วที่สุด อยู่ห่างจากพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

อยู่ใกล้แสงไฟให้ผู้ขับขี่เห็น ในรถควรมีไฟฉายและถ่านไฟฉาย ตรวจเช็คก่อนเดินทาง ศึกษาเส้นทางและหมายเลขโทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉิน 

 
 

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เพื่อนฝูงหลายคนหัวเราะแกมสมเพชที่ผมอยู่บอสตันในยามหนาวเหน็บอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะพายุหิมะที่พัดผ่านมาให้เมืองทั้งเมืองจมอยู่ใต้กองหิมะนับเดือน
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมาอยู่ที่นี่ได้สองเดือนกว่าแล้ว ขณะที่เพื่อนๆ มาอยู่ได้ราวครึ่งปี นาฬิกาและตารางชีวิตเราจึงต่างกันบ้างด้วยความผูกพัน ภาระที่แต่ละคนพึงมี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
รัฐบาลนี้จะอยู่ค้ำฟ้ารึไง
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ประโยคหนึ่งที่ถูกสลักจารึกที่ชานปลายบันได บนทางเดินก่อนเข้าอนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial) ที่ซึ่งถือกันว่าเสมือนวิหารแห่งประชาธิปไตยอันเป็นที่ตั้งของรูปสลักอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา สลักเอาไว้ว่า “ข้าพเจ้ามีความฝัน“ (I have a dream) ประโยคนี้เป็นบทเริ่มต้นของสุนทรพจน์ข
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมต้องไปประชุมกับนักวิชาการที่ได้รับทุนฟุลไบรท์ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ปลายปีแบบนี้หลายคนเดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวทางไกลกันมากมาย ทำให้คิดถึงเรื่องที่ผมเจอกับตัวเองเมื่อหลายปีก่อนระหว่างขับรถบนถนนสี่เลนจากนคร
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
หลังจากผมมาถึงเมืองเคมบริดจ์เป็นเดือน เริ่มจากการหาที่พัก ไปประชุมที่วอชิงตัน ดีซี หาซื้อเสื้อผ้ารับความหนาว รองเท้า จัดการเรื่องอาหารการกิน มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ งานเอกสาร ตลอดจนตั้งสถานีทำงานที่บ้าน จนได้ห้องใต้หลังคาของบ้านอายุกว่าร้อยไป ห่างจาก Harvard University สองสถานีรถไฟใต้ดิน ก็เริ่มตั้งห
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมขออนุญาตเขียนบันทึกความจำเอาไว้นะครับ ในโอกาสที่ครบรอบหนึ่งปีของการก่อตั้งกลุ่มนักวิชาการและเครือข่ายประชาชนที่เรียกตัวเองว่า สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย หรือ สปป.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทความเก่าๆ เป็นรายงานสมัยเรียน ป.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ในรายงานวิจัยที่ผมเสนอต่อโครงการเมธีวิจัยอาวุโส ศ. รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ุ ได้เขียนถึงเรื่องจุดเริ่มต้นและชีวิตทางการเมืองของธรรรมนูญฉบับนี้ ตลอดจนผลการใช้มาตรา 17 เอาไว้ดังนี้ ครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ได้เคยเขียนบทนำวิภาษา 23 ไว้เมื่อปลายปี 2553 ไว้เกี่ยวกับเรื่องปฏิวัติวัฒนธรรม ดังนี้การปฏิวัติวัฒนธรรมที่กลายเป็นสินค้า