Skip to main content

ฝนที่โปรยลงมาในคืนก่อนเร่งรัดให้ใบไม้ที่เหลืออยู่ร่วงพรมบนลานและทางเดิน บรรดาคนงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายสูงวัยต่างช่วยกันเก็บกวาดอย่างแข็งขัน ช่วงนี้ผมนอนดึกเป็นพิเศษเพราะต้องเร่งบทความวิจัยให้เสร็จสองเรื่อง

เรื่องแรกผมเตรียมบทความสำหรับการบรรยายพิเศษเรื่อง “Thai-style Judicialization and the Problem of Parliamentary Supremacy” ที่มหาวิทยาลัยวาเซดะในวันที่ 24 พฤศจิกายน ตามคำเชิญชวนของน้องนักศึกษาปริญญาเอกโครงการเอเชียแปซิฟิคศึกษา (Graduate School of Asia and Pacific Studies: GSAPS) โดยได้รับเกียรติจากอาจารย์เออิจิ มุราซิมามาร่วมฟังบรรยายด้วย ก่อนหน้านี้ผมได้บรรยายเรื่องนี้ไปแล้วที่สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมของเอเชียและอาฟริกา ณ มหาวิทยาลัยโตเกียวศึกษาต่างประเทศ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ทำให้มีเวลาปรับแก้เอกสารและประเด็นใหม่ และปรับปรุงเพื่อเสนอต่อการประชุมสัมมนาวิชาการไทยศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ตามคำเชิญของ ศ. โยชิฟูมิ ทามาดะ หลังการประชุมวิชาการใหญ่หนึ่งซึ่งผมต้องการเข้าร่วมอยู่แล้ว

ในเดือนธันวาคมจะมีประชุมวิชาการใหญ่ Southeast Asia Studies in Asia (SEASIA) ที่เกียวโตทำให้ผมตื่นเต้นมาก เพราะจะได้เจอนักวิชาการคนสำคัญหลายๆ ในการประชุมที่เกียวโต รวมทั้ง อาจารย์ Barbara Watson Andaya อดีตนายกสมาคม American Association for Asian Studies (2005) ท่านเป็นครูคนหนึ่งของผมและมีอิทธิพลต่อการทำงานของผมอย่างมาก ในวิถีที่ท่านชื่นชมงานของนักศึกษาทุกคนได้และช่างมีมุมมองกว้างขวางยิ่ง ผมจึงดีใจมากที่จะได้เจออาจารย์และนักวิชาการที่สนใจเรื่องไทยศึกษาและอุษาคเนย์ในฐานะอาณาบริเวณศึกษา

หลังจากนั้นก็จะเป็นการสัมมนา Democratization and Judicialization of Politics in Thailand จัดโดย Graduate School of Asia and African Area Studies ซึ่งมีอาจารย์ทามาดะ (หรืออาจารย์ธรรมดา ของลูกศิษย์และมิตรสหาย) เป็นหัวเรือใหญ่ และผมก็จะนำเสนอบทความนี้เป็นภาษาไทย ขณะที่สองครั้งแรกจะนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมต้องเร่งทำบทความภาษาอังกฤษก่อน

ขณเดียวกันผมยังต้องนำเสนอบทความวิจัยครั้งสุดท้ายที่ ILCAA เรื่อง The Politics of Aesthetics and Modernity in Contemporary Thai Arts ซึ่งเป็นโครงการวิจัยหลักที่เสนอต่อสถาบันวิจัยแห่งนี้ ประกอบกับต้องเสนอบทความเป็นภาษาไทยผ่านการ Skype ในการประชุมกับ ศ. ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการที่ไปจัดกันไกลถึงเชียงใหม่

ความที่ผมเร่งรัดทำงานเลยลืมใส่ใจสุขภาพ ผมมีอาการไข้หวัดเล็กน้อยเพราะอากาศเปลี่ยน ในคืนที่นำเสนองานที่วาเซดะยังได้ดื่มกินพอสมควร แม้จะเตรียมรับมือโดยการขอยาแก้หวัดจากมิตรสหายถึงผมต้องรีบกลับไปหอพักและเตรียมเดินทางไปโตโฮกุ หรืออคิตะในวันพรุ่งนี้เช้า แต่ก็ลืมเวลาไปหมด ทั้งนี้ ผมไปอคิตะเพื่อพบกับเพื่อนนักวิชาการและหารือเรื่องงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยนานาชาติอคิตะ (Akita International University) ซึ่งต้องนั่งชินคันเซ็นไปหลายชั่วโมง การพักผ่อนน้อยและลืมใส่ใจตัวเอง ทำให้ผมป่วยหนักในทั้งสองคืน คืนแรกผมพักบ้านพักของมหาวิทยาลัยซี่งมีกาต้มน้ำร้อน จึงซื้อขิงสดมาแพ็คใหญ่เพื่อต้มน้ำขิงแก้อาการเจ็บคอและคิดว่าจะหายได้โดยวิธีบำบัดธรรมชาติที่ผมใช้วิธีดื่มน้ำขิงสดร้อนๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมๆ กับกินส้มราวสองกิโลกรัม ในที่สุดอาการไข้ลดลง แต่ยังมีเสลดอยู่ ผมพยายามทำให้ร่างกายอบอุ่นและหายโดยเร็ว แต่ธรรมชาติของการป่วยไข้ก็ทำให้รู้ว่ามนุษย์มีขอบเขตที่ต้องรู้จักตัวเองว่าทำอะไรได้ขนาดไหน

มหาวิทยาลัยนานาชาติอคิตะอยู่ห่างจากเมืองราวสิบนาที สิ่งที่ผมพบเห็นระหว่างการเดินทางจากโตเกียวโดยชินคันเซ็นจะผ่านเมืองต่างๆ ขึ้นไปทางตอนเหนือฝั่งตะวันตกที่เรียกว่าสายโตโฮกุ จากเมืองก็กลายเป็นทุ่งกว้าง ในช่วงหนึ่งผ่านเข้าเขตฟุกุชิมะ จากนั้นก็ผ่านเทือกเขาสูงที่มักเรียกกันว่า Japanese Alps ที่เริ่มเห็นหิมะปกคลุม เมื่อถึงอคิตะผมจึงรู้สึกได้ถึงความแตกต่างเพราะมีการวางผังเมืองไปในแนวราบเหมือนกับเมืองเล็กๆ ในอเมริกา จึงดูแปลกตามากๆ ใกล้ทางรถไฟช่วงหนึ่งมีบริเวณที่เป็นบ้านชั่วคราว ผมมารู้ทีหลังว่าเป็นที่กำบังสำหรับผู้ประสบภัย

รุ่งขึ้นผมมีไข้เล็กน้อย ขณะที่ยาหมดแล้ว จึงทำอะไรได้ไม่มาก เสียดายที่ความป่วยไข้จำกัดกิจกรรมของผมเอาไว้ แต่ยังดีที่ได้เดินเล่นในเขตมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนที่ดีที่สุดก็คือห้องสมุด ซึ่งเป็นห้องสมุดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากทำด้วยโครงสร้างไม้ขนาดใหญ่และเปิดโล่ง คล้ายกับนั่งอยู่ภายใต้ก้านร่มขนาดยักษ์ แต่มองไปจะเห็นพื้นยกระดับที่มีชั้นหนังสือเรียงราย โดยมีโต๊ะทำงานอยู่ใกล้ๆ ให้วางพักหนังสือ หรือนั่งค้นคว้าได้ ข้างๆ ห้องสมุดหลักจะมีห้องโสตทัศนศึกษาที่ใช้ได้จริงเป็นห้องปฏิบัติการภาษาต่างๆ เนื่องจากนักศึกษามหาวิทยาลัยอคิตะทุกคนจะต้องไปแลกเปลี่ยนเป็นเวลาหนึ่งปี จึงมีนักศึกษาต่างชาติมากมายรวมทั้งนักศึกษาไทยด้วย ผมเองยังได้พบกับนักศึกษาไทยสองคนจากคณะบริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียดายที่ไม่มีเวลาพูดคุยกันมาก เพราะผมต้องไปห้องบรรยาย แต่เข้าใจว่านักศึกษาคงมีความสุขดีที่นี่

ผมรอเวลาจนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องทำการบรรยายพิเศษเรื่องพื้นที่ทางการเมืองก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ในหมู่ผู้ฟังมีนักศึกษาจากเมียนมาร์หนึ่งคน เธอเป็นหลานของนักโทษการเมืองมาก่อน เธอจึงรู้ดีถึงพิษของเผด็จการ และสนใจเรื่องที่ผมบรรยายไม่น้อย ในตอนท้ายมีคำถามจากผู้ฟังที่น่าสนใจ ทำให้ผมได้ประโยชน์มากมาย

หลังการบรรยายเพื่อนผมพาไปทานอาหารพื้นเมืองในย่านร้านอาหารของเมืองที่เสิร์ฟอาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้คือต้มซุปผักใส่ข้าวปั้นปิ้ง มีนามาฮาเก (Namahage) ออกมาล้อเล่นกับลูกค้า และไปฟังเพลงในบาร์สาเกแห่งหนึ่ง แม้ฝนจะตกพรำๆ แต่ก็ยากจะปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนๆ เราสนทนากันมากมายและพวกเขารู้ดีว่าผมป่วย การสนทนาจึงยุติแค่ร้านที่สองเท่านั้น

ผลจากการขบคิดถึงความป่วยไข้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการใช้ความคิดและร่างกายอย่างไม่เมตตากับตัวเอง อีกส่วนมาจากการชะล่าใจในสุขภาพของตัวเองเกินไป ทั้งๆ ที่ผมบอกตัวเองเสมอว่าอย่าได้เจ็บป่วยเพราะการงานอีก

รถไฟออกจากอคิตะในยามสาย ผมเดินทางถึงโตเกียวด้วยอาการเหนื่อยล้าไป อาการป่วยยังตกค้างและใช้เวลาหลายวันกว่าจะฟื้นตัวเป็นปกติ

คืนนี้ยากจะข่มตานอน มีหลายเรื่องเวียนวนในความคิดจนผล็อยหลับไป

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด