Skip to main content
ปีก่อนเคยพูดไปแล้วว่า วิกฤต Covid-19 pandemic ไม่ใช่อะไรที่เป็นระดับ local เพราะลักษณะของการเดินทางและการขยายตัวของการติดเชื้อเริ่มมาจากจีน และผลจากการเดินทางข้ามโลกของคนก็นำพาเอาเชื้อไวรัสชนิดนี้มาด้วย
 
แน่นอนว่าการขยายตัวของมันทำให้เกิดอาการป่วยและการสูญเสีย
เหมือนคลื่นที่เข้ามาสาดซัดมนุษย์ทั้งโลก
 
จากเดิมที่การเดินทางระหว่างดินแดนเป็นทางเรือ การแพร่กระจายนั้นขยายตัวและเดินทางตาม speed ของเรือ และการเดินทางข้ามรัฐ ขณะที่ speed ของโลกปัจจุบันอยู่ในอัตราเร่งมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในอารยธรรมมนุษย์ แน่นอนว่าการเคลื่อนตัวของไวรัสชนิดนี้ยังลึกลับอยู่มาก และโจมตีชาวโลกด้วยอัตราเร่งที่ยังก่อวิกฤตได้เรื่อยๆ จนกว่าเราจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของมันได้ชัด
 
ผมได้เคยกล่าวไปแล้วเช่นกันว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกในทศวรรษ 1930s นั้นส่งผลสะเทือนมาถึงสยามที่ในเวลานั้นไม่สามารถตั้งรับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ และส่งผลต่อเสาหลักของระบอบการเมืองที่เปรียบเปรยเหมือนพวงดอกไม้ที่ถูกแขวนด้วยเชือกเพียงเส้นเดียว วันไหนเส้นสายนั้นขาดผึง พววงอุบะนั้นก็ตกหล่นเสียรูปไป
 
ชนชั้นนำไทยรู้ดีถึงการเปลี่ยนแปลงคราวนั้น และแน่นอนว่าสยามเปลี่ยนไปมาก
 
แน่นอนว่าในโลกยุคปัจจุบันได้เรียนรู้ว่าเราผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 มาได้ โดยความเชื่อมั่นที่มีต่อโครงสร้างการเมืองตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่สามารถนำพาสังคมการเมืองไทยพ้นห้วงวิกฤตได้ระลอกหนึ่ง
 
แต่ในรอบนี้ ผลสะเทือนที่แท้จริงยังมาไม่ถึงชัด และเป็นการทดสอบสมมติฐานที่ว่า เศรษฐกิจไทยธำรงอยู่ได้ด้วยเครื่องยนต์เพียงเครื่องเดียว คืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ
 
จากนั้น ทางรัฐบาลหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ต่างพยายามแก้ปัญหากับดักรายได้ปานกลาง โดยการขับเคลื่อนการสร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นจะโตได้ก็ในเนื้อนาบุญของสังคมเสรีเท่านั้น เว้นแต่ใครจะยอมรับตรงๆ ว่าการเมืองไทยปัจจุบัน (ซึ่งหลายคนเรียกว่าระบอบ hybridแบบที่คนชอบอ้าง ซึ่งผมเรียกมันว่าประชาธิปไตยสลึงเดียว เป็นอำนาจนิยมผสมทุนนิยมผูกขาด) สื่อญี่ปุ่นเองก็รู้ว่าภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันคือรัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างดุลยภาพทางการเมืองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่นี่มันถดถอยลงไปมาก ไม่นับว่าความพยายามกำจัดฝ่ายตรงข้ามโดยใช้เครื่องมือทางรัฐธรรมนูญที่ติดอาวุธให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นอธิปไตยที่สี่ที่สามารถ overrule อำนาจของกากบาทได้อย่างไม่น่าเชื่อหลายครั้งหลายคราก็ตามที
 
สภาพเช่นนี้ หรือภาษาบริหารชอบเรียกมันว่า ecosystem แบบนี้หรือ ที่จะสร้างความคิดสร้างสรรค์ เพื่อต่อยอดทางเศรษฐกิจให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
 
ไม่นับเครื่องยนต์หลักที่วิ่งด้วยสูบเดียวคือการท่องเที่ยวและบริการที่หดตัวอย่างเฉียบพลันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 การท่องเที่ยวต้องถูกจำกัดอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดฝันว่าอาชีพนักบินและนางฟ้าจะดิ่งลงมาอย่างฉับพลัน ตามมาด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอื่นๆ จะส่งผลสะเทือนอย่างไร
 
บรรดาชนชั้นนำที่มีสติก็พยายามเสนอว่าอย่างน้อยกลับไปในเงื่อนไขสมดุลแบบฉันทานุมติภูมิพลได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญและสถาบันทางประเพณี แต่เหมือนว่าองคาพยพที่มีสติสัมปชัญญะจะเสื่อมถอยลงจนไม่อาจชี้แนะหรือนำทางไปสู่ดุลยภาพใหม่
 
สมดุลทางสังคมจึงถูกเหวี่ยงไปมาอย่างน่าหวาดเสียวในช่วงหลายเดือนก่อนสิ้นปี
 
ในยามวิกฤตเช่นนี้มีนักธุรกิจและนักลงทุนที่ไหวตัวทันและปรับตัวไม่รั้งรอ โดยใช้หลักการ resilience ลดต้นทุน ปรับกิจการ ปรับบริการอย่างรวดเร็ว แต่มาตรการระยะสั้นที่ลดค่าใช้จ่ายคือการลดเงินเดือนโดยสมัครใจจนถึงขั้นสุดท้ายปลดคนออกจากงาน เพื่อประทังชีวิตไปก่อน
แต่ถึงที่สุดก็ต้องปรับตัวหรือเลือนหายไปจากธุรกิจ
 
ถ้ามองโลกในแง่ดี ผมจำได้ว่ารุ่นพี่นักการเงินท่านหนึ่งถึงกับรำพึงว่า Lehman Brothers (1847-2008) นั้นอายุมากกว่ารัฐธรรมนูญไทยเสียอีก ก็ต้องล้มละลายไปตามธรรมชาติของระบบการเงิน
 
นี่คืออนิจลักษณะของสังคม ว่าจะปรับตัวหรือล้มตาย
 
แต่คำถามคือ แต่วิกฤตโรคระบาดในระดับ global scale ในรอบนี้ต่างจากโรคระบาดในอดีตที่ระบาดตามเส้นทางเรือและการสัญจรใน speed และ scale ที่เล็กกว่านี้มากแต่โรคนี้มาเป็นระลอกและยังไม่จบ ส่วนผลสะเทือนทางเศรษฐกิจประกอบกับความไร้น้ำยาของรัฐ ก็ต้องถามว่ารัฐไทยยอมรับไหมว่าตัวเองถ้าไม่ยอมรับว่าใกล้เป็น failed state ในแง่การบริหารการจัดการปัญหา ก็คงจะต้องเรียกว่าอยู่ในสภาพ Zombie State (ผมถึงชอบหนังเกาหลี Kingdom ชุดนั้นมาก)
 
ผลกระทบของโรคระบาด ยังไม่จบ และไม่มีทีท่าว่าจะจบ จึงน่าสนใจมากว่าระบบทุนนิยมโลกจะเคลื่อนตัวอย่างไร
 
มีนักคิดบางคนบอกว่าระบอบอำนาจนิยมน่าจะยังทรงอิทธิพลไปอีกระยะหนึ่ง ถึงแม้ว่าโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่อาจจะทำให้บรรยากาศของโลกดีขึ้น แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าจีนจะปรับตัวอย่างไร และนักธุรกิจบางคนบอกว่าแทนที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการบีบฮ่องกง กลับเป็นเวียดนามและสิงคโปร์
 
แน่นอนว่าในทุกวิกฤตมีคนปรับตัวได้ และรวยได้
 
แต่คนที่ปรับตัวไม่ได้/ไม่ยอมปรับตัว, ปรับตัวไม่ทัน หรือไม่ทันปรับตัวจะว่าอย่างไร
 
และหากสิ่งนั้นเป็นรัฐ และองคาพยพอื่นๆ จะเดินไปอย่างไรในสภาพรัฐซอมบี้ ถึงไม่เรียกว่าซอมบี้ก็ต้องเป็นรัฐละเมอฝันว่าจะไปดวงจันทร์ได้กันไป
 
ปี 2021 จึงเป็นปีที่ยังไม่อาจตัดสินชะตากรรมสุดท้ายของรัฐซอมบี้ แต่จะเป็นปีที่เราเห็นโอกาสและความล้มเหลวของทุกสิ่งอย่าง ไม่มาก ไม่น้อยไปกว่านี้
 
 

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
Today is the 5th year to commemorate the day that Abhisit Vejjajiva started cracking down the United front for Democracy against Dictatorship (UDD) camp site on Rajadamri. It started with the killing of Seh. Daeng or Gen. Kattiya Sawasdiphol.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ณ ประเทศแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะพ้นจากยุคเผด็จการอันแสนเลวร้ายมา พวกเขาต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมนานนับหลายปี
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมมักเอ่ยถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้ง ด้วยความรู้สึกสามัญธรรมดาเหมือนกับหลายๆ คนที่เชื่อว่า วันเวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว แ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บทนำจากนิตยสารวิภาษา ฉบับที่ 61(ในการเผยแพร่ครั้งนี้ มีการแก้ไขการสะกดชื่อคุณจำกัด พลางกูร จากคำนำวิภาษาฉบับที่ 61 ที่ผมเขียนผิดเป็น "กำจัด" ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
  คืนนี้หิมะโปรยลงมาตั้งแต่เย็น เป็นการฉลองวันคล้ายวันเกิดที่ห่างบ้านไม่น้อยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในหลายโอกาสเพราะวันคล้ายวันเกิดไม่มีอะไรต้องฉลองนอกเสียจากทบทวนชีวิตตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
วันก่อนผมให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีรายการหนึ่งซึ่งพาดหัวข่าวอาจจะแรงไปบ้างนะครับ ผมมีความเห็นต่อเรื่องการแต่งตั้งเครือญาติมานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยปฏิบัติงานดังนี้นะครับ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
จากลิงค์และพาดหัวข่าวต่อไปนี้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
 ตารางกิจกรรมนะครับForum on Human Rights and Everyday Governance in Thailand: Past, Present and Future Friday, March 6, 2015; 9 a.m.-5 p.m.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) หิมะยังโปรยเป็นสายลงมาไม่หยุดตั้งแต่ยามบ่าย นี่เป็นพายุหิมะระลอกที่สี่ เพียงแต่คราวนี้ไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อนๆ ในยามที่หิมะตกมาเป็นละอองเย็นๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะหากสูดเข้าไปมากๆ อาจมีอาการป่วยได้ พวกเราเอง รวมทั้งผมต่างก็มีอาการป่วยกันคนละเล็กคนละน้อย เพราะสภาพอากาศที
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมนั่งมองปุยหิมะที่พริ้วลงมาตามสายลมตาปริบๆ บางทีสายลมเกรี้ยวกราดพัดมันปลิวเป็นสาย เลื้อยไหลตามถนนและหลืบบ้าน บางทีมันอ้อยอิ่ง ค่อยๆ พริ้วลงมา แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด