Skip to main content

โต้บวรศักดิ์ อุวรรณโณ : การนิรโทษกรรมของคณะราษฎร (๒๖ มิ.ย.๒๔๗๕)

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ อดุล วิเชียรเจริญ เห็นพ้องต้องกันว่า "ตามทฤษฎีการปฏิวัติรัฐประหาร (ของ Kelsen) บรรดาบทกฎหมายในระบอบเดิมเป็นอันหมดสภาพบังคับ โดยผลการปฏิวัติรัฐประหารในเมื่อกฎหมายสิ้นสภาพบังคับ การกระทำอันเป็นความผิดตามกฎหมายจึงไม่เป็นความผิด เมื่อการปฏิวัติรัฐประหารบรรลุผล แต่ในกรณีรัฐประหารโดยคณะราษฎรก็มิได้ถือกันเช่นนั้น ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๗๕ สองวันหลังจากที่ได้ลงมือกระทำการ คณะราษฎรขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่วังสุโขทัย กราบบังคมทูลพระกรุณาและก็ได้รับพระราชทานนิรโทษกรรม"[๑] บวรศักดิ์ จึงสรุปว่า "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี ๒๔๗๕...ต้องถือว่าเป็นความต่อเนื่องของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์...โดยพระมหากษัตริย์เองทรงสร้างความต่อเนื่องนี้...แม้การตรารัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕...ก็เป็นความต่อเนื่องของอำนาจสูงสุดตามกฎหมายเช่นกัน"[๒]

๑.การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรนั้น เราต้องแบ่งระยะเวลาออกเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงก่อนสถาปนารัฐธรรมนูญ (๒๔-๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕) และช่วงสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม (๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕ เป็นต้นไป)

คณะราษฎร โดย "คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร" (ในฐานะผู้ทรงอำนาจที่แท้จริงของรัฐ - หน่วยอำนาจอธิปไตยเคลื่อนจาก "กษัตริย์ เปลี่ยนไปยัง "คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร" เสียแล้ว)[๓] ในระหว่างวันที่ ๒๔-๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕ คณะราษฎรไม่มุ่งออก "ประกาศคณะราษฎร" เพื่อ "ยกเลิกกฎหมายในระบอบเก่า" หรือเพื่อ "นิรโทษกรรมตนเอง" และ "ไม่มีการปฏิวัติใดที่ไม่ประกอบไปด้วยการกระทำผิดกฎหมาย"[๔]

๒.จะเห็นได้ว่า คณะราษฎรได้เข้ามาจัดการ "ลบล้าง" บรรดากฎหมายที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย (รัฐธรรมนูญ) โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติโดยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งสถาปนาขึ้น "ตามกลไกในระบอบการปกครองใหม่หลังสถาปนารัฐธรรมนูญ" (๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕) และกษัตริย์ก็อยู่ใต้รัฐธรรมนูญตาม Pacte (สัญญาที่ตกลงจะสถาปนารัฐธรรมนูญร่วมกันและอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ : หากกษัตริย์ผิดข้อสัญญา คณะราษฎรก็ย่อมทรงสิทธิ์บอกเลิกสัญญา)

๓.เราต้องไม่ลืมว่า คณะราษฎรจะสถาปนารัฐธรรมนูญแบบ Pacte (คือ โดยความตกลงกับกษัตริย์ เว้นแต่กรณีกษัตริย์แข็งขืนจึงจะเปลี่ยนระบอบแบบไม่มีประมุขเป็นกษัตริย์) ตามที่ประกาศใน "ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑" - นั่นหมายความว่า หากคณะราษฎร "รีรอ" ให้ "สถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม" ขึ้นแล้วค่อยตรากฎหมายนิรโทษกรรม ตาม "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕" ซึ่งมีบทบัญญัติให้กษัตริย์ veto กฎหมาย(ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วก่อนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา : ในทางวิชาการเรียกว่า "กฎหมายก่อนประกาศใช้") เป็นเวลาถึง ๗ วัน ล่วงระยะเวลาดังกล่าวไปแล้วสภาจึงสามารถมีมติยืนยันกฎหมายก่อนประกาศใช้และนายกรัฐมนตรีนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ - อันเป็นอุปสรรคระหว่าง ๗ วัน "ที่ต้องรอ" นั้นว่า หลังจากสถาปนารัฐธรรมนูญไปแล้ว บรรดาคณะผู้ก่อการฯ จะถูกคณะกษัตริย์โต้อภิวัฒน์ โดยให้บุคคลใดก็ได้ไปฟ้องศาล แล้วบรรดาผู้พิพากษา(ซึ่งสืบทอดทัศนคติมาจากระบอบเก่ายังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น) เร่งพิพากษาลงโทษคณะผู้ก่อการฯ ไปเสียอย่างเร่งรัดกระบวนพิจารณา (และกษัตริย์ก็เชียร์ด้วย) เช่นนี้ ย่อมส่งผลให้ "เสียกระบวน" ของการอภิวัฒน์ ฉะนั้นจึงต้องนิรโทษกรรม (ประชาธิปก ตราพรก.นิรโทษกรรม ในวันที่ ๒๖ มิ.ย.๒๔๗๕ ก่อนสถาปนารัฐธรรมนูญ ระหว่างนั้นอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ประชาธิปกแล้ว หากแต่อำนาจอธิปไตยขณะนั้นเคลื่อนไปสถิตย์อยู่ที่ "คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร" ในช่วง transition ของระบอบ)

๔.แม้ว่าในทางทฤษฎี (กฎหมายบริสุทธิ์ - ของ Hans Kelsen) "Revolution" ก่อให้เกิดระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ ฉะนั้น ผู้ก่อปฏิวัติจึงไม่ผูกพันตนกับระบบกฎหมายของระบอบเก่า - ถ้าคณะราษฎรไม่นิรโทษกรรมตนเองเลย โดยคิดเห็นว่า "องค์กร/กลไกในระบบกฎหมายเดิม" นั้น "จะบริสุทธิ์" ตามทฤษฎีเช่นว่านั้น คงเป็นความไร้เดียงสาจนเกินไป เนื่องจากบรรดาผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายของระบอบเดิม ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่นั่นเองในทางปฏิบัติ ซึ่งบุคคลากรเหล่านี้อาจ "ถูกพิพากษาลงโทษ" เมื่อใดก็ได้ เช่นนี้การปฏิบัติตามแนวทางอภิวัฒน์ในภายหน้าย่อมไม่เกิดความมั่นคงชัดเจน หรือความเชื่อถือไว้วางใจในระบบกฎหมายของผู้ปฏิบัติการได้เลย และถ้าจะไปนิรโทษกรรมภายหลังก็จะเผชิญปัญหาดังที่ไปอธิบายไปแล้วในข้อ ๓

๕.สำหรับการเข้า "ขอขมาประชาธิปก" ของคณะผู้ก่อการฯ นั้น หากจะคิดอธิบายให้ "คณะราษฎร" ก็คงกล่าวได้ว่า นั่นเป็น "ส่วนหนึ่ง" ของการพยายามทำ Pacte เพื่อสถาปนารัฐธรรมนูญในรูปแบบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ (เป็นส่วนหนึ่งของการประนีประนอมของคณะราษฎร เพื่อไม่ก่อตั้งสาธารณรัฐตามที่ประกาศเป็น "เงื่อนไขสุดท้าย" ในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑)

๖.การประนีประนอมครั้งสุดท้ายก่อนสถาปนารัฐธรรมนูญแสดงออกให้เห็นถึง "การยอม" ให้ ประชาธิปก เพิ่มเติม "บทเฉพาะกาล" (provisoire)[๕] ลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ โดยการเพิ่มคำว่า "ชั่วคราว" เพื่อแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอย่างชัดแจ้งที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับดั้งเดิมนี้มีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

๗.เราจึงไม่อาจกล่าวได้เลยว่า "บรรดาการกระทำระหว่างวันที่ ๒๔-๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕" เป็นการสืบเนื่องของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะอำนาจอธิปไตยของประชาธิปกได้ถูก "ยึดอำนาจคืน" (ในทางข้อเท็จจริง) โดยคณะราษฎรได้ทวงคืนอำนาจสูงสุดมาคืนแก่เจ้าของอำนาจเดิมนั้นก็คือ "ปวงชน" (ซึ่งอำนาจสูงสุดนั้นได้ถูกกษัตริย์ทึกทักแย่งชิง (usurpation) อำนาจนั้นไปเป็นของกษัตริย์มาช้านาน แท้จริงแล้วอำนาจนั้นเป็นของราษฎรทุกคนอยู่แล้วโดยธรรมชาติ) โดยยืนยันอำนาจสูงสุดนั้นผ่านเอกสารทางกฎหมายที่เรียกว่า Constitution (รัฐธรรมนูญ) ในทางข้อเท็จจริง บรรดาอำนาจใด ๆ ที่ประชาธิปกใช้นั้น เป็นการใช้ "อำนาจที่ได้รับมอบหมาย"[๖] มาจาก "คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร" ทั้งสิ้น หาใช่พระราชอำนาจดั้งเดิมของกษัตริย์ไม่ การสถาปนารัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ จึงไม่ใช่ Octroi (การแสดงเจตนาฝ่ายเดียว - ของกษัตริย์) ตามที่มีผู้พยายามอธิบายอย่าง "ทึกทักเอาเอง" แต่ประการใด.
___________________________

เชิงอรรถ

[๑] บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กฎหมายมหาชน เล่ม ๒: การแบ่งแยกกฎหมายมหาชน-เอกชน และพัฒนาการกฎหมายมหาชนในประเทศไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๕, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐, หน้า ๒๓๔.

[๒] เพิ่งอ้าง, ๒๓๕.

[๓] ดูรายละเอียดใน ไพโรจน์ ชัยนาม, รัฐธรรมนูญ: บทกฎหมายและเอกสารสำคัญในทางการเมืองของประเทศไทย, เล่ม ๑, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๑๙, หน้า ๑๐๗-๑๑๑.

[๔] สายหยุด แสงอุทัย, วิชาการเมือง. ม.ป.ท. ๒๔๘๒, หน้า ๓๐-๓๑. (ปัจจุบันเทียบเป็นตำราหลักกฎหมายมหาชนเบื้องต้น).

[๕] Vishnu VARANYU, Les Sources nationales et étrangères du constitutionnalisme thaïlandais depuis 1932 : recherche sur l'instabilité constitutionnelle en Thaïlande, Thèse pour le Doctorat d'Etat en Droit public, Paris 2, 1987. p.93.

[๖] ดูคำอธิบายเพิ่มเติมใน พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล, ธรรมชาติของการใช้อำนาจรัฐโดยกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย: ว่าด้วยการอภิวัฒน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕, ใน เว็บไซต์คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร « http://www.enlightened-jurists.com/page/278 »

บล็อกของ พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
โต้ จิตติ ติงศภัทิย์ เรื่อง "ยิ่งจริงยิ่งหมิ่นประมาท" ตามกฎหมายอาญา พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล อ.จิตติ ติงศภัทิย์ เป็นปรมาจารย์ทางกฎหมายอาญาของไทย และเป็นนักนิติศาสตร์ผู้หนึ่งซึ่งสนับสนุน  "คำพิพากษาประหารจำเลย(แพะ)ในคดีสวรรคตรัชกาลที่ ๘" [ดู หมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๔๔/๒๔๙๗]  ภายหลังท่านดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
ถาม-ตอบ ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะของกฎหมายมณเฑียรบาล 
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
ลำดับชั้นในทางกฎหมายของ "กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์" พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
กษัตริย์และคณะรัฐประหารของไทยผ่านคำอธิบายเรื่องพระราชนิยมของวิษณุ เครืองาม พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล [บันทึกความจำ] หมายเหตุ : ขอให้ท่านใคร่ครวญค่อย ๆ อ่านดี ๆ นะครับ คำอธิบายของ "วิษณุ เครืองาม" เช่นนี้ เป็นผลดีต่อกษัตริย์หรือไม่ อย่างไร
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวฯ : ว่าด้วยการจัดการองค์กรของรัฐสู่"ระบอบใหม่" พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
คำว่า"ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด" ในทรรศนะนายอุดม เฟื่องฟุ้ง ผู้บรรยายกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาและอดีตกรรมการ คตส. (ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ ๓๐) : พร้อมข้อสังเกต พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
คดีคณะโต้อภิวัฒน์ (๒๔๗๘) ขับไล่รัชกาลที่ ๘-สังหารผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วจะอัญเชิญรัชกาลที่ ๗ ครองราชย์อีกครั้ง
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
โต้ธงทองฯ กรณีเทียบเคียงมาตรา ๑๑๒ กับกรณีหมิ่นประมุขต่างประเทศ, เจ้าพนักงานและศาล* พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
ตุลาการที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ :คติกฎหมายไทยโบราณ พร้อมบทวิจารณ์ปรีดี พนมยงค์โดยสังเขป พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล "เมื่อใดกษัตริย์ใช้อำนาจนั้นโดยมิชอบก็มีสิทธิ์เป็นเปรตได้เช่นกันตามคติของอัคคัญสูตรและพระธรรมสาสตร"
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
ร.๕ "ประกาศเลิกทาส" ภายหลังจากระบบไพร่ทาสได้พังพินาศไปเรียบร้อยแล้วในทางข้อเท็จจริง
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
รัชกาลที่๕ ตั้ง"เคาน์ซิลออฟสเตด"เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง มิใช่จะตั้งศาลปกครอง/กฤษฎีกาแต่อย่างใด พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล 
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
อำนาจบาทใหญ่ของคณะเจ้ารัชกาลที่ ๗ ช่วงก่อน ๒๔๗๕ : เจ้าทะเลาะกับราษฎร (กรณีนายจงใจภักดิ์) พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล, ค้นคว้า-เรียบเรียง