Skip to main content

ความชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความ :กรณี ร.๙ พิพากษาคดีในศาล?

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

     เนื่องจากมีบุคคลหนึ่งเผยแพร่ภาพและข้อความเรื่อง "รัชกาลที่ ๙ ตัดสินคดีแรก" ความว่า :

"รู้หรือไม่ "เมื่อรัชกาลที่ 9 ตันสินคดีแรก"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงประทับบัลลังก์ตัดสินคดีด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรกใน วันที่  26 ม.ค. 2495   คดีแรกที่พระองค์ทรงตัดสินคือ "คดีลักโม่"

ในห้องพิจารณาคดีที่ 12 ของศาลอาญา โดยมีนายเล็ก จุณนานนท์ เป็นโจทก์ นายแสวง  แดงคล้ายเป็นจำเลยในข้อหาว่า"เมื่อวันที่ 9 ม.ค. กับ วันที่ 10 ม.ค.จำเลยได้ลักโม่หินของนายกาญจน์  ตันวิเศษ ราคา 80 บาท เหตุเกิดที่คลองต้นไทร"   ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยก็รับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพจึงลดเหลือ 3 เดือน ประกอบกับการที่เป็นคดีแรกของจำเลยจึงรอลงอาญา 2 ปีแล้วให้คืนโม่หินแก่เจ้าของ    นายแสวงดีใจเป็นล้นพ้นที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวประทับบัลลังก์ตัดสินคดีของตน ซ้ำยังได้รับการทรงพระกรุณาให้รอลงอาญา  จึงยกมือขึ้นท่วมหัวและสาบานว่า จะเป็นคนดีไม่ลักขโมยของใครอีกต่อไป…..

ที่มา :  หนังสือ เรื่องเก่า เล่าสนุก     ของ :  โรม บุนนาค       เรียบเรียง : วาทิน ศานติ์ สันติ"

     ผมจึงถือเป็นโอกาสอันดีในการอธิบาย "หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความ" เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาข้อเท็จจริงสืบไป

     ก่อนอื่น ผมขออนุญาตออกตัวก่อนว่า ผมไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้(ซึ่งอ้างอิงมาจากหนังสือของ "โรม บุนนาค") เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ (ผมอาจตั้งข้อสังเกตทั่วไปเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้เพียงว่า โจทก์ในคดีนี้ (นายเล็ก จุนนานนท์) คือ หนึ่งในคณะอัยการโจทก์คดีสวรรคตรัชกาลที่ ๘ ครับ คดีตามที่ 'โรม บุนนาค' เล่านี้ เกิดขึ้นก่อนที่ศาลฎีกาจะพิพากษาคดีสวรรคต) ในบทความนี้ผมจะนำท่านมุ่งพิจารณาตามหลักการและกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น (และยังไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงปัจจุบัน) เป็นสำคัญครับ

     ตามเรื่องนี้ปรากฏว่าเป็นคดีในศาลอาญา (ศาลชั้นต้น) ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมให้มีองค์คณะพิจารณาคดีอย่างน้อย ๒ คน (มาตรา ๒๖) เป็น "องค์คณะที่นั่งพิจารณา" โดยต้องนั่งพิจารณาคดีมาตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนพิจารณา

     ในเรื่องนี้เป็นกรณีที่ศาล "อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลโดยเปิดเผยในวันเสร็จการพิจารณา" แต่เมื่อ "เสร็จการพิจารณา" แล้ว จะต้องมี "การประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษา" ขององค์คณะพิจารณาคดี เสียก่อนครับ ซึ่งใน "การประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษา" จะต้องกระทำโดยลับ โดยบุคคลที่จะอยู่ใน "ที่ประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษา" ได้นั้นจะต้องเป็น "องค์คณะที่นั่งพิจารณา" เท่านั้น (มาตรา ๑๘๔ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) หากมีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ "ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา" (คือนั่งพิจารณามาตั้งแต่เริ่มคดี - มิใช่มานั่งแค่วันตัดสินคดี) มาร่วมเป็นองค์คณะตัดสินคดี ย่อมส่งผลให้คำพิพากษานั้นวิปริตแปรปรวน กลายเป็นคำพิพากษาที่มิชอบด้วยกฎหมายไปครับ

     ในเรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๐๕/๒๔๗๓ วางบรรทัดฐานไว้ว่า "การที่บุคคลซึ่งมิได้เป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณามาแต่ต้นมาร่วมประชุมปรึกษาทำคำพิพากษาด้วยนั้น อีกทั้งในการประชุมปรึกษาคดีนั้นก็มีผู้พิพากษาครบองค์คณะอยู่แล้ว การที่บุคคลซึ่งมิได้เป็นองค์คณะนั่งพิจารณาเข้ามาร่วมเป็นองค์คณะตัดสินด้วยนั้น อาจมีการจูงใจทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณามีความเห็นปรวนแปรไปได้ ย่อมทำให้การทำคำพิพากษาคดีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย" (คดีระหว่างนายเรือเอกขุนชาญใช้จักร์ โจทก์ นางลิ้นจี่ ชยากร จำเลย)

     จากหลักดังกล่าว เมื่อกษัตริย์ มิใช่ "ผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีอาญา" (ในหลวงไม่ใช่ผู้พิพากษาศาลอาญา) ย่อมมิใช่ผู้พิพากษาตามนัยของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ย่อมมิอาจ "นั่งพิจารณาคดี" ได้  เมื่อนั่งพิจารณาคดีตั้งแต่ต้นมิได้ ก็ไม่อาจเป็น "ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา" ได้ เมื่อไม่อาจเป็น "ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา" ได้แล้ว ย่อมเข้าไปนั่งใน "ที่ประชุมปรึกษาเพื่อทำคำพิพากษา" เป็น "องค์คณะตัดสิน" มิได้เช่นกัน ตามมาตรา ๑๘๓ และมาตรา ๑๘๔ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

     อีกทั้ง "การทำคำพิพากษา" นั้น ต้องประชุมลงมติโดยอาศัยโหวตตามเสียงข้างมากของ "องค์คณะตัดสิน" ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามมาตรา ๑๘๔ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากคำพิพากษาใดมิใช่มติขององค์คณะผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาแล้ว ย่อมเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

     ตลอดจน "การอ่านคำพิพากษา" จะต้องให้ "ศาล" อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังใน"ศาล" คำว่า "ศาล" คำแรกนั้นหมายถึง "ผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญา" ส่วน "ศาล" คำหลังหมายถึงที่ทำการศาล ทั้งนี้ตามมาตรา ๑๘๒ ประกอบมาตรา ๒ (๑) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อกษัตริย์มิใช่ "ศาล" คือมิใช่ผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญามาตั้งแต่แรก ย่อมไม่อาจ "อ่านคำพิพากษา" ได้

     ฉะนั้น หากข้อเท็จจริงปรากฏตามนี้จริง ย่อมส่งผลให้คำพิพากษาศาลอาญาฉบับนี้มิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ในคดีนี้จำต้องอุทธรณ์คำพิพากษาเพื่อให้ศาลลำดับชั้นที่สูงกว่า "ลบล้าง" คำพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมาย ครับ.

บล็อกของ พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
โต้ จิตติ ติงศภัทิย์ เรื่อง "ยิ่งจริงยิ่งหมิ่นประมาท" ตามกฎหมายอาญา พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล อ.จิตติ ติงศภัทิย์ เป็นปรมาจารย์ทางกฎหมายอาญาของไทย และเป็นนักนิติศาสตร์ผู้หนึ่งซึ่งสนับสนุน  "คำพิพากษาประหารจำเลย(แพะ)ในคดีสวรรคตรัชกาลที่ ๘" [ดู หมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๔๔/๒๔๙๗]  ภายหลังท่านดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
ถาม-ตอบ ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะของกฎหมายมณเฑียรบาล 
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
ลำดับชั้นในทางกฎหมายของ "กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์" พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
กษัตริย์และคณะรัฐประหารของไทยผ่านคำอธิบายเรื่องพระราชนิยมของวิษณุ เครืองาม พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล [บันทึกความจำ] หมายเหตุ : ขอให้ท่านใคร่ครวญค่อย ๆ อ่านดี ๆ นะครับ คำอธิบายของ "วิษณุ เครืองาม" เช่นนี้ เป็นผลดีต่อกษัตริย์หรือไม่ อย่างไร
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวฯ : ว่าด้วยการจัดการองค์กรของรัฐสู่"ระบอบใหม่" พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
คำว่า"ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด" ในทรรศนะนายอุดม เฟื่องฟุ้ง ผู้บรรยายกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาและอดีตกรรมการ คตส. (ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ ๓๐) : พร้อมข้อสังเกต พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
คดีคณะโต้อภิวัฒน์ (๒๔๗๘) ขับไล่รัชกาลที่ ๘-สังหารผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วจะอัญเชิญรัชกาลที่ ๗ ครองราชย์อีกครั้ง
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
โต้ธงทองฯ กรณีเทียบเคียงมาตรา ๑๑๒ กับกรณีหมิ่นประมุขต่างประเทศ, เจ้าพนักงานและศาล* พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
ตุลาการที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ :คติกฎหมายไทยโบราณ พร้อมบทวิจารณ์ปรีดี พนมยงค์โดยสังเขป พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล "เมื่อใดกษัตริย์ใช้อำนาจนั้นโดยมิชอบก็มีสิทธิ์เป็นเปรตได้เช่นกันตามคติของอัคคัญสูตรและพระธรรมสาสตร"
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
ร.๕ "ประกาศเลิกทาส" ภายหลังจากระบบไพร่ทาสได้พังพินาศไปเรียบร้อยแล้วในทางข้อเท็จจริง
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
รัชกาลที่๕ ตั้ง"เคาน์ซิลออฟสเตด"เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง มิใช่จะตั้งศาลปกครอง/กฤษฎีกาแต่อย่างใด พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล 
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
อำนาจบาทใหญ่ของคณะเจ้ารัชกาลที่ ๗ ช่วงก่อน ๒๔๗๕ : เจ้าทะเลาะกับราษฎร (กรณีนายจงใจภักดิ์) พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล, ค้นคว้า-เรียบเรียง