ชีวิต มีชีวา เมื่อฉันมาสะเนพ่อง ตอนที่ 7 มื้ออาหารกับคนแปลกหน้าที่อบอ่นุที่สุด โดย ณฐาภพ สังเกตุ

          ความว่างเริ่มเข้ามาในหัวสมองเมื่อผมกลับมาจากการตกปลาได้สักพักหนึ่ง มันส่งเสียงบอกผมว่า “เห้ย!นายต้องหาอะไรทำได้แล้วนะ”พร้อมนึกขึ้นได้ว่า เรานัดคุยกับคุณตาไว้นี่ผมไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปบ้านคุณตา คุณตากำลังสานตะกร้าจากไม้ไผ่ไว้ใช้เองอยู่คุณตาเห็นผมด้วยท่าทางทีใจ รีบเชิญผมมานั่ง พร้อมถามผมด้วยสีหน้ากระตือรือร้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไปทำไรมาบ้าง  ผมก็เล่าให้คุณตาฟัง พร้อมคุยกันเรื่องภูมิลำเนา และเรื่องต่างๆมากมาย เราคุยกันสักพักจนเริ่มคอแห้ง คุณตาก็ถามผมขึ้นมาว่า กินกาแฟไหม ในใจผมตอนนั้นตาลุกวาว ถึงแม้จะไม่ชอบกินกาแฟก็ตาม เพราะผมนึกว่าคงได้กินกาแฟสด ที่ชาวบ้านที่นี่เป็นคนปลูกแน่เลย ผมรีบตอบตกลงพร้อมเดินเข้าไปในบ้านกับคุณตา เพื่อไปชงกาแฟกินกัน คุณตาหยิบขวดใส่กาแฟสำเร็จรูปยี่ห้อดังขึ้นมาพร้อมบอกกับผมว่า เอาเลยๆ ตักได้เต็มที่ ตาเพิ่งฝากคนเข้าไปซื้อกาแฟในเมืองมา ผมมองขวดใส่กาแฟด้วยความผิดหวัง ความหวังที่คิดว่าจะได้ทานกาแฟสดหมดไป ผมรักษาน้ำใจคุณตาด้วยการขอโอวัลตินมากินแทนก็แล้วกัน แต่ถึงผมจะไม่ได้ทานกาแฟแต่มิตรภาพความมีน้ำใจของคุณตาก็ทำให้ผมซาบซึ้งใจอย่างมากเราคุยกันต่อคุยไปคุยมาก็ได้ใจความตอนหนึ่งว่า คุณตามีลูกชายคนหนึ่ง อายุไล่เรี่ยกับผม ลูกแกไปเรียนหนังสือที่มหาลัยดังแห่งหนึ่งที่กรุงเทพ ตาบอกว่านานๆทีจะกลับมาเยี่ยมตา มาทีก็อยู่แค่วันสองคนเท่านั้นเอง  ผมก็นั่งคิดอยู่ในใจว่า บางทีการที่คุณตามาคุยกับผมก็คงเป็นความรู้สึกของคนแก่คนหนึ่งที่อยากคุยกับลูกแต่คงไม่ได้มีโอกาสนั้นบ่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผมก็รู้สึกดีใจมากครับที่ได้มาเติมเต็มบางความรู้สึกที่คุณตาขาดหายไป เพราะการที่ผมได้คุยกับคุณตามันก็เป็นการเติมเต็มความรู้สึกบางอย่างของผมเช่นกัน

 

           คุณตาเล่าให้ผมฟังต่ออีกว่าครั้งหนึ่งแกเคยป่วย ลูกสาวแกอีกคนพาไปรักษาตัวที่กรุงเทพ ลูกสาวบอกแกว่า ไปกรุงเทพอาจทำให้อาการของคุณตาดีขึ้น แกไปอยู่กรุงเทพได้สองวันแกบอกเราว่า แกอยู่ไม่ได้ ต้องถอดเสื้อจ่อพัดลมตลอดเวลา แกบอกกรุงเทพร้อนอบอ้าวอยู่กันไปได้อย่างไร เดินออกมาก็ไม่รู้จะคุยกับใคร มีแต่คนทำหน้าบึ้งตึงเร่งรีบกันทั้งนั้น แกบอกลูกสาวเลยว่าขอกลับเพราะขืนฝืนอยู่ต่อไปแกคงได้ป่วยหนักกว่าเดิมแน่ๆ เราคุยกันอย่างสนุกสนานตั้งแต่ตาแกเริ่มสานตะกร้าจนตาแกสานตะกร้าเสร็จ ก็เป็นเวลาพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเสียแล้ว ผมเริ่มเห็นว่ามันมืดเลยจะขอตัวลากลับแต่คุณตาก็บอกว่า“จะรีบไปไหนละ อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อน เดี๋ยวคุณยายทำข้าวต้มไก่ให้กิน”ผมตอบรับด้วยความเกรงใจ เพราะผมไม่ชอบทานข้าวต้มสักเท่าไหร่ แสงแดดเริ่มลาลับขอบฟ้า ปรากฎเป็นความมืดเข้ามาแทนที่ ผมเข้าไปดูคุณยายทำข้าวต้มให้เราทาน แต่ก็เกิดความสงสัยว่าข้าวต้มบ้านคุณตาใส่พริกเยอะจัง เรารอสักพักคุณยายก็ทำกับข้าวเสร็จ พร้อมกับคุณตาที่อาบน้ำแต่งตัวเดินลงมา คุณตาเดินไปหลังบ้านกลับมาพร้อมลูกกลมๆเขียวๆสามลูก ยื่นให้ผมลูกหนึ่ง ผมถามคุณตาว่านี่คือลูกอะไร คุณตาบอกว่า แตงกวาไง ผมก็เพิ่งจะเคยเห็นแตงกวาอะไรลูกกลมอย่างกับแอปเปิ้ลแถมมีรสเปรี้ยวมาก ยายเสิร์ฟข้าวต้มใส่จานให้เรา หน้าตาน่าทานกว่าที่คิดไว้มากเป็นข้าวต้มที่มีน้ำนิดหน่อย คล้ายข้าวต้มกุ๊ยกลิ่นจากพืชผักสมุนไพรที่คุณยายใส่มันช่างหอมกว่าข้าวต้มทั่วไปมากคุณตาตำพริกไทยโรยใส่ในข้าวต้มให้ พร้อมเชิญชวนให้เราชิมมัน ผมตักข้าวต้มเข้าปากรับรู้รสชาติที่โคตรจะเผ็ดร้อนจากพริกไทย แต่ก็อร่อยในแบบฉบับข้าวต้มที่ไม่เคยทานมาก่อน ระหว่างมื้อเราทานไปคุยกันไปอย่างสนุกสนาน ผมขอตั้งชื่อมื้ออาหารนี้ว่า “ มื้ออาหารกับคนแปลกหน้าที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต” เพราะถึงวันที่เขียนผมก็ยังไม่รู้จักชื่อตากับยาย แต่มื้ออาหารในวันนั้นผมรู้สึกถึงความอบอุ่นที่คุณตาคุณยายมีให้กับผม และอาหารมื้อนั้นก็ได้กลายเป็นความทรงจำอีกหนึ่งเรื่องราวที่ผมประทับใจและอยากจะบอกว่า ขอบคุณครับ สำหรับมื้ออาหารที่ทั้งอร่อย ทั้งสบายใจ และรู้สึกถึงความอบอุ่นที่คุณตา คุณยายมอบให้อย่างบอกไม่ถูก

          ผมเดินกลับจากบ้านคุณตา ผ่านความมืดมายังโรงเรียน เมื่อถึงทุกคนดูตื่นเต้นกับการกลับมาของผมมากชาติก็เป็นหนึ่งในนั้น “พี่หายไปไหนมาเนี้ย เขาตามหาพี่กันทั้งโรงเรียน” “ผมคิดว่าพี่โดนคนจับตัวไปเรียกค่าไถ่ซะแล้ว” “ก็คิดว่าพี่หลงป่าไปแล้ว” ผมหัวเราะพร้อมเล่าความจริงให้ทุกคนรู้แต่วันนี้กลับมาผมรู้สึกถึงความครื้นเครง และเด็กๆที่มารวมตัวกันในเวลานี้เยอะกว่าปกติ เหมือนกับกำลังมีปาร์ตี้อะไรกันบางอย่าง ใช่ครับวันนี้เด็กๆกำลังมีซ้อมการรำเพื่อใช้ในการแสดงวันเสาร์ที่จะมีงานทอดกฐินที่วัด ทุกคนปะแป้งขาว ใส่โสร่งบางคนก็หัวเราะร่าเริง บางคนก็ทำหน้าง่วงนอนอยากกลับบ้านถ้าให้เปรียบก็คงเหมือนกิจกรรมเชียร์ขึ้นสแตนด์หรือกิจกรรมการแสดงของเด็กมหาลัยปี 1 ละครับที่จะมีทั้งคนที่เต็มใจมาแสดงสนุกกับการซ้อมกับพวกที่ถูกบังคับมาเพราะหาคนมาแสดงไม่ได้แล้ว จะเด็กในเมืองในป่าก็ล้วนแล้วแต่มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกันเลยนะ

          เด็กซ้อมกันอย่างตั้งใจโดยมีเด็กสาววัยรุ่นอายุราว19 20 จากหมู่บ้านอื่นมาเป็นคนซ้อมให้ ผมนั่งดูอย่างตั้งใจ พร้อมตบมือให้จังหวะตลอดเวลา ฟังไปฟังมาก็เพราะดีเหมือนกันถึงแม้จะฟังไม่ออกก็ตามเด็กซ้อมกันครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่เป็นที่พอใจของคนคุมสักที มองดูเวลาก็เกือบสามทุ่ม แต่ทุกคนก็ยังตั้งหน้าตั้งตาซ้อมกันด้วยความพยายาม ผมก็นั่งฟังอย่างงัวเงียเพราะก็ง่วงนอนเช่นกัน ใจก็อยากนอนแต่ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนสุดท้ายของผมกับที่นี่แล้ว ผมก็อยากจะเก็บภาพความทรงจำไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแล้วค่ำคืนสุดท้ายของผมก็กำลังจะผ่านพ้นไป หลังจากที่หัวผมถึงหมอนจากความเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน

 

เดินทาง เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ก้าวข้าม โดย ดาราวดี พานิช

หลังจากครุ่นคิดมาทั้งคืน ถึงพื้นที่การเรียนรู้ มุกได้เลือกไปที่ ชุมชนไทดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานีค่ะ มีหลายเหตุผลมากมายในการเลือกเดินทางครั้งนี้ นั่นก็คือ อยากที่จะไปเรียนรู้ถึงวัฒนธรรม พิธีกรรม รวมถึงวิถีชีวิตต่าง ๆของคนไทดำ ว่ามีความแตกต่างกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้

Kmyiwa in Suratthani 2018 (1) โดย นางสาวกฤษณ์มน แก้วจินดา

คำเตือน

การพยายามร้อยเรียงเรื่องราวมันคงจะชัดเจนจนสับสนมาก

อ่านประโยคเดียวงงไหมคะ?

ไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไรให้มันง่ายหรอกค่ะ เดี๋ยวมันไม่สนุก ไปกันแบบงงๆกับคนงงๆดีกว่า

 

.

Pre-

ช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคม 2561