ยีน ชาร์ป - จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย (บทที่ 5)

 

บทที่ 5 ใช้อำนาจ

ในบทที่ 1 เราตั้งข้อสังเกตว่าการต่อต้านเผด็จการโดยใช้กำลังทหารไม่สามารถโจมตีส่วนที่อ่อนแอที่สุดของเผด็จการได้ แต่กลับโจมตีไปยังส่วนที่พวกเขาแข็งแกร่งที่สุด เมื่อเลือกแข็งขันในด้านกำลังทหาร การแจกจ่ายอาวุธยุทธภัณฑ์ เทคโนโลยีอาวุธ และอื่น  ๆ ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านมีแนวโน้มที่จะพาตัวเองเข้าไปสู่จุดเสียเปรียบอย่างชัดเจน เผด็จการจะสามารถรวบรวมทรัพยากรในด้านเหล่าได้เหนือกว่าเกือบทุกครั้งไป อันตรายของการพึ่งพาอาศัยอำนาจความคุ้มครองจากต่างชาติได้รับการเน้นย้ำติติงไว้ด้วยเช่นกัน ในบทที่ 2 เราได้พิจารณาถึงปัญหาของการพึ่งพาอาศัยการเจรจาในฐานะเป็นวิธีการถอดถอนเผด็จการลงจากอำนาจ

ถ้าเช่นนั้น มีวิธีการใดเล่าที่ให้ข้อได้เปรียบแก่ฝ่ายผู้ต่อต้านที่เป็นประชาธิปไตยและจะมีแนวโน้มซ้ำเติมไปยังจุดอ่อนของเผด็จการที่ระบุไว้ได้ เทคนิคของปฏิบัติการแบบใดจะฉวยใช้ประโยชน์จากทฤษฎีอำนาจทางการเมืองที่อภิปรายไว้ในบทที่ 3 ได้บ้างเล่า ทางออกของทางเลือกคือการแข็งขืนทางการเมือง

การขืนต้านทางการเมืองมีลักษณาการดังต่อไปนี้

-          มันจะไม่ยอมรับผลลัพธ์ที่มาจากวิธีการต่อสู้ซึ่งเลือกมาโดยเผด็จการ

-          ระบอบเผด็จการสู้รบด้วยได้ยาก

-          มันสามารถซ้ำเติมไปยังจุดอ่อนต่าง ๆ ของเผด็จการได้อย่างเฉพาะเจาะจงและสามารถตัดขาดเผด็จการออกจากแหล่งอำนาจของมันได้

-          ปฏิบัติการของมันสามารถแพร่กระจายออกไปได้อย่างกว้างขวาง แต่ยังสามารถเพ่งความสนใจไปที่เป้าหมายเฉพาะได้ด้วย   

-          มันนำไปสู่ความผิดพลาดในการตัดสินใจและการดำเนินการของเผด็จการ

-          มันสามารถใช้ประโยชน์จากประชากรทั้งหมด รวมไปถึง กลุ่มก้อนและสถาบันของสังคม ให้ต่อสู้เพื่อหยุดการครอบงำอย่างทารุณของคนไม่กี่หยิบมือ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-          มันช่วยแผ่ขยายกระจายอำนาจที่มีประสิทธิภาพกลับมาสู่สังคม ทำให้การสถาปนาและธำรงรักษาสังคมประชาธิปไตยเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

การทำงานของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง

เช่นเดียวกับขีดความสามารถทางการทหารต่าง ๆ การแข็งขืนทางการเมืองนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ได้หลากหลาย ไล่ตั้งแต่ ความพยายามในการส่งอิทธิพลให้ฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนการกระทำ การสร้างเงื่อนไขเพื่อแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ จนไปถึง การทำให้ระบอบของฝั่งตรงข้ามล่มสลายลงเสีย อย่างไรก็ตาม การแข็งขืนทางการเมืองทำงานค่อนข้างต่างจากความรุนแรงอยู่หลายประการ แม้ว่าเทคนิคทั้งสองประเภทจะเป็นวิธีการต่อสู้เหมือนกัน พวกมันก็มีวิธีการแตกต่างกันและนำไปสู่ผลลัพธ์แตกต่างกันด้วย วิธีการและผลลัพธ์ของความขัดแย้งที่มีลักษณะรุนแรงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว อาวุธทางกายภาพถูกใช้เพื่อข่มขู่ ทำร้าย เข่นฆ่า และทำลาย

การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงมีความซับซ้อนและมีวิธีการหลากหลายกว่าการใช้ความรุนแรงเป็นอย่างมาก ตรงกันข้าม การต่อสู้เกิดขึ้นโดยการใช้อาวุธทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยาของประชากรและสถาบันต่าง ๆ ของสังคม การต่อสู้เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันภายใต้ชื่ออันหลากหลาย ได้แก่ การประท้วง การหยุดงาน การไม่ให้ความร่วมมือ การคว่ำบาตร ความไม่พอใจ และอำนาจของประชาชน ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทุกประเทศสามารถปกครองได้ต่อเมื่อได้รับการเติมเชื้อเพลิงจากแหล่งที่มาอำนาจที่จำเป็นของพวกมัน โดยการให้ความร่วมมือ ความยอมจำนวน และความเชื่อฟัง ของประชากรและสถาบันต่าง ๆ ในสังคมเท่านั้น การแข็งขืนทางการเมือง ไม่เหมือนกับความรุนแรง และเหมาะสมสำหรับการตัดแหล่งที่มาอำนาจเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง

ระเบียบวินัยและอาวุธไร้ความรุนแรง

ความผิดพลาดที่ขบวนการแข็งขืนทางการเมืองซึ่งปราศจากการตระเตรียมในอดีตมีร่วมกัน คือ การพึ่งพาวิธีการเพียงอย่างถึงสองอย่าง เช่น การหยุดงานและการประท้วง ที่จริงแล้ว มีวิธีการหลากหลายรูปแบบมากที่ทำให้นักยุทธศาสตร์การต่อต้านเพ่งความสนใจไปยังเป้าหมายและกระจายการต่อต้านออกไปได้อย่างที่ต้องการ

วิธีการเฉพาะของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงได้รับการระบุไว้ว่ามี 200 วิธีโดยประมาณ และมีมากกว่านั้นแน่นอน วิธีการเหล่านี้ได้รับการจำแนกแยกแยะออกเป็นสามประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ การประท้วงและโน้มน้าว การไม่ให้ความร่วมมือ และการแทรกแซง วิธีการประท้วงและโน้มน้าวโดยไม่ใช้ความรุนแรงโดยใหญ่แล้วคือการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ซึ่งรวมถึง การเดินพาเหรด การเดินขบวน และการชุมนุมเพื่อสงบนิ่ง (vigils) (54 วิธี) การไม่ให้ความร่วมมือแบ่งออกมาเป็นสามประเภทย่อย ได้แก่ (ก.) การไม่ให้ความร่วมมือทางสังคม (16 วิธี) (ข.) การไม่ให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การคว่ำบาตร (26 วิธี) และการหยุดงาน (23 วิธี) และ (ค.) การไม่ให้ความร่วมมือทางการเมือง (38 วิธี) ส่วนการแทรกแซงโดยไม่ใช้ความรุนแรงด้วยวิธีการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กายภาพ และจิตวิทยา เช่น การอดอาหาร การเข้ายึดโดยไม่ใช้ความรุนแรง และการตั้งรัฐบาลคู่ขนาน (41 วิธี) นั้น เป็นกลุ่มสุดท้ายของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง รายชื่อวิธีการเหล่านี้จำนวน 198 วิธีถูกรวบรวมไว้ในภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้

การใช้วิธีการจำนวนมากเหล่านี้ โดยเลือกอย่างระมัดระวัง ประยุกต์ใช้อย่างสม่ำเสมอและกว้างขวาง ในบริบทของยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดและกลวิธีที่เหมาะสม โดยพลเรือนที่ได้การฝึกฝน จะมีแนวโน้มทำให้ระบอบที่ปราศจากความชอบธรรมประสบกับปัญหาร้ายแรงนานัปการ หลักการนี้ใช้ได้กับเผด็จการทุกประเทศ

ตรงกันข้ามกับวิธีทางการทหาร วิธีการสู้ต่อโดยไม่ใช้ความรุนแรงสามารถมุ่งไปยังประเด็นที่ต่อสู้อยู่ได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น เมื่อประเด็นเกี่ยวกับเผด็จการเป็นเรื่องการเมืองโดยหลักใหญ่ นั่นหมายความว่ารูปแบบทางการเมืองของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้รวมถึงการปฏิเสธความชอบธรรมของเผด็จการและการไม่ให้ความร่วมมือกับระบอบดังกล่าว การไม่ให้ความร่วมมือสามารถใช้ได้กับการต่อต้านนโยบายเฉพาะต่าง ๆ บ่อยครั้ง การอิดเอื้อน และการผัดวันประกันพรุ่ง อาจกระทำได้เงียบ ๆ หรือกระทั่งทำได้อย่างลับ ๆ ขณะที่หลายครั้งการอารยะขัดขืน และการชุมนุมและการหยุดงานประท้วงอย่างเปิดเผย อาจมองเห็นได้จากทุกคน

ในอีกด้านหนึ่ง หากเผด็จการเปราะบางต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือหากความไม่พอใจเผด็จการของคนจำนวนมากมาจากประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ เช่น การคว่ำบาตร และการหยุดงาน อาจเป็นวิธีการต่อต้านที่เหมาะสม ความพยายามของเผด็จการในการขูดรีดระบบเศรษฐกิจอาจพบกับการหยุดงานครั้งใหญ่ การถ่วงงาน และการปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือ (หรือการหายตัวไป) ของผู้เชี่ยวชาญที่จำเป็นต่าง ๆ การเลือกใช้การหยุดงานหลากหลายประเภทอาจดำเนินการในจุดสำคัญต่าง ๆ ของกระบวนการผลิต การขนส่ง และส่งจ่ายวัตถุดิบ และการแจกจ่ายกระจายสินค้า

วิธีการบางแบบของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงทำให้ประชาชนจำเป็นต้องทำบางสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตตามปกติของตน เช่น การแจกแผ่นพับ การทำงานเป็นสื่อใต้ดิน การอดอาหารประท้วง หรือการนั่งอยู่บนถนน วิธีการเหล่านี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับบางคนในการเริ่มทำยกเว้นแต่ในสถานการณ์ที่สุดขั้วอย่างยิ่งเท่านั้น

วิธีการอื่น ๆ ของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงร้องขอให้ประชาชนดำเนินชีวิตของตนไปใกล้เคียงกับชีวิตตามปกติแทน แม้ว่าจะแตกต่างออกไปบ้างก็ตาม ตัวอย่างเช่น ประชาชนอาจรายงานว่าทำงานอยู่ แทนที่จะหยุดงานประท้วง แต่จงใจทำงานช้าลงหรือขาดประสิทธิภาพกว่าปกติ “ความผิดพลาด” อาจทำให้เกิดบ่อยครั้งขึ้นอย่างตั้งใจ บางคนอาจ “ป่วย” หรือ “ไม่สามารถ” ทำงานได้ในบางเวลา หรือ บางคนอาจปฏิเสธไม่ขอทำงานให้อย่างง่าย ๆ เลยก็ได้ บางคนอาจไปเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาเมื่อการกระทำดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่เป็นการแสดงออกทางศาสนา แต่เป็นการแสดงความศรัทธาทางการเมืองด้วย บางคนอาจปกป้องลูกของตนจากการโฆษณาชวนเชื่อของผู้โจมตีด้วยการให้การศึกษาเองที่บ้านหรือเข้าชั้นเรียนที่ผิดกฏหมาย บางคนอาจปฏิเสธไม่เข้าร่วมองค์การต่าง ๆ ที่ “ได้รับการแนะนำ” หรือจำเป็นต้องเข้า โดยก่อนหน้านั้นเขาจะไม่เข้าร่วมได้อย่างอิสระ ความเหมือนระหว่างปฏิบัติการประเภทดังกล่าวเมื่อเทียบกับกิจกรรมตามปกติของประชาชน และการปลีกแยกพวกเขาออกจากชีวิตตามปกติในปริมาณที่จำกัด อาจทำให้การเข้าร่วมต่อสู้เพื่อปลดแอกชาติเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างมากสำหรับประชาชนหลาย ๆ คน

เนื่องจากการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง และความรุนแรงทำงานไม่เหมือนกันหลายอย่างในระดับรากฐาน  แม้แต่การใช้ความรุนแรงเพื่อการต่อต้านอย่างจำกัดระหว่างการดำเนินการแข็งขืนทางการเมืองจะทำให้ประสิทธิผลลดลง เพราะมันจะทำให้การต่อสู้ยกระดับไปสุ่จุดที่เผด็จการได้เปรียบอย่างยิ่งยวด (นั่นก็คือ สงครามทางการทหาร) ระเบียบวินัยของการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จและจำต้องได้รับการรักษาไว้แม้ว่าจะต้องพบกับการยุแหย่และความทารุณจากเผด็จการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานของเผด็จการก็ตาม

การรักษาไว้ซึ่งระเบียบวินัยของการไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้ามที่ใช้มาตรการรุนแรงจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำงานของกลไกความเปลี่ยนแปลง 4 ประการของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง (ถูกอภิปรายไว้ด้านล่าง) ระเบียบวินัยของการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดเช่นกันในกระบวนการของการสะท้อนกลับทางการเมือง (Political Jiu-jitsu) ในกระบวนการเช่นนี้ความโหดร้ายทารุณที่เข้มชัดของระบอบที่ตัดกับภาพของนักปฏิบัติการที่ไม่ใช้ความรุนแรงอย่างชัดเจนจะสะท้อนกลับไปยังตำแหน่งสถานะของเผด็จการ ส่งผลทำให้เกิดความขัดแย้งกันในหมู่เผด็จการเอง เช่นเดียวกับปลุกระดมให้เกิดแรงต่อต้านจากกลุ่มผู้ต่อต้านในหมู่ประชาชนทั่วไป จากผู้ที่เคยสนับสนุนระบอบอยู่เป็นประจำ และจากกลุ่มการเมืองที่สามอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี การใช้ความรุนแรงต่อเผด็จการอย่างจำกัดก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความคับข้องใจและความเกลียดจังต่อระบอบปะทุกลายเป็นความรุนแรงได้ หรือ บางกลุ่มอาจไม่ต้องการที่จะละทิ้งวิธีการรุนแรงแม้ว่าพวกเขาจะตระหนักถึงบทบาทสำคัญของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงก็ตาม ในกรณีเหล่านี้ การแข็งขืนทางการเมืองไม่จำเป็นต้องถูกละทิ้งไป อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องแยกปฏิบัติที่รุนแรงให้ห่างไกลจากปฏิบัติการไร้ความรุนแรงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรื่องเช่นนี้สามารถกระทำได้โดยการแยกพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ แยกกลุ่มประชากร และเวลา และแยกประเด็น ออกจากกัน ไม่เช่นนั้นแล้ว ความรุนแรงจะสามารถส่งผลกระทบทำให้การใช้การแข็งขืนทางการเมืองให้มีศักยภาพทรงพลังและประสบความสำเร็จมากขึ้นนั้นต้องพบกับหายนะ

บันทึกประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าแม้ความเสียหายจากความตายและการบาดเจ็บเป็นสิ่งที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใช้การแข็งขืนทางการเมือง ความเสียหายดังกล่าวจะน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับสงครามทางการทหาร ยิ่งกว่านั้น การต่อสู้ประเภทนี้ยังไม่ส่งผลให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการเข่นฆ่าและความโหดร้ายทารุณอีกด้วย

การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงทั้งจำเป็นต้องอาศัยและมีแนวโน้มที่จะลด(หรือควบคุม)ความกลัวที่มีต่อรัฐบาลและการปราบปรามที่รุนแรง(ได้มากขึ้น) การละทิ้งหรือควบคุมความกลัวเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำลายล้างอำนาจของเผด็จการที่มีเหนือประชากรโดยทั่วไป

ความเปิดเผย ความลับ และมาตรฐานขั้นสูง

ความลับ การหลอกลวง และการสมรู้ร่วมคิดกันใต้ดินก่อให้เกิดปัญหาที่ยากเป็นอย่างยิ่งแก่ขบวนการที่ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง บ่อยครั้งการปกปิดไม่ให้ตำรวจการเมืองและหน่วยข่าวกรองทราบถึงแผนการและเจตนาเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ จากมุมมองของขบวนการเคลื่อนไหว ความลับไม่เพียงแต่มีรากฐานมาจากความกลัวแต่ยังเสริมให้เกิดความกลัว ซึ่งนับว่าเป็นการบั่นทอนจิตวิญญาณของการต่อต้านและลดจำนวนประชาชนที่สามารถมาเข้ามีส่วนร่วมในการกระทำที่ได้กำหนดไว้ ความลับยังสามารถก่อให้เกิดความหวาดระแวงและการกล่าวหากันภายในขบวนการซึ่งมักไม่เป็นเรื่องจริง ว่าใครเป็นคนแจ้งข่าวหรือเป็นสายสืบให้กับฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย ความลับอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของขบวนการในการรักษาลักษณะที่ปราศจากความรุนแรงด้วยเช่นกัน ในทางกลับกัน ความเปิดเผยเกี่ยวกับเจตนาและแผนการจะไม่เพียงแต่ส่งผลในทางตรงกันข้ามเท่านั้น แต่จะทำให้ภาพลักษณ์ของขบวนการต่อต้านดูเหมือนว่าที่จริงแล้วทรงพลังอย่างยิ่งยวด แน่นอนว่าปัญหามีความซับซ้อนกว่าที่เสนอไว้ และมีกิจกรรมการต่อต้านที่สำคัญอยู่หลากหลายลักษณะซึ่งจำเป็นต้องถูกเก็บงำเป็นความลับ .....

การตรวจแก้ ตีพิมพ์ และแจกจ่ายสิ่งพิมพ์ใต้ดิน การใช้วิทยุผิดกฎหมายออกอากาศภายในประเทศ และการเก็บข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับปฏิบัติการของเผด็จการ คือ กิจกรรมประเภทพิเศษเพียงไม่กี่อย่างที่ต้องได้รับการปกปิดเป็นความลับขั้นสูง

การรักษาพฤติกรรมปฏิบัติการไร้ความรุนแรงให้มีมาตรฐานขั้นสูงเป็นเรื่องจำเป็นในความขัดแย้งทุกระดับ ปัจจัยต่าง ๆ เช่น การปราศจากความกลัว และการรักษาระเบียบวินัยของการไม่ใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งที่เป็นเสมอ สำคัญที่จะต้องจำว่าบ่อยครั้งที่จำนวนของประชาชนอาจจำเป็นต่อการสร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงที่เฉพาะเจาะจง อย่างไรก็ตาม เราจะสามารถรักษาจำนวนของผู้เข้าร่วมที่น่าเชื่อถือให้เพียงพอได้ ก็ด้วยการรักษามาตรฐานขั้นสูงของการเคลื่อนไหวเอาไว้ให้ได้เพียงวิธีเดียวเท่านั้น

เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

นักยุทธศาสตร์จำเป็นต้องจำเอาไว้ว่าความขัดแย้งที่ซึ่งการขืนต้านทางการเมืองถูกใช้อยู่นั้น เป็นสนามที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากการเดินหมากของแต่ละฝั่ง ไม่มีอะไรแน่นอนตายตัว ความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งในเกมร่วมมือและเกมแย่งชิงล้วนแต่ขึ้นต่อความเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องและรวดเร็ว เรื่องนี้ถูกทำให้เป็นไปได้โดยผู้ต่อต้านที่เสมอต้นเสมอปลายกับปฏิบัติการไร้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องทั้งที่เผชิญกับการปราบปราม

ความเปลี่ยนแปลงของปริมาณอำนาจในฝั่งฝ่ายที่ต่อสู้กันอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งประเภทนี้ มีแนวโน้มที่จะสุดขั้วยิ่งกว่าความขัดแย้งที่รุนแรง เกิดขึ้นรวดเร็วกว่า และมีผลลัพธ์ทางการเมืองที่มีนัยยะสำคัญและหลากหลายกว่า ด้วยความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ปฏิบัติการของผู้ต่อต้านจึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลลัพธ์ไปไกลกว่าสถานที่และเวลาที่ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างมาก ผลกระทบเหล่านี้จะย้อนกลับมาเพิ่มความเข้มแข็งหรือสร้างความอ่อนแอให้แก่คนไม่กลุ่มใดก็กลุ่มหนึ่ง

ยิ่งกว่านั้น กลุ่มที่ไม่ใช้ความรุนแรงอาจสอดแทรกอิทธิพลต่อการเพิ่มหรือลดความแข็งแกร่งของกลุ่มตรงข้ามได้อย่างมากด้วยการกระทำของตน ตัวอย่างเช่น การต่อต้านโดยการไม่ใช้ความรุนแรงอย่างกล้าหาญกับความโหดร้ายของเผด็จการอาจก่อให้เกิดความลำบากใจ ความเกลียดชัง ความไม่น่าเชื่อถือ หรือกระทั่งการฝ่าฝืนคำสั่งในหมู่ทหารและประชากรของเผด็จการได้หากอยู่ในสถานการณ์ที่สุดขั้ว การต่อต้านเช่นนี้อาจส่งผลให้เกิดการประณามเผด็จการจากนานาชาติมากขึ้นได้ ยิ่งกว่านั้น การขืนต้านทางเมืองอย่างมีทักษะ มีระเบียบวินัย และเสมอต้นเสมอปลาย ยังอาจส่งผลให้มีประชาชนที่ปกติแล้วให้การสนับสนุนเผด็จการอย่างเงียบ ๆ หรือโดยรวมแล้วยังเป็นกลางอยู่ในความขัดแย้ง เข้าร่วมกับการต่อต้านมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

กลไกความเปลี่ยนแปลงสี่ประการ

การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงสร้างความเปลี่ยนแปลงสี่ประการ กลไกประการแรกมีแนวโน้มเกิดขึ้นน้อยที่สุด แม้ว่ามันจะได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม เมื่อสมาชิกของกลุ่มตรงข้ามถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์เศร้าโศกจากการปราบปรามนักต่อต้านที่ไม่ใช้ความรุนแรงผู้กล้าหาญ หรือได้รับการชักจูงโน้มน้าวอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่าเป้าหมายของผู้ต่อต้านเป็นเรื่องถูกต้องยุติธรรม พวกเขาอาจเปลี่ยนมายอมรับเป้าหมายของผู้ต่อต้าน กลไกเช่นนี้เรียกว่าการแปลงผัน (conversion) แม้ว่ากรณีการแปลงผันที่มาจากปฏิบัติการไร้ความรุนแรงจะเกิดขึ้นจริงในบางครั้ง มันก็เกิดขึ้นยาก และในความขัดแย้งส่วนใหญ่ กรณีเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย หรือ อย่างน้อยที่สุดก็เกิดขึ้นแต่มิได้มีบทบาทสำคัญแต่อย่างใด

ที่บ่อยครั้งกว่า คือ การต่อสู้โดยใช้ความรุนแรงทำงานด้วยการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ความขัดแย้งและสังคมเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทำอย่างที่ตนต้องการได้ การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้เองที่ก่อให้เกิดกลไกสามประการต่อมา ได้แก่ การยินยอม (accommodation) การบีบบังคับโดยไม่ใช้ความรุนแรง (nonviolent coercion) และการล่มสลาย (disintegration) ข้อใดในกลไกเหล่านี้จะเกิดขึ้นขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจเชิงแข่งขันและร่วมมือได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยให้ประโยชน์แก่ฝ่ายประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด

หากประเด็นความขัดแย้งไม่ได้ลึกถึงระดับหลักการ ข้อเรียกร้องของฝ่ายต่อต้านภายในการรณรงค์ที่จำกัดจะไม่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม และการแย่งชิงอำนาจจะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจไปในระดับหนึ่งแล้ว ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกะทันหันอาจจบลงด้วยการบรรลุข้อตกลง สงวนจุดต่าง หรือประนีประนอมกัน กลไกเช่นนี้เรียกว่า การยินยอม อาทิเช่น การประท้วงหยุดงานจะได้รับทางออก โดยทั้งสองฝ่ายต่างบรรลุเป้าหมายของตนได้บางส่วน แต่ไม่มีใครได้ทุกอย่างตามที่ต้องการได้ทั้งหมด รัฐบาลอาจได้รับทางออกที่ให้ประโยชน์เชิงบวกบ้าง เช่น การลดแรงกดดัน การสร้างความประทับใจจาก “ความยุติธรรม” หรือ ขจัดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของระบอบในสายตาชาวโลกออกไป ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการเลือกประเด็นที่การยินยอมเป็นทางออกที่สามารถยอมรับได้ การต่อสู้เพื่อโค่นล้มเผด็จการไม่สามารถใช้วิธีการนี้ได้

การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงสามารถมีพลังได้มากกว่าที่บ่งชี้โดยกลไกของการแปลงผันและการยินยอมอย่างมาก การไม่ให้ความร่วมมือและการขืนต้านโดยคนจำนวนมากสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และทำให้ความสามารถของเผด็จการในการควบคุมกระบวนการทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจของรัฐบาลและสังคมถูกถอดถอนทิ้งไปได้ กองกำลังทหารของฝ่ายตรงข้ามอาจไม่สามารถพึ่งพาได้เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งปราบปรามผู้ต่อต้านอีกต่อไป แม้ว่าบรรดาผู้นำของฝ่ายตรงข้ามจะยังอยู่ในตำแหน่ง และยังยึดมั่นอยู่กับเป้าหมายเดิม ความสามารถของบรรดาผู้นำเหล่านี้ในการกระทำการอย่างมีประสิทธิภาพก็ถูกถอดถอนไปจากพวกเขาเสียแล้ว กลไกเช่นนี้เรียกว่า การบีบบังคับโดยไม่ใช้ความรุนแรง

ในบางกรณีที่สถานการณ์สุดขั้ว เงื่อนไขของการบีบบังคับโดยไม่ใช้ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปอีก ผู้นำของฝ่ายตรงข้ามสูญเสียความสามารถในการกระทำการและโครงสร้างอำนาจของเผด็จการล่มสลายลง การดำเนินการตามแผนการของตนเอง การไม่ให้ความร่วมมือ และการขืนต้านของผู้ต่อต้านสมบูรณ์มากเสียจนกระทั่งฝ่ายตรงข้ามขาดแม้แต่ภาพลักษณ์ของการควบคุมตนเอง ข้าราชการของฝ่ายตรงข้ามปฏิเสธที่จะเชื่อฟังเหล่าผู้นำของตนเอง กองกำลังทหารและตำรวจของฝ่ายตรงข้ามฝ่าฝืนคำสั่ง ผู้สนับสนุนขาประจำหรือประชากรของเผด็จการทอดทิ้งผู้นำเก่าของตน โดยปฏิเสธว่าเผด็จการไม่มีสิทธิ์ในการปกครองเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ความช่วยเหลือสนับสนุนและความเชื่อฟังแต่เก่าก่อนของเผด็จการจึงมลายหายไป กลไกของการเปลี่ยนแปลงข้อที่ 4 ซึ่งก็คือ การล่มสลาย ของระบบฝ่ายตรงข้ามนั้น หมดจดจนกระทั่งพวกเขาไม่มีแม้แต่อำนาจที่จะขอประกาศยอมแพ้ ระบอบแหลกสลายลงเป็นเพียงเศษซากปรักหักพัง

ในการวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อปลดแอก กลไกทั้งสี่ข้อนี้เป็นสิ่งที่ควรตระหนักถึง โดยเนื้อแท้แล้ว กลไกเหล่านี้จะทำงานหรือไม่บางครั้งขึ้นอยู่กับโอกาส อย่างไรก็ตาม การเลือกกลไกหนึ่งหรือมากกว่าจากกลไกทั้งหมดสี่ข้อให้เป็นกลไกที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง จะทำให้การออกแบบยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะและส่งเสริมกันและกันได้ กลไกใดที่ควรถูกนำเอามาใช้ขึ้นอยู่กับปัจจัยนานัปการ โดยรวมถึงอำนาจเชิงร่วมมือและอำนาจเชิงแข่งขันของกลุ่มที่ต่อสู้กันอยู่ และทัศนคติและวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ของกลุ่มที่ต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง

ผลกระทบที่ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยของการขืนต้านทางการเมือง

ตรงกันข้ามกับผลกระทบของการสู้รบด้วยการใช้ความรุนแรงที่นำไปสู่การรวมศูนย์อำนาจ การใช้เทคนิคการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงมีคุณูปการต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของสังคมการเมืองในหลายทาง

ส่วนหนึ่งของผลกระทบที่ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นเชิงปิดกั้นยับยั้ง กล่าวคือ ตรงกันข้ามกับการใช้วิธีทางการทหาร เทคนิคนี้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นวิธีการปราบปรามตามคำสั่งของชนชั้นนำผู้ปกครอง ที่อาจหันมาเป็นศัตรูกับประชาชนของตัวเองเพื่อสถาปนาหรือรักษาระบอบเผด็จการไว้ได้ ผู้นำของขบวนการขืนต้านทางการเมืองสามารถสอดแทรกอิทธิพลและใช้มาตรการกดดันกลุ่มผู้ติดตามของตนได้ แต่ไม่สามารถกักขังหรือประหารคนกลุ่มดังกล่าวได้หากพวกเขาไม่พอใจหรือเลือกผู้นำคนอื่น

อีกส่วนหนึ่งของผลกระทบที่ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นเชิงส่งเสริม กล่าวคือ การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงได้ให้วิธีการประท้วงต่อต้านแก่ประชากร โดยพวกเขาสามารถนำวิธีการดังกล่าวไปใช้เพื่อบรรลุหรือป้องกันเสรีภาพให้ปลอดภัยจากเผด็จการที่ดำรงอยู่ หรืออาจะถือกำเนิดขึ้นในอนาคตได้ ข้างล่างนี้คือผลกระทบที่ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยเชิงส่งเสริมจำนวนหนึ่งที่การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงอาจก่อให้เกิดขึ้น

-          ประสบการณ์การใช้วิธีการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงอาจส่งผลให้ประชากรมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นในการท้าทายภัยคุกคามหรือขีดความสามารถในการกดขี่ปราบปรามโดยใช้ความรุนแรงที่มาจากเผด็จการ

-          การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงเป็นวิธีการไม่ให้ความร่วมมือและการขืนต้านที่ประชากรสามารถนำไปใช้เพื่อต่อต้านการควบคุมพวกเขาอย่างไม่เป็นประชาธิปไตยโดยกลุ่มเผด็จการใด ๆ ก็ตาม

-          การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงสามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมเติมต่อการกระทำที่เป็นเสรีภาพตามประชาธิปไตยได้ เช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่ออิสระ องค์กรอิสระ และสมัชชาเสรี เมื่อต้องพบกับการควบคุมที่กดขี่

-          การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงส่งเสริมการอยู่รอด การเกิดใหม่ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มอิสระและสถาบันของสังคมได้อย่างมาก ดังที่ได้อภิปรายไปแล้วก่อนหน้านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับระบอบประชาธิปไตยเพราะกลุ่มอิสระและสถาบันของสังคมเหล่านี้มีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนขีดอำนาจของประชากรและสามารถจำกัดกดทับอำนาจของเผด็จการในอนาคตไม่ให้มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

-          การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงเป็นวิธีที่ประชากรสามารถใช้อำนาจเพื่อต่อต้านการปราบปรามของตำรวจและทหารที่บังคับบัญชาโดยรัฐบาลเผด็จการได้

-          การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงเป็นวิธีที่ประชากรและสถาบันอิสระต่าง ๆ สามารถจำกัดหรือตัดขาดแหล่งอำนาจออกจากชนชั้นนำผู้ปกครอง และคุกคามขีดความสามารถไม่ให้สามารถดำเนินการครอบงำอย่างต่อเนื่องได้ เพื่อผลประโยชน์ของประชาธิปไตย

ความซับซ้อนของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง

ดังที่เราเห็นกันไปแล้วจากการอภิปรายข้างตน การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเทคนิคปฏิบัติการทางสังคมที่มีความซับซ้อน เกี่ยวกับวิธีการ กลไกความเปลี่ยนแปลง และระเบียบความจำเป็นด้านพฤติกรรมที่มีลักษณะเฉพาะหลากหลายจำนวนมาก การขืนต้านทางการเมืองจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและการเตรียมการอย่างระมัดระวัง เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อต้องต่อต้านเผด็จการ ผู้เข้าร่วมที่เปี่ยมหวังจะจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าการวางแผนและการเตรียมการต้องทำอะไรบ้าง ทรัพยากรจะจำเป็นต้องนำมาเตรียมเอาไว้ให้พร้อมสรรพ และนักยุทธศาสตร์จะจำเป็นต้องวิเคราะห์ว่าการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงจะสามารถนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร บัดนี้ เราจะให้ความสนใจไปยังองค์ประกอบต่อมา ได้แก่ ความจำเป็นของการวางแผนยุทธศาสตร์ 

(แปล) ความซับซ้อนของอุตสาหกรรมการกุศล

(แปล) ความซับซ้อนของอุตสาหกรรมการกุศล

 

ปีเตอร์ บัฟเฟต เขียน

ธรรมชาติ กรีอักษร แปล