ทำไมความต่างระหว่าง​แซนเดอร์​สกับวอร์เรนจึงสำคัญ

ซาอิด จีลานี เขียนลงวารสาร Jacobin วันที่ 8 มกราคม​ 2562 แปลโดย ธรรมชาติ​ กรีอักษร​

อลิซาเบธ วอร์เรน​ใช่ว่าจะเป็นนักการเมืองสายกลาง​ แต่​เบอร์​นีย์​จะ​เป็น​ประธานาธิบดี​ที่​ก้าว​หน้า​ที่สุด​ในประวัติศาสต​ร์​สหรัฐอเมริกา​ และ​เขา​มีขบวนการ​เคลื่อนไหว​สนับสนุน​เขา​อยู่​ด้วย

ทั้ง​คู่วิจารณ์​กลุ่ม​อำนาจ​เดิมในพรรค​เดโมแครต​ ทั้ง​คู่​เป็น​ศัตรู​ของวอลสตรีท ทั้ง​คู่​เป็น​นักการเมือง​ที่​มุ่งเป้าสนใจไปที่นโยบาย​ในเชิงสารัตถะ​ แต่นั่น​ไม่ได้​หมายความ​ว่า​เบอร์​นีย์​ แซนเดอร์​ส กับอลิซาเบธ​ วอร์เรน​มีโลกทัศน์​เหมือน​กัน​ แซนเดอร์​สมีแนวโน้ม​มุ่งเป้าสนใจ​ไป​ที่​การแก้ไขปัญหา​ "หลังการกระจายจัดสรร (post-distribution)​" หมายความ​ว่า​เขา​จะเลือกใช้อำนาจ​ของรั​ฐบาลเพื่อเก็บภาษี​และใช้เงินเพื่อตอบสนองโดยตรงต่อความจำเป็น​ของคนอเมริกัน หรือแทนที่ตลาดทั้งหมดโดยสิ้นเชิง แนวคิดสังคมนิยม​ประ​ชาธิปไตย​ของเขา เช่น มหาลัยเรียนฟรี และสวัสดิการ​สุขภาพ​ถ้วนหน้า​ ในปัจจุบั​น​เป็น​สิ่ง​ที่​นักการเมือง​พรรคเดโมแครต​ต้องยอมเคารพ อย่าง​น้อย​ก็​เพื่อเหตุผลในการเลือกตั้ง​ วอร์เรน​ต้องการเสริมพลังอำนาจ​ให้​กับ​คนจัดระเบียบ​และปรับเปลี่ยน​ตลาด​เพื่อกำหนดรูปร่างของรายได้ "ก่อนการกระจายจัดสรร (pre-distribution)" และ​ก่อน​เก็บภาษี​ วอร์เรน​มีแนวโน้ม​จะผลักดันโครงการ​ที่​ใช้​งบประมาณ​สูงน้อยกว่า​ และต้องการ​จัดระเบียบ​วอลสตรีทใหม่​เพื่อ​ทำให้​ชีวิต​ง่าย​ขึ้น​สำหรับ​ผู้บริโภค

ก่อนที่​จะ​กล่าว​ต่อไป​ ผมควรกางไพ่ในมือบนโต๊ะก่อน ผมมีความขัดแย้ง​ด้านผลประโยชน์​กับวอร์เรน​ ในปี ค.ศ. 2012 ผมเคยทำงาน​ให้​กับ คณะกรรมการ​รณรงค์​เพื่อความเปลี่ยนแปลง​เชิงก้าวหน้า (PCCC - Progressive Change Campaign Committee) ซึ่ง​เป็น​คณะทำงานทางการเมือง​ (PAC -​Political​ Action Commission) ภายนอกที่มีอิทธิพล​ที่สุด ซึ่งให้การสนับสนุน​วอร์เรน​ ผมเคยระดมทุน​หลายแสนดอลลาร์​ให้กับเธอและรับอาสาสมัคร​เข้ามาช่วยงานหลายสิบคน ผม​ใช้​เวลา​หลาย​ร้อยชั่วโมง​เพื่อ​ช่วย​ให้​วอร์เรน​ชนะเลือกตั้ง​เข้าไปเป็น​สมาชิก​วุฒิสภา​ ผม​เขียนชื่นชม​เกี่ยวกับ​งานของเธอในวุฒิสภา​ส่วนใหญ​่มาตั้งแต่​นั้น

แต่​ผม​ก็​ตระหนัก​อยู่​เสมอ​ว่า​วอร์เรน​ไม่ได้มาจากขนบทางการเมือง​เดียว​กับคนอย่างเบอร์นีย์​ แซนเดอร์​ เธอเคยเป็น​สมาชิก​พรรครีพับลิก​ันจนถึงปี ค.ศ. 1996 ซึ่งเป็นปีที่เธอตระหนักได้​ว่า​พรรครีพับลิก​ันล้มเหลว​ในการ​ควบคุม​อิทธิพล​ของภาคธุรกิจ (โดยเฉพาะ​การเงิน)​ "ฉัน​เคย​อยู่​กับ​พรรค​รีพับลิก​ันอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะฉันคิดจริง ๆ ว่า​รีพับลิก​ัน​เป็น​พรรคที่มีหลักการแนวทางต่อเศรษฐกิจ​และตลาดแบบอนุรักษ์นิยม" วอร์เรน​กล่าว​ต่อจอร์จ​ สเตฟาโนเปาโล​ใน ค.ศ. 2014 "และฉัน​รู้​สึก​ว่า​พรรครีพับลิก​ันทอดทิ้งสิ่งนั้นไปแล้ว"

เธอ​กล่าว​ต่อ​ไป​ว่า​ "ตอน​นี้​พรรคขยับไปสู่จุดที่บอกว่า ไม่ มัน​ไม่​ได้​เกี่ยวกับ​เรื่อง​ความเท่าเทียม​ทางโอกาส ตอนนี้​ เป็น​เรื่อง​​คน​เรา​มี​โอกาสไม่เท่ากันไปแล้ว" "และ​ก่อน​หน้า​นี้​ พรรครีพับลิก​ันเคยลุกขึ้น​สู้​กับ​สถาบัน​การ​เงิน​ขนาดใหญ่​จริง ๆ เมื่อสถาบันเหล่านี้​ทุบตีครอบครัว​ชนชั้น​กลางชาวอเมริกัน​ ฉัน​แค่​รู้​สึก​ว่า​รีพับลิก​ันห่างไกลจากจุดนั้นมาก และมาก ๆ ด้วย"

หลังจากแยกทาง​กับพรรครีพับลิก​ัน วอร์เรน​ง่วน​อยู่​กับ​การ​ส่งเสริม​ความ​เท่าเทียม​ทางโอกาส และระบบที่เป็น​ธรรม​ยิ่งขึ้น​สำหรับ​คนงาน​และผู้บริโภค​ อุดมคติ​ของเธอ​ แม้จะไม่หลุดจากปีกเสรีนิยม​ของพรรครีพับลิก​ันในช่วงกลางศตวรรษ​ที่แล้วมากนัก แต่หากทำได้จริง ก็จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง​ต่อสถานะทางเศรษฐกิจ​ของกลุ่มอำนาจเดิมเช่นกัน ในการสัมภาษณ์​เพื่อบทความ​ชิ้นนี้ โนม ชอมสกี้ เรียกวอร์เรน​ว่า​เป็น​ "ผู้สมัครท้าชิงที่น่าเชื่อถือ" ซึ่ง​ "ใช้ได้เวลาดูนโยบาย​ภายใน​ประเทศ​"

ทว่าแซนเดอร์​สกลับอยู่นอกระบบพรรคการเมือง​กระแสหลัก​เสมอมา เขามีลักษณะ​ร่วมกับ​นักสังคมนิยม​ที่​ไม่​ใช่ชาวอเมริกัน​ เช่น อีโว โมราเลส และเจเรมี คอร์บิน มากกว่า​ เมื่อเทียบ​กับ​ผู้มีชื่อเสียง​ของ​พรรคอย่างจอห์น​ เคเนดี้ ซึ่ง​วอร์เรน​เชื่อมโยง​ด้วยอย่างแนบเนียน​ แซนเดอร์​สจะเป็น​ประธานาธิบดี​​ที่​ก้าวหน้า​ที่​สุด​ที่สหรัฐ​อเมริกา​เคย​ได้​เห็น​ สมาชิก​วุฒิสภา​สองคนนี้มีทฤษฎี​ต่อความ​เปลี่ยน​แปลง​แตกต่าง​กัน​ด้วย​ แซนเดอร์​ส​เชื่อ​ใน​การเมือง​จากล่างขึ้นบนที่มีรากมาจากขบวนการ​เคลื่อนไหว​ ตั้งแต่​สมัย​ที่​ยัง​เป็น​นายกเทศมนตรี​ของเมืองเบอร์​ลิงตัน รัฐเวอร์มอนต์​ เขา​พยายาม​ปลุกพลัง​ของพลเมือง​ในการมีส่วนร่วม​กับรัฐบาล​ โดยปกติ​แล้ว​เขา​จะ​ไม่​เชื่อ​ใจชนชั้น​นำ​และการตัดสินใจ​ที่​ไม่​นำสาธารณชนมานับรวม อีกด้านหนึ่ง​ โดยปกติ​แล้ว​ วอร์เรน​จะยอมรับ​ความจริง​ทางการเมือง​และพยายาม​ทำงาน​เพื่อ​ผลักดัน​ให้ผู้ตัดสินใจ​ที่​เป็น​ชนชั้น​นำ​หันมาเห็น​ด้วย​กับ​มุมมอง​ของเธอ​

สมัยที่​ผมทำงาน​ให้​กับ PCCC มีคนมาบอกกับผมว่าวอร์เรนตัดสินใจลงชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา หลังจากเห็นพลังอำนาจที่เธอมีในฐานะเป็นประธานผู้ดูแลเรื่องการให้เงินช่วยเหลือธนาคารล้มละลาย เธอเชื่อว่าการ "อยู่ในห้อง" กับผู้ตัดสินใจในรัฐบาลโอบามาเป็นกุญแจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลง ขณะที่วอร์เรนต้องการนั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกับชนชั้นนำต่าง ๆ เพื่อถกเถียงสนับสนุนนโยบายก้าวหน้า แซนเดอร์สต้องการเปิดโอกาสให้สาธารณะชนเป็นผู้กำหนดนโยบาย

นักสังเกตการหลายคนชี้ว่าวอร์เรนสนับสนุนกฏหมายส่วนใหญ่ของแซนเดอร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่นั่นไม่ได้ความหมายว่าเธอจะจัดลำดับความสำคัญหรือมีโลกทัศน์เหมือนกับแซนเดอร์สมากไปกว่าที่เคียสเซน จิลลิแบรนด์ อดีตทนายความของบริษัทบุหรี่รายใหญ่ หรือ คอรีย์ บุ๊คเกอร์ ผู้สนับสนุนการแปรรูปวิสาหกิจโรงเรียนจัดลำดับความสำคัญหรือมีโลกทัศน์ร่วมกับแซนเดอร์ส เพราะสองคนนี้ก็สนับสนุนกฏหมายส่วนใหญ่ของแซนเดอร์ก่อนมีแนวโน้มว่าจะลงแข่งเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเช่นเดียวกัน

นี่ไม่ใช่การกล่าวว่าวอร์เรนอยู่ในปีกการเมืองเดียวกับบุ๊กเกอร์หรือจิลลิแบรนด์ เธอจัดว่าอยู่ซ้ายกว่าทั้งสองคนอย่างมีนัยสำคัญ แต่การหันมาเห็นด้วยกับความคิดตามแนวทางของแซนเดอร์สก่อนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ไม่ได้เท่ากับหมายความว่าเธอจะให้ความสำคัญกับแนวคิดเหล่านี้ในฐานะประธานาธิบดี

ประธานาธิบดีไม่ว่าคนใดก็ล้วนแต่มีต้นทุนทางการเมืองและการสนับสนุนจากรัฐสภาอยู่จำกัด และดังนั้นจึงต้องเลือกประเด็นการต่อสู้ การต่อสู้เหล่านี้อาจมีราคาที่ต้องจ่ายสูงอย่างมาก -- อุตสาหกรรมประกันสุขภาพใช้เงินกว่าหนึ่งร้อยล้านดอลล่าร์เพื่อสู้กับโอบาม่าแคร์ (Affordable Care Act) กฏหมายซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมส่วนใหญ่แต่อย่างใด เราคงจินตนาการได้ไม่ยากเลย ถ้าบริษัทประกันสุขภาพจะใช้เงินพันล้านดอลล่าร์ เพื่อหยุดกฏหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Medicare for All) ซึ่งคงกำจัดกฏหมายดังกล่าวทิ้งไปได้อย่างแน่นอน สิ่งที่ประธานาธิบดีเลือกดำเนินการภายใต้ความเป็นจริงทางการเมืองขึ้นอยู่กับแก่นโลกทัศน์และคุณค่าอย่างมหาศาล และถ้าคุณย้อนเวลากลับไปดูสองสามปีก่อนที่วอร์เรนจะประกาศลงแข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี คุณจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเธอให้ความสำคัญกับแนวทางการแก้ไขปัญหาก่อนการกระจายจัดสรร และมุ่งไปที่การจัดระเบียบ มากกว่าแนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตยของแซนเดอร์ส

ตัวอย่างเช่น เมื่อลงแข่งชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในปี 2012 วอร์เรนไ่ม่ได้สนับสนุนการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นจุดยืนของมาริซา เดอฟรังโก ทนายความด้านกฏหมายคนผลัดถิ่น ที่ลงแข่งโดยชูนโยบายซ้ายกว่าวอร์เรนทั้งในประเด็นประกันสุขภาพและนโยบายต่างประเทศ แต่ต้องพ่ายแพ้ไปในกระบวนการเลือกผู้แทนภายในของพรรคเดโมแครต (หนึ่งในนักกิจกรรมของพรรคเดโมแครต กล่าวว่าต้องใช้เผด็จการ ไม่ใช่ประธิปไตย หากจะเอาชนะสกอตต์ บราวน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในขณะนั้น)

หลังจากเดอฟรังโกโดนกำจัดออกไปเพราะพ่ายแพ้กระบวนการเลือกตั้งผู้แทนพรรค วอร์เรนไม่รู้สึกกดดันว่าจะต้องโน้มไปทางปีกซ้ายมากขึ้นแต่อย่างใด ครั้งหนึ่งระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น เธอเคยได้รับคำถามเกี่ยวกับการเขียนชื่นชมระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในหนังสือบทหนึ่งที่เธอร่วมเขียนกับเดโบราห์ ธอร์น

"สมมติว่าถ้าคุณได้เป็นพระเจ้าซาร์หญิง ประเด็นอย่างประกันสุขภาพถ้วนหน้า การประกันสุขภาพโดยรัฐบาล ต้นทุนการบริหารถูกกว่ามาก อะไรทำนองนั้น วุฒิสมาชิกวอร์เรนจะเสนอเป็นทางออกหรือไม่ครับ" "ฉันคิดว่าสิ่งที่เราต้องทำตอนนี้ และฉันจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันคิดว่าเราต้องอยู่กับสิ่งที่เป็นไปได้ และฉันคิดว่าสิ่งที่เราจะทำ แล้วคุณลองดูฝุ่นที่ตลบอยู่ตอนนี้สิ เราจำเป็นต้องรวบรวมผลลัพธ์ที่ได้จากสิ่งที่เรามีอยู่บนโต๊ะเจรจาค่ะ"

ผู้สื่อข่าวถามต่อโดยถามว่าส่วนตัวแล้ววอร์เรนสนับสนุนการประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือไม่ เธอตอบว่า "ไม่"

5 ปีให้หลัง หลังจากที่แซนเดอร์สใช้เวลาหลายสิบปีสนับสนุนเพื่อช่วยทำให้กฏหมายประกันสุขภาพเป็นที่นิยม วอร์เรนจึงตัดสินใจสนับสนุนนโยบายดังกล่าว แต่ต่างจากการคุ้มครองผู้บริโภคหรือการจัดระเบียบภาคการเงิน การปักธงกฏหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้าดูเหมือนจะไม่ใช่ประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับวอร์เรน เธออาจไม่ได้ปฏิเสธนโยบายดังกล่าว แต่ถ้าเธอจะใช้ต้นทุนทางการเมืองที่มีอยู่จำกัดเพื่อให้เรื่องผ่านรัฐสภาไปได้แล้วละก็ ทายได้เลยว่าเธออาจมุ่งเป้าสนใจไปที่แก่นประเด็นหลักสำคัญที่สุดของเธอ ที่เธอต่อสู้ผลักดันมาตลอดช่วงวัยผู้ใหญ่ของเธอ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่วอร์เรนไม่ได้ชูประเด็นเรื่องการประเด็นสุขภาพถ้วนหน้าในการจัดงานหาเสียงสองครั้ง ณ รัฐไอโอวา และเมื่อโดนถามถึงโดยผู้สื่อข่าวของวอชิงตันโพสต์ เธอตอบว่าเธอไม่ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะไม่มีใครในงานพูดถึงเรื่องนี้

เวลาที่​วอร์เรน​กล่าว​ว่า​ความแตกต่าง​หลักสำคัญ​ระหว่าง​แซนเดอร์​ส​กับเธอ​คือเธอเป็น​ผู้ที่สนับสนุน​ทุนนิยม​ คำพูดของเธอไม่ใช่​แค่คำโวหาร​ งานตลอดชีวิต​ของเธอคือการทำให้​ตลาด​มีการแข่งขัน​มากขึ้น​และ​เป็น​ธรรม​มากขึ้น​ ไม่ใช่​การกระจายจัดสรรเงินใหม่จากคนรวยไปสู่คนจน หรือการถอดกิจกรรม​ทางเศรษฐกิจ​จำนวนมากออกจากภาคเอกชน​ (นี่คือเหตุผล​ว่า​ทำไมวอร์เรน​ถึงเคยเป็นผู้สนับสนุน​รายใหญ่​ของโรงเรียนกฏบัตร [charter school - หมายถึงโรงเรียนอิสระที่ได้รับงบประมาณ​จากรัฐ แต่บริหารโดยเอกชน และรับนักเรียนที่มีคุณสมบัติ​ตามที่​กำหนดเท่านั้น -​ ผู้แปล, ข้อมูลจาก Cambridge Dictionary Online]​ โดยเชื่อว่าโรงเรียน​ลักษณะ​นี้ก่อให้เกิดการแข่งขัน​ที่​จำเป็น​อย่าง​ยิ่ง)​

กฏหมายนิติบัญญัติ​ที่​มีชื่อเสียง​ของวอร์เรนนับว่ามีความหนักแน่นและจริงจัง กฏหมาย​เพื่อ​ทุนนิยม​ที่​เป็น​ธรรม​ (Accountable Capitalism Act) จะทำให้บริษัทมีความ​รับผิดชอบ​ต่อผู้ถือหุ้น​มากขึ้น​ เช่นเดียวกับ​รับผิดชอบ​ต่อคนงานที่ผลิตกำไรให้พวกเขา สำนักงานการคุ้มครอง​ทางการเงินเพื่อผู้บริโภค​ (The Consumer Financial Protection Bureau) ซึ่ง​โดยส่วน​ใหญ่​แล้ว​เกิดขึ้น​มาได้เพราะการผลักดัน​ของวอร์เรน​ ได้ให้ความช่วยเหลือ​แก่ผู้บริโภค​ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ​จากภาคอุตสาหกรรม​มาโดยตลอด​ แต่สิ่งเหล่านี้​ก็ชี้ให้เห็น​ความ​แตกต่าง​ทางการเมือง​ของทั้งสองคนเช่นเดีย​วกัน

ขณะ​ที่​แซนเดอร์สพยายาม​ผ่านอนุมัติ​กฏหมายเพื่อทำให้ค่ารักษา​พยาบาล​ฟรีในระดับ​พื้นฐาน​ วอร์เรน​พยายาม​เขียนกฏหมาย​เพื่อ​ทำให้ระเบียบ​ของอุตสาหกรรม​ประกันสุขภาพ​รัดกุม​ขึ้น​ ขณะที่​แซนเดอร์​ส​เสนอให้มหาวิทยาลัย​ในอเมริกา​สามารถเรียนได้ฟรี วอร์เรน​เสนอทางเลือก​ที่​สาม คือ การเพิ่มงบประมาณ​รัฐให้แก่มหาวิทยาลัย​ (และเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย​สามารถเสนอ "ทางเลือกที่ไม่ต้องเป็​นหนี้" ได้)​ และทำให้มหาวิทยาลัย​รับผิดชอบเงินที่รัฐบาลกลางมอบให้มากยิ่งขึ้น​

"เดโมแครต​พูดถึงทรัพยากร​ โดยชี้ให้เห็น​ว่า​เราไม่ได้ลงทุนกับเด็กเหมือนในอดีต รีพับลิก​ันพูดถึง​เรื่อง​ความ​เสี่ยงและเครื่องจูงใจ​ โดยเถียง​ว่า​นักเรียน​ยอมเป็น​หนี้โดยไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ส่วนมหาวิทยาลัย​ก็เข้าถึงเงินรัฐบาล​กลางได้ ไม่ว่า​คุณภาพ​และต้นทุน​การศึกษา​จะเป็น​อย่าง​ไร​ก็​ตาม​" วอร์เรน​ตั้ง​ข้อสังเกต​ระหว่าง​ที่​กล่าว​สุนทรพจน์​ต่อหน้า​สหพันธ์​ครูอเมริกัน​ในปี ค.ศ. 2015 "ความ​จริง​ก็คือ ทั้งสองพรรคพูดถูกทั้งคู่​" ไอเดียเรื่อง​การ​ทำ​ให้​มหาวิทยาลัย​ฟรีค่าเทอมไม่เคย​อยู่​ในความ​คิดของวอร์เรน​เลย จนกระทั่ง​เธอสนับสนุน​กฏหมาย​ของแซนเด​อร์ส​ที่จะทำเช่นนั้น​ใน ค.ศ. 2017

วอร์เรนไม่ได้ต่อต้านโครงการ​รัฐบาลที่เข้มแข็ง​โดยสิ้นเชิง​ เธอ​เป็น​ผู้ที่​สนับสนุนบริการ​ธนาคารผ่านสถานีไปรษณีย์​ และเธอยังเสนอให้รัฐบาล​กลางเข้าไปมีส่วนร่วม​ในธุรกิจ​ผลิตยาเภสัชกรรม​ทั่วไป​ด้วย แต่​ทั้ง​สอง​มาตรการ​เป็น​ไปเพื่อ​ส่งเสริม​การ​แข่ง​ขัน ซึ่ง​ต่างจาก ตัวอย่าง​เช่น​ ประกันสุขภาพ​ถ้วนหน้า​ ซึ่ง​จะ​เข้า​แทน​ที่​อุตสาหกรรม​ประกันสุขภาพ​เอกชน​ทั้งหมด​อย่าง​สิ้นเชิง​

แซนเดอร์​ส​ไม่ได้​ต่อต้านมาตรการ​ "ก่อนการกระจายจัดสรร" การณรงค์​ต่อต้านบริษัท​อเมซอนของแซนเดอร์​ส​ส่งผลให้บริษัท​เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น​ชั่วโมง​ละ 15 ดอลลาร์​ เขาเป็นผู้เขียนกฏหมาย​ที่​จะส่งเสริมให้บริษัทธุรกิจ​มีคนงาน​เป็น​เจ้าของ แซนเดอร์​ส​เป็น​ผู้สนับสนุน​แรงงาน​อย่างแข็งกร้าว​ และเป็​นผู้ต่อต้าน​การผ่อนคลาย​ระเบียบ​ทางเศรษฐกิจ​อย่าง​ซื่อสัตย์​

แต่เราก็เห็นได้ชัด​เจน​ว่า​การจัดลำดับ​ความ​สำคัญ​ของเขาเป็น​อย่าง​ไร​ การเสนอกฏหมายของเขาทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับ​การเพิ่มภาษี​และการจ่ายค่ารักษา​พยาบาล​และ​การ​ศึกษา​ให้กับชาวอเมริกัน​โดยตรง สำหรับ​เบอร์​นีย์​แล้ว​ ปัญหา​ไม่ใช่การที่ระบบถูกชักไยฉวยใช้จนประชาชน​กลายเป็น​นายทุนไม่ได้ หรือการที่ผู้คุมระเบียบ​จำเป็น​ต้อง​ได้รับ​การ​เสริม​พลัง​อำนาจ​เพื่อดำเนินการ​ในฐานะ​ตัวแทน​ของสาธารณชน​ ปัญหา​อยู่​ตรง​ที่​ยังมีบทบาท​ไม่เพียงพอ​ในการ​เบียด​แซงหน้า​ภาคส่วนเอกชน​ เพื่อนำส่งเงินทุนและบริการ​ให้แก่คนจนและคนทำงาน​โดยตรง ใน​การ​ลงชิง​ตำแหน่ง​ประธานาธิบดี​ครั้ง​ที่​แล้ว​ของแซนเดอร์ส เขา​เสนอให้ใช้ภาษีจำนวนมหาศาลและการกำหนดภาษีประเภท​ใหม่เพื่อจ่ายให้กับวาระของเขา ในการสัมภาษณ์​ปีที่แล้ว​ เธอขอไม่พูดถึง​ว่า​อัตรา​ภาษีสูงสุด​สำหรับ​เธอ​คือ​เท่าใด แม้ในอดีตเธอจะสนับสนุน​นโยบาย​ภาษีของพรรคเดโมแครต​กระแสหลัก​เป็น​ส่วนใหญ่​ เช่น กฏของบัฟเฟต [หมายถึง​การเก็บภาษี​ 30% กับบุคคล​ที่​มีรายได้อย่างน้อย 1 ล้านดอลล่าร์​ขึ้นไป -​ ผู้แปล] เป็น​ต้น ส่วนแซนเดอร์​ส​เคย​กล่าว​ต่อผู้สัมภาษณ์​คนเดียว​กับที่เคยถามวอร์เรน​ไว้อย่างโด่งดังว่า เขาไม่มีปัญหา​กับการเก็บภาษี​เงินได้ในอัตรา 90% เหมือน​ที่​เคยทำในสมัยรัฐบาล​ไอเซนฮาวร์

หลังจากอลิซาเบธ​ วอร์เรน​ประกาศ​ตั้งคณะกรรมการ​สำรวจ​ [เพื่อระดมทุนและเตรียม​ชิงตำแหน่ง​ประธานาธิบดี -​ผู้แปล]​ และแซนเดอร์​ส​มีแนวโน้ม​ว่าจะ​เข้าไปแข่งเป็นตัวแทน[ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี]​ของพรรคเดโมแครต​ นับ​เป็น​เรื่อง​สำคัญ​ที่​ผู้ลงคะแนน​เสียง​จะต้องศึกษา​บันทึกและโลกทัศน์​ของแซนเด​อร์ส​และวอร์เรน​ให้ละเอียด​ละออ แม้ทั้งคู่จะเป็น​คนที่​วิจารณ์​กลุ่ม​อำนาจ​เดิมในพรรค​เดโมแครต​ ความเชื่อที่คงอยู่​มายาวนาน​ของ​ทั้งสอง​จะทำให้เกิดการจัดลำดับ​ความ​สำคัญ​ของวิธีการแก้ไขปัญหา​ที่ต่าง​กัน ทั้งในแง่ของนโยบาย​ที่​ทั้งคู่​ผลักดัน​ และวิธีการวางแผน​เพื่อบรรลุ​เป้าหมาย​ดังกล่าว​

วอร์เรน​เป็น​นักวิชาการ​นิติศาสตร์​ที่​ยอดเยี่ยม​ และเปลี่ยน​สังกัดพรรค​หลัง​ศึกษา​การใช้อำนาจ​โดยมิชอบ​ใน​อุตสาหกรรม​การเงิน​ ในฐานะ​สมาชิก​วุฒิสภา​ เธอส่งเสริม​ให้​เกิดความเปลี่ยนแปลง​อย่าง​มีประสิทธิภาพ​ โดยส่วนใหญ่​แล้ว​อาศัยการตั้งคำถาม​สอบสวน​อย่างชาญฉลาด​ต่อหน้าที่ประชุมขอคำชี้แจงโดยคณะกรรมการ​ของสภา (hearing)​ และการรณรงค์​​อย่างมีประสิทธิภาพ​ภายใต้ห้องประชุม​ของรัฐสภา บ่งบอก​ได้​เลยว่า​ เธอคงนั่งรอให้​การเลือกตัวแทนพรรคในปี ค.ศ. 2016 จบก่อน แล้วค่อยเลือกให้คำแนะนำ​เชิงนโยบาย​แก่ฮิลลารี คลินตันอย่างทรงพลัง แต่ปิดเป็นการส่วนตัว

แนวทางดังกล่าว​ต่างจากของแซนเดอร์​ส​อย่าง​มาก เพราะแซนเด​อร์สท้าทายภูมิปัญญา​กระแส​หลัก​ในปี ค.ศ. 2016 ด้วยการประกาศลงชิงตำแหน่ง​ ประธานาธิบดี​และ​กลายเป็น​หนึ่ง​ใน​นักการเมือง​ที่​ทรงอิทธิพล​ที่​สุด​ในสหรัฐ​อเมริกา​ เนื่องจาก​มีอาสาสมัคร​และผู้ร่วมบริจาค​รายย่อยนับพันคน เพียง​เวลา​ไม่​กี่ปี​ เขา​ทำ​ให้​นโยบาย​สังคมนิยม​ประ​ชาธิปไตย​กลายเป็น​แนวคิด​กระแสหลัก​ไปแล้ว สมาชิก​พรรคเดโมแครต​ส่วนใหญ่​กล่าว​ว่า​ตนเองเห็นด้วย​กับสังคมนิยม​มากกว่า​ที่​ตน​เห็น​ด้วย​กับทุนนิยม​แล้ว​ในปัจจุ​บัน​

ทันทีที่​ประธานาธิบดี​คนต่อไป​ดำรงตำแหน่ง​ ประธานาธิบดี​คนใหม่​อาจต้องเผชิญ​กับ​ความ​ตึงเครียด​และ​แรงกดดัน​​จากกลุ่ม​ผลประโยชน์​ที่ทรงอำนาจ โดยเฉพาะกลุ่ม​ธุรกิจ​รายใหญ่​ การเลือกว่าจะสนับสนุน​ใคร​ระหว่าง​วอร์เรน​และแซนเดอร์​ส​อาจเป็นสิ่งกำหนดด้วยเช่นกัน​ ว่าประธานาธิบดี​คนใหม่​จะเผชิญ​หน้า​กับกลุ่ม​ผลประโยชน์​เหล่านี้​ด้วย​การใช้เหตุผลอย่างระมัดระวัง​และการรณรงค์​อย่างมีหลักการ​ หรือจะใช้สรรพกำลังของขบวนการ​มวลชน​

(แปล) ความซับซ้อนของอุตสาหกรรมการกุศล

(แปล) ความซับซ้อนของอุตสาหกรรมการกุศล

 

ปีเตอร์ บัฟเฟต เขียน

ธรรมชาติ กรีอักษร แปล