Skip to main content
ชิ สุวิชาน
“ผมมีเพื่อนปกาเกอะญอมาด้วยคนหนึ่ง” ผมบอกกับคนดูผมได้ไปพบ และได้ไปฟัง เพลงที่เขาร้อง ณ ริมฝั่งสาละวิน ทำให้ผมเกิดความประทับใจในท่วงทำนองและความหมายของบทเพลงรวมทั้งตัวเขาด้วยผมทราบมาว่าตอนนี้เขาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่  ผมจึงไม่พลาดโอกาสทีจะชักชวนเขามาร่วม บอกเล่าเรื่องราวของชนเผ่า ผ่านบทเพลงที่ผมประทับใจ ซึ่งแรก ๆ นั้น เขาแบ่งรับ แบ่งสู้  ที่จะตอบรับการชักชวนชองผม แต่ผมก็ชักแม่น้ำทั้งห้า จนเขาหมดหนทางปฏิเสธ“ผมไม่คุ้นเคยกับการร้องเพลงต่อหน้าคนมาก ๆ นะ” เขาออกตัวกับผมก่อนวันงาน แต่เมื่อถึงวันงานเขาก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง เขาเดินออกมาแบบเกร็งๆ และประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เขาจะยืนตรงก็ไม่ใช่ จะยืนเท้าเอวก็ไม่เชิง “ตอนขึ้นต้นช่วยร้องนำให้หน่อยนะ ผมไม่มั่นใจ ผมกลัวขึ้นไม่ถูก” เขากระซิบข้างผมก่อนจะร้องเพลง ผมพยักหน้าตอบและยิ้ม ๆ เพื่อให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้น ผมบีบแขนเขา เพื่อให้เขาหายเกร็ง เขาหันกลับมายิ้มแบบเกร็ง ๆ อยู่เหมือนเดิม  เมื่อผมเริ่มบรรเลงเตหน่า เขาเริ่มทำหน้าเครียดทันที เขาพยายามฟังเตหน่าของผม และพยายามดูหน้าของผม เผื่อผมจะส่งสัญญาณให้ขึ้นต้นร้องเพลง  และแล้วเขาก็เริ่มต้นร้องพลาดจนได้ แต่ผมส่งสัญญาณให้เขาเดินหน้าร้องต่อไป  เขาไม่ลังเลอีกแล้ว เขาเปล่งเสียงร้องต่อแบบสั่น ๆ นิดหน่อย
นาโก๊ะลี
เคยได้ฟังมาว่า  ครั้งหนึ่งเออเนส เฮมมิงเวย์ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ภาวะที่ดีที่สุดสำหรับนักเขียน คือภาวะที่เปลี่ยวเหงาโดดเดี่ยว  เมื่อไรก็ตามที่นักเขียนเป็นที่รู้จักของมหาชนมากขึ้น ยื่งมากขึ้นเท่าใด พลังแห่งการสร้างสรรค์ของนักเขียนก็จะยิ่งเหือดหายไป.....................  เมื่อคราวแรกที่ดูหนังเรื่อง Finding Forester  ก็สงสัยว่า ตัวละครหลักของเรื่องคือ William Forester  ซึ่งเป็นนักเขียนมีชื่อเสียง เขียนหนังสือเล่มเดียวแล้วก็ไปเก็บตัวอยู่โดดเดี่ยวในห้องเช่าเล็กๆ ในเขตคนผิวดำ  แล้วก็ไม่มีผลงานตีพิมพ์อีกเลย  เมื่อดูหนังเรื่องนี้หลายรอบเข้า  ว่าก็ปาเข้าไป ห้าถึงหกรอบเข้าไปแล้ว ถึงได้รู้ว่า  สาเหตุที่เขาไม่เขียนหนังสืออีก คือ (ในเรื่องเขาเล่าเรื่องนี้ให้ เด็กหนุ่มชื่อ จามอล วอลเลส ฟัง) พี่ชายเขาป่วย เขาพาพี่ชายไปโรงพยาบาล ยามนั้นเขาเป็นนักเขียนชื่อดัง  พยาบาลซึ่งแทนที่จะใช้เวลาดูแลคนป่วย กลับมาถามแต่เรื่องงานเขียน หนังสือ หรือเรื่องราวอื่นๆ กับเขา  หลังจากพี่ชายตาย เขาก็เลิกเขียน หรือเขียนแต่ไม่ได้พิมพ์งาน  แล้วก็มาอาศัยในห้องเช่าเล็ก ๆ  ในเขตบล็อง   ว่ากันต่อมาว่า  ชีวิตนักเขียนต้องเดินทาง ไปใกล้ไปไกลอย่างไรก็ขอให้ได้ไป  การได้ไปสัมผัสชีวิตในมิติต่างๆ  พบเจอเรื่องราวต่างๆ  ทำให้ได้แรงบันดาลใจ  ทำให้ได้รับฟังและเก็บเรื่องราว  และสิ่งสำคัญก็คือการฟัง  ว่าในแง่การฟังก็เป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งของชีวิต กับการเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับผู้คนและธรรมชาติ  ครั้งหนึ่งผู้เฒ่าในเมือง ตั้งคำถามกับผู้เฒ่าบนดอยว่า มีที่ดินสามสิบไร่ในเมืองเป็นที่ยังรกร้างว่างเปล่า  จะทำอะไรในที่ดินผืนนั้น  ผู้เฒ่าบนดอยบอกผู้เฒ่าในเมืองว่า ท่านต้องไปที่นั่นบ่อยๆ อาจจะพักค้างคืนที่นั่นบ้าง แล้วรอฟังเสียง  ฟังว่าผืนดินนั้นจะบอกให้ท่านทำอะไร  ถ้าท่านฟัง  ท่านจะได้ยิน    เวลาต่อมาผู้เฒ่าในเมือง ก็ไปที่ผืนดินนั้น บ่อยเข้า  ในที่สุดที่ดินผืนนั้นก็กลายเป็นทุ่งนา  แม้ว่าชาวบ้านละแวกนั้นจะวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เอาที่ดินราคาหลายร้อยล้านมาทำนาก็ตาม  เช่นนั้นเอง.....   การเดินทางของนักเขียนจะมีความหมายอะไร  หากว่าเขาไม่ได้ ฟัง  นั่นเพราะว่า นักเขียนก็คือนักเล่าเรื่อง ด้วยอักษร ถ้อยคำอักษร  ความจริงก็อาจจะไม่ต่างจากถ้อยคำที่กล่าวออกไป  ความหมายของมันจึงงดงามในความที่ว่า  เรื่องราวเหล่านั้นถูกร้อยเรียงออกมาด้วยความงดงาม  สิ่งที่ถูกบอกเล่าคือ ภูมิปัญญาบรรพชน  หลอมรวมกับความรู้สึกนึกคิดของผู้เล่า ซึ่งประกอบไปด้วยการเกื้อหนุนมากมาย ทั้งพ่อแม่พี่น้อง ทุ่งนาป่าเขา แม่น้ำลำคลอง  ทั้งหมดนั้นส่งผ่านวิญญาณนักเล่าเรื่อง  ให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว  เช่นนั้นเอง เรื่องราวที่เล่าก็หาใช่เรื่องราวที่เขาสร้าง  หากแต่องค์ประกอบทั้งหลายนั้นล้วนมีส่วนต่อถ้อยความทั้งหลาย ในภาวะอันโดดเดี่ยวของนักเขียน  ความจริงจึงมิอาจโดดเดี่ยว  ตราบใดที่เขายังบอกเล่าเรื่องราวทั้งของตัวเอง และของผู้อื่น  เขาจะโดดเดี่ยวไปได้อย่างไร  แต่ความหมายก็คือ  โอกาสในการที่จะได้ฟังเรื่องราวต่างๆ  นั้นจะได้มาอย่างไร  การเดินทางที่สามารถเกื้อหนุนการรับฟังนั้นจะเกื้อกูลอย่างไร  แล้วสภาวะใดเล่าที่ดีที่สุด  คำตอบก็คือ ขณะนี้.........
พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ
  .............. ว่ากันว่า...โชคลาภวาสนาเป็นเรื่องชะตาลิขิต แต่ถึงอย่างนั้นในฐานะชาวพุทธ คงจะละเลยเรื่องเหตุปัจจัยและ "กรรม-วิบากกรรม" ไปไม่ได้ .............. จะอย่างไรก็แล้วแต่ถึงบัดนี้ คุณสมัคร สุนทรเวช ก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่ผ่านขั้นตอนแบไทยๆ คือมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าเรียบร้อยแล้วรอเพียงการเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโปรดเกล้าฯ และเสนอนโยบายรัฐบาลผ่านสภาฯ ... คำปรามาสของใครต่อใครก็จะกลายเป็นการดูหมิ่นและอาจนำไปสู่ระดับที่คุณสมัครถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทไปได้ในที่สุด สรุปความได้ ว่า "นายกรัฐมนตรี คนที่ 25" คือ นายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง "คนแรก" ของรัฐธรรมนูญ 2550อันมีที่มาจากสภานิติบัญญัติ และสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งผูกพัน หรือเกี่ยวข้อง กับ "คมช." หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอันเกิดขึ้นเพราะการรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549ที่นำโดยผู้นำเหล่าทัพ และผู้นำตำรวจ กับพลเรือนจำนวนหนึ่ง เป็นรัฐประหารที่มีชาวบ้านชาวเมืองชื่นชมในเบื้องต้นก่อนจะก่นด่าในช่วงกลาง และหันมาเทคะแนนให้พรรคพลังประชาชนของคุณทักษิณในท้ายที่สุด... ดังที่คุณสมัคร ได้อนิสงส์ อยู่ในบัดนี้นี่เอง .............. การก้าวเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐ ของพรรคพลังประชาชนถึงจะปฏิเสธอย่างไร ก็ยากจะมีคนเชื่อถือ ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณทักษิณ พรรคไทยรักไทย และอดีตผู้บริหารพรรค ทรท.คณะเดิม ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนจึงมักถูกศัตรูทางการเมือง ตราหน้าว่าเป็นชัยชนะของ "นอมินี" ทางการเมืองทั้งระดับตัวบุคคล และระดับพรรค จะว่าไปแล้วระยะแรกคุณสมัครก็ยอมรับก่อนจะมาปฏิเสธในภายหลัง เมื่อบางฝ่ายจะถือเป็นเหตุบ่งชี้ให้ พปช.ผิดกฎหมายร้ายแรงถึงระดับยุบพรรค แต่เมื่อกล่าวอย่างถึงที่สุดจะนอมินีหรือไม่ คุณทักษิณชักใยหรือไม่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ลงคะแนนให้ สส. ของพรรคนี้และลงคะแนนให้มากกว่าพรรคอื่นๆ ทุกๆ พรรคเสียด้วย เป็นชัยชนะถูกต้องและครบถ้วนตามเงื่อนไขของกติกา-กฎหมาย และกระบวนการตรวจสอบโดยองค์กรของรัฐ ที่ดูแลรับผิดชอบ ตามขั้นตอนที่วางไว้ กล่าวได้แบบไทยๆ ว่าไม่ผิดเพราะอย่างน้อย ความผิดก็ไม่มีใครจับได้ไล่ทัน .............. ชัยชนะตามกติกาได้ตำแหน่งโดยผ่านกระบวนการถูกต้องและครบถ้วน ถึงใครจะหมั่นไส้ ใครจะไม่ชอบหน้าใครจะติเตียนการกระทำในอดีต ติเตียนแนวคิดปัจจุบันหรือรังเกียจภาพฝันทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในอนาคต และใครที่เบื่อหน่ายพฤติกรรมอันเนื่องมาจาก กาย วาจา และใจของ นายสมัคร สุนทรเวชก็ย่อมอิหลักอิเหลื่อ กับชัยชนะตามกติกาประชาธิปไตยอันจะว่าไปแล้วก็ถือได้ว่า นายกสมัครฯ ยังสง่างามกว่า พล.อ. สุรยุทธิ์ ณ คมช. เป็นไหนๆ ประชาธิปไตยของพวกเราบกพร่องหรือไม่ใครรู้ชัดก็อธิบายหน่อยเถิด ว่า..ทำไม "นายกฯ" และ"ว่าที่ ครม." ถึงมีสภาพอย่างที่เห็นๆ กันนี้ ทั้งๆ กุมเสียงข้างมาก และมีแบคอัพมหึมาพร้อมที่จะปกป้องดูแล และชักใยไปตามคติความเชื่อของ "เจ้าของ" ที่ยังเข้าประเทศไม่ได้ .............. โชคชะตาวาสนาบารมี "ดลบันดาล" แล้วเหตุปัจจัยในระบอบประชาธิปไตย เปิดโอกาส..และเอื้ออำนวยแล้วองคาพยพทั้งภาครัฐและราษฎรอำนวยให้ได้เป็นประมุขฝ่ายบริหารแล้ว กล่าวได้ว่าหลังจากนี้ไป ทั้งหลายทั้งปวงก็ขึ้นอยู่กับคุณสมัครและพรรคพวกเป็นหลัก(ถ้าไม่นับพวกผู้กำกับ หรือคนเขียนบท)ว่าจะบริหารโอกาสและเวลาให้มี ประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล อย่างไร อย่าลืมว่าอำนาจวาสนานั้นมีที่มาที่ไปมีเหตุ และมีปัจจัยตลอดจนมี "ต้นทุน" อยู่เสมอ นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ท่านแรกจนถึงท่านสุดท้าย-ก่อนคุณสมัครก็ล้วนแล้วแต่มีบุญ มีบารมีด้วยกันทั้งสิ้นมีอำนาจ มีฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายคัดค้านมีทั้งฝ่ายช่วย และฝ่ายขัดขวางมากน้อยขึ้นอยู่กับหลายสิ่งหลายอย่างฉากจบของแต่ละท่าน จึงแปลกแยกและแตกต่างกันไป ก็ได้แต่หวังว่า คุณสมัคร จะสรุปบทเรียนและเตรียมฉากจบของตนเองและพรรคพวกได้ดีกว่า... หรือ "ดีที่สุด" กว่าที่เคยผ่านมา การเป็นนายกรัฐมนตรีอาจไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนมากความสามารถแต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้บั้นปลายชีวิตยุ่งยากยุ่งเหยิงพลัดที่นาคาที่อยู่เอาได้ง่ายๆ ประวัติศาสตร์จารึกไว้หลายแง่หลายมุมเลือกอ่านเอาเองเถิด "ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  เจริญพร .............. 
กวีประชาไท
‘ไกล’ กลืนกิน, เกาะเกี่ยว,เชี่ยว               เหม่อริมคลองน้ำครำคลาย จมจ่อมแต่เน่าหนอน้ำ‘คลองใส’ผักบุ้งไหววาม ไม้ดอกริมน้ำนั้นเฉามือคนว่างงานผ่านกราย   วาสนาเจ้าดอกไม้   ขณะเมืองรุ่งเรืองนิรันดร์  ให้ปลาตัวผอมดอมกลิ่น      ให้กับโศกนาฏกรรม    เฮือกสุดท้ายแล้วหนอ ‘ปลา’      ปลอบเศร้า เจ้ารอต่อไป         ธารลับลดเลี้ยว เปลี่ยวสายวิโยคหาย สูญใจนามปลาผุดดำ หวังว่ายข้ามยามสาวเจ้าเล่นน้ำ – อายเน่าน้ำวิดเบาก็หายดอกไม้,น้ำเน่า เท่านั้นผลิใบมาเฉาเก่าฝันพลันเจ้าล้มจมน้ำครำร่ำรินน้ำตา อกร่ำผุดช้ำดำผุด สุดใจปรารถนาน้ำคำไหน‘น้ำครำไม่มี’ ไม่มี‘รัก’วันนี้จมน้ำคำ! กังวาลไพร นามฯกลุ่มโดยสารวรรณกรรม
กานต์ ณ กานท์
แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจนถึงปัจจุบัน อาจจะมีทั้งที่ถูกใจ-สะใจ และชวนให้ผิดหวัง-ระอา คละเคล้าปะปนกันไป (ส่วนจะหนักไปข้างใดนั้น คงขึ้นอยู่กับจุดยืนและความคาดหวังของแต่ละท่าน) แต่ถึงที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่า หลากหลายปรากฏการณ์เหล่านั้นไม่ได้เหนือความคาดหมาย หรือพลิกผันไปจากการประเมินของบรรดาคอการเมืองหลายๆ ท่านแต่อย่างใด
Carousal
คุณเคยคิดบ้างไหมคะว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนไม่เพียงแต่สิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนอย่างระบบโครงสร้างของร่างกายที่ตั้งฉากกับพื้นโลก  ซึ่งแตกต่างจากสัตว์มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างระบบสมอง การรับรู้ และความรู้สึกนึกคิดอีกด้วย การทำงานของเซลล์ประสาทสีเทานับล้าน ๆ เซลล์ที่กระจุกตัวรวมกันอยู่ใต้กระโหลกของเรา ทำให้มนุษย์สามารถแปลผลและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ที่ได้พบเป็นข้อมูลที่ลึกซึ้งได้และด้วยความซับซ้อนของสมองนี้เอง เมื่อมันต้องทำงานภายใต้สภาวะที่ไม่เหมาะสมกับตัวมัน เช่นมีความกดดันหรือความเครียด การประมวลผลและการสั่งการของมันก็ย่อมจะผิดเพี้ยนไปเรามาทำความเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์ให้มากขึ้นอีกนิด ผ่านทางการ์ตูนเรื่องนี้กันเถอะค่ะPsycho Doctor เป็นผลงานการเขียนของอาจารย์ TADASHI AGI ที่ถูกนำมาถ่ายทอดในรูปแบบการ์ตูนโดยนักวาดการ์ตูนฝีมือเยี่ยมสองท่าน บงกชคอมมิคส์จัดจำหน่ายโดยแบ่งออกเป็นสองภาค ภาคแรกในชื่อ Psycho Doctor - คุณหมอจอมเจ๋อ โดยฝีมือการวาดของอาจารย์  KEN MATOBA (8 เล่มจบ) และภาคสอง Psycho Doctor Kai Kyosuke – คุณหมอยอดนักสืบ  โดยอาจารย์ SHU OKIMOTO (4 เล่มจบ)เนื้อหาของ Psycho Doctor นำเสนอเรื่องราวของเหล่าผู้คนในสังคมยุคปัจจุบัน ที่เมื่อเมืองเจริญก้าวหน้าขึ้น จิตใจอันเปราะบางของคนเราก็ยิ่งต้องแบกรับสภาวะที่เคร่งเครียดมากยิ่งขึ้น และในที่สุดก็แสดงออกในรูปของบุคลิกภาพที่สับสนแปรปรวน ไปจนกระทั่งก่อความวุ่นวายและอาชญากรรม โดยการ์ตูนจะนำเสนอแบบเป็นตอน ๆ ตามกรณีศึกษาแต่ละกรณีที่คุณหมอไค เคียวซึเกะ จิตแพทย์อิสระที่เปิดสถาบันให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาอยู่ที่อพาร์ทเมนต์โทรม ๆ แห่งหนึ่งในโตเกียว ได้ประสบพบมาสิ่งแรกที่ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้น่าสนใจ คือทฤษฎีและข้อมูลเกี่ยวกับจิตวิทยาที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อเรื่องแต่ละตอนค่ะ ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน อย่างจิตวิทยาในการพูดเพื่อโน้มน้าวจิตใจคน การจับความรู้สึก หรือจับโกหกคนที่กำลังพูดด้วยจากกิริยาอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีความสำคัญซึ่งเขาเผลอแสดงออกมา ไปจนกระทั่งถึงอาการทางจิตที่รุนแรงจนเรียกได้ว่าเป็นโรคที่ต้องเข้ารับการรักษา เช่นฮิคิโคโมริ (พวกที่ชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้องของตัวเองโดยไม่ยอมออกมาพบหน้าใครเลยแม้แต่ครอบครัวนานเป็นปีๆ), บุคลิกภาพซ้อน (มีสองคนในร่างเดียว เหมือน ดร. แจ็คคิลกับมิสเตอร์ไฮด์) และฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง เป็นต้นคุณเคยเข้ารับการทดสอบทางจิตวิทยาไหมคะ? ถ้าคุณเคยเลือกคณะแพทย์ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย คุณต้องเคยได้ทำข้อสอบที่เรียกว่า ‘ความถนัดทางแพทย์’ ข้อสอบชุดนี้แหละค่ะคือบททดสอบทางจิตวิทยา เพื่อให้แน่ใจว่า คุณเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตปกติ ก่อนที่จะรับคุณเข้าเรียน ในการ์ตูน Psycho Doctor จะเฉลยแบบทดสอบบางชุดว่ามันใช้วัดอะไร และแสดงอะไรออกมา ที่เราเคยเห็นและคุ้นเคยกันพอสมควรคงจะเป็นโบมเทสต์ เป็นการทดสอบที่ให้คุณวาดรูปต้นไม้และบ้าน ต้นไม้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนรอบข้าง บ้านแสดงถึงตัวตนที่แท้จริงและครอบครัวของคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณวาดลงไป ทิศทางของกิ่งก้าน ขนาดของลำต้น ผลไม้และสัตว์ที่เกาะอยู่บนต้นไม้ ขนาดของพื้นดิน ประตู หน้าต่าง ทุกอย่างล้วนมีความหมายซุกซ่อนอยู่ ซึ่งจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะสามารถวิเคราะห์ออกมาเป็นสุขภาพจิต ณ เวลาปัจจุบันของคุณได้ค่ะอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือสารที่การ์ตูนเรื่องนี้ต้องการจะสื่อค่ะ ผู้เขียนต้องการที่จะบอกเราว่า ผู้ป่วยที่เป็นกรณีศึกษาเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวการ์ตูนสมมติที่ไม่มีชีวิตจิตใจ แต่เป็นคนจริง ๆ ที่เราสามารถพบได้ทั่วไปในสังคมยุคปัจจุบัน หากมองย้อนกลับไปถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเกิดความผิดปกติทางจิต เราจะพบว่า ปัจจัยโน้มนำต่าง ๆ ที่กดดันบีบคั้นพวกเขา ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวเลย ตั้งแต่ปัญหาพื้นฐานอย่างครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่หย่าร้าง เด็ก ๆ ต้องเติบโตมาภายใต้การดูแลที่ไม่เหมาะสม (ซึ่งหากคุณเคยศึกษาภูมิหลังของฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง คุณจะพบว่าส่วนใหญฆาตกรเหล่านั้นล้วนเคยมีปัญหาหรือปมในจิตใจเนื่องจากการขาดความอบอุ่น และการสั่งสอนเลี้ยงดูที่ถูกต้องในวัยเด็ก) ความเครียดจากการงาน การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ความเครียดจากการคาดหวังของทางบ้าน สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เต็มไปด้วยความแข่งขันเช่นในปัจจุบันการบ่มเพาะค่านิยมที่ให้ความสำคัญเฉพาะกับผู้ชนะ และไม่มีที่ยืนสำหรับผู้พ่ายแพ้ ทำให้ผู้ที่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ จะกลายเป็นคนที่หมดกำลังใจต่อสู้ คิดว่าตัวเองไร้ค่า ในขณะที่ผู้ที่ทำได้ทุกอย่างกลายเป็นคนที่แพ้ไม่เป็น เมื่อมีเหตุให้ต้องประสบกับความผิดหวังเข้าสักอย่าง ก็จะยอมรับไม่ได้ ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่น ที่มีการแข่งขันและความกดดันที่สูงกว่าบ้านเรามาก มีฮิคิโคโมริขึ้นมาค่ะ ฉันไม่รู้ว่าในประเทศไทยมีฮิคิโคโมริแล้วหรือยัง แต่เด็กที่ป่วยเพราะไม่อยากไปโรงเรียนมีแล้วแน่ ๆ เด็กพวกนี้ไม่ได้แกล้งป่วยนะคะ เขามีอาการจริง ๆ ไม่ว่าจะปวดท้องหรือคลื่นไส้อาเจียน แต่สาเหตุไม่ได้มาจากสุขภาพทางกายบกพร่อง สิ่งที่มีปัญหาคือสุขภาพจิตของเขาต่างหากการที่ Psycho Doctor นำปมปัญหาเหล่านี้มาเรียบเรียงเป็นเรื่องราว ก็นับว่าเป็นอีกสื่อหนึ่งที่นอกจากจะเตือนให้เราตระหนักถึงความเจ็บป่วยของสังคม และเร่งเร้าให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหาเพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขแล้ว ยังบอกให้เรารู้อีกด้วยว่า แม้จะไม่รู้ตัว แต่มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่บอบบาง ละเอียดอ่อน และต้องการความเข้าอกเข้าใจมากกว่าที่คิดถ้าเราเริ่มต้นด้วยการมองคนรอบข้างจากมุมมองของเขา ด้วยความตั้งใจจริงที่จะทำความเข้าใจ ก็จะไม่มีใครที่ถูกทอดทิ้งไว้ในโลกนี้อย่างเดียวดาย ไม่มีใครที่ต้องร้องไห้อยู่ในมุมมืดคนเดียว เพราะว่าไม่มีใครเลยที่อยู่เคียงข้างถ้าใครที่ชอบเรื่องแนวจิตวิทยา ลองหาการ์ตูนเรื่องนี้มาอ่านกันนะคะ รับรองว่าคุณจะต้องทึ่งกับความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ อ่านจบแล้ว อย่าลืมสำรวจตัวเองและคนรอบข้างด้วยนะคะ ว่ามีใครบ้างที่แสดงอาการเข้าเค้าแบบเดียวกับตัวละครในเรื่อง เผื่อว่าคุณจะได้ช่วยเขาแก้ไขปัญหาทางจิตใจได้ทันเวลาไงล่ะ
ปรเมศวร์ กาแก้ว
ผมผลักประตูออกจากบ้านตั้งแต่เช้า  จ้อยนัดพวกเราไว้ที่ศาลากลางหมู่บ้านเหมือนทุกวัน  วันนี้บอยจัดแจงเตรียมเม็ดหัวครกมาด้วย แปลกจริงขณะที่บอยบอกชื่อของมัน บ่าวหัวเราะกับชื่อ แปลกๆ แล้วบอกบอยว่าที่บ้านเราเขาเรียกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ วันนี้เราจะเล่นขว้างหัวงูระหว่างทางสู่ศาลากลางหมู่บ้านกระจัดกระจายไปด้วยผีตากผ้าอ้อมขาวไปทั้งทุ่ง  บ่าว นั่งลงจ้องมองอย่างพินิจและยิ้มก่อนที่แดดเช้าจะรีบเก็บผีตากผ้าอ้อมเสียหมดทีละน้อยตั้งแต่เมื่อวานที่เราพากันไปเก็บเม็ดหัวครกหลังบ้านจ้อย เราเลือกเอาผลสุกที่เม็ดจะเป็น สีน้ำตาลเข้มแล้ว  ผมกับบ่าวเก็บไม่เป็นกลับมาเสื้อผ้าเลอะเทอะไปด้วยยางจนเสื้อผ้าดูด่างๆ ดำๆ น่าขัน เสียจริง“บอย…ทางนี้ๆ  เร็วเข้าๆ” แดงตะโกนเรียกเร่งเราให้รีบเดินมาแต่ไกล“บ่าว…น้อง…” บอยตะโกนเรียกบ้างขณะที่เรายังเดินชมนกชมไม้กันอยู่เรารีบจ้ำเดินเร็วขึ้นตามคำเร่งของแดงรี่ตรงไปที่ศาลา  เด็กๆ หลายคนรอเราอยู่แล้ว ทุกคนต่างหิ้วถุงเม็ดหัวครกของตัวเองมาจากบ้านรวมทั้งเรา ผมรู้สึกแปลกตากับความรู้สึกนี้ ปกติที่เห็นกันอยู่แถวบ้านในเมืองของเราเจอะเจอแต่เด็กๆ ที่หิ้วพวกการ์ดสะสมรูปการ์ตูนหรือ พวกเกมกดต่างๆ มาโอดกันมากกว่า  ผมโปรยยิ้มให้กับทุกคนแทนคำขอโทษที่เรามาสาย ไม่ทันไรแดงก็ลงมือวาดเส้นเป็น วงกลมเล็กแล้ววาดวงรีอันยาวอีกวงต่อกัน“แดงทำอะไร? ” บ่าวถาม“วาดงู” แดงตอบ“วาดงูเหรอ ทำไมล่ะ?”“วันนี้เราจะเล่นขว้างหัวงู เราต้องวาดงูอย่างนี้แหละ เอาไว้วางเม็ดหัวครกต่อกันเป็นแถว ยาวดูแล้วเหมือนงูน่ะสิ” บ่าวยิ้มตอบเพื่อนอย่างบริสุทธิ์“ไม่เคยเล่นเหรอ?” แดงถามกลับ“ไม่เลย  ที่บ้านเราไม่มีต้นหัวครกให้เก็บหรอก มีแต่เม็ดที่เคยสั่งกินตามร้านอาหาร หรือซื้อเอาตามตลาด” บ่าวอธิบาย  แดงยิ้มบอยชิงว่าดังขึ้น บอกกติกาและเรียกเก็บเม็ดหัวครกจากเพื่อนๆ มาคนละ 2 เม็ด ทุกคนทำตามคำบอกของบอยเหมือนเคย แดงรับหน้าที่วางเม็ดหัวครกเม็ดหนึ่งไว้ในวงกลมเล็ก แล้ววางที่เหลือเรียงยาวต่อกันเป็นแถวคล้ายกระดูกงูไว้ในวงรีอีกวงูที่วาดไว้ก่อนแล้ว  การละเล่นนี้นับเป็นการละเล่นแปลกใหม่ในชีวิตของเราทั้งสองพี่น้อง  บ่าวยืนพินิจอยู่นานก่อนหันไปถามบอยเบาๆ“เล่นอย่างไรล่ะ?”“หาแม่เกยไว้สักเม็ด” บ่าวฟังบอยแล้วหัวเราะเรื่องแม่เกย“บอย…อะไรคือแม่เกย?”“แม่เกยก็คือเม็ดที่เราเลือกไว้สำหรับเป็นเม็ดที่จะขว้างออกไปให้โดนเม็ดอื่น ต้องเลือกเม็ดโตๆ น้ำหนักดีหน่อยนะ เวลาขว้างจะได้กระชับมือ น้ำหนักดีก็เมื่อไปโดนเม็ดไหน แล้วกระเด็นออกจากตัวงูที่วาดไว้แล้ว เราก็จะได้เม็ดหัวครกตั้งแต่เม็ดนั้นไปจนสุดปลายหาก เลยนะ” บอยบอกเรื่องแม่เกยพร้อมอธิบายกติกา“โอ้โห! …น่าสนุกนะ” บ่าวยิ้ม บอยยิ้มตอบบ่าวและผมตื่นเต้นกับการหาแม่เกยของตัวเองอยู่ครู่หนึ่งจนได้มา 2-3 เม็ด แบมือถ่วงน้ำหนักคะเนก่อนได้แม่เกยลำดับ 1-3 เตรียมไว้ขว้างหัวงูเป็นการละเล่นประลองความแม่นยำของเด็กๆ ที่นิยมเล่นกันแถวชนบทปักษ์ใต้ เมื่อหน้าแล้งมาถึงและวันปิดเทอม  เพราะเป็นช่วงที่ต้นหัวครกจะออกผลสุกสีเหลืองบ้างสีส้มและ บ้างก็สีแดงเต็มต้นให้เด็กๆ เก็บมากินกันส่วนที่เป็นเม็ดดูจะมีคุณค่าที่สุดในบรรดาส่วนต่างๆ ของหัวครก ใบอ่อนใช้เป็นผักจิ้มเครื่องเคียง ผลก็กินได้ ส่วนเม็ดที่โผล่ออกมาดูแปลกตานั่นผ่าออก ก็เจอเม็ดในสีขาวอีกทีหนึ่งนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง เด็กๆ ชอบให้แม่ผัดน้ำผึ้ง(น้ำตาลทรายแดง) บ้างเอาหมกไฟทุบกินกันอย่างสนุกสนานบ่าวทำท่าเล็งเป้าไปที่หัวงูตามที่บอยบอกแล้วขว้างมันออกไป  เพื่อนๆ ที่นำโดยจ้อย หัวเราะลั่นเมื่อแม่เกยของบ่าวพลาดเป้าไปอย่างไม่เฉียดเลยแม้แต่น้อย  คราวต่อไปเป็นจอมแม่น มือฉมัง  จ้อยเล็งตรงหัวแล้วขว้างไปด้วยความแรงพอประมาณ  แม่เกยของจ้อยพุ่งตรงไปที่หัวงู โดนแล้วกระเด็นออกจากวงกลมเล็กๆ ทั้งคู่ จ้อยกระโดดเหยงๆ ดีใจชูกำปั้นเมื่อเห็นผีมือการขว้าง ของตัวเอง  เม็ดหัวครกกระเด็นออกไปคนละทาง เพื่อนๆ โห่ร้องกันสนุกสนาน“เห็นมั๊ยๆๆ” จ้อยทำท่าเย้ยเพื่อนๆ อยู่นัยๆจ้อยเก็บเม็ดหัวครกทั้งหมดเป็นรางวัลจากความแม่น บอยรวมรวมเม็ดหัวครกสำหรับการ เล่นครั้งต่อไปแล้วเรียงไว้อย่างเดิม คราวนี้ผมเริ่มก่อน ผมพยายามเลียนแบบทำท่าทางตาหยีๆ เหมือนที่จ้อยทำเผื่อจะแม่นอย่างจ้อยบ้าง ผมเงื้อมือขว้างแม่เกยพุ่งตรงออกไปยังส่วนปลายหาง เพื่อนๆ โห่ร้องดีใจแล้วหันมายิ้ม จับมือแสดงความยินดี รางวัลของผมเป็นเม็ดหัวครก 5 เม็ดต่อมาเป็นบอยที่พลาดเป้า แดง บ่าว และคนอื่นๆ ตามลำลับผลัดเปลี่ยนกันไปอย่างสนุกสนาน การแข่งขันดำเนินไปเรื่อยๆ จนตะวัน ล่วงบ่ายพวกเรารวบรวมเม็ดหัวครกของทุกคนมารวมไว้ด้วยกันเป็นส่วนกลาง แดงวิ่งไปหาหม้อ เก่าๆ ที่บ้านแล้ววิ่งกลับมา จ้อยจุดไปแล้วเราก็เอาเม็ดหัวครกทั้งหมดเทลงหม้อนั้นหมกไฟรวมกัน ไฟลุกท่วมหม้อเพราะยางของมันเป็นเชื้อไฟอย่างดีครู่หนึ่งเม็ดหัวครกในหม้อกลายเป็นสีดำอย่างตอตะโก จ้อยคว้ำหม้อให้เม็ดหัวครกเกลื่อน พื้น บอยหยิบเม็ดหัวครกที่หมกจนสุกเป็นสีดำมาเคาะให้แตกแล้วยื่นเม็ดในสีขาวหอมให้บ่าวและ ผมกินก่อน“อร่อยนะ  หัวครกหมกนี่อร่อยจริงๆ” ทั้งมือและแก้มของผมเปื้นสีดำจากเม็ดหัวครกจนดู มอมแมม เพื่อนๆ พากันหัวเราะและเราก็สนุกด้วยกัน“ขว้างหัวงูแล้วหมกหัวครก”“พรุ่งนี้เอาอีกนะ ผมชักชอบแล้วสิ” บ่าวโปรยยิ้มให้เพื่อนๆ แล้วมองมาทางผม“พี่กินแม่เกยเสียแล้ว” บ่าวพูดแล้วเพื่อนๆ ก็หัวเราะ“แต่ก็อร่อยดี” คราวนี้เพื่อนๆ เฮกันลั่นกว่าเก่า ควันไฟยังโขมงอยู่ข้างศาลา กลิ่นเม็ดหัวครกหมกลอยไป ในสายลม ผมนึกอยู่ว่าเปิดเทอมคราวนี้จะกลับบ้านไปปลูกต้นหัวครกไว้เก็บเม็ดมาหมกกิน เล่นสักสองสามต้น 
Hit & Run
จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์ เสาร์ที่ผ่านมา มีงานประชุมชื่อ Barcamp Bangkok จัดขึ้นที่ร้าน Indus สุขุมวิท 26 งานนี้ งานนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นงานที่มีผู้จัดมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะผู้ร่วมงานหลายคนมากันแต่เช้าเพื่อช่วยจัดโต๊ะเก้าอี้ แปะป้าย บางคนทำสมุดทำมือมาแจก หลายคนเตรียมหัวข้อพร้อมสไลด์มาพูดในงาน ------------------------------------- http://www.flickr.com/photos/poakpong http://www.flickr.com/photos/plynoi ทันทีที่งานเริ่ม กระดาษแผ่นแล้วแผ่นแล้ว ถูกทยอยนำไปแปะบนกระจกของร้าน ว่ากันว่า หัวข้อที่พูดกันในงาน มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับเว็บแอพพลิเคชันใหม่ๆ เทคโนโลยีโอเพนซอร์ส ความสัมพันธ์ภายในชุมชนออนไลน์ และการเก็บข้อมูลแบบมาตรฐานเปิด[1] แต่แน่นอนว่า การที่ถูกนิยามว่า เป็นงานสัมมนานอกกรอบ[2] คงต้องมีอะไรมากกว่านั้น นั่นคือการที่งานนี้ไม่ได้จำกัดหัวข้อเรื่องที่พูดว่าต้องเป็นเรื่องอะไร ใครจะพูด หรือควรพูดอย่างไร ดังนั้น เราจึงได้เห็นหัวข้อตั้งแต่ที่เกี่ยวกับภาษาคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการ เว็บแอพพลิเคชั่น จนไปถึงเรื่องเฉพาะทาง (จริงๆ ทุกเรื่องก็เฉพาะทางหมดน่ะแหละ) อย่างคอมพิวเตอร์เพื่อการวิจัยเรื่องชีววิทยา การปีนเขา การขี่จักรยานเสือภูเขา หรือวัฒนธรรมของภาพยนต์ น่าเสียดาย ที่เวลามีจำกัด ประกอบกับหัวข้อที่มีเยอะเอามากๆ ทำให้ต้องมีการโหวตกัน หลังจากนั้นจึงมีการนำหัวข้อที่มีผู้โหวตจำนวนมาก มาจัดเรียงเข้าไปในตารางเวลา หัวข้อที่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากคือ เรื่อง AV Development Life Cycle ที่เจ้าตัวย่อ AV ที่ว่า คือ adult video ซึ่งมีผู้เข้าฟังและร่วมแลกเปลี่ยนกันอย่างล้นหลาม เนื้อหาเป็นอย่างไร ต้องยอมรับตามตรงว่า ผู้เขียนเข้าไปไม่ทันฟัง เพราะมัวแต่เดินเข้าห้องนั้นออกห้องนี้ จึงขอข้ามเรื่องนี้ไป ;P ที่น่าสนใจอีกห้อง เรียกกันว่า “ห้องคนอกหัก” ซึ่งรวมคนที่หัวข้อที่เสนอได้รับคะแนนน้อย แต่ก็เตรียมตัวมาแล้ว และห้องก็ว่าง จึงช่วยกันจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อนำเสนอสิ่งที่แต่ละคนเตรียมมา[3] หัวข้อในห้องนี้ อาทิ FON ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายที่ช่วยกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยคุณกานต์และคุณโดม ซึ่งมาจากแนวคิดเรื่องเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่ถูกปิดกั้น ทำให้ต้องมีการสร้างเครือข่ายขึ้น เพื่อช่วยกระจายสัญญาณไวเลส เพื่อให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรืออีกหัวข้อหนึ่งที่ทำให้จากคนฟังไม่กี่คนในตอนแรก เพิ่มมากขึ้นในตอนท้าย นั่นคือ เรื่องที่ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมโดจินชิของญี่ปุ่น ซึ่งอาจารย์ประมุข ขันเงินแห่งคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้บรรยาย ได้เล่าถึง วัฒนธรรมเสรีอันเกิดจากโดจินชิ ซึ่งคือ การที่คนอ่านหรือดูการ์ตูน นำเอาตัวการ์ตูนที่ตัวเองชอบ มาทำใหม่ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะวาดใหม่ เล่าเรื่องใหม่ ใส่เสียงใหม่ ทำซับใหม่ หรือสร้างเป็นเกมใหม่ขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่ญี่ปุ่นไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ กลับเป็นการพึ่งพิงกันระหว่างเจ้าของและคนทางบ้านมากกว่า http://www.flickr.com/photos/pigtheday นอกจากนี้ ยังได้พูดถึงเว็บ nico nico dougu http://www.nicovideo.jp ซึ่งคล้ายกับ http://youtube.com ที่ช่วยเผยแพร่งาน แต่ความต่างอยู่ที่ความเห็นที่ผู้ดูคลิปโพสต์เข้าไป จะปรากฎอยู่บนคลิปที่ดูทันที ทำให้มีการแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างไวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เนื้อหาน่าสนใจแบบนี้ คงเกิดขึ้นไม่ได้ ... ถ้าไม่มีพื้นที่ว่าง ถ้าปล่อยห้องว่างนั้นให้ว่างต่อไป ถ้าไม่มีคนแปะกระดาษเพื่อวางคิวพูด ถ้าคนที่อกหักถอดใจไปซะก่อน ถ้าไม่มีคนพูด ถ้าไม่มีคนฟัง ถ้าไม่มีคนเติมหัวข้อลงไป ถ้าไม่มีคนยกเก้าอี้มา ถ้าไม่มีคนที่ปีนขึ้นไปบนเก้าอี้เพื่อเช็คเครื่องโปรเจ็คเตอร์ ถ้าไม่มีคนช่วยจับยึดเก้าอี้ไว้ ถ้าไม่มีคนเดินไปหารีโมท   ดูเพิ่มเติม blog tag สไลด์ รูป [1] press release http://www.barcampbangkok.org/event/1/press [2] http://www.barcampbangkok.org/what-is-barcamp [3] ตอนหลังเพิ่งทราบว่า ดูเหมือนทางผู้จัดคาดการณ์ไว้ว่า ต้องได้ใช้ จึงเผื่อห้องเอาไว้ --ดูความเห็นที่ 1 http://www.pittaya.com/2008/01/27/barcamp-bangkok-2008/#comments 
Music
 ที่ผ่านมาผมพูดถึงการที่ดนตรีไม่ได้ทำให้ใครกลายเป็นปัจเจกเทียมก็แล้ว พูดถึงโลกอันหลากหลายหลังปี 1970 ก็แล้ว พูดถึงการที่ตัวดนตรี Serious Music หรือ Popular Music ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการ Liberate อะไรโดยตรง (เว้นแต่วัฒนธรรมที่พ่วงมาด้วย จะว่าไป หากนับวัฒนธรรมที่พ่วงมาด้วย Popular Music น่ะ ช่วย “ปลดปล่อย” ผู้คนได้มากกว่าด้วยซ้ำ) ก็แล้วสำหรับในบทนี้ก็จะมาพูดถึงสิ่งที่อดอร์โนทำผิดพลาดมากที่สุด นั่นคือการปฏิเสธดนตรีป็อบโดยสิ้นเชิง ไม่ร่วมสังฆกรรมใด ๆ กับมันอีก เพราะเขาได้ตีกรอบมาแล้วว่าดนตรีป็อบมันย่อมเป็นอะไรที่ถูกทำให้มีมาตรฐานเดียวกัน (Standardize) และความที่มันมีมาตรฐานเดียวกันนี่เอง จึงไม่จำเป็นต้องไปตีความหรือวิจารณ์อะไรมันให้ยุ่งยาก เพราะมันล้วนแล้วแต่เป็นผลผลิตแบบโรงงานที่สร้างมาเพื่อบริโภคแล้วก็รับทุกอย่างไปเท่านั้นขอย้ำอีกครั้งว่า นี่คือความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดสำหรับอดอร์โนผมเชื่ออยู่ระดับหนึ่งว่า ศิลปะไม่ว่าจะแขนงไหน ป็อบหรือไม่ป็อบยังไงก็ตามแต่ มันมีส่วนในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ อยู่ทั้งนั้น แต่ไม่ถึงขั้นล้างสมองหรือทำให้ผู้คนเกิดยึดถือในมาตรฐานเดียวกันไปหมดได้การจะทำให้ผู้คนยึดถือมาตรฐานเดียวกันหมด (Standardization) มันเกิดจากการเรียนรู้ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับคน ๆ นั้นก็มีส่วนในตรงนี้พิธีกรรมยืนเคารพธงชาติ การยืนในสถานการณ์อื่น ๆ ข่าวที่มาเวลาเดิมทุกวัน ภาพ เพลง และชุดสีเดียวซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะถ่ายโอนลงในหัวใครได้ทันทีทันใดแบบการโหลดไฟล์ลงคอมพิวเตอร์ แต่มันเป็นเหมือนไวรัสที่ค่อย ๆ แอบครอบครองพื้นที่ความคิดของเราอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอย่างแนบเนียนแต่กระนั้นก็น่าสงสัยว่าสิ่งที่ผมเพิ่งกล่าวถึงข้างต้น (และไม่ควรกล่าวถึงบ่อย ๆ หากยังรักตัวกลัวตีน) น่าจะเรียกว่าเป็น 'วัฒนธรรมป็อบ' ได้จริงหรือไม่เพลงของแกรมมี่ อาร์เอส เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์มันได้ในที่แจ้ง อาจจะต้องระแวดระวังแฟนคลับแบบสุดโต่งสักเล็กน้อย (แฟนคลับที่ดี ๆ น่าคบหามันก็มี) และถึงแม้ว่าเราจะถูกคุกคามทำร้ายเพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์เพลงป็อบที่คนส่วนใหญ่ชอบ กฏหมายก็พร้อมจะคุ้มครองเราแต่กับสิ่งที่ผมได้กล่าวถึงไป (และไม่ควรกล่าวถึงบ่อย ๆ หากยังไม่อยากถูกยัดข้อหา) นั้น วิพากษ์วิจารณ์ในที่แจ้งแทบไม่ได้ และหากเราถูกคุกคามทำร้ายเพราะวิพากษ์วิจารณ์ “…” ล่ะก็ กฏหมายในปัจจุบันก็คงไม่ปราณีเราแน่น่าสงสัยว่า สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้นั้น ควรจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมป็อบ (หรือวัฒนธรรมมวลชน) จริง ๆ หรือ เพราะดนตรีที่เป็นวัฒนธรรมมวลชนจริง ๆ นั้น ไม่ว่ามันจะถูกผลิตมาจาก นายทุนใหญ่ (อาเฮีย อากู๋ ฯลฯ) หรือ นายทุนน้อย (อินด้ง อินดี้) มันก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้คน 'เลือก' เข้าถึงมันได้ ไม่ว่าพวกเขาจะมีความเชื่อหรือทัศนคติแบบใด ไม่จำเป็นต้อง “ยัดเยียด” เปิดตามระบบขนส่งมวลชนที่ล้ำสมัยขัดกับเนื้อหาเพลงพูดแบบทุนนิยมกระแสหลักเลยก็ได้ ว่าเพลงของ Pink Floyd สำหรับบางคน (รวมถึงผมเอง) อาจกลายเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะทั้งรูปแบบทางดนตรีที่ถูกจริตและเนื้อหาที่ “ตอบสนอง” ความรู้สึกพวกเขาได้ แต่นั่นเป็นเพราะเขาถูกยัดเยียดหรือเปล่า หรือว่าเขาได้ “เลือก” มันเองกันแน่ขณะเดียวกัน Pink Floyd สำหรับบางคนอาจเป็นแค่ดนตรีที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ (น่าจะใช้คำว่า “ไม่อิน” จะถูกกว่า) แต่ก็เป็นเพียงเพราะมัน “ตอบสนอง” คนบางกลุ่มไม่ได้ คนกลุ่มนี้ไม่ได้ดีหรือเลว โง่หรือฉลาดกว่าใคร และหากเขาไม่ต้องการสิ่งที่ตอบสนองเขาไม่ได้ เขาก็แค่ “ไม่เลือก” มันเท่านั้นเองความเชื่อหรือทัศนคติที่แตกต่างกันจะนำมาซึ่งการวิจารณ์ และการสามารถวิจารณ์ได้อย่างไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เป็นคุณสมบัติที่มีค่ายิ่งของวัฒนธรรมป็อบ การวิพากษ์วิจารณ์ การแสดงความเห็นโต้ตอบได้นี่แหละ ทำให้มันเป็นศิลปะ เป็นวัฒนธรรมของ “มวลชน” เป็นสิ่งที่ “สาธารณะ” อย่างแท้จริงเพลง “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง” ของ โลโซ อาจทำให้ใครบางคนเปลี่ยนทัศนคติมามอง วิน-มอเตอร์ไซค์ในแง่ดีขึ้น ขณะที่บางคนอาจจะเคยมีประสบการณ์ร้าย ๆ จากคนทำอาชีพนี้มาก่อน เลยรู้สึกว่าเพลงนี้ไม่น่าเชื่อถือ แม้ทั้งคู่จะเห็นอะไรต่างกันในเพลง ๆ เดียว แต่หากพวกเขาแสดงความคิดเห็นกับมันร่วมกันได้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีคนเราย่อมมีวิจารณญาณของตนเอง และการที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ มันยังทำให้เกิดการโต้ตอบกับเพลง ๆ นั้น แล้วเรายังสามารถเอาไปถกเถียงกับคนอื่น ๆ ที่ฟังเพลงเดียวกันได้ ทำให้ผู้ที่ฟังเพลงนี้ล้วนแต่เป็นผู้บริโภคที่แอคทีฟ ไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภคแบบสมยอมรับความคิดมาโดยไม่มีการคัดคานแบบที่อดอร์โนว่ามา ไอ่สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้นี่สิ…น่ากลัวการเมินเฉยโดยสิ้นเชิงต่อดนตรีป็อบซึ่งเป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม รวมถึงเป็นวัฒนธรรมมวลชน จึงไม่ใช่ทางออกอย่างแน่นอนหากในพื้นที่ของการเมืองมีเรื่องของระบบตรวจสอบจากแนวราบ มีเรื่องของประชาสังคมในการคัดค้านหรือผลักดันนโยบาย ในพื้นที่ของวัฒนธรรมก็มีการวิจารณ์ การแสดงความเห็น ไม่ว่าจะจาก So-Called professional อย่างนักวิจารณ์ , นักวิเคราะห์ , นักวิชาการ ฯลฯ หรือจากคนทั่วไป (แบบที่เรียกว่า Civil Report) ทั้งหลาย ซึ่งไม่ว่ามันจะผิดจะถูก จะฟังดูโง่หรือฟังดูฉลาดยังไง ก็เป็นเสียงที่มีคุณค่าในตัวมันเอง เพราะอย่างน้อยมันก็มาจากประชาชนปัญหาต่อมาคือ เราจะทำยังไงให้เสียงของผู้คนเป็นที่รับฟังโดยเท่าเทียม ไม่ว่ามันจะมีอคติ จะชี้นำ จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือจะไปขัดใจใคร เพราะมนุษย์ปุถุชนทุกคนล้วนแต่ยังมีอคติ มีการชี้นำในแบบของตนเอง มีการใส่ใจเรื่องผลประโยชน์ (บางคนอาจสำคัญถึงขั้นเป็นเรื่องของปากท้อง การอยู่รอด) แต่ทั้งหลายเหล่านี้คือความเป็นมนุษย์ที่อยู่ภายใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกัน ไม่ได้มีใครอยู่เหนือฟากฟ้าของใครงานเขียนของอดอร์โนรวมถึงบทความของผมเอง ก็ล้วนอยู่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ด้วย ทั้งผมและอดอร์โนต่างก็ชี้นำผู้อ่านอยู่ในแบบของตัวเอง แต่ผู้อ่านไม่ใช่หุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์ ทั้งผมและอดอร์โนจึงไม่อาจป้อนข้อมูลชี้นำใครได้ 100% ทุกคนมีวิจารณญาณ มีทัศนคติดั้งเดิมที่ต่างกัน (จากการเรียนรู้ตั้งแต่กำเนิด) และมีเจตจำนงเสรีของตัวเองสิ่งที่ผมเพ้อฝันเอามาก ๆ คือจะทำอย่างไรให้คนยอมรับความต่างเหล่านี้ได้ โดยที่ไม่มีความต่างของใครลอยอยู่เหนือฟากฟ้า จนกลายเป็น “ความต่าง” ที่ดีกว่าของคนอื่น และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ อะไรก็ตามที่มันลอยอยู่เหนือฟากฟ้ามันก็จะสร้าง “ความเหมือน” ขึ้นมาให้ต้องยอมรับแต่โดยดี เพราะว่ามันวิจารณ์ไม่ได้ โต้ตอบไม่ได้ … ในที่แจ้งขอขอบคุณทุกท่านที่ (ทน) อ่านการโต้แย้งอดอร์โน (แบบฝ่ายเดียว เอาเปรียบคนที่ตายไปแล้วน่าดู :P ) มาจนถึงตอนจบจะ “เห็นชอบ” หรือ “เห็นแย้ง” อย่างไร ประเด็นไหนเชิญวิจารณ์ และระบาย ได้ตามสะดวก;)
การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์
อมาวสีครั้งต่อไป วันที่ 7 กุมภาพันธ์นะคะ
ชาน่า
 “ฮีธ เลดเจอร์” ขวัญใจชาวเกย์, พระเอกBrokeback Mountainเกิด – แก่ – เจ็บ – ตาย นั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางครั้งก็ยากจะทำใจได้  โดยเฉพาะหากใครสักคนอันเป็นที่รัก และผูกพัน แม้กระทั่งแค่ชื่นชม ปลื้ม ๆ ของคุณจากไปก่อนวัยอันสมควร   “เค้าหลับสบายไปแล้วล่ะ คงเหลือแต่เราที่จะก้าวต่อไป สู้ต่อไปตราบเท่าที่ลมหายใจยังอยู่แม้มันจะทรมาน ปวดร้าวแค่ไหน  ขอเวลาตั้งตัว ขอทำใจหน่อยได้ไหมคนดี”วันที่ 23 ม.ค. 2008 เป็นวันที่พระเอกในดวงใจของผมจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาผู้นั้นคือ  ฮีธ เลดเจอร์ หนุ่มน้อยหน้าไม่หล่อแต่เร้าใจวัยซาวแปด  ชาวออสซี่  พระเอกหนุ่มจากหนังดังระดับฮอลลี่วู๊ด เรื่อง  “หุบเขาเร้นรัก” หรือ ”Brokeback Mountain”  ภาพยนตร์แนวดรามาของเกย์ที่โด่งดังและปลื้มมากที่สุดเท่าที่เคยดู โดยมีผู้กำกับชาวไต้หวัน “อั้งลี่” กำกับเรื่องนี้จนคว้ารางวัลมากมาย“ฮีธ เลดเจอร์”  นายจากไปแล้วเหรอ   เมื่อไม่นานมานี้ชาวไทยและแฟนคลับของน้องบิ๊ก ดีทูบี ก็ร่ำไห้เสียใจจากความพรากคนอันเป็นที่รักและชื่นชมก่อนหน้านั้นยังจำกันได้  อ๊อฟ อภิชาติ พัวพิมล ดาราชายขวัญใจวัยทีน และหวานใจชาวเกย์ ก็จากไปอย่างกระทันหัน  ในวัยกำลังสร้างอนาคต  “มีพบ ย่อมมีพราก มีเกิด ย่อมมีดับ”  มันเป็นอนิจจัง  วัดระฆัง ยังเป็นสถานที่จัดงานขาว – ดำ อยู่เสมอ.... (ขอคั่น จะเขียน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ไม่สัน...ทัด อะค่ะ อย่าว่ากันนา สวยใส บางครั้งก็ไร้สติเสมอ)
ชนกลุ่มน้อย
หน่อกล้วยกับมะพร้าวงอกหน่อ  ราวกับเพิ่มจำนวนมากขึ้นชั่วข้ามคืน  ผมสงสัยว่าพะเลอโดะจะเอาขึ้นรถอีกทำไม  มิหนำซ้ำยังเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว  พะเลอโดะพูดทีเล่นทีจริงว่า  เราต้องอยู่รอดด้วยวิธีของเรา  ผมไม่เข้าใจ  แต่ไม่ได้ถามต่อ   พอรถจอดแล้วดับเครื่องยนต์  ปิดไฟ  ผมถึงรู้ความจริงใต้หน่อกล้วยกับมะพร้าวงอกหน่อ  มันเป็นเกราะกำบังที่สามารถคุ้มครองเราได้   ผมไม่นึกว่ากะฌอกับซอมีญอจะมารอกลับขึ้นรถกลับไปกับเราด้วยพะเลอโดะก็ไม่รู้ว่า เขาสองคนจะเอาอย่างไรกับชีวิต เหมือนเขาถูกปล่อยเข้าป่า  เขาจะหนีเข้าป่า  หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ตามทุ่งนาทุ่งไร่  หรืออาศัยหลับนอนไปตามบ้าน รับจ้างเป็นแรงงานไปวันๆ ก็ตาม  พวกเขาคงรู้กลิ่น มีที่ไหนปลอดภัยบ้างลุงเวยซาอยู่ในอารมณ์ครุ่นคิด ลุงเงียบผิดปกติ มองแม่น้ำอีกครั้ง  มองไล่ไปตามบ้านเรือนที่ตั้งวางเรียงราย  พะเลอโดะกำลังง่วนอยู่กับการจัดของภายในรถ     เรากำลังจะขึ้นรถอยู่แล้ว  จู่ๆ ชายเตี้ยม่อต้อก็วิ่งตาตื่นมาพูดกับพะเลอโดะ  ว่าเมื่อคืนมีคนหายไปจากหมู่บ้านหลายคน  สองคนในจำนวนนั้นน่าจะเป็นกะฌอกับซอมีญอ  มีคนได้ยินแต่เสียงเดินย่ำพื้นดินอย่างรีบเร่ง  ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่  พะเลอโดะมีสีหน้าเคร่งเครียด  ก่อนจะบอกผมกับลุงเวยซาว่าเรายังกลับไม่ได้  เราต้องอยู่ต่ออีกคืน  แต่ชั่วข้ามคืนของพะเลอโดะ  ผมรู้ดีว่า  อาจหมายถึงครึ่งคืน  หรือไม่ก็อาจสองสามวัน  ขึ้นอยู่กับสัญชาติญาณครั้งสุดท้ายอันที่จริงใครจะอยู่ใครจะไป  ก็เป็นเรื่องปกติของชีวิตแถบนี้  คนหายดูเป็นเรื่องให้พูดถึงอย่างธรรมดาเหลือเกิน  แม้ไม่อาจคาดเดาในชะตากรรมก็ตาม   เพราะคนหายไป  ก็อาจหมายถึงการย้ายที่ไปอยู่ที่อื่น  ไปทำอะไรก็ได้ที่ใครไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างน่าจะขึ้นอยู่กับการรอคอย   ผมไม่รู้จะคอยอะไร  คอยใคร  หรือต้องห่วงใครบ้าง  ลุงเวยซายังอยู่กับเรา  กะฌอกับซอมีญอนั้นหรือ  ที่นี่ก็เป็นแผ่นดินพวกเขา  เขาไม่ใช่บุคคลสำคัญขนาดเป็นสิ่งจำเป็นของกองทัพ   หรือกองทัพขาดเขาไปสองคน  อาจจะลดทอนกำลังใจของหมู่ทหารเปล่า ..ถึงอย่างไร  ผมไม่รู้อยู่ดี   ผมเดินไปนั่งมองแม่น้ำ  ลุงเวยซาตามไปนั่งข้างๆ  พะเลอโดะเดินหายไปกับชายเตี้ยม่อต้อบ่ายฝนตกพรำๆ  เหมือนแม่น้ำใหญ่ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ  มันยังคงไหลไปอย่างเย็นเยียบ  ไหลเนื่องไปข้างหน้าอยู่อย่างนั้น  ผมหลบมาอยู่ในศาลาริมน้ำ   มีคนนั่งอยู่หลายคน  ท่าทางแต่ละคนแทบไม่ต่างกัน  นั่งรอคอยอะไรสักอย่าง  ซึ่งไม่แน่ว่าจะมาถึงใกล้ไกลเพียงใดตกค่ำ  ยังไม่มีทีท่าว่ากะฌอกับซอมีญอจะกลับมา  แมวดำตัวใหญ่วิ่งฝ่าฝนเปียกปอน  เดินหายเข้าไปในบ้านไม้   สัตว์ยังมีที่หลบภัย  แต่คนคงมองไม่เห็นทางได้ง่ายๆผมไม่พบกะฌอกับซอมีญออีกเลย  นับจากวันนั้น   เรารออีกวันเต็มๆ  เพื่อให้แน่ใจว่าเขาสองคนไม่กลับมาจริงๆ   เราช่วยกันหยิบหน่อกล้วยลงมาจากรถ  มันไม่มีความจำเป็นใดๆอีกแล้ว ภายในรถดูโล่ง  ผมกับลุงเวยซานอนเหยียดตัวบนพื้นรถ  เสียงเครื่องรถครางหึ่งๆๆ  พะเลอโดะไม่พูดอะไร  นิ่งเงียบไปบนความเร็วของเต่าคลานต้วมเตี้ยมไปตามถนนดิน