Pride and Prejudice : ยุติธรรมอัมพาต

หายตัวไปของ "พยอน" เด็กชายวัย ๕ ขวบสร้างความวูบไหวให้กับสังคมเพียงชั่วคราว แต่สร้างบาดแผลที่ไม่มีวันหายให้คงอยู่ในใจของทุกคนในครอบครัวไปตลอดกาล

 
ที่ว่าสังคมวูบไหว ก็เพราะสำนึกรักตัวกลัวคนใกล้ตัวจะตายนั้นเป็นเหมือนกับดอกไม้ไฟที่วูบวาบได้เพียงไม่กี่ลมหายใจเข้าออก ไม่นานความจดจำและสำนึกไม่ปลอดภัยในชีวิตของตนเองและคนใกล้ชิดก็หายไป
 
ความตายของพยอน ทำให้แม่กลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่ยังติดจมอยู่กับการเฝ้าตามหาลูกชาย ทันทีที่แม่ของพยอนเห็นเด็กผู้ชายวัยใกล้เคียงกันที่ใส่ชุดกันหนาวสีเหลืองในที่ใดๆก็ตาม เธอก็จะเข้าไปแสดงตนทันทีว่าเป็นแม่ของเด็กคนนั้น พ่อของพยอนจบชีวิตลงได้ไม่นานหลังจากที่พยอนหายตัวไปอันเกิดมาจากความสำนึกผิดบาปในความบกพร่องของความเป็นพ่อ ที่ไม่อาจปกป้องชีวิตลูกของตอนเองเอาไว้ได้
 
ส่วนพี่สาวของพยอนใช้ชีวิตหลังจากนั้นเพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับพยอน
 
 
ฮันยอลมูเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักกฎหมายด้วยการเป็นผู้ช่วยอัยการในสำนักงานเขตโซล ซึ่งรับผิดชอบคดีของพยอน และจงใจรับฝึกงานกับชายหนุ่มที่เคยรัก ซึ่งเป็นอัยการรับผิดชอบสำนวนคดีของพยอน ที่จบลงด้วยการมีคำพิพากษาจากศาลสูงว่าให้ยกฟ้อง
 
ผู้คนมีเหตุผลร้อยแปดพันประการในการใช้ชีวิตที่ต้องออกแบบด้วยการศึกษาและอาชีพ ยอลมูตัดสินใจเป็นอัยการเพราะคาดหวังว่าท้ายที่สุดด้วยอำนาจหน้าที่ของอัยการจะพาเธอเข้าไปถึงชะตากรรมของพยอนได้ด้วยตัวของเธอเอง 
 
ถ้าพูดกันให้ถึงที่สุด เธอเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่ากระบวนการยุติธรรมของรัฐ
 
เทพีแห่งความยุติธรรมไม่อาจอำนวยอำนาจศักดิ์ที่เป็นความยุติธรรมให้กับเหยื่อได้ เพราะที่แห่งนี้เต็มไปด้วยม่านบังแห่งอคติที่ครอบงำผู้คนในกระบวนการยุติธรรมจนหมดสิ้น มืดบังเพียงพอที่จะทำให้ยอลมูไม่เคยได้รู้เลยด้วยซ้ำเลยว่า ชายผู้เคยเป็นที่รักนั้น พยายามมากเพียงใดในการทำคดีของพยอน
 
อัยการกูทงชิเป็นไม้เบื่อไม้เมากับผู้หลักผู้ใหญ่ในสำนักงานอัยการสูงสุด
 
หลังจากผลของการรับดำเนินคดีแทนรัฐในความตายของพยอน เขาได้เข้าถึงความจริงในเนื้อในของความเป็นอัยการแทนที่จะสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ค้นหาและคืนความจริงของพยอนให้กับพ่อ แม่ และหญิงสาวที่เป็นที่รัก นั่นก็คือยอลมู
 
สถานการณ์ในสำนักงานอัยการสูงสุดในช่วงเวลาที่ทั้งสองต้องร่วมกันทำคดี ทำให้ความโสโครกภายใต้ครุยไหมที่ห่มคลุมกระบวนการยุติธรรมของรัฐนั้นเปิดเผยขึ้นมาที่ละน้อย จนในท้ายที่สุด ทุกคนที่ร่วมรับผิดชอบในทีมเดียวกันภายใต้การดูแลสั่งการของ อัยการ... ได้ประจักษ์ว่า ทั้งอัยการ ผู้พิพากษาและนักสืบสามารถซื้อขายความสามารถและศักดิ์ศรีในวิชาชีพที่มีคนจ่ายผลประโยชน์ให้ในระดับที่พึงพอใจ
 
ความตายของพยอนเกิดขึ้นจากการลักพาเด็กผิดตัว อัยการชั้นผู้ใหญ่หลายคนในสำนักงานได้ใช้ความตายของเด็กชายสองคนแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าในชีวิตนั้นมา 
 
เด็กชายคนแรกคือทายาทของแชร์โบลคู่แข่งของอีกแชร์โบลหนึ่งที่มีอำนาจแนบชิดกับกระบวนการยุติธรรมของรัฐ พยอนคือเหยื่อของความชั่วร้ายของแชร์โบลนั้น เพราะการลักพาตัวไปโดยผิดตัวจากข้อมูลที่ได้มา
 
ทงชิเป็นผู้ช่วยเหลือชีวิตของพยอน แต่ทำไม่สำเร็จ
 
พยอนมีชีวิตรอดจากการถูกจับกดน้ำลงในถังน้ำมันขณะที่หิมะกำลังตกหนักในโกงดังร้าง ทงชิพยายามช่วยชีวิตพยอนโดยการพยายามฆ่าชายผู้นั้นและพาพยอนออกมา
 
หลังจากที่เขาฟื้นตัวจากโรงพยาบาล ความรับรู้แรกของเขาคือเพลิงได้พรากชีวิตของเด็กชายรายนั้นไปแล้ว
 
การตัดสินใจเลือกสละสิทธิ์การเป็นนักเรียนแพทย์และมุ่งหน้าเข้าสู่โรงเรียนกฎหมายของทงชิก็เพื่อจะเปิดเผยความจริงเรื่องนี้ขึ้นได้ในสักวันหนึ่ง
 
เหตุผลของการเป็นนักกฎหมายของคนเราก็มีเหตุผลร้อยแปดพันประการ
 
นายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งในหลายสิบปีต่อมา เขาคือทนายความมุสลิมที่รับว่าความในคดีความมั่นคงที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยเพราะข้อหาร้ายแรงเช่นนั้นและข้อจำกัดของการใช้ภาษาไทยของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่อาจเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นคดีอาญาได้ ด้วยการขาดโอกาสในการพบทนายความตั้งแต่ชั้นหลังถูกจับกุม
 
นอกจากนี้ทนายความผู้นี้ ยังปรากฎผลงานในสื่อกระแสหลักจากผลของคดีความที่เขารับว่าความแก้ต่างให้กับนิสิตชายผู้หนึ่งที่ตกเป็นจำเลยในความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งข้อกล่าวหามีระวางโทษร้ายแรง และการว่าความของทนายความสมชาย นำไปสู่ผลของคำพิพากษาถึงที่สุดที่ยกฟ้องจำเลยเพราะพิสูจน์ได้จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหานั้น
 
12 มีนาคม 2547 เป็นวันที่ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานของทนายความสมชายรับรู้ชะตากรรมของเขาว่าถูกตำรวจหลายรายอุ้มขึ้นรถยนต์ไปจากบริเวณใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง
 
12 ปีผ่านไป ชะตากรรมของทนายความสมชายไม่ได้ถูกเปิดเผยและคืนกลับไปสู่ภริยาและทายาท
 
กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ คือ ความยุติธรรมที่อัมพาต อัมพาตจากความที่ผู้คนที่ใช้ในอำนาจรัฐบิดเบือนอำนาจที่ตัวเองถือความรับผิดชอบอยู่
 
การหายตัวไปของทนายความสมชายจึงไม่ใช่เรื่องของครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน เพราะความยุติธรรมที่อัมพาตเช่นนี้ ไม่อาจจะทำให้เรามีชีวิตได้อย่างปกติสุขได้เหมือนเดิมอีกต่อ เพราะคนที่หายไปด้วยการใช้อำนาจรัฐที่ปราศจากความรับผิด เท่ากับชีวิตของเราได้จบลงแล้วเช่นกัน

Save me : การปลดแอกตนจาก"ศาสนา"กับความเป็นปัญหาในรัฐฆราวาส

ความเชื่ออื่นนอกเหนือลัทธิขงจื่อแบบโชซอนถูกกำจัดโดยองค์รัฐาธิปัตย์มาโดยเสมอ แม้แต่จะใช้ข้ออ้างเรื่องการนับถือพุทธศาสนาของเหล่าบรรดาขุนนางมาป้ายสีเพื่อล้มล้างอำนาจทางการเมืองของฝ่ายตรงกันข้าม เป็นเรื่องที่เกิดโดยตลอดภายใต้ความเป็นรัฐศาสนาจารีตแบบเต็มตัว ปลายยุคสมัยแห่งราชวงศ์โชซอนเองก็ได้เกิดโศกนา

I Can Hear Your Voice : เสียงที่เงียบจนแสบแก้วหู

จางฮเยซอง เป็นทนายความที่ได้รับการคัดเลือกให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะของทนายความแห่งรัฐ ( Public Defender ) เพราะพูดความจริงต่อคณะกรรมการสัมภาษณ์ว่า เธออยากเป็นทนายความที่ได้รับเงินเดือนประจำจากรัฐ อย่างที่ไม่ต้องทำงานหนักอย่างอัยการและไม่ต้องกังวลเรื่องรายรับที่ไม่แน่นอนจากการที่เป็นทนายความอิสระ 

Whisper : เสียงกระซิบที่เงียบจนแสบแก้วหูและราคาจ่ายที่แพงเกินจริงสำหรับความจริง

ชินยองจู เชื่อมั่นว่าความจริงจะพิชิตความเท็จได้ ในฐานะของลูกสาวของพ่อและในฐานะนักสืบของประชาชน การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในข้อกล่าวหาที่พ่อของเธอต้องตกเป็นฆาตกรด้วยพยานหลักฐานและคำเบิกความที่เสนอต่อศาล จะเป็นเสียงที่ดังและทรงพลังพอที่จะทำให้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผู้พิพากษ

Voice : นาทีชีวิตกับเสียงที่ไม่ได้ยิน

เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน นำมาสู่คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่ทำให้ผู้คนในเมืองซุงวอนตกอยู่ในบรรยากาศของความหวาดกลัว ไม่เว้นแม้แต่ตำรวจเอง ที่ต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวนี้ด้วย