Neighborhood Lawyer Jo Deul Ho : ทนายความของแพะข้างบ้าน

อัยการอนาคตไกลต้องกลายมาเป็นผู้ต้องหาในคดีเบิกความเท็จต่อศาล ด้วยการสร้างพยานหลักฐานปลอมขึ้นของฝ่ายจำเลยที่ตนกำลังดำเนินคดีอาญาให้รับผิดในหลายความผิด สำหรับการยับยั้งการเปิดเผยความจริงในห้องพิจารณาคดีของเขา และต้องจบชีวิตอัยการลงและใช้ชีวิตอย่างคนเร่ร่อนอยู่นานหลายปี 

โจอึลโด อยู่อย่างคนบ้าใบ้หลายปี ข่าวลือในวงการคนไร้บ้านว่าเขาคืออดีตอัยการ ทำให้คนไร้บ้านหลายคนที่ต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ด้วยความจำนนจากความไม่เป็นธรรม เข้าหาเขาเพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดีอยู่ตลอดไม่เว้นแต่ละวัน และคดีที่เขาเคยรับผิดชอบอยู่ซึ่งทำให้เขาต้องถูกใส่ความนั้น สำนักงานอัยการสูงสุดได้รื้อกลับมาอีกครั้ง ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาเป็นทนายความ เพื่อเข้าไปจัดการทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่ตนเองและบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรม

ทนายโจได้รับว่าความให้กับชายชราผู้หนึ่งในฐานะคดีบริการสาธารณะ (ProBono) ร่วมกับทนายความมือใหม่ จากบริษัทกฎหมายอันดับหนึ่งของประเทศ ที่พ่อตาของเขาเป็นประธาน และอดีตภริยาของเขาเป็นรองประธาน ซึ่งเป็นแพะในกระบวนการยุติธรรมจากคดีอาญาที่อัยการกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิดวาเพลิงเผาทรัพย์เพื่ออำพรางศพที่เขาได้ฆ่า

ความจริงคือชายชราผู้นี้ เป็นยามที่เฝ้าอาคารที่เป็นทรัพย์สินของแชร์โบลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งลูกชายของประธานแชร์โบล ขับรถชนชายไร้บ้านตายและนำศพมาเผาทิ้งเพื่ออำพรางในตึกนี้

ประสบการณ์จากการเป็นอัยการของโจอึลโด ทำให้เขารู้ดีว่า อัยการมีมือที่เหมือนดั่งจับเสก ในการทำให้มีหรือไม่มีซึ่งพยานหลักฐาน ทั้งวัตถุ เอกสาร และบุคคลในคดีได้ทั้งสิ้น เขาต้องลงมือสืบหาความจริง รวบรวมพยานหลักฐานและเกลี้ยกล่อมคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาเบิกความในศาลให้ได้ ด้วยการลงไปค้นหาด้วยตัวเอง

ในขณะที่ทนายความร่วมของเขา ลีอึนโซ ได้แต่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมด้วยความใสซื่ออย่างคนที่เชื่อในความยุติธรรมและกฎหมายอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ซึ่งโจอึลโดในฐานะรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์และผ่านโลกมามาก เห็นว่าเธอเป็นคนเพ้อเจ้อ

ผลแห่งการฎีกา จากการเปิดเผยความจริงของโจอึลโดทำให้ชายชราพ้นข้อกล่าวหา และกลับคืนสู่ฐานะเดิมเพราะเป็นผู้พ้นมลทินจากข้อกล่าวหา และผลแห่งคดีนี้ ได้ทำให้เขาได้เดินต่อจากพยานหลักฐานชุดเดียวกัน ในการดำเนินคดีกับประธานจองและลูกชายของเขาที่เกี่ยวพันกับคดีอื่นๆ โดยมีพ่อตาและหัวหน้าของเขาเป็นผู้สนับสนุนทางกฎหมายและคดีให้อยู่เสมอ 

ระหว่างทางในการ "เอาคืน" ทั้งทนายโจและทนายลี ได้พบกับชาวบ้านผู้ที่เข้าไม่ถึงความยุติธรรมมากมายหลายกรณี และทำให้ทั้งสองเรียนรู้ว่า ผู้ประสบภัยจากกระบวนการยุติธรรมมีอยู่ทั่วไป ทนายลีลาออกจากบริษัทกฎหมายกึมซันและมาเป็นทนายความฝึกหัดของทนายโจ เพราะเธอไม่ต้องการทำงานตามแนวทางของบริษัทที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ของเธอ และการทำงานที่นับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้น ทำให้ทนายลีมีทักษะมากขึ้นจากการให้คำปรึกษาและดำเนินคดีให้กับคนจนทั้งหลายที่ขอความช่วยเหลือจากเธอ

กว่าที่โจอึลโด และอีกหลายคนในเรื่องจะถูกลบล้างมลทินได้จากกระบวนการยุติธรรม ราคาที่ต้องจ่ายมีสูงจนจ่ายไม่ไหว เพราะต้องสูญเสียทั้งโอกาสในชีวิต สูญเสียชีวิตครอบครัว การงาน และการมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี 

กรณีของครูที่เป็นแพะและติดคุกฟรีปีครึ่ง ที่ได้รับความช่วยเหลือเป็นเงินชดเชย 200 บาทต่อวันจากกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้ได้รับความเสียหายจากกระบวนการยุติธรรมที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ชั้นก่อนการฟ้องคดีอาญาจากการทำสำนวนของพนักงานสอบสวน เป็นความบัดซบปนเปไปกับความโง่เง่าขั้นสุดของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมของไทย ที่แก้เกี้ยวในความผิดพลาดด้วยการชดเชยเยียวยาความเสียให้ที่เสมือนให้ทานกับคนมาขอให้พ้นๆไปเท่านั้น

ทนายความที่เข้ารับฟังกับผู้ถูกกล่าวหาในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน พนักงานอัยการผู้ตรวจสำนวนที่เสนอมาเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ตลอดองค์คณะผู้พิพากษาและกระทรวงยุติธรรม ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบในการเปิดเผยความจริงในความบกพร่องจากหน้าที่การงานของตนเองเลยสักครั้ง

สิ่งที่คาใจคือ โอกาสในชีวิตราชการของเธอที่หายไป โอกาสในการเลี้ยงดูบุตรและบุคคลในครอบครัวอย่างที่ความสามารถเธอจะมีให้ได้ และโอกาสในชีวิตอื่นๆ ของเธอ เงินจำนวนนั้น ทำให้เธอคืนกลับฐานะเดิมได้จริงหรือไม่

มันคงไม่จริงอยู่แล้ว และไม่ใช่เป็นประเด็นเรื่องบุญธรรมกรรมแต่งหรือเวรกรรมแต่ปางก่อน ที่จะต้องมาใช้กดหัวคนแบบเธอที่เป็นแพะที่ยังไม่รู้ไม่ให้พอใจว่า "ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว" 

ที่น่ารังเกียจกว่า คือ คนในสังคมนี้ ที่แสนจะเต็มเปี่ยมไปด้วยจริยธรรมแห่งความสำนึกในความเป็นธรรม อย่างการเรียกร้องให้รัฐต้องดำเนินคดีรุนแรงกับบุคคลที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญของตน ซึ่งเขาพวกนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ถูกกล่าวหาที่เขากำลังเรียกร้องให้ได้รับโทษประหารชีวิตอย่างรุนแรงและทันทีนั้น เป็นแพะหรือไม่ ซึ่งก็อาจจะเป็นคนคนเดียวกันกับที่โกรธแค้นจะเป็นจะตายเสียให้ได้กับกรณีของครูที่เป็นแพะรายนี้

ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความไร้เดียงสาของผู้คนเหล่านี้ แต่คือความโง่ขั้นสุดของคนในสังคมที่ช่วยธำรงรักษาให้กระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ สร้างความบัดซบได้ต่อไปเรื่อยๆ 

มารู้ตัวอีกที ก็อาจจะกลายเป็นแพะที่ถูกซ่อนในแดนสนธยาที่กักขังแม้แต่เสียงเรียกร้องความเป็นธรรมของตัวที่ดังก้องอยู่แต่ในใจ