รีวิวหนังสือ: The No-Nonsense Guide to Conflict and Peace โดย ดานิเอล / Book Review: The No-Nonsense Guide to Conflict and Peace, by Daniel

The No-Nonsense Guide to Conflict and Peace
Edited by Helen Ware
New Internationalist
Published October 1, 2006
144 pages
 
 

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อช่วยทำความเข้าใจเรื่อง “สงคราม” “ความขัดแย้ง” “ความรุนแรง” และ “สันติภาพ” อย่างไรก็ดี ตัวหนังสือเน้นไปที่ด้านของสงคราม และการจัดการความขัดแย้ง มากกว่าในเรื่องสันติภาพ

ผู้เขียนถกเถียงว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศดูจะลดน้อยลงไปหลังสิ้นสุดของสงครามเย็น และเกิดความรุนแรงที่ทวีตัวขึ้นจากภายในประเทศเช่น ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ หรือศาสนา 
 
บทใหญ่ที่สุดของหนังสือเล่มนี้จึงมุ่งไปที่ “การปะทะทางวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขและเอาใจใส่ อย่างไรก็ดี ปัญหานี้กลับยากกว่าที่แล้ว ๆ มาด้วย แต่ก่อนหน้านี้ความขัดแย้งเกิดขึ้นในระหว่างรัฐ ซึ่งถ้าจะเกิดขึ้นก็มีองค์กรระดับสากลโลกที่จะเข้ามาช่วยระงับเหตุไว้ได้ แต่ความขัดแย้งภายในประเทศ กลุ่มหนึ่งอาจจะได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ หรือโดยชาติอื่น ๆ และกลุ่มอื่น ๆ อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ผลประโยชน์ไกล่เกลี่ยไม่ลง องค์กรต่างประเทศจะเข้ามาก็ดูจะเป็นการแทรกแซงอำนาจอธิปไตย ถึงจะเข้ามาดูได้ในระยะห่าง ๆ เท่านั้น ตัวอย่างของกาตาลุญญาหรือกรณีโรฮิงญาเป็นตัวอย่างที่ดีที่เห็นได้ชัด หรือแม้กระทั่งประเทศไทย
 
ผู้เขียนพูดถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) หนึ่งบทเต็ม ๆ และถกเถียงว่ามีประโยชน์และมีปัญหาอย่างไร UN มีกองกำลังรักษาสันติภาพที่น้อยและยังต้องพึ่งพางบประมาณจากประเทศต่าง ๆ ผู้สนับสนุนหลักที่สุดตอนนี้คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่าอเมริกาก็พยายามที่จะไม่ขอเป็นเจ้าภาพทางการจ่ายเงินนี้แต่เพียงผู้เดียว ปัญหาที่ตามมาก็คือ แล้วถ้าจีนหรือรัสเซียเข้ามาช่วยด้วย สันติภาพจะเกิดขึ้นจริงหรือ หรือ UN จะกลายเป็นองค์กรผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจเหล่านี้มากกว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา และการที่ปัญหาเกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติที่มีตัวแทนในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีชาติมหาอำนาจทั้ง 5 ประเทศ (จีน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอังกฤษ) นั่งเก้าอี้ถาวรและมีสิทธิวีโต้ จะทำงานได้มีประสิทธิภาพได้อย่างไรในการจัดการความขัดแย้งเมื่อประเทศขอบข่ายของมหาอำนาจนั้น ๆ ละเมิดสิทธิมนุษยชน พวกเขาย่อมจะวีโต้ อนาคตของสหประชาชาติสำหรับผู้เขียน เสนอมี 3 ทางเลือก 1) ยุบสหประชาชาติและเดินตามบรรทัดฐานของสหรัฐอเมริกา ยอมรับให้รัฐทั้งหมดเสมอภาคกัน 2) ปฏิรูปขนานใหญ่ และ 3) ก่อตั้งองค์กรสหพันธรัฐโลก หรือองค์กรใหม่ อย่างไรก็ดี ประเทศเล็กประเทศน้อยที่ได้รับการยอมรับคงจะไม่ยอมแน่เพราะพวกเขาได้เสียงโหวตเท่าเทียมกับประเทศใหญ่ ๆ ดังนั้นการยกเลิกสหประชาชาติคงจะเป็นไปได้ยากเสียแล้ว คงจะมีแต่การปฏิรูปมันที่เป็นไปได้ 
 
ผู้เขียนพูดถึงกระบวนการสันติภาพตลอดทั้งเล่ม และเตือนให้นักไกล่เกลี่ยทราบว่า “สาสน์” ที่ถูกส่งออกมาจากคู่ขัดแย้ง อาจจะไม่ใช่ “สาสน์ที่แท้จริง” เช่น เด็กแย่งส้มกันให้ได้คนละครึ่ง จริง ๆ เด็กคนหนึ่งอาจจะอยากได้เปลือกส้มเพื่อทำเป็นสารกลิ่นหอม อีกคนอาจจะคั้นน้ำส้ม ดังนั้นต้องถอดรหัสสาสน์นั้น ๆ ให้ดี รวมถึงการเจรจาก็ด้วยที่จะต้องเข้าใจรหัสของวัฒนธรรม เช่น ตะวันตก – คำว่า “ไม่” ก็คือ “ไม่” ส่วนวัฒนธรรมอย่างจีน – คำว่า “ใช่” อาจจะหมายความว่า “ไม่” ก็ได้ และมโนทัศน์การแก้ปัญหาก็ไม่เหมือนกัน ที่หนึ่งอาจจะไปให้ถึงจุด อีกที่อาจจะต้องวนรอบ ๆ หรือแก้ที่เครือข่ายหลาย ๆ แห่ง  รวมถึงการให้ความสำคัญของการทูต ซึ่งผู้เขียนก็ยอมรับว่า การทูตอาจจะไปไม่ได้รากเหง้าของปัญหา แต่อย่างน้อยก็ได้ขยายระยะเวลาหรือยุติความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในประเทศนั้น ๆ 
 
น่าเสียดายว่าผู้เขียนไม่ได้ยกตัวอย่างของนักการทูตที่กล้าหาญมาบ้าง อย่างเช่น นักการทูตจีนในออสเตรีย Ho Feng-Shan (1901-1997) ซึ่งได้ช่วยเหลือชีวิตชาวยิวให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของการสังหารหมู่ 
 
หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานที่ดีในการเริ่มต้นรู้จักกับประเด็นความขัดแย้งและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมัน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนดูจะไม่แตะไปที่ปัญหาความรุนแรงที่จักรวรรดินิยมอย่าง สหรัฐอเมริกา ได้คุกคามในส่วนต่าง ๆ ของโลก ผู้เขียนให้ภาพรัฐโลกที่ดูจะเป็นกลางมากเกินไป รัฐต่าง ๆ มีสถานะที่ไม่แตกต่างกันมาก และอเมริกาดูจะเป็นตัวช่วยด้วยซ้ำ (ผู้เขียนยก จิมมี คาร์เตอร์ ขึ้นมา) ปัญหาของเพศสภาพของรัฐซึ่งก็เป็นอีกเรื่องที่จะช่วยทำความเข้าใจรัฐก็ไม่ได้พูดถึง และขณะนี้ ความขัดแย้งระหว่างรัฐในขณะที่พลังฝ่ายขวากำลังกลับมาโดดเด่นเช่น ที่เยอรมัน พรรคนาซีใหม่ได้ที่นั่งในรัฐสภา หรือการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศออสเตรีย และปัญหาเกาหลีเหนือก็อาจจะไม่ได้หมายความว่า ความขัดแย้งระหว่างรัฐจะน้อยลง กระนั้นก็ควรจะให้ความเป็นธรรมเพราะหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นแต่เมื่อปี 2007 หนังสือเล่มนี้จึงยังไม่ได้ตอบปัญหาต่อความท้าทายนี้
 
 

“ไม่มีแผ่นดินอยู่” : โศกนาฏกรรมบนด้ามขวานไทย โดยทิฆัมพร บุญมี / No Land for No Man: Our Tragedy, by Tikamporn Boonmee

ไฟที่ยังลุกลามโหมกระหน่ำปลายด้ามขวานประเทศไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 70 ปีที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงความรุนแรงที่ยังปะทุร้อยเท่าพันทวีในทุกๆ ปี ความสูญเสีย รอยเลือด และหยาดน้ำตาที่เกิดขึ้น กลายเป็นโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่บนแผ่นดินไทย เกิดเป็นคำถามที่คั่งค้างในใจว่าคนในพื้นที่จะอยู่กันเช่นไร แล้วเหตุใดจึงไม่ย้า