Skip to main content

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง "9 คำถามคาใจ กรณี ปตท." ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมาหลายปีนับตั้งแต่การแปรรูปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2544


เวทีเสวนาประกอบด้วย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม  บมจ. ปตท. (คุณสรัญ รังคสิริเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (คุณสารี อ๋องสมหวัง) ดำเนินรายการโดยคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  บรรณาธิการนิตยสารสารคดี นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการและประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ภัทรด้วย


นักข่าวของ “ประชาไท” รายงานว่า “บรรยากาศในเวทีก็มีบางช่วงดุเด็ดเผ็ดร้อน บางส่วนตอบคำถามซึ่งกันและกัน บางส่วนไม่ บางส่วนขัดแย้ง” ในขณะที่ผู้สื่อข่าวของ “ผู้จัดการออนไลน์” รายงานว่า “การเสวนาเริ่มร้อนระอุตั้งแต่เปิดประเด็นแรกเรื่องกำไรของปตท.มาจากไหน ผู้บริหารของ ปตท. และหลักทรัพย์ภัทร ได้แสดงสีหน้าท่าทีดูแคลนและโต้แย้งข้อมูลของผู้แทนองค์กรผู้บริโภคว่า ไม่รู้เอาข้อมูลมาจากไหน”


ในบทความนี้ผมจะให้ความสนใจเพียงประเด็นเดียวคือ ประเด็นท่อก๊าซของ ปตท. ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาไปแล้ว พอจะสรุปสั้นๆ ได้ความว่า “ท่อก๊าซและระบบท่อก๊าซที่ทาง ปตท.(ซึ่งเคยเป็นของรัฐ 100%) ได้ใช้ “อำนาจมหาชนของรัฐ” ไปจัดการเวนคืนที่ดินของเอกชนมา แต่เมื่อ ปตท.ถูกแปรรูปไปเป็นบริษัทเอกชนแล้ว ก็ให้จัดการคืนให้กับกระทรวงการคลังไปเสีย”


สิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจก็คือว่า มีทรัพย์สินอะไรบ้างที่จะต้องคืนกลับให้กับกระทรวงการคลัง(หรือคืนให้รัฐ) แล้วในอนาคตจะจัดการกันอย่างไรต่อไปกับท่อก๊าซและทรัพย์สินเหล่านี้


ในบทความนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่ยังห่างไกลจากข้อมูลสามารถเข้าใจได้ ผมจึงขออนุญาตตั้งคำถามเองดังต่อไปนี้ และหากส่วนใดที่สอดคล้องกับการเสวนา ผมจะนำมาเสนอพร้อมๆ กัน


คำถามที่หนึ่ง บรรดาท่อส่งก๊าซที่วางอยู่ริมทางหลวงแผ่นดิน ใต้ถนน ในป่าไม้ แนวเสาไฟฟ้าแรงสูง ทะเล ตลอดจนที่สาธารณะอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการ “ใช้อำนาจมหาชนของรัฐ” มาจัดการเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ของสาธารณะใช่หรือไม่ ใครก็ตามที่ไม่มี “อำนาจมหาชนของรัฐ” ย่อมไม่สามารถกระทำได้ใช่หรือไม่


คำถามที่สอง ก่อนการแปรรูป คณะกรรมนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีมติให้แยกกิจการท่อส่งก๊าซออกมาจากธุรกิจของ ปตท. คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบตามข้อเสนอ (25 กันยายน 2544) ในระหว่างการดำเนินการแปรรูป หนังสือชี้ชวนของ ปตท. ก็ได้สัญญาว่าจะแยกกิจการท่อก๊าซออกมาภายในหนึ่งปี แต่ทำไม บริษัท ปตท. จึงไม่ทำตามสัญญา


ผมเองยังไม่ชัดเจนกับวัตถุประสงค์การแยกกิจการดังกล่าว แต่เข้าใจว่านอกจาก ”การใช้อำนาจมหาชนของรัฐ” แล้ว น่าจะเพื่อลดการผูกขาดกิจการก๊าซธรรมชาติได้ด้วย


เราลองคิดดูว่า ถ้ากิจการท่อส่งก๊าซเป็นของรัฐดังเดิม ผู้ใช้ก๊าซอาจจะมีอำนาจในการกำหนดค่าผ่านท่อได้บ้าง


คำถามที่สาม ท่อส่งก๊าซที่มีอยู่ในปัจจุบันเกือบทั้งหมดของประเทศ รวมทั้งท่อก๊าซไทย-พม่า,ไทย-มาเลเซีย นั้นได้สร้างก่อนการแปรรูป ปตท. (ตุลาคม 2544) ใช่หรือไม่ หลังการแปรรูปแล้ว ได้มีการก่อสร้างท่อส่งก๊าซเพิ่มเติมซึ่งก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับท่อส่งก๊าซที่มีอยู่ก่อนการแปรรูป แม้กระนั้นก็ตามท่อที่สร้างขึ้นใหม่นี้ยังคงสร้างในทะเลซึ่งก็ต้องใช้ “ใช้อำนาจมหาชนของรัฐ” ตามคำพิพากษาของศาล(14 ธันวาคม 2550) ด้วยใช่หรือไม่


ขอความกรุณาให้ทางบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจกแจงซิว่ามีท่อก๊าซใดบ้างที่ไม่ได้ใช้ “อำนาจมหาชนของรัฐ” เข้าไปจัดการ


คำถามที่สี่ ก่อนการแปรรูป การลงทุนของ ปตท. มักจะควักกระเป๋ามาลงทุนเองประมาณ 30 % ของเงินลงทุนทั้งหมด และอีก 70% เป็นเงินกู้ที่รัฐบาลไทยเป็นผู้ค้ำประกัน ในวันที่แปรรูป โครงการท่อก๊าซต่างๆ ยังคงมีหนี้สินเท่าใด อัตราดอกเบี้ยร้อยละเท่าใด โปรดแจง


คำถามที่ห้า ขณะนี้ (16 พฤษภาคม 2551) ทางกระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ และทางบริษัท ปตท. ได้ร่างสัญญาการใช้ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของท่อส่งก๊าซบนสาธารณะสมบัติของชาติ ปตท.ต้องชำระค่าใช้ที่ราชพัสดุ สรุปได้ว่าปีละไม่ต่ำกว่า 180 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 550 ล้านบาท


การคิดค่าใช้ที่ดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการอะไรบ้าง


คำถามที่หก ในการลงทุนโครงการท่อส่งก๊าซ ทาง ปตท. คิดผลตอบแทนการลงทุน(IRR) ร้อยละ 18 ต่อปี ใช่หรือไม่


อนึ่ง การแจกแจงรายละเอียดให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ในบทความสั้นๆ นี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การบอกข้อมูลว่าในแต่ละปีที่ผ่านมา ทาง ปตท. (ก่อนแปรรูป)ได้ส่งเงินในโครงการท่อส่งก๊าซให้รัฐเท่าใด ก็สามารถทำให้ทราบได้ว่า ในอนาคตทาง บริษัท ปตท. ควรจะต้องจ่ายให้รัฐปีละเท่าใด


คำถามที่เจ็ด จากเอกสารแนบท้ายของ “คู่มือการคำนวณอัตราค่าผ่านท่อ” ซึ่งใช้ประกอบสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระหว่าง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (7 พฤศจิกายน 2539) ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ทำให้เราสามารถทราบข้อมูลเรื่องรายได้-รายจ่ายรวมทั้งรายได้ที่นำส่งให้รัฐจากค่าผ่านท่อ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้


14_8_01

ก่อนจะกล่าวต่อไป ต้องขอหมายเหตุกับข้อมูลนี้ก่อน คือ (1) เป็นข้อมูลประมาณการในปี 2539 นั่นคือทำให้ข้อมูลในปี 2540 ไม่น่าจะห่างจากความจริงมากนัก แต่ข้อมูลในปี 2549 อาจน่าสงสงสัย แต่ก็สามารถตรวจสอบความถูกต้องกับข้อมูลอื่นบางอย่างได้ (2) ในปี 2540 ท่อก๊าซไทย-พม่า ยังไม่มีก๊าซผ่านท่อ (3) ท่อก๊าซไทย-มาเลเซียยังไม่ได้สร้าง


จากข้อมูลดังกล่าว เราพบว่า

(1) กำไรสุทธิหลังหักค่าดอกเบี้ยในปี 2540 และ 2549 อยู่ที่ 1, 688 และ 5,711 ล้านบาทบาท ตามลำดับ

สมมุติว่าเราต้องยึดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายคือระหว่างเจ้าของประเทศ(เจ้าของที่ดินสาธารณะ)กับผู้ถือหุ้น เราควรจะแบ่งเงินจำนวนนี้กันอย่างไร


ในความเห็นของผมคิดว่าควรจะแบ่งออกเป็นสามส่วนดังนี้คือ (1) ต้องแบ่งให้กับกระทรวงการคลังที่ควักกระเป๋าลงทุน 30% ตั้งแต่แรกก่อน (2) ต้องแบ่งให้เป็นค่าใช้ที่ราชพัสดุซึ่งขณะนี้เรายังไม่ทราบว่าควรจะเป็นเท่าใด และ (3) แบ่งให้ผู้ถือหุ้นหลังการแปรรูป


ผมยังสงสัยว่า ทำไม กระทรวงการคลังกับ บริษัท ปตท. จำกัด จึงคิดจะให้ค่าใช้ที่อยู่ระหว่าง 180 ถึง 550 ล้านบาทเท่านั้น


(2)
กำไรสุทธิหลังหักดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 3.8 ถึง 12.7 ของเงินลงทุน ตัวเลขนี้ย่อมเป็นการยืนยันว่า ทางบริษัท ปตท. คิดผลตอบแทนการลงทุน(IRR)ประมาณ 18% จริง โดยมีดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณ 7%


(3)
รายได้ที่ส่งให้รัฐอยู่ระหว่าง 506 ถึง 1,713 ล้านบาท โดยที่ปริมาณก๊าซผ่านท่อเพียง 882.96 และ 1,044.76 ล้านบีทียู นั่นหมายถึงว่า ค่าผ่านท่อขึ้นกับปริมาณก๊าซที่ผ่านด้วย


ในปี 2550 ปริมาณก๊าซที่ผ่านท่อทั้งหมดประมาณ 1,248 ล้านบีทียู (ไม่นับรวมท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย) ดังนั้น เงินที่ส่งให้รัฐจึงน่าจะเป็นประมาณ 2,046 ล้านบาท ถ้านับด้วยก็จะสูงกว่านี้อีก


นี่ยังไม่ได้คิดตามราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้นไปอีกมาก เมื่อราคาก๊าซเพิ่มขึ้น ค่าผ่านท่อก็เพิ่มตามไปด้วย

ที่กล่าวมาแล้ว เป็นคำถามเจ็ดข้อสำหรับประเด็นการจัดการกับท่อส่งก๊าซหลังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ต่อไปนี้ผมขอนำบางตอนของการเสวนาที่ทาง “ประชาไท” นำเสนอ ซึ่งผมขอนำมาเรียงลำดับใหม่


ในขณะที่สังคมกำลังตั้งคำถามกับ ปตท. ว่า ที่ผ่านมาคุณคิดค่าผ่านต่อไปเท่าใดและในอนาคตคุณจะต้องจ่ายค่าเช่าเท่าใด ทางผู้บริหารของ ปตท. กลับตอบว่า

ถ้ากระทรวงการคลังจะคิดค่าผ่านท่อแพงๆ สุดท้ายก็ตกที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ทำให้ค่าไฟแพงเปล่าๆ”


ผมคิดว่า นี่เป็นคำตอบที่ไม่ตรงประเด็น เพราะขณะที่ ปตท. คิดกำไรสุทธิหลังหักดอกเบี้ยเงินกู้แล้วที่อัตรา 12.7% (กำไรเบื้องต้นสูงถึง 18%) ถามว่าในประเทศไทยขณะนี้ มีธุรกิจใดบ้างที่มีกำไรสุทธิหลังหักค่าดอกเบี้ยแล้วสูงเท่ากับกับกิจการท่อส่งก๊าซซึ่งเป็นกิจการผูกขาดรายเดียวของประเทศไทย


เดิมทีเดียว รัฐบาลได้จัดตั้งการปิโตรเลียมขึ้นมาเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเพื่อคานอำนาจกับบริษัทของเอกชนรายอื่น แต่แล้วก็เปลี่ยนเจตนารมณ์มาเป็นการแสวงหากำไรแบบผูกขาดรายเดียว

ค่าไฟฟ้าที่แพงอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากค่าผ่านท่อที่แพงเกินเหตุอันควร ประเด็นปัญหาอยู่ที่คุณคิดราคาเขาแพง แล้วคุณคิดจะจ่ายค่าเช่าถูกๆ ต่างหากละ


ในขณะที่นักลงทุนท่านหนึ่งกล่าวว่า “ในการแปรรูป ปตท.ได้มีการตีความกฎหมายหมดแล้ว แต่เมื่อมีการฟ้องร้อง เมื่อศาลตัดสินในกรณีท่อก๊าซก็ต้องเคารพ ในฐานะนักลงทุน ตอนซื้อหุ้นรู้อยู่แล้วว่ามีธุรกิจท่อก๊าซ จึงซื้อ แต่เมื่อศาลตัดสินให้โอนสิทธิกลับก็เคารพ แต่ทำไมต้องคิดค่าเช่าตั้ง 3,000 ล้าน นักลงทุนคิดว่าไม่ควรคิดค่าเช่าเลย”


ปัญหาเรื่องท่อก๊าซ ปตท. เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่านักลงทุน นักการเมือง ข้าราชการและทาง ปตท. จะคิดอย่างไร ตราบใดที่ความเป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้น คำถามและการเคลื่อนไหวจะต้องดำรงอยู่ตลอดไป

 

 

บล็อกของ ประสาท มีแต้ม

ประสาท มีแต้ม
เราเคยสงสัยและตั้งคำถามเสมอมาว่า ทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูป (รวมทั้งราคายางพารา) ในภูมิภาคเอเซียจึงถูกกำหนดจากประเทศสิงคโปร์
ประสาท มีแต้ม
ตลอดช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันที่ปั๊มในบ้านเราได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้ราคาน้ำมันดิบจะสูงถึง 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยที่ราคาเมื่อต้นเดือนมิถุนายนได้ขยับจาก 62 ถึง 68 ภายในเวลาเจ็ดวันเท่านั้น
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ หนึ่ง ให้เห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของคนไทยโดยเฉลี่ยซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้ และหากแผนผลิตไฟฟ้าดังกล่าวมีปัญหาแล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างไร สอง เพื่อเล่าถึงการจัดทำแผนผลิตไฟฟ้าที่ผูกขาดโดย "กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ" จำนวนน้อยตลอดมาและจะชี้ให้เห็นถึงบางสิ่งที่ผมคิดว่า "น่าจะไม่ถูกต้อง" สาม หากท่านผู้อ่านได้เห็นปัญหาในข้อสองแล้ว จะได้เห็นความจำเป็นของ "การเมืองภาคประชาชน" ในการตรวจสอบโครงการของรัฐมากขึ้น
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ตัดสินใจว่าจะอ่านบทความนี้ต่อไปหรือไม่ ผมขอนำประเด็นสำคัญมาเสนอก่อน  ประเด็นคือการวางแผนผลิตก๊าซที่ผิดพลาดทำให้คนไทยทุกคนต้องควักเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น จากรายงานประจำปี 2551 ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พบว่า ในปี 2551 บริษัท ปตท. ต้องจ่ายค่า "ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย" ก๊าซจากโครงการไทย-มาเลเซีย (ซึ่งเป็นโครงการสร้างความขัดแย้งมาตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย และทักษิณ ชินวัตร จนถึงปัจจุบัน) เป็นจำนวน 13,716 ล้านบาท
ประสาท มีแต้ม
ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มต้นจากถนนวอลล์สตรีทในสหรัฐอเมริกากำลังลุกลามไปอย่างรวดเร็วราวกับลาวาภูเขาไฟไปสู่ทุกถนนของโลก ในภาคใต้ของประเทศไทยโดยหน่วยงานของรัฐและการนิคมอุตสาหกรรมก็กำลังดำเนินการให้มีแผนพัฒนาภาคใต้ด้วยโครงการต่าง ๆ มากมาย ทั้งโดยเปิดเผยและแอบแฝง ตัวอย่างของโครงการเหล่านี้ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ จังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี โครงการขุดเจาะน้ำมันของบริษัทเซฟรอน ที่นครศรีธรรมราช ตลอดจนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 3 โรง นอกจากนี้ยังมีนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดตรัง และท่าเทียบเรือน้ำลึกในจังหวัดสงขลาและอีกหลายจังหวัด…
ประสาท มีแต้ม
  เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 กระทรวงพลังงานในฐานะผู้รับผิดชอบหรือจะเรียกว่าผู้จัดทำแผนผลิตไฟฟ้าเองได้จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อปรับปรุง "แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า" ในช่วงปี 2551 ถึง 2564 ซึ่งเป็นแผนที่ได้จัดทำไว้ก่อนปี 2551 ในการรับฟังครั้งนี้ก็เพื่อจะได้ปรับปรุงเป็นครั้งที่ 2 สาเหตุที่ต้องปรับปรุงก็เพราะปัญหาเศรษฐกิจถดถอยทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศไทยด้วยนักวิชาการอิสระด้านพลังงานที่ไม่ใช่ข้าราชการของกระทรวงพลังงานก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ขณะเดียวกันกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าก็ได้ตั้งคำถามพร้อมแผ่นผ้าด้วยข้อความสั้น ๆ แต่เข้าใจง่ายว่า "…
ประสาท มีแต้ม
คำนำ เมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบปัญหาขายไม่ได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลก นักการเมืองรวมทั้งว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้เสนอมาตรการลดหย่อนภาษีค่าโอนบ้าน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป ผมขออนุญาตไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวข้างต้น แต่ขอใช้หลักคิดเดียวกันนี้เพื่อตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลจึงไม่ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการพืชน้ำมันซึ่งได้แก่ ไบโอดีเซล และแก๊สโซฮอล์ ซึ่งโยงใยเกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่เจ้าของโรงงานจนถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชน้ำมัน ( ปาล์มน้ำมัน อ้อย ฯลฯ ) เหล่านี้บ้างเล่า?
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ เมื่อราคาน้ำมันลดลงมาจากลิตรละราว 40 บาทจากเมื่อ 4-5 เดือนก่อนมาอยู่ที่ราว ๆ 20 บาท ทำให้คนไทยเราก็รู้สึกสบายใจ บางคนถึงกับกล่าวว่า “ตอนนี้จะไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยได้คิดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” ในยุคที่การเมืองที่เต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง ผู้บริโภคจะพอใจอยู่กับตัวเลขที่อิงอยู่กับความรู้สึกเช่นนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เราจะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันตรวจสอบ ถามหาความความเป็นธรรม ความพอดีอยู่ตลอดเวลา เมื่อพูดถึงความรู้สึกที่สบายใจขึ้นของคนไทยในขณะนี้ ทำให้ผมนึกเรื่อง “นัสรูดิน” ชายชาวอาหรับโบราณที่คนรุ่นหลังยังตัดสินไม่ได้ว่า เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดหรือคนโง่กันแน่…
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ ก่อนจะเริ่มต้นเนื้อหา เรามาดูรูปการ์ตูนสนุก ๆ แต่บาดใจและอาจจะบาดตากันก่อนครับ ความหมายในภาพนี้ ไม่มีอะไรมาก นอกจากบอกว่านี่ไงหลักฐานที่พิสูจน์ว่าโลกเราร้อนขึ้นจริง สำหรับภาพนี้บอกว่า ผลการศึกษาพบว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น นักวิชาการ (และนักการเมือง) กำลังระดมกันแก้ปัญหาอย่างขยันขันแข็ง ขอขอบคุณเจ้าของภาพทั้งสองด้วย คราวนี้มาเข้าเรื่องกันครับ ขณะที่โลกของเรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญ 4 ด้านพร้อม ๆ กัน คือ (1) วิกฤติภาวะโลกร้อน (2) วิกฤติพลังงานที่ทั้งขาดแคลน ราคาแพง ผูกขาดและก่อวิกฤติด้านอื่น ๆ (3) วิกฤติการเงินที่เพิ่งจะเกิดขึ้นหยก ๆ…
ประสาท มีแต้ม
คำนำ “...เวลานี้สังคมไทยมีอาการป่วยอย่างร้ายที่สุด คือ ป่วยทางปัญญา ขอให้พิจารณาดูเถิด เวลานี้ปัญหาสุขภาวะที่น่ากลัวที่สุดคือ ความป่วยทางปัญญา...” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) มีนาคม 2551 ท่ามกลางกระแสการคิดค้นเรื่อง “การเมืองใหม่” ซึ่งขณะนี้สังคมบางส่วนเริ่มเห็นภาพราง ๆ บ้างแล้วว่ามันเป็นอย่างไร แต่ยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่า สังคมไทยจะก้าวไปสู่สภาพนั้นได้อย่างไร และสมมุติว่าเราสามารถเข้าไปสู่สภาพนั้นได้จริง ๆ แล้ว เราจะรักษาและพัฒนาการเมืองใหม่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกได้อย่างไร ในที่นี้ ผมจะขออนุญาตนำเสนอหลักการพื้นฐานมาใช้ตอบคำถามดังกล่าว ผมเรียกหลักการนี้ว่า “กฎ 3…
ประสาท มีแต้ม
เมื่อต้นเดือนเมษายน 2551 หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวว่า "พลังงานเผยไทยผลิตน้ำมันดิบสูงกว่าบรูไน คุยทดแทนนำเข้าปีนี้มหาศาล" (ไทยรัฐ 2 เมษายน 2551)    สาเหตุที่ผู้ให้ข่าวซึ่งก็คือข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานได้นำประเทศไทยไปเทียบกับประเทศบรูไน ก็น่าจะเป็นเพราะว่าคนไทยเราทราบกันดีว่าประเทศบรูไนเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายหนึ่งของภูมิภาคนี้ ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเราผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่าก็น่าจะทำให้คนไทยเราหลงดีใจได้บ้าง  นาน ๆ คนไทยเราจะได้มีข่าวที่ทำให้ดีใจสักครั้ง   หลังจากอ่านข่าวนี้แล้ว ผมก็ได้ค้นหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตก็พบว่า…
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ ขณะนี้มีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังครุ่นคิดถึง "การเมืองใหม่" ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่ามันคืออะไรกันแน่ ทราบแต่ว่า "การเมืองเดิม" ซึ่งก็คือการเมืองแบบตัวแทน (representative democracy) กำลังมีปัญหาหลายอย่างและรุนแรงขึ้นทุกขณะบทความนี้จะนำเสนอความล้มเหลวของ "การเมืองแบบตัวแทน" อย่างสั้นๆ พร้อมกับนำเสนอ "การเมืองแบบไฮเพอร์ (hyperpolitics)" ให้พอเป็นประกายเบื้องต้น หากสังคมนี้สนใจก็มีช่องทางให้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมกันต่อไป2. สาเหตุความล้มเหลวของการเมืองแบบตัวแทนเราท่องกันจนขึ้นใจมาตั้งแต่วัยเด็กแล้วว่า สาเหตุสำคัญของการมี "การเมืองแบบตัวแทน" คือเป็นเพราะคนมันเยอะ…