Skip to main content

ผมว่างเว้นจากการเขียนบทความมานานกว่าสองเดือนแล้ว จนอันดับบทความของผมที่เรียงตามเวลาที่เขียนในเว็บไซต์ “ประชาไท” ตกไปอยู่เกือบสุดท้ายของตารางแล้ว สาเหตุที่ไม่ได้เขียนเพราะผมป่วยเป็นโรคที่ทันสมัยคือ “โรคคอมพิวเตอร์กัด” ครับ มันมีอาการปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งหลัง พอฝืนทนเข้าไปทำงานอีกไม่เกินห้านาทีก็ถูก “กัด” ซ้ำอีก ราวกับมันมีชีวิตแน่ะ

ที่นำเรื่องนี้มาเล่าก่อนในที่นี้ไม่ใช่อยากจะเล่าเรื่องส่วนตัว แต่อยากนำประสบการณ์ที่ผิดๆ ของผมมาเตือนท่านผู้อ่านโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ท่านผู้อ่านที่สนใจจะเก็บเรื่องของผมไปเป็นบทเรียน โปรดอ่านที่หมายเหตุในตอนท้ายบทความนี้ก็แล้วกันครับ

เมื่อเริ่มกลับมาเขียนใหม่ จะเขียนเรื่องพลังงานตามที่สนใจก็ขาดข้อมูล เพราะไม่ได้ติดตามมานาน จึงขอนำเรื่องใกล้ๆตัวมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันครับ คือเรื่องงานปัจฉิมนิเทศนักศึกษาของภาควิชาทีผมทำงานอยู่ คือภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

ปีนี้เรามีว่าที่บัณฑิตประมาณ 90 คน แต่เข้าร่วมงานได้จริงเพียง 75 คน บางคนติดสอบเรียนต่อ บางคนญาติเสียชีวิต บางคนเบี้ยวเอาดื้อๆ สิ่งที่ผมจะนำมาเล่าเป็นเพียงบางส่วนของงาน ไม่ใช่ทั้งหมด

ในช่วงเช้าภาควิชาฯได้เชิญอาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ มาบรรยายเรื่อง “เติมเต็มประสบการณ์ชีวิต จากศิลปินแห่งชาติ ถึง บัณฑิตวิทยาศาสตร์”

ความจริงแล้วอาจารย์สถาพร พักอาศัยอยู่ในวิทยาเขตเดียวกับว่าที่บัณฑิตมาร่วม 30 ปีแล้ว แต่ทั้งอาจารย์และนักศึกษาเกือบทั้งหมดของภาควิชาไม่มีใครรู้จักอาจารย์สถาพรมาก่อน ทั้งๆ ที่เป็นคนดังระดับชาติ

ex1

ex2

อาจารย์สถาพรเริ่มต้นด้วยความคาดหวังว่านักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์จะต้องสามารถนำวิชาการที่ร่ำเรียนมาไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้ พร้อมเล่าว่าตนในฐานะที่เล่าเรียนมาทางสังคมศาสตร์แต่มีความประทับใจนักคณิตศาสตร์อยู่ 3 ท่าน

ท่านแรกคือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อาจารย์สถาพรได้บอกว่าท่านประทับใจประโยคที่ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” แล้วอาจารย์ก็เชื่อมโยงไปถึงความแตกต่างระหว่างงานเขียนทางวิทยาศาสตร์กับงานวรรณกรรม 

งานเขียนทางวิทยาศาสตร์เป็นงานเขียนที่เกี่ยวกับความจริงและความคิดสร้างสรรค์ แต่งานทางวรรณกรรมนั้นนอกจากต้องมีความจริงและความคิดสร้างสรรค์แล้วต้องมีอารมณ์ด้วย (ผมไม่แน่ใจว่าฟังมาถูกหรือไม่) ท่านเขียนเป็นสมการว่า


Scientific writing = Fact + Creation

Literary writing = Fact + Creation + Emotion


นักวิทยาศาสตร์ท่านที่สองคือ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “เต๋าแห่งฟิสิกส์” ที่สามารถนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาเปรียบเทียบกับหลักการทางศาสนาพุทธนิกายเซน

นักคณิตศาสตร์ท่านที่สามที่อาจารย์สถาพรประทับใจมาก คือ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี แล้วท่านก็เล่าประวัติอาจารย์ธีรยุทธให้นักศึกษาฟังว่า เป็นคนที่สอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้ที่หนึ่งของประเทศไทยรุ่นเดียวกับท่านและรุ่นเดียวกับผมด้วย อาจารย์ธีรยุทธ จบปริญญาตรีทางวิศวกรรม เป็นคนที่ชอบคณิตศาสตร์มาก ทุกวันนี้แม้จะเป็นนักมานุษยวิทยาแต่ก็ยังสนใจอ่านตำราคณิตศาสตร์อยู่เป็นประจำ

ตอนที่อาจารย์ธีรยุทธมาประชุมเตรียมงานรำลึก 25 ปี 14 ตุลา หลังการประชุมเครียดๆ อาจารย์ธีรยุทธจะขอคลายเครียดด้วยการคุยเรื่องเบาๆ เช่น เรื่องคณิตศาสตร์ ผมเองถูกอาจารย์สถาพรแนะนำให้คุยกับอาจารย์ธีรยุทธ ปรากฏว่าเรื่องที่อาจารย์ธีรยุทธสนใจคือ Differential geometry ผมเองไม่รู้เรื่องเลยครับ

อาจารย์สถาพรเล่าว่า อาจารย์ธีรยุทธเคยบอกว่า “สถาพร นายมีหน้าตาคล้ายกับนักคณิตศาสตร์คนหนึ่ง แต่นึกชื่อไม่ออกวะ”
ในวันนั้น โดยบังเอิญผมพกหนังสือคณิตศาสตร์อยู่เล่มหนึ่ง(ซึ่งผมกำลังแปลให้มูลนิธิเด็ก) ผมก็รีบคว้าออกมาแล้วฉายภาพให้ดูทันที ดังในภาพข้างล่างนี้

ex3

เหมือนไหมครับ?

นักคณิตศาสตร์คนนี้เป็นชาวกรีกชื่อ Thales of Miletos (เกิด 624 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ก่อนพีทากอรัสที่คิดเรื่องสามเหลี่ยมมุมฉากเกือบร้อยปี) เขาเป็นผู้นำเรขาคณิตของชาวอียิปต์มาอธิบายปรากฏการณ์ของธรรมชาติ (ตามที่อาจารย์สถาพรคาดหวัง)

เล่ามาถึงตอนนี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่า อาจารย์ธีรยุทธเป็นจิตกรวาดรูปสีน้ำฝีมือดีด้วย และต้องขอชื่นชมอาจารย์ธีรยุทธว่านอกนอกจะเป็นคนที่ดื่มด่ำกับคณิตศาสตร์แล้วยังเป็นคนช่างสังเกตมากทีเดียว

ในฐานะนักเขียนและสอนวิชาที่เกี่ยวกับการเขียน อาจารย์สถาพรได้บอกหลักการเกี่ยวกับการเขียนหนังสือว่า “เขียนตามแนวของหนังสือที่เราชอบที่สุด แต่ต้องเขียนให้ดีกว่า และถ้าไม่รู้จะเขียนอะไรก็ให้เขียนเกี่ยวกับตัวเอง”

ในตอนท้ายท่านได้ร่ายบทกวีที่เขียนเกี่ยวกับตัวเองให้ที่ประชุมฟัง แม้จะเป็นเรื่องของตัวเองแต่ก็อยู่ในประเด็นที่ท่านนำเสนอ หลังจากจบการบรรยายแล้วมีอาจารย์ผู้หญิง 3 คนมาเล่าให้ผมฟังอย่างสั้นๆ ว่า “เมื่อกี้หนูน้ำตาซึมเลยคะ”

ก่อนจะร่ายบทกวีดังกล่าว อาจารย์สถาพรได้เล่าเหตุการณ์ประกอบว่า วันนั้นเป็นวันเกิดครบ 3 ขวบของลูกชาย ตนได้สัญญากับลูกชายว่าจะพาลูกไปกินไอศครีม แต่เนื่องจากวันนั้นมีเพื่อนมาหา (คือหงา คาราวาน) กว่าจะนึกว่ามีนัดกับลูกชายก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มแล้ว มาถึงบ้านก็เกือบ 4 ทุ่ม ลูกชายเพิ่งเข้าไปนอน

อาจารย์สถาพรรู้สึกผิดมาก จึงหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนบทกวี ท่ามกลางแสงจันทร์นอกบ้าน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆให้ลูกชายทราบ ผมนึกในใจว่าคงจะเขียนขอโทษมั่ง แต่แล้วมันเป็นมากกว่านั้น ตั้งแต่ความหมายและที่มาของชื่อลูกชายที่คนมักเรียกว่า “เมา” รวมถึงสภาพสังคมที่ค่อนข้างมืดมิดในยามนั้น (ปี 2528)

บทกวีนี้ค่อนข้างยาวครับ ผมจำไม่ได้ ถ้าจะไม่กล่าวถึงก็รู้สึกเสียดาย จึงพยายามค้นหาจากเว็บไซต์ ในที่สุดก็พบจนได้ จึงขอลอกมาใส่ไว้ที่นี่ หากผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วย บทกวีนี้ชื่อ “ตำนานดาว” ครับ

“ตำนานดาว”

หนึ่ง
พ่อนั่งดูดาวเมื่อดื่นดึก
พ่อหวนย้อนนึกถึงคืนหนาว
ครั้งกระโน้นนานแล้ว - ตำนานดาว
ก่อสานเรื่องราวขึ้นมา ฯ

สอง
สันดอยภูเหนือเมื่อครั้งนั้น
หวนถึงคืนวันยังคงค่า
ภาพเพื่อนพ่อ - ลุงเจ้า, ยังแจ่มตา
ยัังแต้มติดทาในหัวใจ

ลุงเจ้าดั่งดาวคืนเดือนดับ
พรายแสงวับวับให้ฟ้าใส
ส่องพื้นทึมทึบสู่ทางไท
สาดชี้ทางชัย - ประชาชน

นานนัก - นานเนิ่น, เมื่อครั้งนั้น
ช่วงแห่งคืนวันแผ่นดินหม่น
ลุงเจ้ากับพ่อ - เพียงสองคน
ทอดเท้าดั้นด้นบนป่าภู

เป็นฤดูเต็งรังปลิดใบร่วง
ลมเหนือทิ้งช่วงอยู่หวิวหวู
ฟ้าดำเดือนดับ - ไม่น่าดู
พ่อกับลุงเจ้าอยู่ที่หน้าปาง

ลุงเจ้าก่อไฟไล่ลมหนาว
พ่อนั่งดื่มเหล้าอยู่ข้างข้าง
ไม้เกี๊ยะเชื้อไฟที่สุมวาง
โชนแสงสว่างขึ้นวาววาว

เหมยหนาหมอกหนักที่ภูเหนือ
บาดริ้วผิวเนื้อจนเหน็บหนาว
หัวดึกค่ำนี้ - ไม่มีดาว
ทั่วแดนแผ่นด้าวจึงด่างดำ

บัดดลเกิดดาว - ที่ราวฟ้า
ดวงเดียว, แต้มตา - แต้มฟ้าค่ำ
ลุงเจ้าเพ่งมองแล้วพึมพำ
ขณะพ่องึมงำ - ท่องบ่นเพลง

เป็นเพลงชาวเขา - เผ่ายางขาว
พ่อร้องเศร้าเศร้า - ไม่เร้าเร่ง
ลุงว่าพ่อเสียงกร้านยานโตงเตง
เลยร้องเสียเองให้พ่อฟัง

ว่า "ฌาโป ดาวน้อยนั่นลอยฟ้า
ไยมิร่วงลงมาแผ่นดินมั่ง
ให้คนจนคนทุกข์ได้ประทัง
อิ่มแววสุกปลั่งอันเปล่งทอ"

ลุงเจ้าร้องจบแล้วจิบเหล้า
ทอทอดตาวาวมาที่พ่อ
บอก "หากมีเวลาเนิ่นยาวพอ
มีลูกชายจะขอ ให้ชื่อฌา

ฌา คือนิมิตรดาวแห่งชาวบ้าน
ที่มือหนาตีนด้านทุกย่านท่า"
นานนักพ้นผ่านเนิ่นนานมา
คำลุงเจ้า, คุณค่า - หรือยังคง

ยังคงคุณค่าแห่งความหวัง
ที่เปี่ยมด้วยพลังอันสูงส่ง
และเมื่อลุงเจ้าอุทิศชีวิตลง
หรือสิ้นเจตจำนง แต่เพียงนั้น ฯ

สาม
พ่อนั่งดูดาวในคืนนี้
วูบคิดทุกทีแล้วหวั่นหวั่น
กับความคาดหวังไปวันวัน
จักได้ใดกันกลับคืนมา

ลุงเจ้านั้นกล้าจนดูกร้าน
ใจซื่อทุกด้าน - ใครรู้ค่า
ตาจริงลุงเจ้ายังติดตา
พ่อของเจ้ามา - จนบัดนี้

ฌาโป - โตเติบจะเต็มร่าง
สามขวบผ่านย่างเข้าสู่สี่
พ่อทำใดได้ - ยังไม่มี
ให้แผ่นดินที่เจ้าเติบโต

ประชาสามัญยังรันทด
คนโกงคนคดยังอ่าโอ่
และเข็มแห่งนาฬิกายังเฉโก
ยังอดโซเวลานาที

ดอกไม้ยังมิได้บานดอกกว้าง
ดินดอนยังด่างยังร้างสี
มันสมองหัวใจ - ยังขายดี
แพร่พันธุ์อึ้งมี่ทั้งแผ่นดิน

พ่อนั่งดูดาวในคืนนี้
เห็นแววหม่นมีไม่รู้สิ้น
หรือคนต้องราดน้ำตาริน
ลงรดแผ่นดินอีกเนิ่นยาว ฯ

สี่
พ่อนั่งดูดาวเมื่อดื่นดึก
ใครบ้างหนอนึกถึงคืนหนาว
ใครหนอจักสาน - ตำนานดาว
พ่อหวัง, เพียงเจ้า - ได้รู้จำ

รำลึก นิสิต จิระโสภณ - ในวันครบ ๓ ปีของลูกชาย
"ฌาโป"
๒๕๒๘
จากหนังสือ "ทะเล ป่าภู และเพิงพัก"
โดย พนม นันทพฤกษ์


ในตอนท้ายของการบรรยาย อาจารย์สถาพรได้มอบคาถา 2 ข้อให้นักศึกษา คือ
(1) อย่าเอาเรื่องเล็กมาบดบังเรื่องหลักการ พร้อมยกตัวอย่างประกอบที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจน
(2) จงเข็มงวดต่อตนเอง แต่ผ่อนปรนต่อผู้อื่น
หลังการบรรยายอาจารย์หลายท่านบอกผมว่า “เราน่าจะเชิญอาจารย์มาปฐมนิเทศด้วยนะ”

ในภาคบ่ายและภาคกลางคืน งานปัจฉิมนิเทศได้ย้ายไปจัดที่เกาะแห่งหนึ่งในทะสาบสงขลา ผมเองได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรด้วย ในหัวข้อเรื่อง “เล่าคร่าวๆให้เจ้าฟัง” ผมเตรียมไป 3 เรื่อง คือ (1) ปัญหาในทะเลสาบสงขลาและโครงการธรรมยาตราเพื่อทะเลสาบสงขลา (ที่ผมเขียนเป็นหนังสือแล้ว) (2) ประสบการณ์ในช่วง 4 ปีแรกของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย และ (3) บุคคลที่น่าสนใจ อาจารย์ที่จุดประกายให้ผมเป็นคนชอบคิด นอกจากนี้ผมยังเล่าถึงคนร่วมสมัย เช่น คุณมด (วนิดา) และรวมถึงคุณวิจักษณ์ พานิช คอลัมนิสต์ประชาไทด้วย

แต่ละเรื่อง ผมเล่าคร่าวๆ ด้วยหวังว่าจะให้นักศึกษาถามแล้วได้ขยายความ ปรากฏว่านักศึกษาไม่ถามเลยครับ นักศึกษาระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งคนหนึ่ง กล่าวกับผมในตอนดึกว่า “ความรู้ทั่วไปของหนูมีน้อยมาก หนูไม่ได้อ่านหนังสืออื่นเลยนอกจากตำราเรียน”

ผมนั่งดูกิจกรรมของนักศึกษาอย่างครุ่นคิดตลอดรายการ แต่พอถึงตอนการแสดงบนเวทีของนักศึกษา ผมทนดูได้เพียงครึ่งฉากเท่านั้น เพราะเน่าพอๆกับละครทีวี
ผมพูดกับตนเองว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้ คงต้องคิดการใหญ่ สงสัยต้องทำอะไรสักอย่างแล้วมั่ง”

หมายเหตุ : สาเหตุการป่วยของผม 
บ่อยครั้งมากที่ผมใช้คอมพิวเตอร์วันละกว่านับสิบชั่วโมง โดยแทบไม่หยุดเลยยกเว้นเวลากินข้าวและเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้ผมยังวางแป้นพิมพ์ไม่ถูกวิธีอีกต่างหาก กล่าวคือวางเอียงไปทางซ้ายแทนที่จะตรงกลางเพราะโต๊ะทำงานผมรกมาก และวางแป้นพิมพ์สูงกว่าระดับข้อศอกแทนที่จะให้ข้อศอกสูงกว่าเล็กน้อย

แรกๆ สายตาของผมมันออกมาเตือนก่อน ด้วยอาการแสบตา น้ำตาไหล ผมก็แก้ไขด้วยการเปลี่ยนแว่น เปลี่ยนจอให้ใหญ่และชัดขึ้น ตาก็รอดไปได้สักพักหนึ่ง แต่แล้วหลังก็มารับเคราะห์กรรมแทน

หลังจากปวดหลังอย่างชนิดที่มิอาจทนทานต่อไปได้แล้ว ลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นแพทย์ก็สั่งให้ผมไปโรงพยาบาล ตรวจไปตรวจมาหลังจากต้องเข้าอุโมงค์เพื่อทำ MRI แล้วก็พบโรคใหม่ คือหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท อาการสำคัญของโรคนี้คือมีอาการชาที่ปลายมือข้างซ้าย (ข้างที่ทับ) สิ่งที่หมอกังวลก็คืออาการอ่อนแรงซึ่งขณะนี้ยังไม่มีครับ

ผมเข้าใจว่าสาเหตุมาจากการที่ผมชอบทำอะไรเอียงไปทางซ้ายเป็นเวลายาวนานมากแล้ว ตอนนี้หมอสั่งให้ทำกายภาพบำบัดด้วยการดึงคอและทำกายบริหารทุกวัน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็อาจจะต้องผ่าตัด ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะคอเป็นที่รวมของเส้นประสาท แต่ทราบว่าในปัจจุบันนี้เขามีเทคโนโลยีใหม่ที่ผ่าตัดผ่านกล้องที่ทำให้เกิดแผลขนาดเล็กเท่าด้ามดินสอ ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่เหมือนแต่ก่อน ปลอดภัยกว่า อยู่โรงพยาบาลแค่คืนเดียว

อีกครั้งครับ ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพราะไม่อยากให้คนหนุ่มคนสาวต้องผิดพลาดซ้ำรอยผม ขอได้โปรดให้ความสำคัญกับการป้องกันไว้ก่อนด้วยการอย่าหักโหมเกินไป รู้จักพักทุกชั่วโมง รู้จักการออกกำลังกายและกายบริหารเหมือนกับตอนที่เราเคยเรียนในชั้นประถม ร่างกายของเราสมดุลอยู่ได้ ด้วยกระดูก กล้ามเนื้อและเอ็น ถ้าสามอย่างนี้หนุนช่วยกัน โอกาสที่จะเป็นเหมือนผมก็น้อยลงครับ

ขอบคุณครับที่อ่านมาถึงตรงนี้

บล็อกของ ประสาท มีแต้ม

ประสาท มีแต้ม
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง "9 คำถามคาใจ กรณี ปตท." ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมาหลายปีนับตั้งแต่การแปรรูปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2544 เวทีเสวนาประกอบด้วย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม  บมจ. ปตท. (คุณสรัญ รังคสิริ)  เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (คุณสารี อ๋องสมหวัง) ดำเนินรายการโดยคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  บรรณาธิการนิตยสารสารคดี นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการและประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ภัทรด้วย นักข่าวของ “ประชาไท” รายงานว่า “…
ประสาท มีแต้ม
นายทหารยศพันตรีท่านหนึ่ง (พ.ต.รัฐเขต แจ้งจำรัส) ได้ออกมาให้ข้อมูลกับประชาชนผ่านเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า “ปิโตรเลียมซึ่งได้แก่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้แผ่นดินไทยทั้งบนบกและในทะเลทั้งหมดมีมูลค่าถึง 100 ล้านล้านบาท” เงินจำนวน 100 ล้านล้านบาท(ล้านสองครั้ง)นี้ ถ้าเอามาจัดสรรเป็นงบประมาณแผ่นดินในปีปัจจุบันก็จะได้ประมาณ 62 ปี เพราะงบประมาณปีหน้า (2552) มีประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ข้อมูลที่นายทหารผู้นี้นำเสนอล้วนเป็นข้อมูลของทางราชการที่เข้าใจยาก กระจัดกระจาย แต่ท่านได้นำมารวบรวม วิเคราะห์ แล้วสรุปให้ประชาชนธรรมดาสามารถเข้าใจได้ง่าย…
ประสาท มีแต้ม
1. ความเดิม จากปัญหาที่ผู้บริหารทั้งระดับผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่และผู้จัดการใหญ่ของ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) “อ้าง” หลายครั้งหลายวาระด้วยกันว่า ก๊าซหุงต้มในประเทศไทยขาดแคลน ทาง บริษัท ปตท. จึงได้ออกมาบอกกับสาธารณะในสามประเด็นหลัก คือ (1) เสนอแนะให้รัฐบาลขึ้นราคาหรือลอยตัวราคาก๊าซหุงต้มให้เท่ากับราคาตลาดโลก(2) ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาทาง ปตท. ได้นำเข้าก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีแล้วจำนวน2 หมื่นตัน ขณะเดียวกันผู้บริหารระดับสูงสุดอ้างว่าในปีนี้จะมีการนำก๊าซถึง 4 แสนตัน (3) ราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกตันละเกือบพันเหรียญสหรัฐ แต่ราคาก๊าซในประเทศอยู่ที่ตันละประมาณ 300 เหรียญ…
ประสาท มีแต้ม
1. ประเด็นปัญหา ขณะนี้ บริษัท ปตท. ได้บอกกับประชาชนว่าก๊าซหุงต้มหรือที่เรียกกันในวงการว่าก๊าซแอลพีจี (Liquefied petroleum gas) ในประเทศไทยกำลังขาดแคลน และได้แนะนำให้รัฐบาลขึ้นราคาก๊าซชนิดนี้ โดยเฉพาะที่ใช้กับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์แท็กซี่ (นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บมจ. ปตท. ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel , 7 กรกฎาคม 2551) นอกจากนี้นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.กล่าวว่า “ความต้องการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปีนี้ต้องนำเข้าแอลพีจี 4 แสนตัน” (ไทยรัฐ 11 กรกฎาคม 2551)
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำและปัญหา ขณะนี้ได้มีการเรียกร้องให้สังคมมาร่วมกันสร้าง “การเมืองใหม่” บทความนี้จะยังไม่เสนอกระบวนการที่จะนำไปสู่การเมืองใหม่ แต่จะมองว่าการเมืองใหม่ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร พร้อมนำเสนอตัวอย่างที่เป็นจริงเพื่อให้เราได้เห็นทั้งแนวคิดและหน้าตาของการเมืองใหม่ชัดเจนขึ้น สังคมในการเมืองใหม่ควรจะเป็นสังคมที่ ผู้คนมีศักดิ์ศรี พึ่งตนเองได้ ทุกคนมีงานทำ มีความสุข การบริหารบ้านเมืองต้องโปร่งไส ตรวจสอบได้และ ปราศจากการคอร์รัปชัน ในที่นี้จะขอนำเสนอนโยบายและรูปธรรมด้านพลังงาน ทั้งนี้เพราะเรื่องพลังงานเป็นเรื่องใหญ่มาก กล่าวคือทุกๆ 100 บาทของรายได้ของคนไทย ต้องจ่ายไปกับค่าพลังงานถึง 18 บาท…
ประสาท มีแต้ม
ในขณะที่คนทั่วโลกกำลังเดือดร้อนกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์  แต่ผลกำไรของบริษัทน้ำมันขนาดยักษ์ของโลกกลับเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา มันช่างฝืนความรู้สึกในใจของมนุษย์ธรรมดาๆ ที่คิดว่า “เออ! เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้น เขาน่าจะลดกำไรลงมามั่ง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเดือดร้อนมากนัก”   แต่มันกลับเป็นตรงกันข้าม คือเพิ่มกำไรมากกว่าเดิม  โดยไม่สนใจใยดีกับเพื่อนร่วมโลกในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยอย่างกรรมกรได้สะท้อนออกมาในวันแรงงานแห่งชาติว่า “ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม”บทความนี้จะนำเสนอทั้งข้อมูลและความคิดเห็นใน 4 เรื่องต่อไปนี้ คือ (1)…
ประสาท มีแต้ม
๑.คำนำเมื่อ ๗ ปีก่อน  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้คิดวิชาใหม่ขึ้นมาหนึ่งรายวิชา หากคำนึงถึงแนวคิด เนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอนแล้ว อาจถือว่าได้วิชานี้เป็นวิชาแรกในประเทศไทยก็น่าจะได้  ผมจึงอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้จ่ายภาษีมาตลอดได้รับทราบครับ ด้วยขั้นตอนตามระเบียบของมหาวิทยาลัย เราได้เริ่มลงมือเปิดสอนจริงเมื่อ ๓ ปีมาแล้ว รายวิชานี้ชื่อว่า “วิทยาเขตสีเขียว (Greening the Campus)”  เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่สามทุกคน เรื่องที่จะนำมาเล่าอย่างสั้นๆ นี้ ได้แก่ แนวคิด เนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน  สิ่งที่นักศึกษาค้นพบและร่วมผลักดันขยายผล…
ประสาท มีแต้ม
ผมว่างเว้นจากการเขียนบทความมานานกว่าสองเดือนแล้ว จนอันดับบทความของผมที่เรียงตามเวลาที่เขียนในเว็บไซต์ “ประชาไท” ตกไปอยู่เกือบสุดท้ายของตารางแล้ว สาเหตุที่ไม่ได้เขียนเพราะผมป่วยเป็นโรคที่ทันสมัยคือ “โรคคอมพิวเตอร์กัด” ครับ มันมีอาการปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งหลัง พอฝืนทนเข้าไปทำงานอีกไม่เกินห้านาทีก็ถูก “กัด” ซ้ำอีก ราวกับมันมีชีวิตแน่ะที่นำเรื่องนี้มาเล่าก่อนในที่นี้ไม่ใช่อยากจะเล่าเรื่องส่วนตัว แต่อยากนำประสบการณ์ที่ผิดๆ ของผมมาเตือนท่านผู้อ่านโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ท่านผู้อ่านที่สนใจจะเก็บเรื่องของผมไปเป็นบทเรียน…
ประสาท มีแต้ม
ผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังในประเด็นพลังงานทั้งเรื่อง ปตท. และการไฟฟ้า ทั้งการเคลื่อนไหวเรื่องพลังงานหมุนเวียนมานานกว่า 10 ปีหลังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด (14 ธันวาคม) ในอีก 2 วันทำการต่อมารัฐบาลก็ได้ผ่านมติวิธีการจัดการรวมทั้งการคิดค่าเช่าท่อก๊าซฯให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล โดยใช้เวลาพิจารณาเพียง 10 นาที สร้างความกังขาให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมากประเด็นที่ผมสนใจในที่นี้มี 3 เรื่องดังต่อไปนี้หนึ่ง คำพิพากษาของศาลฯที่ว่า “การใช้อำนาจมหาชนของรัฐ” ในกรณีการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาตินั้นควรจะครอบคลุมไปถึงไหน  ในฐานะที่ไม่ใช่นักกฎหมาย…
ประสาท มีแต้ม
เรื่องราวที่ผมจะนำมาเล่าในที่นี้  ไม่ใช่เรื่องเทคนิคทางไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องการประหยัดพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์การทำงานเชิงสังคมที่น่าสนใจของตัวผมเอง  ผมคิดว่าเรื่องนี้มีคุณค่าพอที่ผู้อ่านทั่วไปตลอดจนกลุ่มเพื่อนพ้องที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการสีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อนสันติภาพของโลก  จริงๆนะครับ ผมไม่ได้โม้ผมขอเริ่มเลยนะครับเราเคยสังเกตไหมครับว่า สวิทซ์ไฟฟ้าในที่ทำงานของเรา โดยเฉพาะที่เป็นสถานที่ราชการ เวลาเราเปิดสวิทซ์ ไฟฟ้าจะสว่างไปหลายดวง หลายจุดเป็นแถบๆ  ยิ่งเป็นที่สาธารณะ เช่น สำนักงาน…
ประสาท มีแต้ม
1. ความในใจผมขอพักเรื่องนโยบายสาธารณะด้านพลังงานซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมากๆ สำหรับประเทศไทยและชาวโลกไว้ชั่วคราวครับ  ในบทความนี้ผมขอนำเรื่องภายในมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่มาเล่าสู่กันฟังมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้อ่าน  แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระบบราชการไทยที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแม้ว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปมากแล้ว  นอกจากนี้ผมมีเรื่องวิชาใหม่ที่คาดว่าเป็นวิชาแรกในประเทศไทยคือวิชา “ชุมชนมหาวิทยาลัยสีเขียว (Greening the campus)”…
ประสาท มีแต้ม
การแปรรูป ปตท. คือการปล้นประชาชน! ในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศกำลังเดือดร้อนกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบสองเท่าตัว แต่บริษัทน้ำมันต่างๆในประเทศไทยกลับมีกำไรเพิ่มสูงขึ้นมากกว่านั้นในบทนี้ จะกล่าวถึงกิจการของบริษัท ปตท. จำกัดมหาชน และบริษัทอื่นๆบ้าง โดยย่อๆ เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้๑. บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน ได้แปรรูปมาจาก การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔  ตอนเริ่มต้นการแปรรูป กระทรวงการคลังถือหุ้น ๖๙% ปัจจุบันเหลือเพียง ๕๒.๔๘%ดังนั้น กำไรของ ปตท. ซึ่งเดิมเคยตกเป็นของรัฐทั้งหมด ๑๐๐% ก็จะเหลือเพียงตามสัดส่วนที่รัฐถือหุ้น  คงจำกันได้นะครับว่า หุ้น ปตท…