เรื่องค่าวิทยากร

เดี๋ยวนี้ผมเริ่มได้รับเชิญเป็นวิทยากรในงานเสวนาสาธารณะหรือการประชุมวิชาการ ผมก็ยินดีที่จะรับงานเหล่านี้เป็นหนึ่งในหน้าที่ของนักวิชาการ (แม้ว่าผมไม่ได้ทำงานในมหาวิทยาลัยก็ตาม) ยกเว้นในบางกรณี เช่น ผมไม่ว่างในวันที่จะจัดงาน หรือฝ่ายผู้จัดมาขอให้ผมพูดเรื่องที่ผมไม่มีความรู้ใด

ในการที่จะเป็นวิทยากร มีเรื่องหนึ่งที่มีความอ่อนไหวสูงก็คือ เรื่องค่าวิทยากร โดยส่วนตัวผมไม่สนใจว่า ฝ่ายผู้จัดจะให้เท่าไรและไม่เคยต่อรองราคาด้วย ถ้าผมได้ค่าวิทยากรเท่ากับ “ค่าน้ำมัน (ที่นับวันก็ยิ่งสูงขึ้น)+ค่าแรงขั้นต่ำ” ก็ถือว่าดีมากแล้ว หรือในเมื่อผู้จัดไม่มีงบประมาณสำหรับค่าวิทยากร ผมก็ยังยินดีที่จะไปช่วยตราบใดที่งานที่จัดนั้นจะเป็นสาธารณประโยชน์

ผมเริ่มสังเกตว่า ในงานหลาย ๆ งาน ฝ่ายผู้จัดให้ค่าวิยากร (ในซอง) และให้ผมเซ็นชื่อในใบสำคัญรับเงินที่ยังไม่ได้เขียนอะไรเลย งานที่ให้ผมเซ็นชื่อในใบสำคัญรับเงินที่ระบุจำนวนเงินแล้วเป็นส่วนน้อย คนที่เคยจัดงานเสวนาก็คงจะทราบว่าใบสำคัญรับเงินที่มีลายมือของผู้รับเงินแต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนเงินนั้นจะหมายถึงอะไร สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ เขียนจำนวนเงินมากกว่าจำนวนที่ให้กับวิทยากรจริง (เช่น ผมได้รับ 1500 แต่ในใบเขียนว่า 3000) และใช้จำนวนที่ห่างกันนั้นสำหรับเป้าหมายอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายผู้จัดงานทุกรายกระทำเช่นนี้ แต่การที่ลงชื่อในใบสำคัญรับเงินเปล่าก็เท่ากับให้โอกาสที่จะทำอะไรบางอย่างที่ขัดกับหลักจริยธรรม ผู้จัดงานส่วนใหญ่ก็ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากแหล่งทุนภายนอกที่มีระบบตรวจสอบ แต่เซ็นชื่อในใบสำคัญรับเงินเปล่านั้นก็ไม่ต่างจากเปิดช่องโหว่ ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริตก็ได้

งานที่ผมได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรเกือบทุกงานมี “หลักการและเหตุผล” ที่อ้างถึงสาธารณประโยชน์ แต่ผมก็เชื่อว่า สาธารณประโยชน์อันแท้จริงมิอาจเกิดขึ้นในขณะที่องค์กร สถาบัน เครือข่าย ฯลฯ ที่จัดงานเสวนาสาธารณะขาดความโปร่งใสทางการเงิน ด้วยเหตุนี้ ผมขอปฏิเสธลงชื่อในเอกสารใด ๆ ที่อาจนำไปสู่ความไม่โปรงใส่ทุกประการครับ ผมชอบทำงานฟรีมากกว่าได้รับเงินที่ไม่มีโปร่งใส เพราะเงินแบบนั้นไม่น่าจะเป็นฮาลาล

เรื่องค่าวิทยากร

เดี๋ยวนี้ผมเริ่มได้รับเชิญเป็นวิทยากรในงานเสวนาสาธารณะหรือการประชุมวิชาการ ผมก็ยินดีที่จะรับงานเหล่านี้เป็นหนึ่งในหน้าที่ของนักวิชาการ (แม้ว่าผมไม่ได้ทำงานในมหาวิทยาลัยก็ตาม) ยกเว้นในบางกร

“นิดเดียวไม่เป็นไร” – แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังความล้มเหลวของหลักการประชาธิปไตย

เมื่อผมพาครอบครัวไปเที่ยวชายหาดในจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ว่าจะเป็นหาดตะโละกะโปร์ หาดปะนาเระ หาดวาสุกรีในจังหวัดปัตตานี หรือ หาดนราทัศน์ในจังหวัดนราธิวาส  ฯลฯ ในวันหยุด เกือบทุกครั้งผมก็อดรู้สึกเสียใจไม่ได้กับสภาพของชายหาดที่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยขยะ ในช่วงเทศกาล เช่นช่ว

ลัทธิ “พวกกูทำอะไรไม่ผิด” - ที่มาของสองมาตรฐาน

ลัทธิทรงพลังมากที่สุดในสังคมไทย ณ ปัจจุบันนี้คือ ลัทธิ “พวกกูทำอะไรไม่ผิด” ลัทธิอันนี้มีธรรมชาติชองมนุษย์เป็นที่มาและพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น บรรดาพ่อแม่มักจะประสบปัญหาในเมื่อลูกกระทำผิด และพยายามจะบอกกับคนอื่นว่า “ลูกของฉันไม่ได้ทำผิด” ถึงแม้ว่าบางกรณีมีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่า ลูกของเขาทำผิดจ

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในโลกแห่ง “โดเรม่อน”

แม้ว่าการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศหลาย ๆ ประเทศ และ “โดเรม่อน” ถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียก็ตาม การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้รับความสนใจจากชาวอเมริกัน เนื่องจากเรื่องมีไม่มีตัวละคนที่เป็นฮีโร่ที่มีบุคลิกภาพที่น่าชื่นชม กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาอันยิ่งใหญ่ และสา