[บันทึก-คลังข้อมูล] โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน : ฤาจะสยบยอมต่อความไม่เท่าเทียมไปตลอดกาล

5 October, 2018 - 15:08 -- thanon

 

โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน : ฤาจะสยบยอมต่อความไม่เท่าเทียมไปตลอดกาล
 

โดย วิจิตร ประพงษ์

 

หมายเหตุ : บทความนี้เผยพร่ครั้งแรกในมติชนออนไลน์ ดู : วิจิตร ประพงษ์. 2555. “โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน : ฤาจะสยบยอมต่อความไม่เท่าเทียมไปตลอดกาล”. มติชนออนไลน์. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1335245093 [ปัจจุบัน, 5 ตุลาคม 2561, ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้แล้ว]

 


ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมจะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมโครงการ 1 อำเภอ1ทุน รุ่นที่ 3 รอบที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2555 โดยมีนโยบายจะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ขอรับทุน คือ ผู้สมัครไม่ต้องยื่นหลักฐานรับรองรายได้ของครอบครัวจากเดิมที่จำกัดรายได้ไม่เกิน 1.5แสนบาทต่อปี และเพิ่มเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำในการสอบผ่านข้อเขียนจากเดิมร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 801  ส่งผลให้กลุ่มอดีตนักเรียนทุนของโครงการนี้ทั้งรุ่นที่ 1 และ 2 ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช) เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ดังกล่าว

ในจดหมายฯ ระบุว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ เพราะ “การกีดกันนักเรียนยากจนที่สอบข้อเขียนได้คะแนนน้อย ด้วยการยืดหยุ่นและเปิดช่องโหว่ให้นักเรียนฐานะดีที่มีแนวโน้มจะสอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสามารถสมัครทุนนี้ได้ ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของโครงการ”  และ “ถือเป็นการตอกย้ำและผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมไทยให้ดำรงอยู่ต่อไป”

อย่างไรก็ตาม นอกจากข้อเรียกร้องจะไม่ส่งผลให้มีการทบทวนใดๆ  คำตอบและปฏิกิริยาของ “ผู้ใหญ่” ต่อสถาณการณ์ที่เกิดขึ้น ยังสะท้อนถึงแนวคิดที่แฝงไปด้วย “อคติ” และ “วาระซ่อนเร้น” ที่มีนัยยะสำคัญในหลายมิติ

เช่น ทั้ง ๆ ที่การร่างจดหมายฯและการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุน ได้กระทำอย่างเปิดเผยโดยกลุ่มนักเรียนทุนฯ ผ่านเครือข่าย internet social network แต่ รมว. ศธ. กลับคิดว่าการเรียกร้องครั้งนี้ “ไม่น่าจะใช้ตัวเด็กที่ร้องเรียนเอง” และ “น่าจะมีสปายอยู่เบื้องหลัง... เพราะบางคนก็อยู่ต่างประเทศ ไม่น่าจะรู้เรื่องนี้เร็ว”4

การกล่าวในลักษณะนี้จึงเป็นการลดดทอนความชอบธรรมของการร้องเรียนและเบี่ยงเบนความสนใจจากเนื้อหาสาระของจดหมายฯ และที่สำคัญเป็นการสะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยอาจมีปัญหา เพราะ “ผู้ใหญ่ ใน ศธ.” ไม่เชื่อในศักยภาพของ “นักเรียนทุน” และ “เยาวชน” ซึ่งก็คือ “ประชาชน” ผู้เป็นผลผลิตทั้งทางตรงและทางอ้อมของกระทรวงศึกษาฯ เอง  

และทัศนคติของปลัดกระทรวงศึกษาฯ (ดร. ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์) ที่มองการเรียกร้องครั้งนี้เป็นเพียงการแสดงออกของ “วัยรุ่นเลือดร้อน” ที่ “ติดวัฒนธรรมฝรั่ง” และ “ยังไม่เข้าใจสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย”5  ซึ่งสะท้อนถึงสิทธิและเสรีภาพของการแสดงความเห็นในสังคมประชาธิปไตยที่ประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างน่าคลางแคลงใจ เพราะการเสนอแนวคิดแย้งหรือการแสดงความเห็นต่างในสังคม ถูกสงวนไว้สำหรับคนเพียงบางกลุ่มหรือบางชนชั้นเท่านั้น เช่นกรณีการเรียกร้องและเสนอความเห็นเรื่องการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ของโครงการนี้ ที่ “ผู้ใหญ่” เท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิ์คิดและตัดสินใจ ไม่ใช่เรื่องของ “เด็ก”

ส่วนที่เกรงว่าการปรับหลักเกณฑ์ใหม่จะเป็นการเปิดช่องและเอื้อให้คนรวยมาสอบนั้น รมว.ศธ. ได้ให้เหตุผลที่แทบจะไม่มีความเป็นเหตุเป็นผล ว่า“ปกติแล้วคนมีฐานะร่ำรวย ไม่ใช่ว่าจะมีสติปัญญาที่เก่ง แต่อาจจะพร้อมมากกว่าและไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้จะสอบได้” และที่สำคัญ “คนมีฐานะส่วนใหญ่ใช้ทุนส่วนตัวส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศเอง ดังนั้น คงไม่ทบทวนอะไรตามที่เรียกร้อง”6  

เป็นที่รับรู้และยอมรับกันมานานแล้ว ว่าสติปัญญาของคนไม่ได้เกี่ยวกับฐานะหรือชาติกำเนิด แต่ประเด็นคือการให้ “คนรวย” ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่ดีกว่าหรือมีโอกาสเรียนพิเศษมาสอบแข่งกับ “คนจน” ที่แทบจะไม่มีโอกาสเหล่านั้น คำถามคือ ใครจะสอบได้คะแนนมากกว่า?  ส่วนตรรกะประเภท “รวยแล้วไม่อยากได้ทุน” หรือ “รวยแล้วไม่ต้องการอะไรอีก” สังคมไทยยังเรียนรู้ไม่พออีกหรือว่าเป็นจริงหรือไม่ ?

คนรวยที่ขยันและเรียนเก่งเป็นเรื่องน่าชื่นชม ซึ่งรัฐบาลจะส่งเสริมโดยให้ทุนไปเรียนต่อเพื่อจะได้กลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศก็เป็นเรื่องที่สมควร แต่ต้องไม่ใช่ทุน “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน” เพราะมันขัดกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการเปิดโอกาสให้คนจนที่เรียนดีในระดับหนึ่งได้ทุนไปเรียนต่อ ที่สำคัญ นั่น “เป็นการตอกย้ำและผลิตซ้ำอย่างหนักหน่วงถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมไทย ที่นักเรียนยากจนต้องเสียเปรียบนักเรียนที่มีฐานะดีในหลาย ๆ ด้าน7”

การยกเลิกเกณฑ์รายได้ครอบครัวที่เอื้อให้คนรวยสมัครทุนนี้ได้และเพิ่มเกณฑ์คะแนนการสอบผ่านข้อเขียน โดยอ้างว่าเพื่อเปิดกว้างแก่คนทุกฐานะและให้ได้เด็กที่เก่งสมกับการลงทุน ตลอดจนการกล่าวหาว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อลดความชอบธรรมและจงใจไม่รับฟัง “ข้อเรียกร้อง” ของ “วัยรุ่นเลือดร้อน” ต่อการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงเท่ากับเป็นการสยบยอมต่อความไม่เท่าเทียมกันของมาตรฐานการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ เป็นการยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง และแทนที่จะหาทางแก้ไขหรือหาวิธีลดช่องว่างลง (เช่นโครงการ "หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน" ตามแนวทางเดิม) กลับน้อมรับเอาผลผลิตของระบบที่ไม่เท่าเทียมนั้นมาต่อยอดและผลิตซ้ำ

 

 

 

[บันทึก-คลังข้อมูล] ระบบการศึกษา โอกาสอันเท่าเทียม และ ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ : บทวิเคราะห์บางประการเกี่ยวกับโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ใน 2 ยุค

5 October, 2018 - 15:18 -- thanon


ระบบการศึกษา โอกาสอันเท่าเทียม และ ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์
บทวิเคราะห์บางประการเกี่ยวกับโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ใน 2 ยุค



 โดย วิจิตร ประพงษ์

[บันทึก-คลังข้อมูล] คำกล่าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีต่อคณะนักเรียนทุนรัฐบาลโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน

3 October, 2018 - 00:54 -- thanon

คำกล่าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีต่อคณะนักเรียนทุนรัฐบาลโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (One District One Scholarship) หรือทุนโอดอส (ODOS) ในโอกาสที่นักเรียนทุนฯ สำเร็จการศึกษา ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 11.00 น.
 

[บันทึก-คลังข้อมูล] คำกล่าวของดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีต่อคณะนักเรียนทุนรัฐบาลโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน

3 October, 2018 - 00:10 -- thanon

คำกล่าวของ พ.ต.ท. [ยศขณะนั้น] ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีต่อคณะนักเรียนทุนรัฐบาลโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (One District One Scholarship) หรือโอดอส (ODOS) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2547 เวลา 10.00 น.
 

การจ้างแรงงานต่างด้าวแบบผิดกฎหมาย หรือ การโยกย้ายฐานการผลิตแบบอยู่กับที่

3 July, 2017 - 08:49 -- thanon

การศึกษาทำความเข้าใจและอธิบายโลกทางสังคม ต้องวางอยู่บนฐานสำคัญสองประการ 1) ตระหนักว่าปรากฏการณ์ทางสังคมเป็นผลผลิตของมนุษย์ ไม่ได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง 2) ตระหนักว่าผู้คนหรือองค์กรที่มีส่วนในการสร้างและ/หรือรักษาสภาพปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ ทางสังคมไว้ มีมากกว่ากลุ่มเดียว ฝ่ายเดียว ขั้วเดีย