กวีประชาไท
มาเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าคนเคยรัก
มาไถ่ถามว่าเหนื่อยหนักและท้อไหม
กับชีวิตกับเรื่องราวความเป็นไป
เหล้าจอกนี้รินให้เพื่อนดื่มกิน
กวีประชาไท
หนึ่งหยดพรสวัสดิ์นี้ สุขสรรค์ หยดเผื่อไว้เอื้อปัน ตื่นย้ำ โดยลุคลื่นคลี่นครร- ลองคลื่น ที่นี่ที่อื่นล้ำ หยั่งปลื้มปรีดิ์ถึง ฯลฯ
กวีประชาไท
อรุณรุ่งแห่งการต่อสู้ฉายฉานแจ่มชัด
ดั่งจะบอกว่า “แนวทางของประชาชนก็คือแนวทางประชาชน
ดั่งจะบอกว่า “แนวทางของเผด็จการก็คือแนวทางของเผด็จการ
ปรเมศวร์ กาแก้ว
ฉันจะยอมรับทุกอย่างไว้คนเดียว
จะไม่ยอมให้เธอทนทุกข์
หวังเพียงให้เธอต่อสู้กับโชคชะตาที่เล่นตลกกับเรา
และปลดปล่อยความเศร้าทิ้งไป
คิดหรือว่าฉันปรารถนาความปวดร้าว
คนอื่นต่างตั้งความหวังกับฉันและเธอ
ใครบ้างอยากผิดหวังซ้ำ
ไม่เลย....
ยามเธอโอบกอดฉัน...ฟ้าก็สดใส
เมฆขาวชุ่มเย็นในสายลม
ฉันไม่เคยเจออย่างนี้
แม้พรุ่งนี้มีอะไรให้ต้องคิด
เธอก็จะพาฉันกางปีกบินไป
ให้ฉันรู้จักชีวิต
ให้ฉันลืมความโศกเศร้าปวดร้าว
ในนาทีอันยาวนาน...ไม่มีวันหวนคืน
เพราะนั่นคือเรา
อะไรก็ไร้ความหมายเมื่อเราต้องเดินคนละทาง
เธอบอกเองว่าฉันเป็นใคร
แม้ฉันจะไม่ยอมแพ้....เธอก็เหมือนกัน
สุขใจที่เคยพเนจรไปด้วยเธอ
ฉันรู้,แม้โลกวุ่นวายเพียงใดก็มิอาจชนะพลังของความรัก
ยามเธอโอบกอดฉัน...ฟ้าก็สดใส
สวรรค์ห่างไกลเหลือเกิน
**************
ผมหยิบบทรำพึงนี้มาอ่านซ้ำหลังจากเก็บไว้ในหนังสือเล่มเก่า เผื่อเป็นแรงดาลใจให้ใครได้บ้างครับ
กวีประชาไท
จึงใฝ่ฝันถึงวันที่สวยงาม หลังโมงยามทะเลคลั่งฟ้าสดใส
ชุบชีวิตฟื้นตื่นจากเดียวดาย ปลุกดวงดาวพร่างพรายกลับคืนมา
กวีประชาไท
หากไทยไม่รู้จัก รากฐานชาติย่อมย่อยแหลกราน ทุกครั้งคนทุกส่วนอาจหาญ โหมหักปลุกคลั่งไคล้เผลอพลั้ง พ่ายเพ้อนิรันดร ฯลฯ
กวีประชาไท
บทกวีจาก กวีราษฎร และกวีรากหญ้า ถึง สมัคร สุนทรเวช
กวีประชาไท
14 พย 52
ถึงพี่สาวผู้จากไปไกลลับหล้า
มีนามว่าเจ้ขกชกหมัดตรง
พี่ยืนหยัดซัดเจ๊กลิ้มยิ้มอย่างทะนง
พี่ช่างองอาจหาญกล้าสง่างาม
กวีประชาไท
เคยย้อนถามตัวเองบ้างหรือเปล่า ที่ผ่านมาใครเล่าทำฉิบหาย
ผืนแผ่นดินร้าวร้อนลุกเป็นไฟ ฝีมือใครวายวอดทุกวี่วัน
กวีประชาไท
ในนามของความจน กูคือ ผู้ทุกข์ทนแห่งยุคสมัย
เลือดและเนื้อหลั่งรินไป กองกระดูกน้ำตาใครมหึมา