เตือนใจ ดีเทศน์ กุญชร ณ อยุธยา
มันเทศย่างร้อน ๆ ปอกเปลือกแล้วเห็นเนื้อสีเหลืองทอง เนื้อนุ่ม รสหวานอ่อนๆละมุนลิ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่สาวชาวจีนประจำสถานทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ชักชวนให้ดิฉันซื้อกิน พร้อมทั้งอธิบายว่า ชาวจีนเรียกมันเทศว่า “ลูกทอง” เพราะเนื้อในที่สุกแล้วเป็นสีเหลืองอร่ามเหมือนทองคำ ทั้งยังมีสรรพคุณทางยาเป็นเลิศ เช่น ช่วยให้ระบายท้องได้ดี ทำให้ร่างกายอบอุ่น ในช่วงฤดูหนาวเป็นฤดูของมันเทศ ชาวจีนจึงนิยมกินมันเทศย่างกันมาก เป็นความประทับใจของดิฉันในการไปประชุมสมาชิกรัฐสภาสตรีอาเซียน Asia Pacific Forum of Parliamentarians on Population and Development (AFPPD) ในช่วงวันที่ 26 – 29 พฤศจิกายน 2550แม้ประเทศจีนจะเปลี่ยนไปสู่ความทันสมัย หลังช่วงเปิดประเทศ นำโดยท่าน เติ้ง เสี่ยวผิง แต่ภูมิปัญญาด้านอาหารและสมุนไพรของจีน ยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งดิฉันจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไปย้อนกลับมามองพฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยยุคนี้ ดิฉันสังเกตว่าเราละเลยอาหารและสมุนไพรอันทรงคุณค่าของไทยไปมาก เช่น มันเทศ มันสำปะหลัง เผือก กล้วย ที่เคยทำกินที่บ้านหรือทำขาย ทั้ง ปิ้ง ต้ม แกง บวด เดี๋ยวนี้หายากยุคนี้คนไทยหันมากินอาหารแบบฝรั่ง คือ นิยมกินขนมอบ จำพวกเค้ก คุกกี้ ไพน์ ซึ่งต้องนำเข้าเครื่องมือ อุปกรณ์ แป้งข้าวสาลี และเครื่องปรุงต่าง ๆ ทำให้เสียทั้งดุลการค้าและสูญเสียภูมิปัญญาอย่างนึกไม่ถึงในขณะที่ชนชาติพันธุ์ในชนบทห่างไกล ยังรักษาภูมิปัญญาด้านอาหารและสมุนไพรได้ดี ดังข้อเขียนของคุณแมว จันทราภา (นนทวาสี) จินดาทอง จากอุ้มผาง เชิญอ่านได้แล้วค่ะกระแสสังคมโลกโดยเฉพาะในซีกตะวันตก ที่ได้ชื่อว่ามีความเจริญทางวัตถุถึงขีดสุด วิทยาการความก้าวหน้าทางการแพทย์ การผลิตยาและเวชภัณฑ์ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันกลับมาสู่การดูแลสุขภาพตนเองด้วยวิธีทางธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มคนค่อนข้างมีความรู้ที่กลับมาใส่ใจสุขภาพโดยอาศัยภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เคยมีอยู่มากมายในอดีต แต่ถูกหลงลืม ละทิ้งและถูกแทนที่ด้วยความเจริญทางการแพทย์แผนใหม่ที่พึ่งพายาซึ่งผ่านกระบวนการผลิตและสังเคราะห์ทางเคมี ทำให้เกิดผลข้างเคียงมากมายการดูแลสุขภาพที่ไม่ส่งผลต่อเนื่องกับร่างกายประการหนึ่ง คือ การใช้สมุนไพรในการป้องกันและรักษาโรค ซึ่งนับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งของคนไทยที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตของพรรณพืชที่มีคุณค่า ให้ประโยชน์ทางด้านเป็นยารักษาโรคหลากหลายชนิดและมีปริมาณมากมายวิถีชีวิตคนไทยในอดีต สมัยที่การแพทย์ยังไม่เจริญ โดยเฉพาะในสังคมชนบท รวมทั้งสังคมชนเผ่าจึงมีการพึ่งพาตัวเองในเรื่องการรักษาโรคสูงมาก ผู้คนในสมัยนั้นมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสมุนไพรแทบทุกคนหมอยาสมุนไพรเป็นผู้มีบทบาทสูงในสังคม ได้รับการยกย่องเพราะนอกจากคุณสมบัติที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาอย่างเชี่ยวชาญแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมในการรักษาผู้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วย การจะฝึกฝนตนเองให้ชำนาญในการใช้สมุนไพรต้องฝากเนื้อฝากตัวกับหมอยาสมุนไพร เรียนรู้ด้วยความอดทน พากเพียรพยายามอยู่นาน เนื่องจากการศึกษาในสมัยก่อนมักเป็นลักษณะปากต่อปาก ไม่ได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ความรู้เรื่องสมุนไพรหลายเรื่องจึงสูญหายไปกับกาลเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรายาลึกลับหลายอย่างที่มีสูตรเฉพาะ ที่เรียกกันว่า “ยาผีบอก” ต่อมาเมื่อวงการแพทย์ของไทย ได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตก การรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วยและดูแลสุขภาพยามปกติ ถูกยกให้เป็นภาระของหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีบริการตั้งแต่ระดับหมู่บ้านที่มี อสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน) ประจำอยู่เพื่อทำหน้าที่สำรวจข้อมูลสาธารณสุข ป้องกันโรค เช่น ไข้เลือดออกโดยกำจัดยุงลาย ให้ไอโอดีนป้องกันโรคคอพอกและดูแลอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้น ระดับตำบลมีสถานีอนามัยประจำตำบล คอยดูแลความเจ็บไข้ที่ไม่รุนแรงมากนัก กรณีที่อาการค่อนข้างหนักจะส่งต่อไปยัง โรงพยาบาลประจำอำเภอและจังหวัดเป็นลำดับไปเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำสถานีอนามัยตำบลแม่จัน ที่ดูแลครอบคลุมบ้านทีจอชีซึ่งเป็นหมู่บ้านนำร่องของโครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาปกาเกอญอในผืนป่าอุ้มผาง ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ให้บริการซึ่งเป็นชาวปกาเกอญอทั้งหมดว่า โรคภัยไข้เจ็บที่มีสาเหตุมาจากความอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต ไม่ปรากฏในชุมชน รวมทั้งโรคมะเร็ง ทั้งนี้มาจากอาหารการกินที่โดยมากชาวบ้านจะบริโภคอาหารจากธรรมชาติ กินตามฤดูกาล และมักจะเป็นอาหารจำพวกพืชผักพื้นบ้านมากกว่าเนื้อสัตว์ ประกอบกับการใช้ชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง ทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ โดยเฉพาะงานในไร่ในนาที่อาศัยแรงงาน จึงทำให้คนปกาเกอญอแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ โรคที่พบมากมักมาจากยุงเป็นพาหะ เช่น มาเลเรีย ไข้เลือดออก รวมทั้งโรคผิวหนัง ผื่นคันต่าง ๆ ในพื้นที่ตำบลแม่จันยังพบลักษณะเฉพาะที่พิเศษแตกต่างไปจากปกาเกอญอหลายพื้นที่ คือ ประมาณปี พ.ศ. 2513 มีการเข้ามาตั้งฐานที่มั่นของ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ที่บ้านแม่จันทะ แผ่ขยายแนวคิดมายังหมู่บ้านรอบ ๆ สมัยนั้นตำบลแม่จันถูกระบุเป็นพื้นที่สีแดง นอกจากระบบแนวคิด การทำนารวม การต่อต้านรัฐบาล พคท. ยังฝึกให้ชาวปกาเกอญอให้สามารถดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยของตนเองและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ แกนนำในหมู่บ้านทีจอชี 2-3 คนที่เข้าร่วมเป็นแนวร่วมหรือเป็นสหายครั้งนั้น สามารถใช้การฝังเข็มรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้จากการเก็บข้อมูลงานสมุนไพรของหมู่บ้านนำร่อง พบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอยู่ที่กลุ่มผู้ใช้สมุนไพรในการรักษาโรค มักเป็นผู้ที่มีอายุเลยวัยกลางคนขึ้นไป ส่วนคนวัยหนุ่มสาวลงมามักใช้ยาเคมีและการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เกือบทุกคนมีความรู้พื้นฐานง่าย ๆ ว่า สมุนไพรชนิดใดมีสรรพคุณอย่างไรในการรักษา ความรู้เรื่องอาหารการกินที่ส่งผลดีต่อสุขภาพหรือใช้ในการรักษา ถูกบอกกล่าวต่อ ๆ กันมา เช่น ในแต่ละปี ชาวบ้านจะต้องกินปลาไหลต้มกับมะเฟืองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพื่อขับนิ่วที่อาจเกาะอยู่ในไตส่วนของบุคคลที่มีความรู้เรื่องสมุนไพรในชุมชน โดยมากจะเป็นคนอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป ซึ่งจะทราบชื่อภาษาปกาเกอญอ ส่วนที่ใช้ วิธีการใช้ สรรพคุณและสามารถปรุงยาจากสมุนไพรรักษาโรคที่พบบ่อย ๆ มีอาการไม่รุนแรงได้ รวมทั้งทราบแหล่งที่พบพืชสมุนไพรในป่ารอบ ๆ หมู่บ้าน แต่ในจำนวนผู้รู้ทั้งหมดของบ้านทีจอชี ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญถึงขั้นเป็นหมอยาสมุนไพรรักษาทุกโรคประจำหมู่บ้าน แกนนำอาวุโสบอกว่า หมอยาสมุนไพรที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่บ้านกล้อทอ (ห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร)กิจกรรมการสำรวจสมุนไพรจากผืนป่ารอบหมู่บ้านทีจอชี จึงประกอบไปด้วยผู้รู้เรื่องสมุนไพร แกนนำชาวบ้าน และตัวแทนเยาวชน เน้นการค้นหาพืชสมุนไพรที่ยังคงมีการใช้และหายาก เพื่อนำมาทดลองเพาะในแปลงทดลอง ระหว่างการเดินสำรวจ ผู้รู้เรื่องสมุนไพรจะคอยอธิบายชื่อ ส่วนที่ใช้ และสรรพคุณให้กับเยาวชนที่ทำหน้าที่จดบันทึก มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในทีมสำรวจ รวมทั้งสาธิตการใช้สมุนไพรจริง เช่น เครือจอลอดิเดอ มีลักษณะเป็นเถาวัลย์ ที่เมื่อตัดเป็นท่อน จะมีน้ำสะอาดใช้ล้างตา หยอดแก้ตาเจ็บตาอักเสบได้ จุดอ่อนของการสำรวจครั้งนี้ คือ ชาวบ้านรู้จักแต่ชื่อภาษาปกาเกอญอของสมุนไพร จึงวางแผนสืบเสาะหาหนังสือพืชสมุนไพร แล้วนำมาเปรียบเทียบชื่อและสรรพคุณที่รู้จักกันทั่วไปในภายหลังจากการสำรวจและนำตัวอย่างสมุนไพรชนิดที่หายากมาทดลองเพาะในแปลง เพื่อใช้ดูแลรักษาคนในชุมชนยามเจ็บป่วยเบื้องต้นได้แล้ว พบว่า ยังมีพื้นที่เหลืออีกเป็นจำนวนมาก จึงมีการหารือกัน แกนนำที่เคยเป็นสหาย รับอาสาที่จะติดต่อประสานกับอดีตสหายที่เคยเข้าป่าด้วยกัน ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อขอคำปรึกษา หากชาวบ้านจะรวมกลุ่มกันปลูกสมุนไพรเพื่อจำหน่าย สหายจากเพชรบูรณ์เห็นด้วย พร้อมทั้งแนะนำให้ปลูกพืชที่ให้น้ำมัน เช่น ตะไคร้หอม มิ้น และสนับสนุนโดยการให้เครื่องมือสำหรับการกลั่นเอาน้ำมันจากพืชสมุนไพร อันเป็นการเพิ่มมูลค่ามากกว่าการจำหน่ายพืชสด ๆ การรวมกลุ่มเพื่อทดลองทำธุรกิจชุมชนเล็ก ๆ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มเยาวชนของหมู่บ้านเพราะแกนนำต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่า หากส่งเสริมให้เยาวชนนรุ่นหนุ่มสาวสามารถสร้างรายได้เพียงพอกับการใช้จ่าย จะทำให้พวกเขาไม่ต้องดิ้นรนออกจากหมู่บ้านเข้าทำงานในเมืองใหญ่และกลายเป็นแรงงานราคาถูก หารายได้ไม่พอใช้จนสร้างปัญหาต่าง ๆ เช่น อาชญากรรม ยาเสพติดให้กับสังคม ส่วนในฤดูกาลผลิต ชุมชนก็จะได้ไม่ขาดแคลนแรงงานของคนหนุ่มสาวเหมือนกับชุมชนชนบทของคนพื้นราบหลายแห่งในปัจจุบันชาวบ้านทีจอชีที่รวมกลุ่มกัน เริ่มต้นทำธุรกิจชุมชนวางแผนจะพัฒนาคุณภาพ ความหลากหลายของสมุนไพรและรูปแบบผลิตภัณฑ์ ให้สามารถเป็นงานที่มั่นคง รายได้นอกฤดูกาลผลิตอย่างเพียงพอ เพราะมีความเชื่อว่า หากคนในครอบครัวปกาเกอญออยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่ว่าจะพานพบกับอุปสรรคใด ๆ ทุกคนจะช่วยกันฟันฝ่าจนสามารถผ่านพ้นไปได้ และเมื่อครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ชุมชนรวมถึงสังคมที่อยู่รายรอบก็จะมีความสงบและศานติสุขไปด้วยเช่นกัน...
Music
"ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว ทุกคนล้วนมีชีวิตเฉกเช่นเดียวกัน ไม่มีชีวิตของใครที่มีค่ามากกว่าของใคร ท่านทั้งหลาย...ประโยคสุดท้ายในเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน ไม่ได้มีความหมายแบบนี้หรอกหรือ"
Hit & Run
จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์หลังจากได้อ่านข้อความในหนังสือที่ คมช. ส่งถึงคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ของ กกต. ที่ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบว่า หนังสือ ซึ่งออกโดย คมช. (สปค.ศปศ.คมช. ลับ-ด่วนมาก ที่ คมช ๐๐๐๓.๕/๔๘๐ ลง ๑๔ กันยายน ๒๕๕๐) นั้น เข้าข่ายความผิดฐาน เจ้าหน้าที่ของรัฐวางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้ง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ หรือไม่ เพื่อขอให้ทบทวนบทบาทของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน เนื่องจากการออกหนังสือฉบับดังกล่าวของ คมช.เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้ว ก็เกิดความรู้สึก ‘สบายใจ' ชอบกลเนื่องด้วยการให้เหตุผลของ คมช. ทำให้เห็นแล้วว่า ภาระต่างๆ ที่ประชาชนอย่างเราๆ จะต้องแบกรับในการเลือกตั้งครั้งนี้มันออกจะน้อยแสนน้อย นั่นเพราะ คมช.วาดภาพให้เห็นแล้วว่า พรรคไทยรักไทยนั้นได้เปลี่ยนโฉมมาเป็นพรรคพลังประชาชน และเตรียมจะแก้แค้น "คิดบัญชี" กับผู้เกี่ยวข้องอันเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้าย และสร้างความแตกสามัคคีให้สืบเนื่องต่อไป ทำให้ คมช.และคณะรัฐมนตรี "ต้องใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการป้องปรามมิให้มีการดำเนินการในลักษณะที่เป็นการทำลายความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของประเทศ"ก็ในเมื่อที่ผ่านมา ‘ความมั่นคง' เป็นเรื่องของทหารมาตลอดอยู่แล้ว เราก็คงต้องให้เขาจัดการกันไป !ไล่เรียงมาตั้งแต่ เริ่มต้นรัฐประหาร ซึ่งบรรดาทหารก็ทำเพราะไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือดในการชุมนุมใหญ่ที่จะมีขึ้น (แม้ว่า ที่ผ่านมา การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะได้รับการกล่าวขวัญว่า ‘เป็นไปด้วยความเรียบร้อย' ก็ตาม) หรือ เพราะเหตุว่าอาจมีการขนส่งยาเสพติดกันในบริเวณชายแดน มีปัญหาแรงงานข้ามชาติ จึงต้องมีการคงกฎอัยการศึกเอาไว้ (ทั้งก่อน-หลังประชามติ) เพื่อรักษา ‘ความมั่นคงภายใน'การรณรงค์ให้ไปลงประมาติรับรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บ้านเมืองสงบ นี่ก็เรื่องของความมั่นคง (แม้ว่า การไปลงประชามติ รับ-ไม่รับรัฐธรรมนูญ จะเป็น ‘สิทธิ' ที่หลายคนในกองทัพบอกว่า ‘เคารพ' ก็ตาม) งบประมาณจากภาษีของประชาชนไม่รู้กี่....ล้าน ที่จะต้องนำไปใช้ซื้อรถหุ้มเกราะ เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ ซึ่งก็เพื่อ ‘ความมั่นคง' ของกองทัพ ของประเทศล้วนๆ การผ่านวาระแรกของ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายใน ที่ประชาชนอาจถูกกักบริเวณได้ ค้นบ้านได้ ห้ามชุมนุมได้ ปิดถนนได้ แต่...ก็เพื่อ ‘ความมั่นคง' ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เอกสารลับคราวนี้ ก็อย่างที่ทหารบอกนั่นแหละว่า เพื่อป้องกันการ "คิดบัญชี" อันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของทหารที่ทำรัฐประหารของชาติ ก็เท่านั้น ส่วนเรื่องความเป็นกลางนั้น ก็ให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ช่วยตีความให้ ไล่ดูตั้งแต่การจัดการลงประชามติที่ผ่านมาก็ได้ แม้ว่า กกต.บางคน (สองคน) จะเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะนำมาลงประชามติด้วย และบางทีเจ้าหน้าที่ กกต.บางคนก็ออกมาห้ามการรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญเป็นระยะๆ หรือไม่ก็ปล่อยให้องค์กรของรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่จัดการลงประชามติ ออกโรงมารณรงค์เรื่องรับรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองแต่ก็ยังยืนยันว่า กกต. ‘เป็นกลาง' มาตลอดเพราะฉะนั้น เลือกตั้งคราวนี้จึง ‘ไม่น่ากังวล' เลยแม้แต่น้อย ความมั่นคงเป็นเรื่องของทหาร ความเป็นกลางก็ยกให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ส่วนประชาชนตาดำๆ อย่างเราๆ เขาบอกว่า มีหน้าที่กา (ก็กาไป) ขออย่างเดียว ผลออกมาเป็นยังไง อย่ามาว่า... ‘โง่' ก็แล้วกัน
สวนหนังสือ
โดย ‘นายยืนยง’ ชื่อหนังสือ : ภาพเหมือน ( The Portrait ) ประเภท : วรรณกรรมแปล จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ คมบาง พิมพ์ครั้งที่ ๑ : ตุลาคม ๒๕๔๔ ผู้เขียน : นิโคไล โกโกล ผู้แปล : ดลสิทธิ์ บางคมบาง จากต้นฉบับภาษาอังกฤษของ CHRISTOPHER ENGLISH หากเคยจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เปล่งประกายของชีวิตจากภาพเหมือน คุณอาจจะได้สัมผัสกับบุคลิกภาพของคนในภาพนั้น แต่กับ “ภาพเหมือน” รหัสคดีเล่มบางของนิโคไล โกโกล นอกจากจะขนพองสยองเกล้าไปกับลูกนัยน์ตาอันน่าสะอิดสะเอียดของชายแก่ร่างโทรมเซียว ที่จ้องเขม็งกลับมายังดวงตาของคุณแล้ว มันอาจปลุกสัญชาติญาณที่ซ่อนลึกอยู่ในซอกหลืบหัวใจคุณได้อย่างง่ายดาย แม้เพียงเสี้ยวสัมผัส ราวกับมันเป็นซาตานที่โผล่ออกมาจากขุมนรก เพื่อฉุกกระชากตัวตนของคุณออกไปจากชะตากรรมอันสามัญที่เคยเป็นอยู่...ใครก็ตามที่ครอบครองภาพเหมือนนั้นไว้ ล้วนประสบชะตากรรมอันน่าสังเวช... เริ่มตั้งแต่ศิลปินไส้แห้งที่กำลังจะถูกตะเพิดออกจากห้องเช่าโกโรโกโส เมื่อเขานำภาพเหมือนนี้เข้ามาในห้อง ชีวิตก็เปลี่ยนดั่งพลิกฝ่ามือ ไม่ใช่แค่สถานภาพภายนอก แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เขาก็เป็นคนใหม่ จวบกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันน่าสมเพทเพียงใดนิโคไล โกโกล เขียนวรรณกรรมเล่มนี้ขึ้นราวกับเพื่อประกาศให้โลกศิลปะได้ตระหนักว่า ผลสะท้อนจากงานศิลป์แต่ละชิ้นนั้น เป็นสิ่งที่ศิลปินควรจริงจังและรอบคอบยิ่ง เสมือนหนึ่งว่างานศิลปะนั้น เปี่ยมด้วยพลังบางอย่างของศิลปินที่ถ่ายทอด ถั่งเทออกมาจากจิตวิญญาณ ใส่ลงไปในงานศิลป์นั้น หากแต่พลังอันนั้นมิได้สิ้นสุดลง ณ จุดสมบูรณ์ของผลงานเท่านั้น เพราะพลังลึกลับดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ เมื่อมีผู้คนได้สัมผัสกับมัน พลังนั้นก็กลับสำแดงอำนาจอีกครั้ง โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นอำนาจด้านดีหรือชั่วร้ายประการใดจากโครงสร้างของวรรณกรรมรัสเซียเรื่องนี้ องค์ประกอบที่สำคัญยิ่งก็คือตัวละคร ซึ่งล้วนโดดเด่นเป็นพิเศษ ในด้านที่โกโกลได้สร้างให้เห็นถึงการพัฒนาของแต่ละตัวละครอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้น พลิกผัน และจบนิ่งลง เช่น ศิลปินหนุ่มชาร์ทคอฟผู้สะดุดตากับภาพเหมือนที่มีดวงตาลึกลับดึงดูดใจอย่างประหลาด ขณะความสับสนในชีวิตศิลปินผู้แร้นแค้น และทัศนคติเรื่องศิลปะสองขั้วที่ยื้อเขาไว้จนเลือกไม่ถูกว่าจะตัดสินใจไปทางใดแน่ กระทั่งภาพเหมือนของชายแก่เหมือนคนซมพิษไข้นั้นได้เปลี่ยนเขาเป็นศิลปินผู้รุ่มรวยรสนิยม มั่งคั่งและมีชื่อเสียงในชั่วพริบตา แต่สุดท้ายชีวิตเขาก็ต้องจบสิ้นเมื่อถูกหลอกหลอนจากคู่ดวงตาน่ากลัวในภาพนั้น ดังหน้า ๕๒ภาพเหมือนนี้เองที่เป็นเหตุทำให้เกิดการลอกคราบขึ้นกับตัวเขา โชคอันเขาได้รับมาอย่างน่าอัศจรรย์นั่นแหละที่ชักพาให้เขาหลงทางไปกับการไข่วคว้าอันเปล่าไร้ทั้งปวง และจึงทำลายพรสามารถของเขาจนสิ้นอีกตัวละครคือ ศิลปินผู้สร้างภาพเหมือนนั้นขึ้นมาเมื่อถูกว่าจ้างจากชายชราประหลาด เจ้าของกิจการปล่อยเงินกู้ที่เต็มไปด้วยรัศมีแห่งความน่าประหวั่นพรั่นพรึง เมื่อนั้นชีวิตอันเรียบง่ายของเขาก็เปลี่ยนไป ขณะที่ศิลปินหนุ่มชาร์ทคอฟไม่อาจเอาชนะอำนาจเหนือภาพเหมือนนั้นได้ แต่ศิลปินผู้สร้างมันขึ้นมาสามารถรับมือ ต่อต้านทำลายอำนาจชั่วร้ายนั้นออกไปจากตัวเขาได้สำเร็จขณะพัฒนาการของแต่ละตัวละครเป็นเรื่องที่น่าศึกษายิ่ง ภาพเหมือนเต็มไปด้วยทัศนคติในด้านศิลปะอันละเอียดลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยอารมณ์แห่งชีวิตในแบบฉบับของจิตวิญญาณชาวรัสเซีย ซึ่งจะเห็นได้จากวรรณกรรมแทบทุกเล่มของประเทศนี้ ดังหน้า ๔๕ ชื่อเสียงไม่อาจให้ความพึงใจยินดีได้กับคนผู้มาสู่มันโดยไม่สุจริต โดยไม่พึงได้รับ มันก่อความตื่นเร้าได้อย่างสืบเนื่องก็แต่กับคนผู้ควรค่ากับมัน สิ่งสำคัญยิ่งที่ต้องกล่าวถึงคือสำนวนการถ่ายทอดของดลสิทธิ์ บางคมบาง ที่พยายามรักษารูปประโยคความอันซับซ้อนไว้ และคงเอกลักษณ์ลีลาตามต้นฉบับเดิม ด้วยภาษาไทยที่ชัดถ้อยชัดคำ กระชับ และเต็มด้วยชีวิตชีวา หากแต่เราจะไม่อาจละสายตาจากอารมณ์ที่เกี่ยวโยงของตัวละครได้เลยแม้สักนาทีเดียว กระทั่งในจุดพลิกผันสำคัญของภาคหนึ่ง ซึ่งได้ทิ้งน้ำหนักลงอย่างเจ็บปวดแม้นในอักษรตัวสุดท้าย ผู้แปลยังได้เกริ่นนำไว้ว่า “ภาพเหมือน” เป็นเสมือนงานที่โกโกลมองเข้าไปในงานของตัวเอง เขาทำมันออกมาได้ดีอย่างถึงขนาดของความเหมือน ฯลฯ แม้รายละเอียดที่สำคัญอื่นจะไม่ได้ถูกกล่าวถึง ณ ที่นี้ แต่สำหรับผู้ที่ทำงานศิลปะทั้งหลายน่าจะหาโอกาสหยิบภาพเหมือนเล่มนี้มาอ่าน ไม่แน่ว่าชั่วเวลาเพียงคืนเดียวที่คุณได้อยู่กับมัน ชีวิตของคุณอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็เป็นได้.
Hit & Run
ภาพันธ์ รักษ์ศรีทองเป็นเรื่องปกติในสังคมการเมืองแบบไทยๆ เมื่อมีบางคนใน ‘ตองหนึ่ง' อดีตผู้บริหารไทยรักไทยเรียกร้องในสิทธิความเป็นมนุษย์ที่พึงมีต่อองค์กร ‘ไม่ใช่พ่อ' และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อขอให้เข้ามาดูแลสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติห้ามอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยยุ่งเกี่ยวการเมืองทุกรูปแบบกรณี ซึ่งอาจเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในการพูดและแสดงออก แทบฉับพลันทันทีนั้น เสียงแขวะฝอยเลาะตะเข็บก็ดังควากออกมาอย่างหยามหยันมากมายตามหน้าสื่อต่างๆเมื่อตามรอยตะเข็บที่เลาะไป ใช่จะไม่มีมูล เพราะความชัดเจนในสิ่งที่รัฐบาลไทยรักไทยเคยทำเมื่อครั้งเรืองอำนาจสูงสุดก็คือ ‘ความเฉยเมย' ต่อเรื่องที่พวกเขากำลังร้องหาเสียงหลงในเวลานี้ นั่นคือเรื่องการ ‘ละเมิดสิทธิมนุษยชน' ซึ่งในช่วงเวลานั้นค่อนข้างเป็นไปอย่างรุนแรง ทั้งการทำสงครามยาเสพติดที่นำไปสู่การฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ การอุ้มฆ่าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การประกาศใช้กฏอัยการศึก หรือกรณีการอุ้มทนาย สมชาย นีละไพจิตร เป็นต้น แน่นอนว่าประเด็นเหล่านี้ล้วนสำคัญอย่างสมเหตุสมผลพอจะตั้งคำถามและสืบสวนตามกระบวนการยุติธรรมกลับไปยังรัฐบาลทักษิณ แต่นั่นเป็นคนละประเด็นกับการ ‘เรียกร้องสิทธิ' แม้ว่ามันจะมาจากผู้ที่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่นอย่างรุนแรงก็ตาม ซึ่งในเรื่องราวดังกล่าวนี้ สิ่งที่น่าตระหนก ณ ขณะปัจจุบัน คือการปรากฏ ‘สัญญาณแห่งความมืด' ที่มีผลต่ออารมณ์และอุณหภูมิสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะต้องรีบทบทวนกันก่อนจะกลายเป็น ‘สามานย์สำนึกร่วม' เพราะในเสียงที่แขวะฝอยหาตะเข็บนั้น แฝงนัยความหมายแห่งถ้อยคำที่หล่นออกมาจากปากของนัก (ที่เรียกตัวเองว่า) ประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชนบางคน หรือสื่อบางฉบับดูในลักษณะเสียดสีเชิงสมน้ำหน้า การ ‘เรียกร้องสิทธิ' ถูกมองเป็นเรื่องของคน ‘ไม่เจ็บไม่จำ' หรือ ‘ไม่โดนเอง ไม่รู้' และยกเรื่องเหล่านี้มาเปรียบเทียบแบบเด็กๆ ในทำนอง ‘ทีเธอ-ทีฉัน' พูดง่ายๆ คือคล้ายกับจะบอกเป็นนัยๆ ว่า ทีเธอเมื่อก่อนยัง ‘ทำ' ยิ่งกว่านี้ แค่เรื่องมติ กกต.นิดเดียวยังมีหน้ามาเรียกร้องสิทธิมนุษยชนอีกหรือ การกระทำแบบนี้เป็นแค่พวกห่วงแต่เสรีภาพตัวเองเท่านั้นเอง ในสื่อบางฉบับมีการใช้คำไปจนถึงขั้นว่า ‘นักการเมือง' กำลังทำให้ ‘สิทธิมนุษยชน' เป็นเรื่องตลก" แต่มันคงตลกไม่ออก ถ้าจะถามต่อไปว่า ‘สิทธิมนุษยชน' มันยกเว้น ‘การใช้' ได้ด้วยหรือ ???เพราะถ้าทำได้-มันเท่ากับการยกเว้น ‘หลักการ' สำคัญของความเป็น ‘มนุษย์' ที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานเท่าเทียมกันในทั้งการคิด การกระทำ และการแสดงออกอย่างเสรี โดยไม่ควรมีตราติดยี่ห้อไว้ว่ามนุษย์ผู้นั้น ‘ดี' หรือ ‘เลว' หาก ‘สิทธิมนุษยชน' คือการยกเว้นการใช้สำหรับผู้ที่ถูกติดตราบาปไว้แล้ว และคนเหล่านั้นไม่สามารถมีสิทธิเรียกร้องความชอบธรรมในความเป็นมนุษย์ใดๆ อีกต่อไป หากบุคคลที่ถูกติดตราบาปเหล่านั้นจะถูกกระทำที่มากขึ้น หนักหนายิ่งกว่าแค่การตัดสิทธิ ไปจนถึงจองจำเสรีภาพ หรือเลวร้ายไปจนถึงการเผาเพื่อกำจัดพ่อมด-แม่มดในยุโรปยุคกลางก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้าตรรกะของสังคมไทยยังเป็นไปด้วยความลักลั่นในการเลือกใช้ ‘สิทธิมนุษยชน' แบบนี้ เราคงมีโอกาสเห็นปรากฏการณ์แบบ ‘ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป' เกิดขึ้นอีกครั้งได้ไม่ยากการที่นัก (ที่เรียกตัวเองว่า) ประชาธิปไตย, นักสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชนกำลังทำให้การเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์เป็นเรื่องของการวัดกันที่ ‘ความดี' และ ‘ความเลว' ซึ่งเป็นเรื่อง (โคตรจะ) นามธรรมแล้ว ความเป็นมนุษย์ของนักนิยามตัวเองและผู้อื่นเหล่านี้คงมีวิธีคิดไม่ต่างอะไรกับวิธีคิดแบบนาซีหรือเขมรแดงที่มีลักษณะจำแนกมนุษย์ที่ลงเอยด้วยการ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' ที่ตนมองว่า ‘ไม่บริสุทธิ์' ไปหลายล้านคน... แล้ว ‘หัวใจ' ที่เริ่มต้นมองมนุษย์ด้วยกันอย่างเต็มไปด้วย ‘ความรุนแรง' ของท่านเหล่านี้ ยังจะสามารถเดินไปบนเส้นทางที่พิทักษ์สิทธิมนุษยชนร่วมกับประชาชนได้อีกหรือ !!!
Music
Magic เป็นชื่ออัลบั้มล่าสุดของ Bruce Springsteen (หรือที่เรียกกันว่า The Boss*) ในอัลบั้มนี้เขากลับมาร่วมงานกับวงแบ็คอัพที่ชื่อ E Street band อีกครั้ง ทำให้ทิศทางของอัลบั้มนี้เน้นไปที่แนวทางของร็อคอีกครั้ง หลังจากอัลบั้มที่แล้วคือ Devils and Dust ออกเป็นงานแนวโฟล์คมากกว่าแต่ไม่ว่าจะเป็น Bruce Springsteen ในแบบของโฟล์คหรือ Bruce Springsteen ในแบบของร็อค ผมก็รู้สึกว่าดนตรีของ The Boss ผู้นี้ก็ช่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นอเมริกันอยู่เสมอมาซึ่งดนตรีในอัลบั้ม Magic นี้ไม่เพียงแค่กลิ่นของความเป็นอเมริกันที่ยังคงมีอยู่ถ้วนทั่วอย่างเดียวเท่านั้น แต่ละเพลงที่ถ่ายทอดออกมาจาก The Boss กับวง E Street Band นี้ ยังคงอวลไปด้วยซาวน์แบบเก่า ๆ ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักทีแรกผมคิดว่าการคงทีไม่เดินไปไหนต่อแบบนี้มันน่าเอามาด่าในคอลัมน์นี้อยู่เหมือนกัน แต่ฉันทาคติในตัวผมเองมันได้ครอบครองพื้นที่ความคิดของผมไปสิ้นแล้ว (จะว่าไป...การยึดถือความคิดที่ว่าดนตรีต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ก็เป็นความ "ยึดติด" อย่างหนึ่งได้เหมือนกัน)ฉันทาคติมันมาจากความปลาบปลื้มในดนตรี ...โดยจริง ๆ แล้ว อัลบั้ม Magic แม้ยังจะคงความเก่า แต่มนต์ขลังในดนตรีนั้นก็เจือจางลง จนอาจชวนตั้งคำถามว่า มันเป็นที่ตัวของ Springsteen เอง หรือตัวผมเองกันแน่ ที่เปลี่ยนไปแม้มนต์ขลังจะเจือจางลง แต่อัลบั้มนี้ก็ทำให้ได้รู้ว่า The Boss คนนี้ก็ยังคงเป็น The Boss คนเดิม คนเดียวกับที่ทำร็อคทรงพลังอย่าง Born to run ที่เนื้อหาเกี่ยวกับการชวนกันออกหนีเที่ยวของคู่รักที่เป็นระดับล่างในสังคม The Boss คนเดียวกับที่ทำเพลงโหยเศร้า ด้วยเสียงฮาร์โมนิก้า อย่าง The River เพลงนี้ผมมีโอกาสได้ฟังจากเทปรวมฮิตตั้งแต่สมัยวัยกระเตาะ และหลงเสน่ห์มนต์ขลังของมันเข้า จนถึงขั้นพยายามแปลเนื้อเพลงทั้งหมดทั้งที่ภาษาอังกฤษยังเสน็ค ๆ ฟิชช์ ๆ (งู ๆ ปลา ๆ)เรื่องราวในเนื้อเพลงของ The River พูดถึงหนุ่มสาวที่รักกันมาตั้งแต่สมัย high school แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในสมัยนั้น (ซึ่งตรงกับสมัยของ ปธน. โรนัลด์ เรแกน) และสถานะที่ยากจน ทำให้ทั้งคู่ไม่มีเงินสำหรับการแต่งงาน ที่ซึ่งเปรียบเสมือนสถานวิวาห์ของทั้งคู่ จึงกลายเป็น "แม่น้ำ" ที่พวกเขาเคยลงไปใช้เล่น และใช้เวลาร่วมกัน"...No wedding day smiles, no walk down the aisleNo flowers, no wedding dressThat night we'd go down to the riverAnd into the river we'd driveOh down to the river we did ride"- The Riverแม้ Springsteen จะแอบกัดเรื่องเศรษฐกิจยุครัฐบาลเรแกนไว้ แต่เรแกนก็เคยชมว่า The Boss นี้ช่างเต็มไปด้วยความรักชาติ (Patriotic) เพราะเข้าใจผิดว่าเพลง Born in the U.S.A จากอัลบั้มชื่อเดียวกันนั้นเป็นเพลงเชิดชูความเป็นอเมริกัน แต่จริง ๆ แล้วเพลงนี้เขาได้แต่งให้กับเพื่อนทหารผ่านศึก ที่ไปรบในสงครามเวียดนาม แล้วต้องกลับมาพบเจอกับความยากลำบากหลังกลับมาจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์แย่ ๆ ที่ติดตัวมา ภาวะการว่างงาน หรือ ความรู้สึกแปลกแยก"Down in the shadow of the penitentiaryOut by the gas fires of the refineryI'm ten years burning down the roadNowhere to run ain't got nowhere to go"- Born in the U.S.Aผมไม่รู้ว่า Bruce Springsteen นั้น Patriotic ขนาดไหน แต่ผมเชื่อว่าชายผู้นี้คือคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดอุดมคติแบบอเมริกัน (American Ideal) และอุดมคติแบบอเมริกันนี้ได้แฝงฝังอยู่ในเนื้อหาเขาอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเพลงสะท้อนชีวิตคนสามัญทั่วไป เพลงเชิงสังคมการเมือง หรือแม้กระทั่งเพลงรักแต่เนื้อหาในอัลบั้ม Magic นี้ ฟังดูแล้วราวกับว่า Bruce กำลังพยายามสื่อถึงความผิดหวัง อเมริกาในทุกวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอย่างอุดมคติวาดไว้การเชิดชูและตอบแทนคนทำงานหนัก ถูกเอามาปั้นให้เป็นอเมริกันดรีมส์ล่อหลอกผู้คนการยึดมั่นในเสรีภาพ ก็พบแต่เสรีภาพลวงตา ในระดับตื้น ๆความรักชาติและความหวาดกลัวถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำสงคราม แย่งชิงทรัพยากรแต่ใช่ว่าอเมริกาสมัยก่อนจะเต็มไปด้วยความดีงาม ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด อุดมคติแบบอเมริกันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือตอบสนองความต้องการไม่รู้จบของคนบางกลุ่มเพียงเท่านั้น เหล่าผู้ที่เชื่อในอุดมคติดีงามเหล่านั้นจริง ๆ ถ้าไม่ได้ถูกหลอกใช้ ก็จะรู้สึกสับสนในสิ่งที่ตนเชื่อ เพราะ "นักมายากล" ทั้งหลายช่างบิดเบือนพลังทางนามธรรมให้กลายเป็นอาวุธของตนเองได้เก่งกาจ ราวเสกเหรียญให้หายไป เสกกระต่ายให้ออกมาจากหมวก"I got a coin in your palmI can make it disappearI got a card up my sleeveName it and I'll pull it out your earI got a rabbit in the hatIf you wanna come and see...And the freedom that you soughtDriftin' like a ghost amongst the treesThis is what will beThis is what will be (This is what will be)"- Magicในเนื้อเพลง Long Walk Home มีฉากที่พ่อพูดกับลูก ถึงความสวยงามของประเทศที่ธงโบกสะบัดเป็นดาวเท่าจำนวนรัฐ "พ่อ" ในเพลงนี้คงเป็นคนยุคก่อนที่ความเชื่อในอุดมคติแบบอเมริกันยังไม่เลือนหาย ขณะที่ "ลูก" ผู้เป็นเด็กหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันคงยากที่จะกลับไปเชื่ออะไรแบบนั้นได้อีก เพราะโลกนอกประตูบ้านที่เขาพบเจอ มันช่างไม่อะไรที่ตรงกับอุดมคติเหล่านั้นอยู่เลย และเส้นทางที่จะย้อนกลับบ้าน ย้อนกลับไปสู่อุดมคติในจุดนั้น มันช่างแสนยาวไกล"My father said ‘Son, we're lucky in this town,It's a beautiful place to be born.It just wraps its arms around you,Nobody crowds you and nobody goes it alone'‘Your flag flyin' over the courthouseMeans certain things are set in stone.Who we are, what we'll do and what we won't' "- Long Walk Homeข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ผมมีต่ออัลบั้มนี้คือ ในช่วงครึ่งแรกของอัลบั้มเพลงของ Springsteen ยังคงมีความสดใสในแบบของตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงถึงประธานาธิบดีบุชอย่าง You'll be comin' down เพลงที่พูดถึงสถานการณ์สงครามอ้อม ๆ อย่าง Your Own Worst Enemy เพลงชื่อน่ารัก ๆ ที่มีเมโลดี้ไพเราะน่ารักไม่แพ้กันอย่าง I'll Work for Your Love เพลงที่พูดถึงความรู้สึกแปลกแยกกับยุคสมัยแบบหยิกแกมหยอกด้วยจังหวะสนุก ๆ อย่าง Girls in Their Summer Clothes ขณะที่ Livin' in the Future เพลงกลื่น Soul ที่มีจังหวะสนุกไม่แพ้กัน แม้เนื้อหามันจะชวนหลบลี้จากโลกปัจจุบัน เฝ้าฝันถึงอนาคตที่เปี่ยมด้วยอุดมคติ แต่ก็ยังคงท่วงถ้อยแบบประชดประชัน ไม่เชื่อถือตัวเองอยู่ในที"Woke up election daySky's gunpowder and shades of greyBeneath the dirty sunI whistle my time awayThen just about sun downYou come walkin' through townYour boot heels clickin' likeThe barrel of a pistol spinnin' round"- Livin' in the Futureมาจนถึงช่วงหลังของอัลบั้มความสดใสก็หดหายไป ความซีเรียสจริงจังเข้ามาแทนที่ ไม่ว่าจะกับเพลง Last to die ที่เอามาจากคำพูดของ John Kerry วิจารณ์ทั้งสงครามเวียดนามและสงครามอิรัก เพลงช้าหม่น ๆ อย่าง Devil's Arcade ก็ยังไม่วายพูดเรื่องบรรยากาศของสงคราม จากมุมมองของทหาร เช่นเดียวกับ Devils and Dust จากอัลบั้มที่แล้ว"The cool desert morningAnd nothing to sayJust metal and plasticWhere your body caved"- Devil's Arcadeแม้ The Boss จะเป็นเหมือนเช่นนักอุดมคติผู้เคว้งคว้างหลงทาง เพราะความคิดที่ตนยึดกุมอยู่นั้นได้ถูกสั่นคลอนครั้งแล้วครั้งเล่า จนพอรู้ตัวโลกที่มองเห็นก็กลายเป็นอื่น เสียงที่ดังเข้ามาในหู ก็ไม่ใช่เสียงอันคุ้นเคยที่อยากได้ยิน เราควรจะโทษยุคสมัย? โทษความแปลกแยกของตัวเอง? โทษอุดมคติที่แม้ว่าเราจะเต็มใจเดินตามมันเสมอมา?การบิดเบือนของอุดมคติ เป็นเรื่องห้ามไม่ได้ในโลกที่สิ่งที่เห็นและสิ่งที่เป็น ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่านักอุดมคติ ที่จริงจังและจริงใจในความคิดของตัวเองก็ยังคงมีอยู่ และเขาคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการที่ใครจะเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น พวกเขาเปรียบเสมือนคลื่นวิทยุในโลกที่ไม่มีใครรู้จัก คอยกระจายเสียงเรียกหาผู้ร่วมเส้นทางความคิด This is Radio Nowhere , is there anybody alive out there (ที่นี่คือสถานีไร้ถิ่นฐาน มีใครยังอยู่แถวนี้บ้าง) หรือหากไม่มีใครจริง ๆ อย่างน้อยก็ขอเสียงจังหวะปลุกเร้าพลังชีวิตให้กลับมาก็ยังดี!"I want a thousand guitarsI want the pounding drumsI want a million different voices speaking in tongues....I just wanna hear some rhythmI just wanna hear some rhythmI just wanna hear some rhythmI just wanna hear your rhythm"- Radio Nowhereเมื่อได้ฟังอัลบั้มนี้แล้ว ยังไงผมก็ยังคงยืนยันว่า Bruce Springsteen คือชาวอเมริกัน ผู้ที่มีความคิดอุดมคติแบบอเมริกัน ทำเพลงขายคนอเมริกันเดินถนนทั่วไป และด้วยแนวเพลงร็อคในแบบอเมริกันแต่กระนั้น ก็ไม่อยากให้ลืมว่าเขาก็คืออเมริกัน ในแบบของตัวเขาเอง (*The Boss ฟังดูเป็นฉายาขาใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วฉายานี้ได้มาตั้งแต่ยังตระเวนเล่นตามผับกับวง เพราะ Bruce Springsteen มีหน้าที่เป็นคนรับเงินแล้วนำมาเฉลี่ยให้คนในวง จึงได้มีคนเรียกว่า The Boss ... แล้วก็เรียกกันจนทุกวันนี้)
เมธัส บัวชุม
หนังสือที่มีชื่อโดนใจใครหลาย ๆ คนเรื่องนี้ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางทั้งจากคนที่เห็นด้วยและคนที่รับไม่ได้แน่นอนว่าพรรคพลังประชาชนจะต้องถูกอกถูกใจที่มีคนมาช่วย "ด่า" รัฐธรรมนูญปี 2550เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่หัวหน้าพรรคฝีปากกล้าของพลังประชาชนเคยลั่นมาแล้วก่อนหน้านี้ว่า "รัฐธรรมนูญเฮงซวย"นักวิชาการน้อยใหญ่หลายคนเห็นตรงกันโดยไม่จำเป็นต้องทำโพลล์ว่ารัฐธรรมนูญปี 50 นั้นเฮงซวยจริง ๆ ทั้งนี้เพราะมันไม่ตอบโจทย์ที่กำลังเป็นปัญหาของสังคม ไม่ตอบคำถามของคนชั้นกลางที่อยากมีชีวิตมั่นคงภายใต้กระแสของโลกาภิวัฒน์ ทั้งยังไม่ช่วยให้คนระดับล่างมองเห็นอนาคตที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าแต่รัฐธรรมนูญเฮงซวยฉบับปี 2550 ซึ่งร่างโดยนักวิชาการเฮง... กลับสนองความต้องการของกลุ่มข้าราชการที่ต้องการกลับเข้ามามีบทบาทในวงการเมือง ที่ต้องการเข้ามามี "ส่วนแบ่ง" ในวงการเมืองซึ่งมีเงินสะพัดมหาศาลผู้เขียน "รัดทะมะนวย ฉบับหัวคูณ" ใช้นามปากกาว่า "วาทตะวัน สุพรรณเภษัช นักเขียน มิลเลี่ยนคลิก" เป็นการรวบรวมบทความที่เคยเผยแพร่ทางเวบไซต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ช่วง 1 ปีตั้งแต่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549สามารถติดตามได้ไม่ยากว่าแท้จริงแล้ว ผู้เขียนชื่อมีชื่อจริงว่า พ.ต.อ.ประจักษ์ศิลป์ สุพรรณเภสัช ส่วนคนที่จัดพิมพ์คือ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีต รอง ผบ.ตร. เป็นคนจัดพิมพ์ออกจำหน่ายเล่มละ 100 บาท ส่วนคนที่ซื้อมาเพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับผู้สมัครพรรคพลังประชาชนคือ พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก ผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 6 (กทม. นนทบุรี สมุทร ปราการ) แห่งพรรคพลังประชาชนพ.ต.อ.ประจักษ์ศิลป์ สุพรรณเภสัช เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของ "รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ" ให้ฟังว่า"ผมไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์รัฐประหาร เพราะไม่เชื่อว่าคนที่ทำลายประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ จะเข้าใจ ประชาธิปไตย และเชื่อเสมอว่า ตำรวจเข้าใจประชาธิปไตยมากที่สุด และเมื่อรัฐประหารเสร็จเรียบร้อย ก็มีข่าวเรื่องการทุจริตต่างๆ นานา อย่างรถหุ้มเกราะล้อยาง ซึ่งผมไม่พอใจมาก เพราะในอดีตมีทหารกี่คนที่ทุจริตและถูกดำเนินคดีไม่รู้จัก กี่คน..."พร้อมกันนี้ ผู้เขียนได้อธิบายความหมายของคำว่า "รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ" แบบมีอารมณ์ขันว่า"มันไม่ได้เป็นคำหยาบคายอะไร หากอ่านหนังสือผมให้หมดก็จะรู้ว่า คำว่ารัดทำมะนวย เป็นคำที่ยืมมาจาก สุจิตต์ วงศ์เทศ ที่เขียนเอาไว้ในหนังสือพิมพ์ มติชนว่า รัดทำมะนวยปล้นอำนาจประชาชน ส่วน ฉบับหัวคูณ ผมเอามาจากคำของซือแป๋ ราชดำเนิน (พล.ต.หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช) ที่เขียนเอา ไว้ว่า ไอ้พวกทุจริตมันเป็นพวกหัวคูณ คือคิดอะไรแต่เรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง โดยการคูณ คูณ คูณ คูณ ว่าเป็นเงินเท่าไร ผมก็ยืมเอาคำมาผสมกันเป็น รัดทำ มะนวย ฉบับหัวคูณ"อย่างไรก็ตาม ในหนังสือเล่มดังกล่าวหน้า 129 ผู้เขียนระบุคำว่า รัดทำมะนวย มาจากบทกวีของ คุณชนะ คำมงคล ที่เขียนไว้ว่า"เจ้าขุนทองยังไม่มา เห็นแต่หน้าเจ้าขุนทวย กำลังร่างรัดทำมะนวย ฉวยอำนาจประชาชน"ส่วน พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ผู้จัดพิมพ์ และเป็นประธานชมรมข้าราชการตำรวจบำนาญบอกว่า หนังสือเล่มนี้เป็นผลพวงมาจากหนังสือ "ทำลายรัฐตำรวจ สร้างรัฐทหาร" ของชมรมข้าราชการตำรวจ ซึ่งเป็นหนังสือ ที่ชมรมทำออกจำหน่ายให้กับข้าราชการตำรวจ ช่วงต้นปี 2550 เพื่อชี้แจงถึงรายละเอียดร่าง พ.ร.บ. ข้าราชการตำรวจ ที่จะมีผลกระทบกับตำรวจทุกคนในอนาคต"...เพราะคนนอกที่ไม่ใช่ตำรวจ กำลังจะเข้ามามีอำนาจเหนือตำรวจทั้งประเทศ ต่อมารัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ (จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี) เริ่มพูดถึง นโยบายการปราบยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และการฆ่าตัดตอน 2,000 ศพ ชมรมเห็น ว่าเป็นการสร้างเรื่องเพื่อทำลายข้าราชการตำรวจ และผลักให้ตำรวจทั้งประเทศเป็นผู้ร่วมกระทำผิด และผลักให้ไปเป็นพวก พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ตั้งใจ""...ทำให้ตำรวจที่เป็นผู้ปฏิบัติเสียกำลังใจอย่างมาก จึงรวมตัวกันออกหนังสืออีกเล่ม เพื่อบอกความจริงกับสังคมชื่อ "ฆ่าตัดตอน โกหกบันลือโลก" ซึ่งเป็นเป็นหนังสือคู่แฝดที่จัดทำมาพร้อมกับ "รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ"หนังสือเล่มนี้ จะเป็นสีสันและอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนธันวาคม 2550 มากไปกว่านั้นหนังสือเล่มนี้จะต้องส่งผลสะเทือนไม่มากก็น้อย ต่อชะตาชีวิตของรัฐธรรมนูญปี 2550มันยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญเถื่อนที่ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย เพราะผู้ร่างก็เป็นกลุ่มบุคคลที่ถูกตั้งขึ้นโดยอำนาจเถื่อนที่ไม่ได้การยอมรับ ซ้ำเนื้อหาก็เถื่อนเอามาก ๆ (เวลาที่ผมเข้าไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเผอิญเห็นหน้านักวิชาการที่ช่วยยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 แล้ว ผมก็นึกถึงรัฐธรรมนูญเถื่อนทุกที ราวกับว่าที่หน้าผากของนักวิชาการท่านนี้มีรัฐธรรมนูญปี 50 แปะอยู่)ผมเชื่อว่าชะตาชีวิตของรัฐธรรมนูญปี 2550 คงจะสั้นเอามาก ๆ หรืออย่างน้อยก็จะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์น่ายำเกรง เป็นกรอบกฏหมายสูงสุดที่สัปดน น่าหัวร่อ มันจะกลายเป็นขี้ปากให้ใครต่อใครเอามาด่าเล่น แม้ว่าผมจะไม่ค่อยเห็นด้วย กับเหตุผลที่ทางผู้จัดพิมพ์ยกมาอ้างในการจัดพิมพ์หนังสือเรื่อง "รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ" แต่ผมเห็นด้วยว่ารัฐธรรม "นวย" ปี 2550 นั้น "หัวคูณ" จริงๆ
เตือนใจ ดีเทศน์ กุญชร ณ อยุธยา
คุณแอ๊ะ ชุติมา นุ่นมัน นักข่าวสาวร่างใหญ่ผู้มีจิตใจละเอียดอ่อนงดงาม โทรศัพท์มาขอให้ครูแดงเขียนคำนิยมหนังสือของ สสส. (สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ) ซึ่งถ่ายทอดงาน 13 โครงการ อันก่อให้เกิดความสุขแก่สมาชิกในครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม “แต่ละตอนอยากให้คนอ่าน อ่านแล้วมีแรงบันดาลใจที่จะปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความสุขในชีวิต ทั้งนี้หนทางที่จะนำไปสู่ความสุขนั้นเป็นวิถีพอเพียงที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้” นี่คือปณิธานของคุณแอ๊ะ ชุติมา นุ่นมัน ผู้เป็นทั้งผู้เขียนและบรรณาธิการที่ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล สัมภาษณ์ผู้ที่ดำเนินงานโครงการ นำความสุข 13 เรื่อง ในพื้นที่ทุกภาคของประเทศ แล้วนำมากรั่นกรอง เรียบเรียงเป็น 13 เรื่อง ในหนังสือ 1 เล่มดิฉันตั้งใจอ่านต้นฉบับตั้งแต่เรื่องที่ 1 จนถึงเรื่องที่ 13 ด้วยใจจดจ่อ ทุกเรื่องอ่านแล้วมีความปลื้มปิติ มีความสุข อยากไปเห็น ไปเรียนรู้ อยากไปชื่นชมกับผู้มีส่วนร่วมในโครงการทุกคน อยากให้คนในสังคมไทยนำไปปฏิบัติ ขยายผลโดยปรับให้เข้าเหตุปัจจัยของตนน่าชื่นชม สสส.ที่สนับสนุนโครงการดี ๆ เหล่านี้ ทำให้คนในสังคมแก้ปัญหาด้วยปัญญา ด้วยความไม่ย่อท้อ ไม่ยอมจำนน ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกครอบครัว เริ่มจากในบ้าน ขยายผลต่อไปสู่ชุมชน สร้างเครือข่ายถักทอให้เกิดพลังที่เข้มแข็ง มั่นคง จนแก้ปัญหาได้สำเร็จจากระดับบุคคล สู่สังคมวงกว้างตัวอย่างของความสุขที่เริ่มได้ในบ้าน คือ เรื่องเลือดในอกผสม กลั่นเป็น “น้ำนม” ที่แสนเปี่ยมสุข จากโครงการจัดการศูนย์นมแม่เพื่อลูกนาวีแข็งแรง พื้นที่ค่ายตากสิน จันทบุรี ซึ่งเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ของชุมชนในกองทัพ โดยคุณวาสนา งามกาล พยาบาลแม่ลูก 2 เป็นหัวหน้าโครงการ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2536 ในโรงพยาบาลพระปกเกล้า โดยรณรงค์ให้ความรู้เรื่องประโยชน์ของการให้ลูกกินนมแม่มาจนบัดนี้ผู้บังคับหมวดขนส่ง ค่ายตากสิน สนับสนุนงานของภรรยาอย่างเต็มที่ ซึ่งคุณวาสนาเล่าอย่างภูมิใจว่า “สามีเข้าใจหลังจากเห็นเราทำงานด้านนมแม่มาตลอด เขาเห็นว่านมแม่มีประโยชน์อย่างแท้จริง ด้านสุขภาพลูกได้อย่างเต็ม ๆ ด้านจิตใจลูกมีสุขภาพจิตดี แม่ก็มีความสุข สามีจึงสนใจมาก หาความรู้จนอธิบายเรื่องนมแม่ได้ดี และยังส่งเสริมให้ลูกน้องเข้าร่วมกิจกรรมกับเรา เป็นพ่อแม่อาสากันเกือบทั้งค่าย” จ่าเอกพีระพงศ์ ปทุมมาศ คุณพ่ออาสาแห่งกองทัพตากสิน เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ สานใยรักครอบครัวจากนมแม่ ย้ำว่า “พ่อเป็นกำลังหลักสำคัญ ถ้าพ่อไม่ทำตัวเกเร อยู่บ้านกับครอบครัว แม่ก็มีกำลังใจ สารที่มีประโยชน์ต่าง ๆ ก็จะหลั่งออกมาในน้ำนม ลูกได้ไปเต็ม ๆ นมผงยังไงก็สู้ไม่ได้ผมพิสูจน์มาแล้วครับ”ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย โดย แพทย์หญิงศิราพร สวัสดิวร เลขาธิการได้ขยายเครือข่ายการทำงาน โดยมุ่งให้คนไทยกลับมาให้ความสำคัญกับการให้นมแม่ ซึ่งต้องสู้กับอิทธิพลการโฆษณาของบริษัทนมผงที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสร้างระบบการส่งต่อของโรงพยาบาล ครอบคลุมถึงโรงพยาบาลชุมชน สถานีอนามัย และหมู่บ้านต่าง ๆ เป้าหมายที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ผลักดันให้มีกฎหมายบังคับไม่ให้โฆษณานมผงตามสื่อ รวมทั้งรณรงค์ไม่ให้แจกนมผงแก่เด็กแรกเกิดในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ซึ่งทำให้แม่รุ่นใหม่ไขว้เขวได้ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ยังคงดำเนินงานและเพิ่มเครือข่ายอย่างรวดเร็ว เพื่อในอนาคตแม่ ๆ รุ่นใหม่จะให้นมลูกด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกแข็งแรงตลอดชีวิต ทำให้คนไทยมีความสุขที่สุดในโลก ขอให้ความหวังนี้เป็นจริงโดยเร็วตัวอย่างความสุขที่ 2 คือ “พอเพียงจากค่าย สุขใจแบบไม่จำกัด” ซึ่งได้เปลี่ยนความคิดจิตใจของเยาวชนวัยใส ด้วยค่าย “เทิดไท้องค์ราชัน:เยาวชนไทยใช้ชีวิตพอเพียง” ทำให้สาวน้อยวัย 16 ปีจากโรงเรียนบัวขาว จ.กาฬสินธุ์ นางสาวกมลวรรณ ภูนาคพันธุ์ (น้องฝน) ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในค่ายร่วมวงหมู่คณะเป็นเวลา 7 วัน เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตัดจากความสะดวกสบายแบบเดิม และมีความตั้งใจมั่นที่จะทำความดีให้ได้ในแต่ละวัน โดยมีสมุดบันทึกความดี จารึกสิ่งดีงามที่ได้ทำรายวันตามคำมั่นสัญญา เพื่อจะส่งให้ทีมงานคัดเลือก จัดทำหนังสือ “บันทึก 60 ความดี ถวายในหลวง” เพื่อเผยแพร่ต่อไปตัวอย่างความสุขที่ 3 “กีฬาภูมิปัญญาไทย สร้างสุขในความพอเพียง” เรื่องของครูวิชิต ชี้เชิญ ผู้เชียวชาญพิเศษ สถาบันอาศรมศิลป์วัย 64 ปี ที่พลิกผันชีวิตหลังเกษียนจากราชการ จากกองพลศึกษา ซึ่งเป็นทั้งครู เป็นโค้ชกรีฑาทีมชาติไทย มาเป็นครูกีฬาภูมิปัญญาไทย นำมวยไทย ตะกร้อ กระบี่กระบอง ว่าว ชักเย่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยโบราณ ที่แฝงคติความเชื่อ หล่อหลอมให้คนไทยมีคุณลักษณะเฉพาะต่างจากชนชาติอื่น มีครบทั้งกาย ใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณครูวิชิต ต้องการให้เด็ก ๆ มีร่างกายแข็งแรง ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักการให้และภูมิใจที่เป็นคนไทย หากได้ดำเนินการและขยายผลอย่างต่อเนื่อง ที่สุดแล้วสังคมไทยจะได้เด็กรุ่นใหม่ที่เป็นคนดี มีความคิด ทำให้สังคมไทยมีแต่ความสุข โครงการนี้นำร่องที่โรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือกวิถีพุทธยกตัวอย่างมวยไทยก่อนขึ้นชก นักกีฬาต้องไหว้ครูก่อน มีการครอบมงคลที่ศีรษะ แล้วหมุนรอบเวที ไหว้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ให้เกิดความอบอุ่น มั่นใจ ดูชัยภูมิ สอนให้รู้จักสังเกต เวลาเคลื่อนไหวต้องมีชั้นเชิง ที่เรียกว่า “เป็นมวย” ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคุมตัวเองได้ปัจจุบันวิชาการนี้ ขยายต่อยอดไปยังโรงเรียน 10 กว่าแห่งในจังหวัดต่างๆ เช่น ขอนแก่น ปราจีนบุรี กาญจนบุรี สงขลา เป็นการเรียนการสอนแนวใหม่ ที่จะสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นคนดีในอนาคตตัวอย่างความสุขที่ 4 Happy work place ตัวอย่างนี้ใช้ชื่อโครงการเป็นภาษาอังกฤษ โดยเริ่มที่ซึ่งให้ความหมายชัดเจนดี (แต่น่าจะใช้ภาษาไทยนำนะคะ : ครูแดง)ชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน โดยเป็นแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีแรงงานจำนวนมาก จำนวนถึงห้าแสนคนการอพยพของแรงงานต่างถิ่นทำให้สังคมชลบุรีมีความหลากหลายในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมภาพชินตาที่เห็นหน้าโรงงานตอนเช้า คือพนักงานเดินเข้าไปตอกบัตร ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด รอยยิ้มอย่างเป็นสุขจะเกิดขึ้นครั้งเดียว คือ เวลาเลิกงานเป้าหมายที่จะทำให้คนงานเกือบห้าแสนคนมีความสุขในการทำงาน คือ ขจัดความเอารัดเอาเปรียบจากสถานที่ประกอบการ ในการจ่ายเงินสวัสดิการ จ่ายเงินชดเชยเมื่อเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือเลิกจ้าง ไม่ให้เจ้าของกิจการอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบคนทำงานเพื่อลดต้นทุนของตัวเองโครงการ Happy work place มีเป้าหมายหลักให้พนักงานทุกคนมีความสุข 8 ประการ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์สุดทั้งแก่พนักงานและผู้ประกอบการ “ถ้าคนงานรู้สึกดีกับเรา เขาก็จะตั้งใจทำงาน ความผิดพลาดก็จะน้อยลง ความร่วมมือโดยสมัครใจ จะเกิดเพิ่มขึ้นมาก” ความสุข 8 ประการ มีดังนี้1.สุขภาพดี (Happy Body)2.น้ำใจงาม (Happy Heart)3.สังคมดี (Happy Society) มีความสามัคคีเอื้อเฟื้อต่อชุมชน4.มีความผ่อนคลาย (Happy Relax) พักผ่อนเพียงพอ มีกิจกรรมบันเทิง5.หาความรู้ (Happy Brain) ศึกษาหาความรู้ พัฒนาตนเองตลอดเวลา6.ทางสงบ (Happy Soul) มีศรัทธาในศาสนาและศีลธรรมในการดำเนินชีวิต7.ปลอดหนี้ (Happy Money) รู้จักใช้ รู้จักเก็บเงิน8.ครอบครัวดี (Happy Family) มีครอบครัวอบอุ่น มั่นคง เปิดโอกาสให้สมาชิกครอบครัวได้มาเยี่ยมชมโรงงาน มีสถานเลี้ยงดูเด็กเล็กในที่ประกอบการ เป็นการเพิ่มความสุขในการทำงานโรงงานที่สร้างให้เกิดความสุขทั้ง 8 ข้อ จะได้ชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตความสุข มิใช่แค่โรงงานผลิตสินค้าโลกใบนี้จะมีความสุขแค่ไหน ถ้าทุกที่ทำงานสร้างความสุขเช่นนี้ขึ้นได้ตัวอย่างความสุขที่ 5 “เครือข่ายชุมชน สุขภาวะอินแปง สร้างสุขจากประสบการณ์ทุกข์” เครือข่ายองค์กรชุมชนตีนภูพาน มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดสกลนคร บางพื้นที่อยู่ในอุดรธานี กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร มีถึงเกือบพันหมู่บ้านใน 80 ตำบล ศูนย์อินแปงตั้งอยู่ในสถานที่ร่มรื่นด้วยธรรมชาติสีเขียวสิบกว่าปีที่ผ่านมาศูนย์อินแปงได้เปลี่ยนแผ่นดินที่แห้งแล้งให้กลายเป็นผืนป่า เพาะพันธุ์กล้าไม้พื้นบ้านซึ่งได้จากป่า รวม 25 ล้านต้น คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่าร้อยล้านบาท มีทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน เนื้อแข็ง ผักนานาชนิด และหวาย ทั้งยังมีสมุนไพรอีกหลายร้อยชนิด นำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้มากมาย เช่น หมากเม่า เอามาทำเครื่องดื่ม ที่อุดมด้วยวิตามินซี ทำไวน์หมากเม่า โดยมีโรงแปรรูปน้ำผลไม้อยู่ในศูนย์ ฯ รอบ ๆ ศูนย์อินแปง มีนาข้าวเขียวชอุ่ม เป็นข้าวพันธุ์พื้นบ้าน แข็งแรง กินอร่อยมีโรงผลิตปุ๋ยชีวภาพ โรงแปรรูปสมุนไพร มีร้านค้า ทุกส่วนสอดรับกันอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นตัวอย่างวิถีชีวิตพอเพียงที่เชื่อมโยงกัน เป็นเครือข่าย พิสูจน์ให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นจริงได้ ด้วยการลงมือทำอย่างจริงจังขอยกตัวอย่างเพียง 5 โครงการที่นำความสุขมาสู่สนามหน้าบ้านทุกหนทุกแห่ง ถ้ามีใจศรัทธา มีปัญญา และทุ่มเทปฏิบัติอย่างจริงจัง อีก 8 โครงการ กรุณารออ่านเมื่อหนังสือของ สสส.พิมพ์เสร็จแล้วนะคะ แค่อ่าน 5 โครงการสร้างสุขนี้ แล้วนำไปเผยแพร่ขยายผล แผ่นดินไทยก็จะเปี่ยมสุข ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระเจ้าอยู่หัวของเราทุกคนค่ะ หมายเหตุ : ภาพประกอบบทความนี้เป็นภาพจากอินเตอร์เน็ต เนื่องจากภาพประกอบงานเขียนกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวม โปรดติดตามอ่านหนังสือเรื่องสุข 13 ที่สนามหน้าบ้านและชมภาพประกอบของแต่ละโครงการแห่งความสุขจากหนังสือของ สสส.
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ตอนที่ 1 อุ่น อุ่น ที่บ้านแม่สถิตแดดผีตากผ้าอ้อมพาดเฉียงๆ ทำมุมเอียงๆ กับแกนโลกและหลังคาบ้าน ขับเน้นรวงข้าวสุกปลั่ง สมดั่งคำที่ว่า ทุ่งเอ๋ย ทุ่งรวงทอง, นั่นแหละครับ สิ่งที่ผมคิดภาพเอาไว้, เมื่อรุ่นน้องคนหนึ่งชวนผมพร้อมกับยื่นกำหนดการทัวร์บ้านอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรให้ดู“เออ น่าสนว่ะ”“ไปนะพี่ บอกแม่เอาไว้แล้ว” ในความหมายนี้ หมายถึง ความโอบเอื้อแบบอารมณ์คนชนบท...บ้านข่า ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม หนึ่งในเส้นทางของลำน้ำสงคราม ที่ วีระศักดิ์ จันทร์ส่องแสง นักเขียนแห่งค่ายนิตยสารสารคดี ให้ความหมายว่า “ป่าชายเลนน้ำจืดของแผ่นดินอิสาน”เราเดินทางไปด้วยกัน 6 ชีวิต จากกรุงเทพฯมหานครผ่านโคราช (นครราชสีมา), ขอนแก่น, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์, ก่อนจะเช้าพอดิบพอดีในเขต จ.สกลนคร เมื่อสายตาปรับแสง จะมองเห็นวิวทิวทัศน์อันอลังการตามเส้นทางเรียบสันเขาภูพาน ก่อนมุ่งเข้าสู่นครพนม แหล่งราบลุ่มทางอารยธรรมหลากชนชาติริมน้ำโขง...เราเข้าหมู่บ้าน เมื่อแดดสายละลายความหนาวเย็นในฤดูหนาว,หนาว ในบางความหมายของอิสานเหนือ คือ หนาวแห้งๆหมู่บ้านข่าเป็นหมู่บ้านใหญ่มากๆ คะเนตามสายตา ไม่น่าจะต่ำไปกว่า 500 หลังคาเรือน คนที่นี่ใช้ภาษาโส้(กะโส้หรือกะโซ่)สื่อสาร เป็นลักษณะเฉพาะถิ่นคล้ายสำเนียงคนกูยหรือส่วย ส่วนชื่อหมู่บ้านข่าจะเกี่ยวข้องกับชาวข่าชนเผ่าโบราณในแถบนี้อย่างไรนั้น เรื่องนี้ ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด...แม่สถิต แม่เฒ่าท่าทางใจดี ซื่อและเท่าทันโลก รอยยิ้มที่ออกจากดวงตาขับเน้นให้เห็นถึงร่องรอยแห่งประสบการณ์ ที่สำคัญ แกทำอาหารอิสานอร่อยที่สุดในโลก ขนมจีนน้ำยาป่า (แนวอิสาน) หมกหน่อไม้ หมกปลาช่อน ส้มตำ ลาบปลาดุก แนมด้วยผักใบเขียว ผักชีลาว แตงกวา ถั่วฝักยาวซอยบางกินกันลืมโลก!หลังจากเริ่มคุ้นเคยและเริ่มแซวกันได้อย่างไม่ถือโกรธ ระหว่างที่นั่งดูโฆษณาทางทีวีถึงการดำเนินการทางด้านนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์“เลือกตั้งคราวนี้แม่จะเลือกใคร” ผมเอ่ยแกคิด “ต้องดูหมู่เค้าก่อน คนที่นี่เค้าชอบไทยรักไทย” ที่วันนี้เปลี่ยนเป็นพลังประชาชนประมาณว่า รักแล้วรักเลย เกลียดแล้วเกลียดจริง“แต่คนนี้ก็ดูดีนะ” แกชี้ไปที่ตัวท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์“แล้วคนกรุงเทพฯ ล่ะ เค้าจะเลือกใคร” แกเอ่ยบ้างผมคิด “ไม่แน่นอนหรอกครับแม่”ประมาณว่า พรรคไหนให้ประโยชน์ก็เฮไปข้างพรรคนั้น.แม่สถิต แม่ของรุ่นน้อง คนที่ทำขนมจีนน้ำยาสูตรบ้านข่าได้อร่อยที่สุดในโลกทุกๆ เช้า คนบ้านข่าจะออกมาตักบาตร ชนิดที่ไม่ต้องไปตักบาตรข้าวเหนียวกันที่หลวงพระบาง ขอย้ำว่า ทุกวันครับขนมจีนน้ำยาสูตรบ้านข่าที่อร่อยที่สุดในโลกขนมเบื้องเวียดนาม สูตรดั้งเดิมที่ไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักทุ่งข้าวสีทอง รอเคียวมาเกี่ยวรวงเข้าหน้าหนาวชาวนาบ้านข่าจะเริ่มเก็บข้าวเข้าฉาง ที่นี่ยังมีการลงแรงกันให้เห็นนอกจากถนนกลางหมู่บ้านข่าจะเป็นของรถแล้วยังเป็นของ ...
Hit & Run
ภาพจาก http://www.kathmandu-bkk.com/คิม ไชยสุขประเสริฐช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีปัญหายุ่งยากใจกันอยู่นิดหน่อยในออฟฟิศ เรื่องการทำเสื้อทีมว่าจะเอาแบบไหน-สีอะไร ที่ยังไงก็ไม่ลงตัวสักที เพราะสีแต่ละสีตอนนี้ถูกนำเอาไปทำสัญลักษณ์ของกลุ่มต่างๆ กันไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแม่สีอย่าง สีแดง สีเหลือง หรือสีขั้นสองอย่างสีเขียว สีส้ม หรือสีม่วง
Music
ในคืนวันที่ 10 ของเดือนที่แล้ว (ตุลาคม)...ผมนั่งหน้าจอคอมพ์ใจจดใจจ่ออยู่กับเว็บไซต์ http://www.inrainbows.com/ เพราะได้ข่าวว่าวง Radiohead จะประกาศขายเพลงแบบ Digital Download ผ่านทางเว็บไซต์นี้และที่ทำให้คนตื่นเต้นกันอย่างหนึ่งก็คือ การที่ทางวง Radiohead ประกาศว่า จะสามารถสั่งซื้อในแบบที่ผู้ซื้อสามารถให้ราคาเองได้ตามใจชอบ ...ตามใจชอบในที่นี้หมายความว่า แม้แต่จะใส่เงินเป็น 0.00 (ซึ่งก็เหมือนขอโหลดมาฟรี ๆ นั่นแหละ) ก็สามารถทำได้ ! ซึ่งจะว่าไปเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ขนาดนั้น เพราะผมเคยเจอวงที่ชื่อว่า Craw เปิดเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อง่าย ๆ ว่า http://www.craw.com/ เพื่อให้คนสามารถเข้ามาดาวน์โหลดเพลงได้ฟรี โดยที่ผู้ฟังสามารถบริจาคเงินสมทบทุนวงนี้ได้ตามกำลังทรัพย์และความพอใจ (เพลงวงนี้เป็นแนว Post-Hardcore ที่โหดเอาการทีเดียว)ในวันนั้นซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดขายแบบ Digital Download มีคนเข้าไปกันเยอะมาก ทำให้เซิร์ฟเวอร์ยุ่งเหยิงจนเว็บแทบจะติด ๆ ดับ ๆ ทำให้ผมต้องรอให้การแห่แหนไปดาวน์โหลดนี้ซาไปสักระยะนึงก่อน ค่อยเข้าไปใช้บริการทีหลังถ้าจะว่าไป Digital Download เริ่มจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางคนหวาดกลัวว่ามันจะเข้ามาแทนที่ CD หรือการฟังแบบ Analog อื่น ๆ ในอนาคต เครื่องเล่นเพลงแบบพกพาก็ตอบรับกับการเล่นไฟล์เสียงแบบดิจิตอลไม่ว่าจะเป็น Mp3 Players หรือ iPods แม้แต่เครื่องจำพวก Handy drive หรือ Thumb drive ที่ใช้กันแพร่หลายก็มีฟังค์ชั่นการทำงานตรงนี้แต่เท่าที่เห็นก่อนหน้ากรณีของ Radiohead การซื้อขายเพลงด้วยไฟล์แบบดิจิตอลนั้นดูจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากเท่า CD อยู่ดี อาจจะเป็นเพราะความไม่คุ้นเคย การประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ยังไม่มากพอ หรืออาจจะเป็นเพราะความรู้สึกส่วนตัวของผู้เสพย์ดนตรีเองก็ได้ โดยส่วนตัวผมเองก็ยังรู้สึกดีกับการมีอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้อย่าง CD มากกว่าการมีเพียงไฟล์ดิจิตอลซึ่งจับต้องไม่ได้แต่เพียงอย่างเดียว (ยังไม่นับที่ว่า CD เพลงนั้นมี Cover Art / Booklet อะไรต่อมิอะไรอื่น ๆ ที่เป็นตัวชูรสในการฟัง)อีกนัยหนึ่ง เท่าที่ผมได้ทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมการฟังเพลงจากไฟล์ Digital ไม่ว่าจะมาจากการแชร์ไฟล์หรือดาวน์โหลด (โดยการสำรวจและอาศัยข้อจากสื่อต่างประเทศ) ก็ได้รู้ว่าผู้ที่ทำลายวัฒนธรรมการฟังแบบ Analog ตัวดีคนนึงเลยคือค่ายเพลง โดยเฉพาะค่ายเพลงใหญ่ ๆ ทุนหนา ๆ ที่สามารถใช้ลูกเล่นกับ CD เช่นการใส่ไวรัส หรือการสกัดไม่ได้มีการ Rip ไฟล์ลงเครื่อง (คนซื้อ CD บางคนเป็นคนรัก CD มาก เขาบอกผมว่าชอบ Rip มาฟังในเครื่องมากกว่า เพราะกลัวว่าฟังจาก CD บ่อย ๆ แล้วมันจะสึก) ฯลฯ โดยพวกเขาลืมไปว่าผู้ที่ฟังเพลงโดยใช้คอมพิวเตอร์นั้นมีมากขึ้นในปัจจุบัน ทางเดียวที่เหลือที่พวกเขาได้เพลงมาคือการหาฟังแบบ Digital Fileค่ายเพลง Major Label ทั้งหลายยังก่อวีรกรรมมากกว่านั้น การที่พวกเขาคอยตามจับกุมคนแชร์ไฟล์หรือการได้ดิจิตอลไฟล์มาโดยมิชอบทางอินเตอร์เน็ตแล้วอ้างมาตรการทางกฏหมายลิขสิทธิ (ถ้าเป็นในบ้านเราคงอ้างคำว่า "คุณธรรม" เสริมไปด้วย) เอาผิดกับผู้บริโภครายย่อย ๆ ที่อาจจะแค่อยากฟังเพลง หรืออาจจะไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลยด้วยซ้ำค่ายเพลงคิดแบบตื้น ๆ ว่าการใช้มาตรการเด็ดขาดแบบนี้จะช่วยลดการแชร์ไฟล์หรือดาวน์โหลดแบบผิดกฏหมาย แต่หารู้ไม่ว่ามันยิ่งสร้างความรู้สึกแย่ ๆ ให้กับผู้บริโภครายย่อยทั้งหลาย โดยที่ไม่ได้ทำให้สิ่งที่พวกเขาคิดกันเอาเองว่ามัน "ผิด" (เพราะทำให้พวกเขาเสียผลประโยชน์) ลดลงเลยทางออกที่น่าจะดีกว่าคือการตามให้ทันเทคโนโลยีแบบดิจิตอล ใช้มันให้เป็นประโยชน์ และในขณะเดียวกันก็ควรประนีประนอมกับผู้ฟังไปด้วยผมจึงแอบดีใจเล็กน้อยเวลาได้ยินว่าศิลปินวงใด ๆ จะออกอัลบั้มโดยไม่อาศัยค่ายเพลง นัยหนึ่งมันให้ความรู้สึกชิดเชื้อกันมากกว่า แต่อีกนัยหนึ่งมันก็อาจจะทำให้คุณภาพของเพลงไม่สามารถเทียบเท่างานจากค่ายเพลงได้ในแง่ของ Mastering และในแง่ของยอดขาย เพลงที่ไม่ได้อาศัย Major Label น่าจะเผยแพร่ไปในวงกว้างได้ยากกว่า จนอาจต้องอาศัยการสนับสนุนจากกลุ่มวัฒนธรรมย่อยแบบพังค์ หรือ เมทัล (ซึ่งบางคนเขาก็มีความสุขกันดีกับการไม่ต้องออกไปในวงกว้างก็มี)การออกมาจากค่ายใหญ่ เพื่อจัดการเผยแพร่ผลงานด้วยตัวเองของ Radiohead ในครั้งนี้อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นความอาจหาญ รวมถึงการขายเพลงแบบ Digital Download โดยผู้บริโภคสามารถให้ราคาเองได้ก็ดูจะท้าทายการตลาดจากค่ายเพลงอยู่ไม่น้อยแต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการที่ Radiohead ทำแบบนี้ได้ก็เพราะเป็น Radiohead วง Radiohead ออกอัลบั้มมาหลายอัลบั้มก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีบางอัลบั้มที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักวิจารณ์ ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นวงที่มีแฟนเพลงอยู่เป็นจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะจ่าย กับคนที่ไม่เคยฟัง Radiohead หรือฟังผ่าน ๆ ก็จะรู้สึกว่าวงนี้มีอะไรการันตีคุณภาพให้เชื่อใจได้ในระดับนึงอยู่ จึงมีคนที่พร้อมจะจ่ายให้อัลบั้มนี้แน่ๆ ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกผูกพันในฐานะผู้ติดตามผลงาน ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ฟังใหม่ หรือจะด้วยเหตุผลอื่นๆ ก็ตามลองคิดดูว่าถ้าเป็นวงใหม่ ๆ เล็ก ๆ ก็คงยากที่จะมีคนกล้าเสี่ยงให้เงินไป ยังไม่นับเรื่องการประชาสัมพันธ์ ซึ่งวงใหม่ ๆ ไม่มีชื่อนี้ คงไม่อาจดึงดูดสื่อนำเสนอได้มากเท่ากรณีของ Radioheadผมจึงมองว่าการขายเพลงในครั้งนี้ของ Radiohead เป็นกลยุทธ์ใหม่ ในเชิงที่ท้าทายพื้นที่ใหม่ มากกว่าจะเป็นการเสียสละ หรือเป็นของกำนัลแก่ผู้ฟัง (แม้ผู้ฟังอย่างผมจะโหลดฟรีเลยก็ตาม ฮ่า ๆ)แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการดีที่จะเริ่มต้นกับพื้นที่ใหม่นี้ เพราะมันเป็น "การประนีประนอมกับผู้ฟังในยุคดิจิตอล" ซึ่งค่ายเพลงใหญ่ ๆ แทนที่จะปรับตัวเข้าหาผู้ฟัง พวกเขากลับแห้งแล้งในเรื่องนี้มากผมเองในฐานะผู้ติดตามงานเพลง Radiohead (อาจจะไม่เรียกว่าเป็นแฟนเพลงได้เต็มปาก) มา ก็ตื่นเต้นกับปรากฏการณ์นี้พอสมควร และยังคงตื่นเต้นอยู่ว่าเมื่อแก้ Zip ไฟล์ที่ได้จากการดาวน์โหลดมาแล้ว เสียงดนตรีแบบไหนกัน ที่จะออกมาจากอัลบั้มนี้... In Rainbows อัลบั้มซึ่งพวกเขาได้พ้นพันธนาการจากค่ายเพลงแล้วเมื่อผมลองได้ฟังทั้ง 10 เพลงนี้ดูแล้ว ก็บอกได้โดยรวม ๆ ว่า ดนตรีของอัลบั้มนี้ฟังดูปลดปล่อย ผ่อนคลาย ไม่ซีเรียสเท่าอัลบั้มอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ดนตรีของพวกเขายังคงเป็น Art Rock ที่ใช้องค์ประกอบจากซาวน์ Electronic หลาย ๆ เพลงก็ยังคงออกเป็น Space Rock กับบางเพลงก็เสริมด้วยอิทธิพลจากดนตรีแบบ Minimalist* เสียงร้องของ Thom Yorke ยังคงโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ลูกเล่นของซาวน์สังเคราะห์ดูเป็นที่เป็นทางดี แต่อาจจะไม่จัดจ้านเท่า Kid A หรือหากจะเทียบกับ OK Computer แล้ว การเรียบเรียงดนตรีของ In Rainbows ก็ยังไม่แน่นเท่าเปิดตัวมาด้วย 15 Step ที่เล่นกับจังหวะสลับกับสไลด์กีต้าร์ดูมีชีวิตชีวา เพลงอย่าง Bodysnatcher เหมือนเพลงติดเครื่องที่คงทำให้พอคิดถึง Radiohead แบบร็อค ๆ ได้บ้าง ก่อนจะพาผู้ฟังแล่นไปสู่ดนตรีช้า ๆ เบาสบายคล้ายอยู่ท่ามกลางสายรุ้ง กับเสียงออเครสตร้าและเสียงโหยหวนของ Yorke ใน เพลง Nude ก่อนจะเคลื่อนที่ต่อไปกับ Weird Fishes/Arpeggi ที่มีกีต้าร์โน๊ตสวย และเอฟเฟกท์ชวนให้ล่องลอยเพลง All I Need ฟังดูค่อนข้างธรรมดา ขณะที่ Faust Arp มีเสียงร้องให้ความรู้สึกหวาดระแวง คลอไปกับเสียงออเครสตร้านุ่มนวล ซึ่งขัดกันในตอนแรก และคลี่คลายสอดประสานกันในตอนท้าย Reckoner เป็นเพลงที่ฟังดูเด่นมากในอัลบั้มนี้ นอกจากเสียงร้องความรู้สึกดั้งเดิมของ Thom Yorke แล้วทั้งเมโลดี้และเสียงประกอบอื่น ๆ ก็เรียบเรียงมาเป็นอย่างดี เสียงร้องของ Yorke กลับมาเบาสบายในเพลง House of Cards กับเสียงกีต้าร์ใส ๆ ของ Greenwood เนื้อหาพูดถึงเรื่องการนอกใจในมุมมองของผู้กระทำ ด้วยน้ำเสียงปะปนกันหลายความรู้สึก (คำว่า House of Cards เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งที่เปราะบาง พังทลายง่าย ๆ ในที่นี่น่าจะหมายถึงการแต่งงานที่ไร้ความรู้สึกรัก)"The infrastructure will collapseFrom carpet spikesThrow your keys in the bowlKiss your husband ‘good night'Forget about your house of cardsAnd I'll do mineForget about your house of cardsAnd I'll do mine"- House of Cardsเร่งจังหวะขึ้นมาในเพลง Jigsaw Falling Into Place แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ จบลงที่ Videotape ที่เมโลดี้และบรรยากาศของมันชวนให้นึกถึง Neon Bible ของ Arcade Fire ในบางช่วงเสียงเอฟเฟกต์แปลก ๆ จากเครื่องเคาะจังหวะที่ใส่เข้ามาช่วงกลางก็หลอนหูพิกลอย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่า โดยส่วนตัวยังคงชอบอะไรที่จับต้องได้ จึงถือว่าโชคดีที่ Radiohead ยังไม่ละทิ้งการขายแบบ Analog คือ Discbox ที่พวกเขาจะออกกันอีกครั้งในวันที่ 3 ธันวาฯ ซึ่ง Discbox นี้นอกจากจะมีเพลง 10 เพลงเดิมจากการซื้อแบบดาวน์โหลดแล้ว ก็ยังจะมีเพลงเพิ่มเข้ามาอีก 8 เพลง พร้อมทั้งรูปและ Artwork ของวงด้วย (ซึ่งผมสัญญากันตัวเองว่าจะซื้อแน่นอน)In Rainbows ฉบับโหลด 10 เพลงอาจจะไม่เลิศเลอเพอร์เฟคนัก แต่ก็เป็นก้าวแรกที่น่าจับตาว่า พวกเข้าจะก้าวไปทางใดต่อไป ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะต้องกลับเข้าไปสู่ระบบค่ายเพลงอีกครั้ง หรือหากพวกเขาจะยืนยัดอยู่อย่างเป็นอิสระจากระบบแล้วนั้นจะสามารถสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพมากกว่าเดิมหรือเปล่าขอแค่อย่ามัวฉลองอิสรภาพ พักผ่อนอยู่ในสายรุ้งชวนเคลิ้มนี้จนเผลอหยุดอยู่กับที่ ไม่อยากออกไปไหนแล้วกัน (*ดนตรีที่อาศัยปรัชญา "น้อยแต่มาก" คือ ไม่ใช้องค์ประกอบอะไรมาก เน้นความเรียบง่าย โน๊ตซ้ำๆ จังหวะเรียบๆ หรือไม่มีเสียงเคาะจังหวะเลย ฯลฯ)
สวนหนังสือ
โดย ‘นายยืนยง’ชื่อหนังสือ : ไตร่ตรองมองหลักประเภท : บทความพุทธปรัชญา จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ศยามพิมพ์ครั้งที่ ๒ : กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ : แก้ไขปรับปรุงผู้เขียน : เขมานันทะบรรณาธิการ : นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ในกระแสนิยมปัจจุบัน แม้พุทธศาสนาจะอยู่ในรูปสภาพที่เป็นกิจการค้าความเชื่อมากมายเพียงไร และคงไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะมีตรายี่ห้อใดบ้าง ไม่ว่าจะลุ่มลึกหรือตื้นเขินตามกรอบทัศนคติของใคร แต่แก่นแท้ของพุทธศาสนาอันเป็นประตูสู่การบรรลุถึงโลกุตรธรรมนั้น ยังเป็นหลักของความสมบูรณ์แห่งทัศนะอยู่เป็นปกติหากเคยศึกษาหลักธรรรมะเราจะพบว่า ความรู้สึกนึกคิดและสภาวะแห่งจิตจะเกิดปรากฏการณ์แห่งความสงสัย ใคร่จะได้คำอธิบาย หรือเต็มไปด้วยปริศนา ด้วยหลักธรรมหรือพุทธปรัชญานั้น เป็นศาสตร์อันละเอียดลึกซึ้ง และเป็นนามธรรมยิ่ง บทความว่าด้วยศาสนาและปรัชญา เล่ม ไตร่ตรองมองหลัก ที่เขียนโดย ท่านอาจารย์เขมานันทะ เล่มนี้ ได้บรรยายด้วยภาษาอันเรียบง่ายแต่ลุ่มลึก ประกอบด้วยบทความเกี่ยวกับ (๑) สาระสำคัญแห่งวัชรยานตันตระ (๒) ข้อพินิจไตร่ตรอง ต่อความมีอยู่และไม่มีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ (๓) เหนือคิดคำนึง(๔) พรหมจรรย์และฐานแห่งการภาวนา(๕) โศลกคำสอนมหามุทราของติโลปะในบทความแรกอันเกี่ยวกับวัชรยาน หรือญาณสายฟ้าแลบที่เรารู้จัก เป็นบทบรรยายแก่นักศึกษาระดับปริญญาโทสาขาศาสนาเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งท่านอาจารย์เขมานันทะอธิบายถึงแก่นแท้ของวัชรยาน โดยเปรียบเทียบเนื้อหาสาระกับนิกายเซน ให้ข้อสังเกตในด้านของลักษณะทางภูมิศาสตร์อันเป็นสถานที่กำเนิดความเชื่อ รวมทั้งวิเคราะห์ถึงรูปลักษณะทางวัฒนธรรมในแหล่งกำเนิดความเชื่อนั้นด้วย ลักษณะการวิเคราะห์ ถอดความจากสัญลักษณ์ในเชิงปรัชญาที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมนั้น เป็นแนวทางที่ท่านอาจารย์เขมานันทะมีความถนัดอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการถอดความจากสัญลักษณ์จากวรรณคดีหรือวรรณกรรม ดังในคำนำของ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ผู้เป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวยกย่องท่านเป็น เอตทัคคะท่านหนึ่งทางด้านสามารถไขความสัญลักษณ์ ที่ปรากฎอยู่ในงาน ศาสนศิลป์ ท่านอาจารย์เขมานันทะ อธิบายรากฐานของวัชรยานโดยพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งปรากฏอยู่ในศาสนศิลป์ของชาวธิเบต โดยท่านได้ทบทวนเพื่อเชื่อมโยงถึงยุคทองของศาสนาในชมพูทวีป ว่าด้วยยุคอุปนิษัท หรือศาสนาพราหมณ์ ที่อธิบายปรากฏการณ์ของโลก ชีวิต จักรวาล นั้นว่าเป็นอันเดียวกัน ตัวเรานั้นเป็นสิ่งเดียวกับจักรวาลทั้งหมด ขณะเดียวกัน ท่านได้ยกภาษิตของจางจื้อ ที่ว่า“ ฟ้าดินกับอั๊วเป็นอันเดียวกัน สรรพสิ่งทั้งหมดกับอั๊วเป็นหนึ่งเดียว ” (น.๑๔) ครั้นแล้วก็เปรียบเทียบเข้ากับวรรณคดีอย่าง รามเกียรติ์หรือ รามายณะ มหาภารตะ ที่มีโครงสร้างสำคัญว่าด้วยการสู้รบของฝ่ายธรรมะคือพระราม กับฝ่ายอธรรมคือทศกัณฐ์ หรือที่ท่านว่า สัจจะซึ่งสังหารมายาภาพ เปรียบได้กับวัชรยาน ซึ่งคือเครื่องตัดอวิชชา ถือเป็นแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ ตรงกับนัยของศาสนาพราหมณ์ว่า อาตมันนั้นแท้จริงคือปรมาตมัน กิเลสตัณหาต่าง ๆ ล้วนเป็นคุณะ(Value )ของเทพ(Divine) อันซ่อนเร้น แทนด้วยสัญลักษณ์ของรากษส (พวกยักษ์มาร) (น.๑๔) ท่านอธิบายว่า ชีวิตเป็นการสู้รบกันระหว่างรากษสและเทพ เพทเป็นคุณสมบัติเบื้องสูง รากษสเป็นคุณสมบัติซ่อนเร้น เพื่อปูพื้นฐานในการทำความเข้าใจวัชรยาน โดยภาพรวมแล้ว บทความเล่มนี้ มีลักษณะเด่นในด้านการยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ท่านอาจารย์เขมานันทะใช้ภูมิความรู้ความเข้าใจเพื่ออธิบายเชื่อมโยงองค์ความรู้หลายสาขาผนวกเข้าเป็นแนวทางที่จะเข้าถึงหลักพุทธปรัชญา นอกจากนี้การยกตัวอย่างเพื่อสื่อสารกับผู้อ่าน มีผลดีให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบท เหนือคิดคำนึง (น.๔๙) ได้ยกตัวอย่างโศลกธรรม เพื่อการเปรียบเทียบสภาพธรรมทางใจ แสดงให้เห็นถึงความมีอยู่ และไม่มีอยู่ ได้อย่างชัดเจน ดังโศลกของเว่ยหล่าง (น.๕๕) “ ไม่มีต้นโพธิ ทั้งไม่มีกระจกเงาอันใสสว่างเมื่อทุกสิ่งว่างไร้ฝุ่นจะปรากฏได้ที่ไหน ” กิเลสอันถูกเปรียบด้วยฝุ่นละออง กายซึ่งเปรียบด้วยต้นโพธิอันไร้แก่น และจิตใจอันเปรียบด้วยกระจกเงาที่เจ้าของหมั่นขยันเช็ดให้สะอาด ดังโศลกธรรมของชินเชาที่ว่า“ กายของเราคือต้นโพธิและใจของเราคือกระจกเงาอันใสเราเช็ดมันอย่างระวังตั้งใจในทุก ๆ โมงยามทั้งไม่ยอมให้ฝุ่นธุลีปรากฏขึ้นได้ ”จากโศลกทั้งสองนั้น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อชินเชายังยืนอยู่ในความมีกาย อันเปรียบด้วยต้นโพธิ และความมีอยู่ แห่งใจอันเปรียบด้วยกระจกและความมีอยู่ของกิเลส คือฝุ่นธุลี อันตนต้องเช็ดถูอย่างระวังในทุก ๆ ชั่วโมง แสดงถึงการปฏิบัติธรรมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและสับสน ตอกย้ำความคิดรวบยอดว่ามีตัวตน และมีศูนย์กลางของการกระทำ ... ฯลฯ ดังนั้น การได้อ่านหนังสือพุทธปรัชญาเล่ม ไตร่ตรองมองหลัก นี้ เสมือนหนึ่งได้อ่านหนังสือหลายต่อหลายเล่มโดยผ่านการสรุปตีความจากท่านอาจารย์เขมานันทะ เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา แต่ขณะเดียวกัน การศึกษาโดยเลินเล่อหรือละเลยต่อแก่นแท้ของการศึกษาแล้ว (ไม่ว่าจะโน้มเอียงไปตามสัมมาทิฎฐิหรือมิจฉาทิฎฐิ) ย่อมอาจเป็นจุดเริ่มต้นอันสับสน ซับซ้อน ซึ่งอาจไม่มีวันเยียวยาแก้ไขได้แม้นลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ดังเช่นการศึกษาวัชรยาน ที่ท่านอาจารย์เขมานันทะได้กล่าวไว้ว่าวัชรยานนี้เหมือนเหล้า เหลาแรง ๆ นี่แหละครับ ถ้าใครคอไม่แข็งก็จะหัวทิ่มแล้วก็เกิดโทษอาเจียนออกมา (น.๑๗) นั่นคงบอกได้ว่าการศึกษาให้เข้าถึงนั้น ต้องรากฐานของเราต้องพอเพียงด้วย.