บล็อกกาซีน ประชาไท
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ไม่มีของฟรีในโลก ออกจะเป็นวลีที่คุ้นเคยสำหรับคนในโลกยุคนี้ ยิ่งสถานการณ์ราคาน้ำมันแตะเพดานที่ 35 บาท (คาดการณ์ว่าน่าจะเร็วๆ นี้) ทำให้ผู้ประกอบการแท็กซี่ ขสมก. เรือคลองแสนแสบ เรียกว่า ขนส่งมวลชนแทบทุกประเภท ขยับแข้งขาขอขึ้นราคาค่าตัวกันถ้วนหน้ายุคข้าวยากหมากแพง คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการให้งานการให้ในสวน สวนกระแสคำพูดข้างต้น .....ดอกไม้งามในสวนแห่งการให้ถูกจัดขึ้นบริเวณอุทยานเบญจสิริ ภายใต้นิยามที่ว่า “แล้วงานศิลปะแห่งการให้จะกลายเป็นดอกไม้ในสวน” ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์-14 มีนาคม 2551 (mormor.org) เน้นการสร้างสรรค์แนวงานผ่านวิธีคิดของบุคคลในแวดวงแห่งการให้และศิลปินอาสา มากกว่า 100 คนที่รู้จักกันดี คือ ติช นัท ฮันห์ พระชาวเวียดนามแห่งหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส พระไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าสุคะโต ศาสตราจารย์ระพี สาคริก อาจารย์แห่งวงการเกษตรธรรมชาติวันเปิดตัว 14 กุมภาพันธ์ คล้ายกับมีความหมายในฐานะของวันวาเลนไทน์ เน้นถึง การให้ อันหมายถึงความรักที่แท้ (true love) อย่างที่ภิษุณีนิรามิสา จากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เขียนถึงการให้ในชื่อ การให้ทำไมมีว่า เราต้องลบความรู้สึกที่ต้องมีผู้ให้กับผู้รับ ถ้าเราไม่ลบตรงนี้ออก ยังมีความรู้สึกว่า “ฉันเป็นผู้ให้ เธอเป็นผู้รับ” มันจะไปสู่หนทางที่ทำให้เรามีอีโก้มากขึ้น มีอัตตามากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเราทำไปนานๆ เราจะเสียความอ่อนน้อมถ่อมตน จะกลายเป็นคิดว่าตัวเองเป็นผู้มาช่วยปลดความทุกข์ ช่วยชีวิตคน เราเป็นผู้ให้แล้วก็มีคนที่เป็นผู้รับ...หมิง ปุณปิยาภา ปานนพธารา ทำงานแห่งการให้ของเธออย่างขมักขเม้น จากโจทย์หลักที่ต้องพูดถึงการให้อย่างไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งเป็นโจทย์ที่กว้างและเป็นนามธรรมอย่างสิ้นเชิง เธอคิดถึงนิทานเรื่องหนึ่งชื่อบิ๊ก ทรี เป็นเรื่องของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งกับเด็กชายคนหนึ่ง ทุกครั้งที่เด็กชายไปหาต้นไม้ เขาจะขอบางส่วนของต้นไม้ วัยเด็กขอผลไม้ วัยรุ่นขอดอก ขอใบ ขอกิ่ง ขอก้าน วัยหนุ่มขอลำต้นเพื่อไปสร้างบ้านหมิง คิดมันออกมาเป็นภาพ 3 ภาพ ..ต้นอ่อนต้นโต ตอไม้เธอบอกว่า ต้นไม้ ให้(โลก)โดยไม่หวังผลตอบแทน...ใครบอกว่าขอฟรีไม่มีในโลก ตะโกนมันออกไปให้เต็มหัวใจไร้ซึ่งการให้ ไร้ซึ่งการรับ
วาดวลี
“เขาขนทรายกันตรงไหนคะ”ฉันเอ่ยถามเสียงเบาๆ หากจะให้เดาก็คงเป็นที่วัด แต่วัดในบริเวณนี้มีตั้งหลายแห่ง และก็ไม่ได้อยู่ติดกับแม่น้ำแบบวัดใหญ่ของอีกฝั่งฟากถนน วัดใหญ่นั้น ตีเขตไปเป็นอีกตำบล อีกอำเภอหนึ่ง ซึ่งเดาได้ว่า คนในหมู่บ้านฉัน คงไม่ได้ไปทำบุญกันที่นั่น พี่สาวใจดีข้างบ้าน บอกฉันทุกเรื่อง ในสิ่งที่ฉันสงสัย จะว่าไป มีเพียงครอบครัวเดียวที่ฉันรู้จักมักคุ้น แม้จะย้ายบ้านมาได้หลายเดือนแล้ว คนอื่นๆ ส่วนใหญ่ ออกไปใช้ชีวิตประจำวันนอกบ้าน เราเจอกันยามค่ำ ก็ยิ้มให้กันไปมา แล้วต่างแยกย้ายกันไป แค่เวลา 2 ทุ่มกว่า ทั้งหมู่บ้านก็เงียบสนิท มีเพียงฉันที่เปิดไฟทำงานจนถึงดึกดื่นจะสงกรานต์แล้ว ฉันตั้งใจนักหนาว่า จะออกไปทำบุญ ดำเนินตามประเพณีที่สืบกันมา แบบที่เราไม่ค่อยได้ทำ ไปขนทรายที่วัด ปักตุงมงคล ตักบาตร สรงน้ำพระ และการทำความสะอาดบ้านในวันสังขารล่อง ทานแกงขนุนในวันปากปี หรือช่วยบริจาคในการแห่ไม้ค้ำโพธิ์ ส่วนเรื่องการเล่นน้ำนั้นฉันไม่ถนัด เพราะแพ้สิ่งที่มากับน้ำ เคยโดนสาดแล้วก็ผื่นขึ้น ลำบากคนไปด้วย แล้วก็พาลทำให้คนอื่นไม่สนุก “ปีนี้ เราก็ออกไปเล่นสงกรานต์กันแถวนี้ก็ได้ เพราะเป็นเขตชุมชน คงจะน่ารัก ไม่เหมือนในเมือง”คนข้างตัวของฉันชวนไว้ ฉันพยักหน้า จะเป็นไรไป ถ้าจะเปียกบ้าง ภูมิต้านทานร่างกายจะได้ฟื้นฟู อีกอย่าง น้ำแถวนี้ เป็นน้ำบาดาล แบบเดียวกับที่ใช้กิน ใช้อาบ ไม่น่ามีปัญหา ยังไม่ถึงวันสงกรานต์ เด็กๆ เอาน้ำใส่กระป๋องน้อยๆ ไล่สาดกันไปมา เป็นภาพที่น่ารัก เหมือนตอนเด็กๆ ที่ตื่นเต้นกับสงกรานต์ และมีแต่เสียงหัวเราะหมายมั่นปั้นมือเอาไว้อย่างนั้น พี่ข้างบ้านเดินมาบอกด้วยแววตาสดใส พร้อมทรงผมใหม่ ขณะที่บ้านของเขากำลังฉลองการซื้อรถกระบะคันใหญ่ “เขาไปขนทรายมาจากแม่น้ำปิงน้อย” “หือ ที่อยู่ใกล้ชลประทานเหรอคะ”ฉันทำตาโต คำนวณระยะทางจากน้ำปิงน้อยไปยังวัดของหมู่บ้านแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2 กิโลเมตร จำได้ว่าตอนเด็กๆ ฉันขนทรายไม่ต่ำกว่า 5 รอบ เพราะมันไม่พอจะใส่ให้ครบกอง แต่นี่ นับว่าเป็นระยะที่ไกลพอสมควร“อ๋อ ไม่มีใครไปขนตรงโน้นแล้ว เดี๋ยวนี้เขามีรถไปขุดมา แล้วเราก็เอาเงินไปจ่ายเท่านั้นเอง”“อ้อ..” ฉันรับทราบ จากนั้น พี่คนนี้ก็ชักชวนอย่างเป็นทางการ ถึงงานบุญประเพณีของหมู่บ้านเรา“เดี๋ยวจะมีแห่ขบวนไม้ค้ำโพธิ์นะ ตั้งขบวนตรงหน้าบ้านเราเลย รวมตัวกันแล้วเดินทางไปสมทบกับหมู่อื่น เพื่อไปยังวัด”“เอ่อ ค่ะ...”ฉันอ้ำอึ้ง สองจิตสองใจระหว่างการเคลียร์งานให้ลงตัว กับการไปร่วมขบวนศรัทธา วันนั้น ฉันได้ยินเสียงพ่อหลวงประกาศ ขบวนจะไม่เป็นขบวน หากไม่มีการร่วมใจ ฉันอมยิ้มให้กับความสามัคคีของที่นี่ คงต้องเร่งทำงานให้เสร็จ ด้วยหวังว่าเผื่อว่าจะได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์เสียบ้าง แต่แล้วเมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้น คนนอนดึกอย่างฉันก็มีอันต้องสะดุ้งตื่น เมื่อยังไม่ 8 โมงเช้าดีนัก แต่เสียงเพลงก็ดังแว่วมา บ้านตรงข้ามจัดแจงทำเวทีเล็กๆ พร้อมติดตั้งลำโพงขนาดใหญ่มหึมา เพลงที่เขาเปิดมีทั้งเพลงลูกทุ่ง สลับกับเพื่อชีวิตในภาคเช้า พอเที่ยงหน่อยก็เดินเครื่องด้วยเพลงจังหวะเร็ว แล้วปิดท้ายด้วยเพลงเทคโนแดนซ์แบบที่ได้ยินกับตามผับ และมันก็ดังมากเสียจนแก้วหูแทบจะระเบิดหนุ่มสาวมาชุมนุมกัน ใครอยากสาดน้ำก็สาด ถอดเสื้อออก เหลือแต่กางเกง เหล่าผู้ชายโชว์รอยสักเต็มแผ่นหลัง กอดขวดเบียร์ไว้แนบอก ยิ่งนานเข้า คนก็ยิ่งมากขึ้น เสียงโห่ฮิ้วมาเป็นจังหวะฉันเปลี่ยนความคิดที่จะไปร่วมขบวน เขาเริ่มฟ้อนกันแล้ว กล้าๆ กลัวๆ หยิบเงินในซองกระดาษสีขาว ปิดผนึก แล้วย่องแย่งออกมาจากบ้าน ฝ่าวงล้อมเข้าไป ทั้งน้ำ ทั้งดนตรี ทั้งเสียงโห่และอาการมึนเมาของผู้คนทั้งหลาย ฉันยื่นซองให้อย่างเงียบๆ“ร่วมทำบุญค่ะ”“สาธุ” คนรับยิ้มกว้าง ยกมือไหว้ ฉันไหว้กลับแทบไม่ทัน เขายื่นปากกาเคมีสีน้ำเงินให้“เขียนชื่อใส่ไม้ไว้ด้วย”“อ๋อ ค่ะๆ” เปิดหัวปากกาค่อยๆ ลากเส้นเข้าไป จะเขียนอะไรดี ชื่อเราหรือ วาดรูปได้ไหม แล้วทำไมต้องเขียน ความคิดไร้สาระมากมายแล่นอยู่ในสมอง แล้วก็จบด้วยการเขียนชื่อเล่นเอาไว้สั้นๆ“ไม่ออกไปเที่ยวหรือ” เขาถาม ฉันเงี่ยหูฟังเสียงที่ตะโกนแข่งกับเพลง แล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก“ค่ะ ก็ว่าจะไป”“ไปหน้าวัดเลย สนุก มันส์มาก เขาต่อน้ำสายยางใหญ่ยักษ์ ม่อล่อกม่อแลก สะใจสุดๆ”“เอ่อ..”“แล้วเดี๋ยวคืนนี้จะมีดนตรี ไปรำวงกัน” หนุ่มวัยรุ่นชวน ไม่มีใครอยากใส่เสื้อเอาเสียเลย เสื้อผ้าคงเปียกกันหมด เขาอาจจะถอดแล้วผึ่งที่ไหนสักแห่งฉันได้แต่ยิ้ม แล้วค่อยๆ ย่องจากมา ผลุบหายเข้าไปในบ้าน คนข้างกายแต่งตัวเสร็จแล้ว เรามองหน้ากัน “หาอะไรกินกันที่เซเว่นไหม” เขาหัวเราะเบาๆ ฉันจึงบอกว่า“เธอลงจากรถแล้ววิ่งไปซื้อนะ เราไม่อยากเปียก...เราเป็นวันนั้นของเดือน”“หา!”เขาอุทาน แล้วก็หัวเราะเบาๆ“กะว่าจะให้เป็นคนลงไปนะเนี่ย เราน่ะเปียกได้ แต่ไม่ใช่ตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบคนข้างนอก”มองหน้ากันไปมา ฟ้าข้างนอกก็ดูสว่างดี เราไม่ได้ไปไหนหรอก ขนทราย สรงน้ำพระ หรือว่าปักตุงมงคล พากันต้มมาม่าต้อนรับวันสงกรานต์ แล้วก็นั่งฟังเสียงเพลงจากลำโพงมหึมาเหล่านั้นจนหมดอัลบั้ม มองไปยังขบวนแห่ที่ยังไม่เคลื่อนไปสักทีแม้ว่าฟ้าจะเริ่มมืดแล้ว“สงสัยเขาจะไปวันอื่น” ฉันตอบงงๆ และสงสัยว่าตัวเองจะจำวันผิด จึงได้แต่พากันสรงน้ำให้พระองค์น้อยๆ ในบ้าน ทำความสะอาด แล้วก็ทาแป้งตรางูนั่งอยู่กับพัดลม “ตกลงสงกรานต์ในฝันของเรามันไม่มีแล้วใช่ไหม?” ฉันถามเบาๆ โดยไม่มีเสียงตอบใดๆ ให้ได้ยินเลยแม้สักนิด.
อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง
หน้าร้อนกับการไปทะเลเป็นของคู่กัน เปรียบแล้วก็เหมือนข้าวเหนียวมูลกับมะม่วงสุกรสอร่อยที่กำลังนิยมในช่วงยามนี้ แต่การนั่งอยู่กับบ้านวันดีคืนดีก็ยังอาจจะมีผู้หวังดีหิ้วเอาข้าวเหนียมมะม่วงมาฝากเราได้ ไม่เหมือนกับการออกไปค้นหาหรือเดินทางไปหา “ทะเลดีๆ” ที่จะช่วยคลายร้อนทั้งกายและใจ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะต้องพาตัวเองฝ่าความร้อนของสภาพอากาศออกไปจนกว่าจะถึงจุดหมาย
สุมาตร ภูลายยาว
แม่น้ำเกิดมาจากสายฝน-สายฝนเกิดจากแม่น้ำ นานมาแล้วต้นกำเนิดของแม่น้ำ และสายฝนมาจากที่เดียวกัน ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยง เช่นเดียวกับแม่น้ำสายใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในแถบอีสานใต้ แม่น้ำสายนี้ชื่อว่า ‘แม่น้ำมูน’ มีต้นกำเนิดจากสายน้ำเล็กๆ บริเวณเขาแผงม้า จังหวัดนครราชสีมา หลังจากนั้นก็ไหลเรื่อยผ่านสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ก่อนไหลลงบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บริเวณแม่น้ำสองสีในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ลำน้ำสายยาวได้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่หลายปีตลอดการไหลของแม่น้ำมีเรื่องราวหลายเรื่องเกิดขึ้น แต่เรื่องราวที่ทำให้แม่น้ำสายนี้เป็นที่สนใจของผู้คนทั่วไปคงหนีไม่พ้นเรื่องของการสร้างเขื่อน
แสงดาว ศรัทธามั่น
@ - - - ป รา ก ฏ กา ร ณ์ธรรมชาติดูเหี้ยมโหดเกรี้ยวกราดโกรธทำลายไปทั่วดิน ฟ้า อากาศ ดูน่าสะพรึงกลัวแตกตัว เติบใหญ่ ไปทุกที่ลูกเอ๋ย... แม่ก็รู้ ลูกเจ็บปวดร้าวรวด ทุกข์ทรมาน เหลือที่ก็ แ ม่ ก็ อยู่ ของ แ ม่ อยู่ ดี ดีแล้ว ลู ก อัปรีย์ ไยมาย่ำยีกดขี่ข่มเหง แ ม่ ทำ ไม ?แ ม่ เองก็เจ็บปวดรวดร้าวนักเหน็บหนาว รุ่มร้อนประจักษ์ เจ็บป่วยไข้ไฉนเล่ามาเฆี่ยนโบยตี มาสุมไฟรุกไล่ ทำลาย ล้างผลาญเจ้า ลู ก ริ ยำ เอ๋ย ...ไย เ ธ อ ไม่รู้ ?อวิชชาพรั่งพรูกรูกลบหมดสิ้นโลภ โกรธ หลง เมามัว เข่นฆ่าแ ผ่ น ดิ นพังภินท์ไปหมดทั่วเอกภพ จักรวาลลูกหลานเอ๋ย ... แ ม่ก็ปวดเจ็บ ...หนาวเหน็บเมื่อม า ร ลู ก มาล้างผลาญหยุดเถิดยังมิสาย... หยุดก่อการหยุดร่านเผาผลาญ แ ม่ ป ฐ พีปรากฏการณ์ โลกร้อนแล้งเลวร้ายใดเล่าทำลายในทุกที่ ?ก็ แ ม่ รั ก - โ อ บ ก อ ด เ จ้าอยู่ ดี ดีแล้วลูกอกตัญญูมากดขี่ข่มเหงแม่ทำไม?ลูกหลานเอ๋ย..."ที่เห็น เห็น และเป็นอยู่"เจ้าย่อมรู้อย่าได้ฉงนสงสัยเ ร็ ว ! เร่งเร็วเข้าเถิด ... เร่ง สุม ไ ฟ เข้า ไ ว้ !โ อ ! โ ล กจึงลุกลามไหม้ โ ช น โ ชติ ฉา น งามงดใสสดแล้ว !!!ปลายฤดูหนาว - ต้นฤดูร้อน, 2550 -2551,ล้านนาอิสระ, เจียงใหม่.
มูน
เพื่อนคนหนึ่งของฉันเพิ่งจากไปในเช้าวันนี้แสงแดดเจิดจ้าของเดือนเมษายนแตะแต้มกลีบบางของดอกดาวกระจายสีชมพู ใกล้ๆ กันเป็นกระถางของเดซี่น้อย ที่กำลังแย้มยิ้มอย่างไร้เดียงสา อวดเกสรสีเหลืองแจ่มใสกับกลีบเล็กสีขาวที่กระจายอยู่รายรอบ“ชอบดอกไม้ไหมจ๊ะ ขนดอกไม้ไปปลูกกันเถอะ” นึกถึงเสียงใสของเธอเมื่อสองเดือนก่อน ตามด้วยคำหยอกเย้าเคล้าเสียงหัวเราะ “หรือชอบเลี้ยงแต่แมวๆ หมาๆ”เธอยิ้มแย้มอยู่ในกระโปรงยาวกรุยกราย เข้ากับผ้าคลุมไหล่สีสวยมีดอกไม้มากมายถูกทิ้งไว้หลังการจัดงานนิทรรศการแห่งหนึ่ง บางส่วนอยู่ในกระถาง บางส่วนอยู่ในถุงดำ คนงานกำลังรื้อถอนส่วนต่างๆ ของงาน บรรดาดอกไม้ประดับถูกขนมากองสุมไว้ด้านนอก“น่าสงสารจัง” ฉันรำพึงดังๆ “นั่นสินะ เราช่วยเอามันกลับไปเลี้ยงที่บ้านกันเถอะ” ได้ยินเสียงเธอบอกอย่างร่าเริง แล้วชักชวนน้องชายไปหาลังกระดาษเปล่าๆ มา ๒-๓ ใบ เธออุตส่าห์หาถุงมาเผื่อฉันด้วย
ฐาปนา
เสียงจักจั่นกรีดปีกจากป่าเชิงดอย ฝ่าไอแดดร้อนมาถึงเคหะสถานเงียบงัน รถกระบะบรรทุกหนุ่มสาวร่างเปียกปอนยืนล้อมถังน้ำใบใหญ่แล่นผ่านไปหญิงชราถือสายยางเดินออกมาหน้าบ้าน ฉีดน้ำใส่พื้นถนน ไอน้ำระเหยขึ้นเด็กๆ หิ้วถังพลาสติก ขัน ปืนฉีดน้ำ มองสองข้างทางอย่างมีความหวังร้านขายน้ำปั่น น้ำแข็งไส ขายดีจนต้องสั่งน้ำแข็งเพิ่มในช่วงบ่ายเจ้าของโรงทำน้ำแข็ง หน้าบาน แต่ลูกจ้างหน้าเหี่ยว เพราะข้าวสารขึ้นราคาลิตรละหลายบาทแต่ค่าแรงเท่าเดิม ดวงอาทิตย์กลับมาอยู่ใกล้ชิดโลก เหมือนคนรักที่ได้เจอกันแค่ปีละครั้งมวลอากาศอบอ้าวเข้าเกาะกุมผิว ยึดทุกรูขุมขน เหงื่อเค็มถูกขับซึมเสื้อ เหนอะหนะ ลมผะผ่าวเคลื่อนอยู่กลางถนน ไหลเข้าสู่ปอด ร้อนเข้าไปในทรวงเสียงจากวิทยุ รายงานข่าว
สวนหนังสือ
ชื่อหนังสือ : พี่น้องคารามาซอฟ (The Karamazov Brother)ผู้เขียน : ฟีโอโดร์ ดอสโตเยสกีประเภท : นวนิยายรัสเซียผู้แปล : สดใสจัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ทับหนังสือ พิมพ์ครั้งที่สาม ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ลมแล้งโชย…ปลิดโปรยใบไม้แห้ง สีส้มแดง เหลือง น้ำตาล หวานอมเศร้า ร่วงหล่นลอยเคว้งคว้างมาบางเบา ซบลานดินเงียบเหงา…บอกเล่าธรรมบอกเล่าธรรม-ธรรมชาติการผลัดเปลี่ยน เพื่อหมุนเวียนใบชราเก่าคร่าคร่ำใบที่ผ่านการพลิ้วพรายการร่ายรำ ใบที่ตรำตากงานมานานพอใบที่ถึงคราวต้องพรากจากกิ่งก้าน ปล่อยวางงานให้ใบใหม่ได้สานต่อบนกิ่งก้านเปลือยเปล่าที่เฝ้ารอ ใบใหม่ก่อเกิดใหม่ได้สำแดงงานซึมซับแสงแดดและสายลม เพื่อเพาะบ่มลำต้นตรงคงเข้มแข็งจึงต้องปลิดใบชราล้าโรยแรง ในหน้าแล้งของทุกปีที่มาเยือนแต่ละใบ…แต่ละใบ…บนกิ่งก้าน เพียงลมพานมาน้อยนิดปลิดใบเกลื่อนเพื่อลำต้นอยู่รอด ตลอด วัน ปี เดือน ไม่เคยเคลื่อนคลาดกำหนดกฎธรรมชาติ.หมายเหตุ ภาพประกอบ ของ 'วินัย ปราบริปู' หอศิลป์เมืองน่าน10 เมษายน 2551กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่
เงาศิลป์
“มันจะได้ผลหรือคุณ” น้ำเสียงต่ำๆ แกมรอยยิ้มที่ริมปาก ทำให้ฉันฉุนกึกอยู่ข้างใน แต่ต้องฝืนตอบออกมาอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะนับเป็นครั้งที่ร้อยแล้ว ที่ตาลีถามฉันอย่างนี้ ทั้งที่ไม่ใช่กงการอะไรของแกซะหน่อย“ได้ผลสิ ที่บ้านที่ใต้ทำใช้อยู่ประจำ”เรากำลังสนทนาถึงน้ำหมักชีวภาพที่ฉันทำไว้ใช้เอง บรรจุในถังพลาสติกใบใหญ่และนำออกมารดพื้นดินแทบทุกครั้งที่ฝนตกชุ่ม ความหวังที่จะฟื้นฟูแผ่นดิน เพื่อให้ไส้เดือนคืนถิ่นของฉัน ดูช่างยาวไกลราวกับนักเดินทน ที่ต้องเดินรอบโลกหลายรอบ เผลอๆอาจหมดแรงตายเสียก่อนที่จะครบรอบแรกด้วยซ้ำ
Carousal
ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของคุณ คุณคิดว่าตัวคุณเองได้ใช้เวลาทั้งหมดที่มีไปอย่างคุ้มค่าแล้วหรือเปล่าคะ?คุณเคยมีช่วงเวลาที่ปล่อยปละละเลยตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป ก็ให้นึกเสียดายว่า น่าจะให้ความสำคัญกับช่วงเวลานั้นมากกว่านี้บ้างไหม?คุณเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่งหรือเปล่า? มีคำที่คุณอยากพูด มีคนที่คุณอยากพบ มีความฝันที่คุณยังไม่ได้ตั้งต้นลงมือทำให้เป็นความจริงอยู่บ้างไหม?และถ้ารู้ตัวล่วงหน้าว่าชะตากรรมของคุณได้ถูกกำหนดมาให้ต้องตายในอีกหนึ่งวันข้างหน้า คุณจะใช้ช่วงเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงสุดท้ายไปทำอะไร?
นาลกะ
“รพินทรนาถ ฐากูร” เขียน“วิทุร แสงสิงแก้ว” แปล“ปรีชา ช่อปทุมมา” แปล“เยี่ยมหน้าให้เขายล อ้ายหนูเอ๋ย เพื่อว่าพวกเขาจะได้ซึมซาบในความหมายแห่งสรรพสิ่ง จงทำตัวให้พวกเขารักเพื่อว่าพวกเขาจะได้รู้จักรักใคร่ซึ่งกันและกันบ้าง”(สำนวนแปลของปรีชา ช่อปทุมมา)