Skip to main content
หัวไม้ story
  ช่วงเวลาแห่งสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้ว การกระหน่ำสาดน้ำในนามของวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามยุติลง (ชั่วคราว) หลายคนที่เคยดวลปืน (ฉีดน้ำ) หรือแม้แต่จ้วงขันลงตุ่มแล้วสาดราดรดผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ล้วนวางอาวุธและกลับเข้าสู่สภาวะปกติของชีวิตแน่นอนว่า สงคราม (สาด) น้ำที่เกิดขึ้นในบ้านเราแต่ละปี เป็นห้วงยามแห่งความสนุกสนานและการรวมญาติในแบบฉบับไทยๆ แต่ในขณะที่คนมากมายกำลังใช้น้ำเฉลิมฉลองงานสงกรานต์จนถึงวันสิ้นสุด แต่สงคราม (แย่งชิง) น้ำที่เกิดขึ้นทั่วโลก ยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง สงครามน้ำส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาการขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ของโลก และมักจะมีสาเหตุจากข้อจำกัดทางภูมิประเทศ แต่จากรายงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งเผยแพร่ในปี 2549 พบว่า แหล่งน้ำจืดเท่าที่มีอยู่ในโลกเหลือเพียงร้อยละ 0.25 ของแหล่งน้ำทั่วโลก ไม่มีทางหล่อเลี้ยงพลเมืองโลกประมาณ 6 พันล้านคนได้อย่างทั่วถึงเลย ด้วยทรัพยากรน้ำที่มีจำกัด แต่ประชากรในโลกกลับเพิ่มสูงขึ้นทุกปี นอกจากนี้ ภาวะสิ่งแวดล้อม เช่น โลกร้อน ยิ่งซ้ำเติมให้ภาวะขาดแคลนน้ำกลายเป็นตัวคุกคามต่อการพัฒนาประเทศยากจนต่างๆ การแย่งชิงหรือรุกคืบเพื่อยึดครองแหล่งน้ำจึงเป็นเรื่องที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ระดับชุมชนต่อสู้กันเอง ชุมชนต่อสู้กับรัฐ ไปจนถึงการแย่งชิงน้ำในระดับประเทศ ไม่เ้ว้นแม้กระทั่งประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ยังประสบกับปัญหาการจัดสรรน้ำไม่เป็นธรรม ซึ่งเกิดขึ้นเพราะการแปรรูปน้ำไปให้บริษัทเอกชนจัดการ สงครามน้ำจึงอาจไม่ใช่เรื่องของความขาดแคลนเสมอไป แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันหมายถึงการจัดสรรหรือแบ่งปันน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอและขาดความเป็นธรรมเท่าเทียม   "โลกมีเพียงพอสำหรับความต้องการของทุกคนแต่ไม่พอสำหรับความโลภของกลุ่มคนน้อยนิด" -มหาตมา คานธี-  สงครามน้ำแย่งชิงน้ำ จากโลกเหนือถึงโลกใต้การแข่งขันของบริษัทผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วโลกดุเดือดขึ้นทุกวัน แต่ละแบรนด์ต่างก็พยายามสร้างสรรค์หีบห่อและคุณสมบัติของสินค้าให้โดดเด่นดึงดูดผู้บริโภค นี่ก็ถือเป็นสงครามน้ำอีกรูปแบบหนึ่ง แต่สงครามแย่งชิงน้ำในประเทศที่มีข้อจำกัดทางภูมิอากาศและภูมิประเทศนั้นรุนแรงกว่ามาก เพราะมันคือการปะทะต่อสู้กันตรงๆ จนถึงขั้นสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ สงครามแย่งชิงน้ำที่เก่าแก่และต่อเนื่องที่สุด น่าจะเป็นที่ประเทศ อินเดีย ซึ่งแม่น้ำแทบทุกสาย ไม่ว่าจะเป็น คงคา มหานที กฤษณะ สตลัช นรมทา ยมนา และกาเวรี คือพื้นที่แห่งความขัดแย้ง ทั้งในระดับชุมชมขัดแย้งกันเอง และในระดับที่ชุมชนขัดแย้งกับรัฐ ปัญหาความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรน้ำในอินเดีย เกิดจากการที่รัฐบาลกลางพยายามรวบอำนาจบริหารจัดการน้ำมารวมศูนย์เพียงฝ่ายเดียว และมีนโยบายสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตร รวมถึงการควบคุมน้ำท่วม และบรรเทาความแห้งแล้ง แต่กลายเป็นว่าการชลประทานในระดับชุมชนถูกละเลยขาดการมีส่วนร่วมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่น ประชาชนชาวอินเดียจำนวนมากจึงไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน จนนำไปสู่การก่อจลาจลหลายครั้งหลายหนที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าการสร้างเขื่อนได้เปลี่ยนแปลงการผันน้ำจากกระแสที่ไหลตามธรรมชาติ และเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายน้ำในลุ่มน้ำ ทำให้เกิดการกัก-เก็บ จนชาวบ้านไม่สามารถนำน้ำไปใช้ได้ตามวิถีชีวิตแบบเดิม ในที่สุด ก็นำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างชุมชนที่ได้รับการจ่ายน้ำกับชุมชนที่ถูกละเลย เพราะไม่ได้เป็นพื้นที่สำคัญของกระบวนการผลิต และลุกลามไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับรัฐ รวมถึงรัฐขัดแย้งกับรัฐบาลกลาง ซึ่งศาลระหว่างรัฐต้องทำคดีมากมายเพื่อหาทางยุติปัญหาดังกล่าว แต่ระหว่างกระบวนการในชั้นศาลดำเนินไป การสูญเสียที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างประชาชนก็ยังดำเนินไป แม้แต่ในทวีปอเมริกา สหรัฐอเมริกา และ เม็กซิโก ก็เคยขัดแย้งกันมาก่อนเรื่องน้ำในแม่น้ำโคโลราโด ทั้งนี้ มีการทำสัญญาว่าอเมริกาจะปันน้ำจากแม่น้ำโคโลราโดให้กับเม็กซิโก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1944 เป็นต้นมา แต่เมื่อปี 1961 น้ำจากแม่น้ำโคโลราโดมีความเค็มสูงขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนที่เกลนแคนยอนและเขื่อนฮูเวอร์ในอเมริกา ทำให้ชาวเม็กซิโกที่ต้องใช้น้ำรวมตัวกันชุมนุมประท้วงอยู่นาน จนกระทั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องสร้างโรงงานเพื่อลดความเค็มของน้ำก่อนที่ปล่อยไปยังเม็กซิโกส่วนความขัดแย้งเรื่องน้ำในระดับประเทศที่ยืดเยื้อยาวนานกว่านั้น ได้แก่ บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ ซึ่งกินพื้นที่ถึง 10 ประเทศ คือ เอธิโอเปีย, ซูดาน, อียิปต์, อูกันดา, เคนยา, แทนซาเนีย, บูรุนดี, รวันดา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และ เอริเทรีย แรกเริ่มเดิมที เอธิโอเปียเป็นแหล่งกำเนิดน้ำร้อยละ 85 ของแม่น้ำไนล์ที่ไหลอยู่ตลอดปี และอีกร้อยละ 14 มาจากเคนยา อูกันดา แทนซาเนีย รวันดา และคองโก แต่เมื่ออียิปต์สร้าง ‘เขื่อนอัสวาน' ในปี ค.ศ.1958 ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอียิปต์ เอธิโอเปีย และซูดาน เพราะนอกจากชาวซูดานกว่า 100,000 รายจะถูกไล่ที่ พวกเขายังหมดโอกาสที่จะใช้น้ำในแม่น้ำไนล์ได้อย่างอิสระเสรีเหมือนแต่ก่อนอีกด้วย นอกจากนี้ เอธิโอเปียก็ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในอียิปต์ เพราะอังกฤษได้ทำสัญญาว่าด้วยการไม่ควบคุมกระแสน้ำในแม่น้ำไนล์น้ำเงิน เพื่อเอื้อประโยชน์ในการเดินเรือของสหราชอาณาจักร เนื่องจากแม่น้ำไนล์น้ำเงินมีต้นกำเนิดจากเอธิโอเปีย (ในขณะที่แ่ม่น้ำไนล์ขาว มีต้นกำเนิดจากบูรุนดี) การสร้างเขื่อนอัสวานส่งผลถึงเส้นทางการเดินเรือของอังกฤษ และำนำไปสู่การกดดันให้เอธิโอเปียทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้อียิปต์ เอธิโอเปีย และซูดาน ต้องต่อสู้แย่งชิงด้านสิทธิในการเข้าถึงน้ำในแม่น้ำไนล์กันหลายยกทีเดียวปัจจุบัน การปล้นน้ำและแย่งชิงการครอบครองพื้นที่แหล่งน้ำยังคงเกิดขึ้นในอินเดีย, โบลิเวีย, บังคลาเทศ, ซูดาน, เอธิโอเปีย, อิสราเอล, เขตเวสต์แบงก์, อิรัก ฯลฯ เช่นเดียวกับปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งน้ำก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และปัญหาเรื่องน้ำที่ใหญ่ที่สุดของชุมชนจำนวนมากในเวลานี้ คือ การถูกรุกคืบจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ซึ่งพยายามจะแปรรูปให้น้ำกลายสภาพจากทรัพยากรธรรมชาติไปเป็นสมบัติของเอกชนข้ออ้างสำคัญที่บริษัทต่างๆ ใช้เมื่อต้องการบุกเข้าไปในชุมชนเพื่อจัดการแปรรูปน้ำคือการบอกว่าจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการเรื่องน้ำอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำโฆษณาที่ได้ยินได้ฟังจากกลุ่มทุนต่างๆ มีเพียงด้านเดียวเท่านั้น การจัดการน้ำในเมืองไทย-ใครบอกว่าไม่มีปัญหา? ในการประชุมเมื่อวันที่ 22 มี.ค.2551 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน สมัชชาสหประชาชาติได้ประกาศเตือนเนื่องในวาระ ‘วันน้ำโลก' (World Water Day) ว่า ประเด็นที่จะต้องขับเน้นเป็นวาระพิเศษประจำปีนี้คือ ‘การรณรงค์แก้ปัญหามลพิษทางน้ำ' รวมถึงการทำให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติกลับเป็นแหล่งน้ำสะอาดและมีคุณภาพเพียงพอที่จะใช้ในการดำรงชีวิตได้ในส่วนของประเทศไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่งจะพูดถึงปัญหามลพิษเมื่อครั้งที่ไปเปิดงานนิทรรศการภาพถ่าย ‘วิกฤตน้ำ วิกฤตชีวิต' ซึ่งจัดโดยกลุ่มกรีนพีซ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยที่นายสุวิทย์ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า กระทรวงอุตสาหกรรมฯ จะเข้าไปตรวจสอบดูแลโรงงานอุตสาหกรรมให้มีการติดตั้งระบบน้ำเสียที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกฎกระทรวง, ยึดหลักธรรมาภิบาล, ร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางน้ำสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงและรองนายกฯ พยายามย้ำตลอดเวลาคือข้อเท็จจริงที่ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตน้ำในด้านปริมาณและคุณภาพ แหล่งน้ำจืดที่มีคุณภาพดีของไทยมีอยู่จำกัด และกำลังลดลงจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุจากปัญหาการปล่อยมลพิษลงสู่แหล่งน้ำ ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางน้ำที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยความสุขชุมชนมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญล่าสุด ระบุว่าร้อยละ 86.5 ของชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความคิดเห็นว่ามลพิษทางน้ำเป็นปัญหาสำคัญของประเทศและควรรีบเร่งแก้ไขป้องกันอย่างเร่งด่วน (1)อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหามลพิษทางน้ำ การแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง ซึ่งหมายถึงการทบทวน พ.ร.บ.การจัดการน้ำ ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการนำ พ.ร.บ.น้ำ 2550กลับมาอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ยังไม่ผ่านในสมัย สนช.และเป็นที่กังขาในหมู่คนทำงานด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมากพ.ร.บ.น้ำ ฉบับรีเทิร์นนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะนำไปสู่การมอบอำนาจในรัฐจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จ เพราะ ‘สถานะของน้ำ' ทั้งที่มจากดิน แหล่งน้ำ อากาศ ใต้ดิน จะกลายเป็นของรัฐบาลโดยสมบูรณ์ เพราะเนื้อหาใน พ.ร.บ.มอบอำนาจในรัฐสามารถที่จะ (1) พัฒนาแหล่งน้ำ สร้างฝาย สร้างเขื่อน การผันน้ำ หรือทำลายสิ่งกีดขวางในช่วงน้ำท่วม (2) รัฐสามารถกำหนดรูปแบบการบริหารการจัดการน้ำ หรือการใช้น้ำโดยจำแนกประเภทของการใช้น้ำ โดยต้องขออนุญาตและเสียค่าน้ำ และ (3) รัฐสามารถประกาศแหล่งต้นน้ำลำธารได้ โดยรวมถึงการกำหนดเงื่อนไขการใช้ประโยชน์จากที่ดินด้วยหาก พ.ร.บ.น้ำ ประกาศใช้ เมื่อไหร่ ก็หมายความว่า หน่วยงานของรัฐ เช่น กรมทรัพยากรน้ำ ก็จะสามารถกำหนดให้การเพาะปลูกของเกษตรกรได้ และภาระทางการเงินของผู้ใช้น้ำจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งประเด็นสำคัญก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับภาระทางการเงินที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มขึ้น ไม่เคยถูกเปิดเผย ในเวทีแสดงความคิดเห็นของชาวบ้านเลยจากประเด็นเหล่านี้ นายสายัณห์ข้ามหนึ่ง เจ้าหน้าที่โครงการแม่น้ำเพื่อที่ชีวิต ได้กล่าวถึงอย่างน่าสนใจในระหว่างการบันทึกเทปให้สัมภาษณ์รายการวิทยุ ‘มองคนละมุม' ที่สถานีวิทยุ FM 100 เสียงสื่อสารมวลชน เมื่อวันที่ 29 ก.พ. และประชาไทได้รายงานเอาไว้ในบทความ ‘เมื่อน้ำมีราคา เมื่อนามีมิเตอร์ หาก ‘พ.ร.บ.น้ำ' ผ่าน' ว่า"พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นการลิดรอนสิทธิของชุมชนและเกษตร เพื่อที่จะให้รัฐสามารถจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะว่าแนวคิดหลักที่บอกว่าการใช้น้ำในภาคการเกษตรนั้นสูญเปล่าไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็จะทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้สามารถเก็บค่าน้ำจากภาคการเกษตรให้เป็นมูลค่าได้อีกด้านหนึ่งที่น่าคิดก็คือการจัดการในปัจจุบันในภาครัฐไม่ว่าจะเป็นเขื่อนหรืออ่างขนาดใหญ่ ในการพิจารณาให้น้ำกับภาคการเกษตรนี้จะมาทีหลัง ดูจากภาคกลาง กลุ่มหลักที่จะได้ประโยชน์และถูกพิจารณาเป็นอันดับแรกก็คือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งภาคการเกษตรจะถูกพิจารณาเป็นอันดับสุดท้ายอยู่แล้ว" ความคืบหน้าของการร่าง พ.ร.บ.น้ำภาคประชาชนนั้น ปัจจุบันภาคประชาชนได้ทำการปรึกษานายหาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีความถนัดในเรื่องการจัดการน้ำ ได้อาสาจะมาเป็นผู้ยกร่าง และเมื่อทำการบกร่างแล้วเสร็จก็จะเชิญแกนนำชาวบ้านมาร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับภาคเกษตรและชาวบ้านถึงอย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยกร่าง โดยยังอยู่ในขั้นของกรรมาธิการ ซึ่งตอนนี้ถูกฟ้องที่ศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาด้วยความไม่ชอบธรรม เพราะว่าในช่วงของการผ่านญัตติของ สนช. นั้นเกิดปัญหาเนื่องจาก สนช.ที่ร่วมพิจารณากฎหมายฉบับนี้ไม่ครบองค์ประชุม นายสายัณน์ ได้ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่นี้ว่า "หากมีการผลักดัน พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ต่อก็ควรจะต้องมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อที่จะให้ภาคประชาชน ซึ่งในภาคประชาชนก็ต้องแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ และต้องร่าง พ.ร.บ.น้ำภาคประชาชนขึ้นมาเพื่อเสนอให้พิจารณา   
Hit & Run
  มุทิตา เชื้อชั่ง โอว เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ ....สุ้มเสียงเธอเป็นอย่างไร ไม่สู้จำได้ ตราตรึงไว้เพียงริมฝีปากทำนองเพลงฟังผ่านๆ ไป แต่ทำนองการเคลื่อนไหวเร้าใจกว่ามากบุคลิกแคล่วคล่องว่องไว หนุ่มๆ ขอใกล้ ป้าๆ ขอจากยาลม ยาดม ยาหม่อง เร่งเอามากอง อย่าให้หายาก  โอว เกิร์ลลี่ เบอร์รี่....สีสันแห่งยุคสมัย ขายได้ ขายไว เลื่อนไหลเชี่ยวกรากจับเธอมาใส่ชุดไทย น่ารักสดใส เซ็กซี่ไม่เหลือซากปกติเสื้อหาย กางเกงหด คราวนี้งามงด โอ้... ไทยมั่กๆเด็กชอบ ผู้ใหญ่อมยิ้ม ดูหนังสือพิมพ์ คอนทราสต์หายอยากหยดเยิ้ม หยาดย้วย หยอดย้อย ผู้ใหญ่หวังคอยเด็กไทยรู้รากแต่ราฟฟี่ แนนซี่ กอล์ฟ ไมค์ ต่างดำเนินไปในความหลายหลาก  ไอ้จุ่นบีบคอราชบัณฑิต นิยาม "ความเป็นไทย" ติ๊ดส์ดิ เอาแบบไม่คิดมากขอแบบจริงใจ ไม่จริงจัง ไม่ต้องเน้นขลัง ปีนกระไดลำบากป้าแกรีบบอก ไม่ได้ ! รักษาของดีไว้ก่อนจะพลัดพรากเธอจะอยู่รอดปลอดภัย สังคมสว่างไสว กลางโลกใบขี้กลากแต่ชุดไทยใส่แล้วร้อนอ่ะ ไว้ใส่ตอนนอนได้ปะ กับใส่ตอนอยากว่าแล้วสะบัดสไบทิ้ง กลับมาสวยปิ๊ง เต้นเร่าอีกฟากป้าเห็นโกรธราวไฟฟืน แทบล้มทั้งยืน อยากเอาปี๊บคลุมปากยาดม ยาลม ยาหม่อง บอกแล้วให้เอามากอง อย่าให้หายาก  ตีกันไม่รู้กี่รอบ เถียงกันตกขอบ ขาว-ดำ หลายหลากไอ้จุ่นคิดออกหัวใส เสนอไอเดียใหม่ บอกเข้าท่ามากเจอกันครึ่งทางดีไหม พวกเราคนไทยอย่าแตกแยกลาจากป้ากับเกิร์ลลี่ เบอร์รี่ สลับกันใส่ก็ดี ผสมกับตามใจอยากเรื่องราวลงเอยด้วยดี ชาติไทยทวี มีชัยดีมากๆๆๆ
Music
การยึดติดในสถาบันหรือรางวัลว่าเป็นตัววัดความเก่งกาจของศิลปินดูเป็นเรื่องหน้าขำอย่างหนึ่งในโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับความหลากหลาย คิด ๆ ดูว่าแนวดนตรีในโลกนี้ถ้านับรวม Sub-Genre ทั้งหลายเข้าไปด้วยแล้วก็มีมากจนนับแทบไม่ไหว แต่รางวัลจากสถาบันทั้งหลายมันแบ่งง่าย ๆ แค่ ป็อบ ร็อค อาร์แอนด์บี ซึ่งไม่อาจตอบรับกับความหลากหลายได้ และพาลจะทำให้เป็นการขีดเส้นขั้น ผูกขาดรูปแบบบางอย่างไว้ก็ได้ว่า "เสียงดี" ต้องเป็นเสียงแบบนี้ การเรียบเรียงที่ดีต้องเป็นแบบนี้ ๆ ฯลฯ ผมถึงคิดว่า เราควรจะไม่ไปยึดติดอะไรมากกับรางวัลที่มาจากการตัดสินของคนไม่กี่คนบนหิ้งเรื่องศิลปะที่มาจากการผูกขาดรสนิยมมันชวนให้รู้สึกย่ำแย่ฉันใด เรื่องการเมืองที่มาจากการผูกขาดของคนบนหิ้งก็ชวนให้รู้สึกย่ำแย่ฉันนั้น การพยายามสกัดไม่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยอ้างว่าจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองปกป้องตัวเองได้ มันก็ฟังดูเป็นการย่ำอยู่กับที่แล้วก็เป็นการปกป้องพวกพ้องที่อาจจะไม่ใช่นักการเมืองแต่อยู่บนหิ้งโดยอ้อม ๆ เช่นกัน--------------------------สิ่งที่อยู่บนหิ้งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือเรื่องศิลปวัฒนธรรมจะต้องถูกตั้งคำถามบ้างว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของประชาชน หรือแม้แต่เป็นตัวแทนของ Minority ได้จริงหรือเปล่าชะแว๊บมาพูดถึงสิ่งที่น่าจะเป็น "ทางเลือกที่สาม" ในวงการของดนตรี สำหรับคนที่ไม่ค่อยปลาบปลื้มกับดนตรีกระแสหลัก และมีรสนิยมที่ต่างออกไป ผมพยายามหลีกเลี่ยงคำว่าอินดี้อย่างสุดชีวิตเพราะคำ ๆ นี้ ในปัจจุบันมันถูกนำไปแปลงความหมายโดยผู้มีบารมีนอกค่ายเพลงจนทำให้คนเข้าใจผิด ๆ ถูก ๆ และใครที่ไม่รู้จริงก็มักจะด่าเหมามันหมดช่วงนี้มีโอกาสได้ฟังอยู่สองวงคือ Disorder วงแนวเมทัลที่เน้นการใส่จังหวะแบบกรู๊ฟเสริมอิทธิพลจากฮาร์ดคอร์ บ้างอาจจะเรียกวงนี้ว่าเป็นแนวเมทัลเพื่อชีวิต !? ซึ่งน่าจะจงใจหมายถึงเนื้อเพลงที่ที่หันมาพูดถึงสังคมรอบตัวแทนการอยู่กับแฟนตาซีอัลบั้มที่วงนี้เพิ่งออกมาคือ This's order ที่ผมฟังโดยรวมแล้วคงต้องพูดแบบบั่นทอนกำลังใจหน่อยว่า ในแง่ของดนตรีโดยรวมแล้วยังไม่สุดและไม่มีอะไรที่เด่นเป็นพิเศษออกมา เพลงช้าสองเพลงที่ดูหลุดโทนหน่อย ๆ เพราะดีครับ โดยเฉพาะสายลมที่จากไป ทั้งเนื้อหาและดนตรีมันชวนให้นึกถึงพวกเพื่อชีวิตจริง ๆเนื้อหารวม ๆ ของอัลบั้มนี้แล้วมันชวนให้นึกถึงเมทัลวิพากษ์สังคมอีกวงหนึ่ง ซึ่งถ้าจะให้พูดแล้วส่วนใหญ่ยังหนีไม่พ้นกรอบคิดเดิม ๆ ซึ่งไม่ค่อยต่างอะไรกับการแค่ได้ระบายอารมณ์ดิบ ๆ ออกมาเท่าไหร่ เว้นอยู่เพลงเดียวเท่านั้นที่ผมคิดว่าเข้าท่าคือเพลง หลอกตัวเอง ...ที่ถ้าหากอัลบั้มนี้เป็นคอนเซปท์อัลบั้มแล้วล่ะก็ มันเป็นเพลงปิดอัลบั้ม (ไม่นับ Instrumental Outro) ที่เหมาะสมทีเดียว อีกวงหนึ่งที่หน้าปกเด่นตระหง่านออกมาคือวงที่ชื่อภูมิจิต ในอัลบั้ม Found and Lost ถ้าไม่รู้จักมาก่อนจะพยายามเดาไปหลายเลยว่ามันเป็นวงแนวอะไรกันแน่ ด้วยน่าปกและชื่อเพลงที่น่าสนใจทำให้ผมลองเอามาฟังดูก็พบว่ามันเป็นเพลงทีแม้จะยังคงพื้นฐานแบบป็อบร็อคเอาไว้ แต่ก็เจือด้วยนีโอ-ไซคีเดลิก บางเพลงออกเป็นชูเกส (Shoegaze) เลยทีเดียวหลายเพลงในอัลบั้มนี้ฟังเพลินและเชื่อว่าตั้งใจทำได้ดีทีเดียว แต่บางเพลงก็ธรรมดาไปหน่อย ด้านเนื้อหานี้แหวกออกมาจากวงนอกกระแสวงอื่นอยู่เหมือนกัน เรียกว่ามีแนวทางของตัวเองดี เพลงอย่าง New World Order พูดถึงอะไรที่ไม่ค่อยได้ยินจากปากของศิลปินไทยเท่าไหร่นัก แต่การถ่ายทอดเพลงนี้ยังมีลักษณะที่ชวนให้รู้สึกว่ามันจริงจังก็จริงจังไม่สุด บางประโยคของเนื้อเพลงทำให้โทนจริงจังในเพลง "หลุด" ออกมาเล็กน้อยทางวงภูมิจิตเคยบอกไว้ว่าอัลบั้มนี้เหมือนเป็นคอนเซปท์อยู่กลาย ๆ เกี่ยวกับชีวิตเด็กชายคนหนึ่งที่อาจจะชื่อภูมิจิตก็ได้ โดยพูดถึงสิ่งที่เขาได้พบเจอผันผ่านมาในชีวิต มีทั้งเรื่องความประทับใจใน "เมฆสีรุ้ง" เรื่องวุ่นวายใน "มากมายก่ายกอง" ดนตรีของสองเพลงนี้ฟังได้แบบเรื่อย ๆขณะที่เพลงที่ดูตรงไปตรงมามากที่สุดในอัลบั้มอย่าง "รอผล..." ที่พูดถึงการรอผลสอบเอนทรานส์ ผมว่าเพลงนี้มีวิธีการเล่าเรื่องแบบที่ชวนให้รู้สึกได้มากกว่าช่วงท้าย ๆ ที่เริ่มพูดถึงอะไรในเรื่องสัจธรรมที่ฟังดู Sophisicate เกินไปหน่อยเมื่อเทียบกับการพูดถึงอะไรที่จับต้องได้ในช่วงต้น ๆ ของอัลบั้ม (ในอีกแง่หนึ่งเพลงอย่าง "อัตวินิบาตกรรม" กับ "รักคือความทุกข์ สุขคือนิพพาน" อาจจะดูเข้ากับปกอัลบั้ม แต่ผมคิดว่าถ้าจะทำเป็นคอนเซปท์อัลบั้มเนื้อหาของเพลงไม่น่าจะทิ้งห่างแบบไม่มีจุดเชื่อมโยงขนาดนี้)อย่างไรก็ตามผมก็ยอมรับวงนี้ในแง่ความสดใหม่ ขณะเดียวกันก็ของมองโลกในแง่ดีรอดูพัฒนาการทั้งด้านดนตรีด้านเนื้อหาของพวกเขาต่อไป  
การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์
ราศีเมษ Aries (13 เมย.-13 พค.)        ไพ่ใบแรกของคุณสัปดาห์นี้ 8 เหรียญค่ะ ในช่วงนี้ หากคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆ จะสมหวังค่ะ การกู้ยืม ขอสินเชื่อต่างๆ จะมีผู้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี แต่ในเวลาเดียวกัน ไพ่มักจะบอกถึงการทำบุญ ทำทาน การแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่น อย่าละเลยในเรื่องของ “การให้” นะคะความรัก ความสัมพันธ์   The Star หมายถึงความสงบสมหวัง หน้าไพ่แสดงถึงนิมิตหมายที่ดีไปในอนาคตค่ะ การได้พบคนที่เข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้ง มีอุดมคติในทิศทางเดียวกัน แต่ในบางคนหมายถึงช่วงเวลาปรองดอง การปรับความเข้าใจ การฟื้นฟูความสัมพันธ์ และมิตรภาพที่กำลังก่อเกิดด้วยค่ะสถานการณ์การเงิน ราชินีถ้วย เป็นไพ่ของความสุขในระดับลึกค่ะ ความอิ่มเอมทางอารมณ์ ความอุดมสมบูรณ์ไม่ขาดแคลน แต่ไพ่ใบนี้ มักสัมพันธ์กับความอ่อนไหวทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งด้วยเช่นกัน คุณอาจจะมีความต้องการอยากใช้จ่ายเงินกับเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ หรือรอคอยของขวัญของฝากจากคนรัก สิ่งสำคัญไม่ใช่มูลค่า แต่เป็นคุณค่าของความคิดถึงธุรกิจ การงาน อัศวินเหรียญ หมายถึงการก้าวหน้าไปช้าๆ แต่ก็มั่นคงในที สภาพแวดล้อมไม่ดีไม่ร้าย สิ่งต่างๆ ดำเนินไปได้ด้วยดี คุณเองมีความพึงพอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่ รวมๆ เป็นช่วงเวลาที่ดี ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนลำบากใจค่ะ แต่ถ้าใครทำกิจการส่วนตัว มีการลงทุนในช่วงนี้ มองยาวนิดนึง ช่วงนี้จังหวะชีวิตคุณไม่เหมาะกับอะไรที่รีบเร่งๆ หรือการมุ่งแสวงหาผลกำไรมากๆ ในเวลาอันสั้นค่ะคำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น  Wheel of Fortune จังหวะชีวิตที่มีขึ้นมีลงค่ะ ดูเหมือนจะมีอะไรที่ยังควบคุมไม่ได้นัก ในสิ่งดีๆ คุณจะเจอเรื่องแย่ๆ แฝงอยู่ แต่หากเจอเรื่องร้ายๆ ก็ยังมีสิ่งดีๆ ซ่อนไว้เช่นกัน พิเศษนิดนึง ใครที่ทำงานกับครอบครัว ทำธุรกิจอสังหาฯ หรือทำธุรกรรมเกี่ยวกับบ้าน ที่ดิน มรดก รอบคอบให้มากนะคะคำแนะนำพิเศษ 10 ถ้วย พื้นชะตาของคุณน่าจะมีครอบครัวหนุนนำเป็นพิเศษ ในที่นี้ อาจหมายถึงบุพการี หรือคู่ครอง แม้แต่ญาติมิตร เพื่อนฝูงต่างๆ ด้วย เมื่อพบเหตุการณ์ร้ายๆ ก็ขอให้มั่นใจว่าคุณจะไม่โดดเดี่ยวค่ะ
รวิวาร
มีตาน้ำในตัวฉันไหม ผุดพุ่งเป็นตัวอักษร  สายน้ำน้อยๆที่ใสสะอาด ดื่มกินได้  ชะล้างร่างกายและจิตวิญญาณ  ลำธารที่ไม่มีวันหมดสิ้น  ซับน้ำริน ๆ ที่มองไม่เห็น  ซึ่งผุดขึ้นมาจากมหาสมุทรชีวิตใต้พื้นพิภพ ............
กิตติพันธ์ กันจินะ
มาริยา มหาประลัย
เมธัส บัวชุม
-1-ปกติแล้ว ผมจะไม่หยิบนิตยสาร “เนชั่นสุดสัปดาห์” ขึ้นมาเปิดดูเพราะไม่คิดว่ามีคอลัมน์อะไรที่ดึงดูดใจเพียงพอ นอกจากก่อนหน้านี้ที่พลิกเปิดไปดู “เรื่องสั้น” เพื่อตรวจดูว่าเรื่องสั้นของตัวเองได้รับการพิจารณาหรือเปล่า แต่ตอนนี้ผมหมดปัญญาและพลังที่จะเขียนเรื่องสั้นแล้ว  ดังนั้นเวลาหยุดดูที่แผงหนังสือผมเพียงแต่กวาดสายตาดูนิตยสารรายสัปดาห์ยี่ห้อนี้เพียงผ่าน ๆ เท่านั้นแต่ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ล่าสุดที่หน้าปกเป็นรูป “ธีรยุทธ  บุญมี” นักคิดวิธีสร้างข่าวให้ตนเองนั้นสะกดให้ต้องหยิบขึ้นมาเปิดดู ที่น่าสนใจไม่ใช่รูป “ธีรยุทธ  บุญมี” แต่เป็น “คำ” ที่พาดผ่านหน้าปกซึ่งเขียนว่า “ตุลาตอแหล ?” พาดหัว “แรง” แบบนี้เป็นใครก็คงต้องสะดุดหยุดดู ผมพลิกไปอ่านโดยระทึกในดวงหทัยพลัน จึงได้ทราบว่าที่แท้แล้วคำนี้ได้มาจากบทสัมภาษณ์ของ “จรัญ ภักดีธนากุล”  ขอโทษ เขียนผิด ไม่ใช่ “จรัญ ภักดีธนากุล” แต่เป็น “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ต่างหาก (ชื่อ “จรัล” จำนวนมากที่ขยันเป็นข่าวช่างชวนให้สับสนจริง)บทสัมภาษณ์ของ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ตีแสกหน้า “ธีรยุทธ  บุญมี” ตรง ๆ โดยไม่ต้องอ้อมค้อมให้น่ารำคาญ “จรัล  ดิษฐาอภิชัย” อ้างอิงไปถึง “ลาว คำหอม” นักคิดนักเขียนผู้ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการทำอะไรที่ถอยหลังอย่างเช่นเรื่องการใช้กฎหมาย “มาตรา 7”   อันโด่งดังที่เปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือที่เรียกว่าเป็นนายกพระราชทานและ “ธีรยุทธ  บุญมี” ก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนมาตรา 7 อย่างแข็งขัน   พอพูดถึง “ลาว คำหอม” ก็ให้รู้สึกว่านักคิดนักเขียนที่มีความคิดทางการเมืองก้าวหน้าแบบ “ลาว  คำหอม” นั้นหายากเต็มทีในสมัยปัจจุบันซึ่งถ้าไม่หมกมุ่นกับปัญหา “ตัวบุคคล”  อย่างอดีตนายก ฯ “ทักษิณ ชินวัตร”  จนคิดอะไรไม่ออก มองอะไรไม่เห็นก็เอาการเอางานกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” “คุณธรรม จริยธรรม” “บริโภคนิยม”  “ทุนนิยมสามานย์” ผมเคยบ่นกับบรรณาธิการใหญ่ท่านหนึ่งว่าทำไมนักเขียน (บางคน) จึงมีความคิดที่จะขับไล่อดีตนายก ฯ ทักษิณ  ชินวัตร แต่ขาดสติและปัญญาที่จะต่อต้านรัฐประหาร (ผมจำไม่ได้แล้วล่ะว่าบรรณาธิการใหญ่ท่านนั้นตอบว่าอะไร)ที่ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” อ้าง “ลาว คำหอม” นั้นก็เพราะ “ลาว  คำหอม” เป็นบุคคลที่ “ธีรยุทธ  บุญมี” เคารพนับถือ
เด็กใหม่ในเมือง
ในขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนบทความชิ้นนี้ เราได้เห็นบรรดานักคว้าดาวปรากฏในหน้าจอของโมเดิร์นไนน์ทีวี และในอีกไม่นานก็คงถึงคราวของรายการ Academy Fantasia ที่จะกลับมาอยู่ในความสนใจกันอีกครั้งพูดถึงรายการเรียลิตี้โชว์ทั้ง 2 รายการที่ว่านั่น ดูจะเป็นเส้นทางลัดของบรรดา “นักล่าฝัน” หลายๆ คนที่หวังจะเข้าสู่วงการดนตรี ซึ่งดูจะเป็นเส้นทางที่คนจับจ้อง และหลายคนพร้อมจะกระโดดลงไปหามันมากที่สุด... แม้ในที่สุดเราจะได้เห็นว่า เอาเข้าจริงคนที่ถูกลืมจากเวทีเหล่านี้มีมากกว่าผู้ที่ได้รับชื่อเสียงหลายเท่านักแต่ในคราวนี้ ผมจะพูดถึงวงดนตรีวงหนึ่ง ที่เส้นทางการเดินทางของพวกเขาดูจะขรุขระ ไม่ได้มีสปอตไลท์สาดส่อง และไม่ได้มีแฟนคลับคอยเป็นแม่ยกมากมายนัก เอาง่ายๆ ก็คือทางของพวกเขาเป็นเส้นขนานกับเส้นทางของนักล่าฝันเหล่านั้นวงดนตรีวงนี้เริ่มจากวงดนตรีเล็กๆ จากการรวมตัวของนิสิตร่วมสถาบัน จับพลัดจับผลูได้เล่นในคอนเสิร์ต Live in a Day (คอนเสิร์ตที่จัดโดยนิตยสาร a day) ครั้งแรก เริ่มทำแผ่นซิงเกิ้ลแบบทำเอง – ขายเอง วางขายตามเทศกาลดนตรีต่างๆ ซึ่งแม้จะขายไม่ค่อยได้ แต่ก็พอทำให้มีคนรู้จักพวกเขาในแวดวงอินดี้อยู่พอสมควรหลังจากนั้นพวกเขาได้ร่วมเป็นหนึ่งในวงที่ริเริ่มก่อตั้งกลุ่ม “โคตรอินดี้” – กลุ่มวงดนตรีเล็กๆ ที่จัดคอนเสิร์ตกันเอง เล่นกันเอง โดยเริ่มจากการเช่าโรงหนังชั้นสองแถวๆ เยาวราชเพื่อเปิดคอนเสิร์ต ก่อนที่จะเริ่มจัดคอนเสิร์ตตามสถานที่ต่างๆ มีคนดูบ้าง ไม่มีคนดูบ้าง ถูกตำรวจปิดงานเพราะเล่นเกินเวลาเที่ยงคืนบ้างในระหว่างนั้นวงดนตรีวงนี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงสมาชิก และเริ่มสะสมเพลงของตัวเองมากขึ้น  ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ลับคมเขี้ยวทางดนตรีให้แหลมคมขึ้นเรื่อยๆหลังจากนั้นพวกเขาได้มีเพลงไปอยู่อัลบั้ม Compilation อัลบั้ม Tata Tomorrow ของห้องซ้อมดนตรี Tata Studio ของต้าร์ – อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา (จริงๆ พูดชื่อสั้นๆ ว่าคุณต้าร์ แห่งวง Paradox ก็ได้ หรือจะเรียกให้สั้นกว่านั้นว่า “ต้าร์ Paradox” ก็ได้อีก แต่ เอ่อ...ไอ้ที่อยู่ในวงเล็บนี่ มันชักจะยาวเกินไปแล้วนี่หว่า:-P) ร่วมกับวงดนตรีหลายๆ วง (หนึ่งในนั้นคือวง Klear ที่ตอนนี้ไปอยู่ในสังกัด Genie Records ไปแล้ว) ซึ่งมาถึงตอนนี้ พวกเขาได้มีโอกาสทำอัลบั้มเต็มๆ ของพวกเขาสักที หลังจากเริ่มตั้งวงมากว่า 5 ปี โดยได้คุณต้าร์นี่แหละที่ทำหน้าที่ Producer ของอัลบั้มอัลบั้มที่ว่านี่ชื่อ Found and Lost และวงดนตรีวงนี้คือวงดนตรี “ภูมิจิต” นั่นเอง
แสงพูไช อินทะวีคำ
แรกๆ ผมว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่อง ICT camp ต่อ แต่เมื่อตอนค่ำของวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง เป็นตอนจบของเรื่อง “เพลงดินกลิ่นดาว” ละครโทรทัศน์ช่อง ๗ ทำให้ผมเปลี่ยนใจ หันมาเขียนเรื่องนี้จนได้ กรณีที่ผมนำเรื่องนี้ขื้นมาพูดไม่ใช่เป็นทัศนะของวิชาการ แต่เป็นทัศนะส่วนตัวมากกว่า
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
แถบม่วงของกระหล่ำสีกลีบหยักของกล้วยไม้บางดอกดูแปลกตาดี
แพ็ท โรเจ้อร์
หลายเพลาที่ผู้เขียนหายตัวไปจากเว็บนี้ ด้วยมีภาระกิจที่มากมายล้นหัวล้นหูเพราะผู้ใหญ่ส่งมาตามที่หัวโขนกำหนด เลยหมดแรงทุกครั้งที่ถึงบ้าน อีกทั้งมีคนสนิทที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่แบบเข้มข้น เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบส่วนตัวอย่างสมัครใจ จึงไม่มีเวลาจะผลิตงานตรงนี้ อีกอย่างหลายครั้งก็ท้อใจเพราะว่าผลงานที่เขียนไม่ “แรง” เท่าไรนัก ส่วนแฟนประจำที่มีอยู่บ้างก็สไตล์คล้ายๆกันคือ ไม่ชอบโฉ่งฉ่าง ไม่ชอบสร้างประเด็นมากนัก งานก็เลยค่อยๆไป ที่น่าขำคือได้ยินคนมาบอกว่าเป็นคน “แรง” จากปากอดีตนักเขียนคนหนึ่งใน “ประชาไท” เลยมานั่งคิดเหมือนกันว่าที่แรงน่ะ แรงตรงไหน หลากความคิดเอาเถอะไม่ว่ากัน คนเรามีหลายแบบได้ข่าวจาก “ประชาไท” ตอนโทฯเข้ามาทักทายว่ามีคนถามถึง จึงรู้สึกอายใจว่าตนเองขี้เกียจแต่ก็รู้สึกดีใจที่มีคนถามถึงผลงาน อัตตาที่พอมีมันก็เลยบังคับให้ต้องเขียนมาในยามมหาสงกรานต์ที่คนไทยอยู่ในอารมณ์บันเทิงกันเป็นส่วนมาก แม้ข่าวและบทความต่างๆที่ “ประชาไท” เองลง ก็มีคำถามว่ามันเป็นยังมายังไงกับเทศกาลนี้ แบบที่คนไทยกระแสหลักไม่ถามกัน ไม่คิดย้อนกลับ แต่รับมาแบบไม่เคยสงสัย จนเป็นเรื่อง “การเมือง” ที่แฝงในชีวิตคนไทยที่โดนยัดใส่วิธีคิดและการสร้างโลก-ทัศน์ที่ประหลาดๆผู้เขียนพบว่าตอนนี้ (15 เม. ย.) มีหัวข้อฮิตกว่าการยุบพรรคการเมือง นั่นคืออัตราการตายเพราะอุบัติเหตไม่ว่าจะบนถนนหรือนอกถนน ขณะที่พิมพ์งานชิ้นนี้ก็มีคนตายไปนับร้อยแล้ว แถมมีการทำลายสถิติปีที่แล้ว ทั้งที่มีการรณรงค์ต่างๆ แต่ก็ไม่มีผล แล้วพาลที่จะหาสาเหตุมาอธิบายว่าทำไม ในส่วนตัวผู้เขียนขอเสนอว่าการรณรงค์ดังกล่าวไม่ได้ผลเนื่องจากคนทั่วไปทนฟังกรอกหูทุกวัน แล้วไม่ค่อยมีใครตาย พอถึงเทศกาลมีคนตายมีอุบัติเหตุ ก็คิดไปว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องปกติ สังคมไทยมีลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า “let go” มากไป ซึ่งก็มีพื้นฐานมาจากแนวความคิดแบบที่ว่า “โลกใบนี้ถูกกำหนดมาแล้ว” มากเกินไป จนไม่คิดจะหันมาทำอะไรเพื่ออนาคตเสียบ้าง น่าสังเวชเป็นที่สุด ฝรั่งเองระแวดระวังยังมีพลาด เพราะสังคมไทยไร้สำนึกและไม่ระวังจึงสูญเสียมากจนน่าสะท้อนใจผู้เขียนรู้สึกรำคาญกับวิธีคิดแบบดังกล่าวจนพูดไม่ถูก แต่เมื่อมองขึ้นไปก็พบว่า ชนชั้นปกครองนั่นแหละเสี้ยมสอนให้คนคิดไม่เป็น แถมยังบอกว่าสอนไม่ได้ ปล่อยให้เป็น “underdog” ไปทุกรุ่น ส่วนบางพวกที่อยากโงหัวขึ้นมาในระบบชนชั้นของสังคมไทยก็ชอบทางลัด บ้างก็คดโกง บ้างคอยให้คนมาช่วยแบบเอื้ออาทร หรือฝนหลั่งมาสู่ดินบ้าง ทำอะไร คิดอะไรไม่เป็น ไม่เป็นไทแก่ตน ผู้เขียนเคยเห็นในกระทู้ “ประชาไท” มีคนใช้สำนวนว่า “ตัวเป็นไท ใจเป็นทาส”
นาโก๊ะลี
ไม่ว่ายุคสมัยใด ตลอดช่วงเวลาของมนุษยชาติบนโลกใบนี้มีเรื่องราวมากมาย  แน่นอนว่าหลายเรื่องราวนั้นได้รับการบอกเล่ากล่าวขาน  บางเรื่องราวก็กลายเป็นตำนาน  ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องราวเหล่านั้นถูกใครนำมาบอกเล่า หรือถูกนำมาบอกเล่าในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี  มีเรื่องที่คล้ายกันนี้มากมายนัก  สมัยหนึ่งมีเพื่อนบอกว่า มีคนหน้าตาดีอีกมากมายที่ไม่ได้เป็นดารา  แม้ในยุคที่ดาราเกิดขึ้นมามากมายเท่าไหร่ก็ตาม  และมีคนที่ร้องเพลงเพราะมากมายที่ไม่ได้ประกอบอาชีพนักร้อง  หรือมีคนที่ประกอบอาชีพนักร้องมากมายที่ไม่ได้มีชื่อเสียง  เช่นกันว่า เรื่องราวที่นักเขียนบางคนนำมาบอกเล่า กลายเป็นเรื่องราวที่ผู้คนรู้จัก  และบางเรื่องราวของนักเขียนบางคนก็หายไปกับกาลเวลา....   แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวของเด็กกำพร้าสองคน.... ผู้คนเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ มีคนบอกอีกเหมือนกันว่า  คนฉลาดเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ และคนที่ฉลาดกว่าสามารถเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของคนอื่นด้วย  อย่างนั้น.... ความนัยของเรื่องนี้ก็คือ มีประสบการณ์มากมายของผู้คนมากมายที่หล่นหายไปตามกาลเวลาโดยไม่ได้ถูกยกมาเป็นเรื่องราวให้ผู้คนได้เรียนรู้  หรือชีวิตของคนธรรมดาในซอกหลืบของแผ่นดินที่ไม่มีใครเอามาเล่า  ว่าในแง่มุมที่น่าสนใจ  แง่มุมที่บางครั้งแม้คนใกล้ชิดก็มิได้มองเห็น  ใช่อยู่ว่า แง่มุมของคนดังก็มีเรื่องน่าสนใจ  แล้วในแง่มุมของคนไร้นามแล้วนั้นก็อาจมิได้ไร้เรื่องให้เรียน  อย่างนั้นกระมัง.....แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวของเด็กกำพร้าสองคน.....เทียบเคียงเรื่องเล่าของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคารพ มาอย่างนี้ว่า  เด็กกำพร้าคนที่หนึ่ง ชีวิตของเขาคือเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงต้องหม่นเศร้า และเดียวดาย  เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงประกอบกิจส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงขาดแคลนความรักเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงไม่มีความรักให้เพื่อนมนุษย์เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงก้าวร้าวต่อโลกเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงเรียนรู้ชีวิตได้น้อยเกินไปเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงขาดโอกาสเหมือนคนอื่นๆเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงเปราะบางและคลอนแคลนเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึง.........................เด็กกำพร้าคนที่สอง  ชีวิตของเขาคือเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงดูแลความสดชื่นเบิกบานเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงมุ่งมั่นกระทำการงานด้วยความตั้งใจ และประสบผลสำเร็จเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงเข้าใจว่ามีคนหลายคนรัก และเมตตาฉันเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงมีพลังที่จะรักเพื่อนมนุษย์เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงอ่อนโยนต่อโลกเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงแสวงหาความรู้ได้มากมายเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงมีโอกาสบางอย่างนอกเหนือจากคนอื่นๆเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงเข้มแข็งและมั่นคนเพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึง......................................เราทั้งหลายเป็นผู้มีชีวิตอยู่บนโลกอย่างขาดวิ่นอยู่บางส่วน พอกัน…….ประสบการณ์จะเป็นอย่างไรก็ช่าง เราให้ความหมายมันยังไง........